F-16 สองลำแท็กซี่ช้า ๆ เข้าสู่ลานจอดหน้าฝูงบิน 103
เครื่องยนต์ยังคงส่งเสียงหวีดต่ำสม่ำเสมอ ไอร้อนจากท้ายเครื่องสั่นไหวเหนือพื้นคอนกรีต เ้าหน้าที่ภาคพื้นยืนประจำตำแหน่งอยู่ด้านหน้าเครื่อง หนึ่งในนั้นยกมือส่งสัญญาณโบกนำเครื่องเข้าจอด
จักราวุธบังคับคันบังคับเบา ๆ พา ‘เหยี่ยวประจัญบาน’ ของเขา เคลื่อนเข้ามาตรงตำแหน่งจอดอย่างแม่นยำ
F-16 อีกลำหนึ่งแท็กซี่เข้ามาจอดข้างกัน
ทันทีเมื่อเครื่องหยุดนิ่ง นักบินผ่อนคันเร่งลงสู่ Idle (รอบเดินเบา)
เสียงเครื่องยนต์ค่อย ๆ ลดระดับลง เ้าหน้าที่ภาคพื้นยกมือทำสัญญาณ Engine Shutdown (ดับเครื่องยนต์)
จักราวุธถอนคันเร่งกลับสุด ก่อนโยกสวิตช์ดับเครื่องยนต์ เสียงเครื่องค่อย ๆ เงียบลง เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านลานบิน
ไม่กี่วินาทีต่อมา เ้าหน้าที่ภาคพื้นตั้งบันไดปีนขึ้น Cockpit (ห้องนักบิน) สัญญาณเปิด Canopy (ฝาครอบแก้วห้องนักบิน) ถูกส่งขึ้นมา หลังคาค่อย ๆ เปิดออก อากาศยามเช้าพัดเข้ามาแทนที่อากาศอุ่นภายในห้องนักบิน
จักกราวุธปลดสายรัดหมวกบิน แล้วถอดหมวกออกช้า ๆ มีรอยหน้ากากออกซิเจนบนใบหน้าอย่างชัดเจน รอยเหงื่อซึมตามโคนผม เขาปีนลงจากเครื่องอย่างคล่องแคล่ว เมื่อรองเท้า Flight Gear (ชุดอุปกรณ์การบิน) ของเขาแตะพื้นคอนกรีต
‘เหยี่ยวประจัญบาน’ อีกลำหนึ่งก็จอดอยู่ข้างกันแล้ว
นักบินจากอีกเครื่องปีนลงมาจากห้องนักบิน
นาวาอากาศตรี อรรถพล Callsign (นามเรียกขาน) — Earthquake
เขาถอดหมวกบินออก ใบหน้ามีรอยกดของหน้ากากออกซิเจนเช่นกัน ก่อนจะเดินเข้ามาหาจักราวุธ
“เป้าหมายเป็เครื่องบินส่วนบุคคลพลเรือน”
เสียงเขานิ่ง ๆ
“เรดาร์ตรวจจับน่าจะผิดพลาด”
“ครับ”
จักราวุธพยักหน้าเล็กน้อย
“อย่างน้อยก็ไม่ใช่อะไรที่หนักกว่านั้น”
อรรถพลหัวเราะเบา ๆ
“อย่าพูดแบบนั้น เดี๋ยวโชคร้าย”
เ้าหน้าที่ภาคพื้นเริ่มตรวจเครื่องบินทันที ลมร้อนจากเครื่องยนต์ยังคงลอยขึ้นเหนือพื้นคอนกรีต
นักบินทั้งสองเดินกลับไปยังอาคารฝูงบิน
ภายในอาคารฝูงบิน 103 อากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศตัดกับไอร้อนของลานบินด้านนอกทันทีที่ประตูปิดลง
จักราวุธถอด G-suit (ชุดต้านแรงจี) ออกจาก่เอว แล้ววางหมวกบินลงบนโต๊ะยาวกลางห้อง ผนังห้องเต็มไปด้วยแผนที่การบิน แผนป้องกันภัยทางอากาศ และภาพถ่ายภารกิจเก่า
นี่คือ Ready Room (ห้องพักรอปฏิบัติการ) ห้องพักนักบินที่ใช้ระหว่างรอภารกิจ
อรรถพลเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบขวดน้ำออกมาสองขวด ก่อนโยนขวดหนึ่งให้จักราวุธ
“เอาไป”
จักราวุธรับไว้ แล้วดื่มน้ำครึ่งขวดรวดเดียว อรรถพลนั่งเอนหลังบนเก้าอี้
“่นี้สถานการณ์ชายแดนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ Scramble (การบินสกัดกั้นด่วน) ถี่เลย่นี้”
“คิดซะว่าซ้อมมือละกัน ยังไงก็ต้องบินอยู่แล้วครับ”
จักราวุธยกไหล่เล็กน้อย อรรถพลหัวเราะ
“เออ จริง”
เขามองเพื่อนรุ่นน้องอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามขึ้นมา
“แล้วไง ชีวิตเด็กปีหนึ่งเป็ไงบ้าง”
จักราวุธหมุนฝาขวดน้ำปิด
“เสียงดัง”
อรรถพลเลิกคิ้ว
“หือ!? ที่มหาลัยนะเหรอ”
จักราวุธตอบสั้น ๆ
“คนเยอะ เด็กวัยรุ่นทั้งนั้นครับ”
อรรถพลหัวเราะทันที
“แปลว่าปรับตัวยาก”
จักราวุธไม่ตอบ เขาเพียงนั่งพิงเก้าอี้ อรรถพลมองเขาอย่างขำ ๆ
“เอาจริงนะ นักบินรบ F-16 ต้องไปนั่งเรียน Calculus (แคลคูลัส) กับเด็กปีหนึ่ง ถ้าเล่าให้ใครฟัง คงไม่มีใครเชื่อ”
จักราวุธยกมุมปากเล็กน้อย
“ผมก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันพี่”
อรรถพลหมุนเก้าอี้เล่น ก่อนพูดต่อ
“แต่ถ้าโครงการนี้สำเร็จจริง อีกหน่อย นักบินทุกคนคงต้องไปเรียนมหาลัยกันหมด”
จักราวุธเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามสั้น ๆ
“ผู้การว่าไงครับ”
อรรถพลยักไหล่
“เขาอยากเห็นผล ฝ่ายวิจัยกองทัพอยากรู้ว่าถ้านักบินได้เรียนแบบเต็มเวลาเหมือนนักศึกษาปกติโดยใช้หลักสูตรที่ต่างจากของเรา มันจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถหรือเปล่า”
เขาหยุดพูด แล้วมองจักราวุธ
“แล้วนายล่ะ คิดว่ายังไง”
จักราวุธหมุนขวดน้ำในมือช้า ๆ
“ยังไม่รู้เหมือนกันพี่ เพิ่งเรียนไม่กี่วัน”
อรรถพลหัวเราะ
“งั้นขอถามอย่างเดียว มีคนจับได้ยังว่านายไม่ใช่เด็กปีหนึ่งจริง ๆ”
จักราวุธส่ายหน้า
“ยังครับ”
อรรถพลพยักหน้าอย่างพอใจ
“ดีแล้ว”
เขาหยิบหมวกบินขึ้นมา ก่อนพูดทิ้งท้าย
“จำไว้ นายเป็นักศึกษาธรรมดา อย่าทำอะไรให้เด่นเกินไป”
จักราวุธยกคิ้วเล็กน้อย
“ผมก็พยายามอยู่นะพี่”
อรรถพลยิ้ม
“ห้ามให้ใครรู้ เพราะถ้าอาจารย์หรือเด็กในคลาสรู้ว่า...”
เขาหยุดพูดครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“เด็กปีหนึ่งที่นั่งร่วมคลาส คือคนที่บิน F-16 เมื่อเช้าแล้วแอบมาเรียนด้วย”
เขาหัวเราะเบา ๆ
“มหาลัยคงวุ่นวายน่าดู”
จักราวุธไม่ตอบ เขาเพียงมองออกไปนอกหน้าต่าง ที่ลานบินซึ่ง F-16 จอดนิ่งอยู่ใต้แดดสาย
ไม่กี่ชั่วโมงก่อนเขายังอยู่บนท้องฟ้า ตอนนี้ เขาต้องกลับไปนั่งในห้องเรียนเหมือนนักศึกษาธรรมดาคนหนึ่ง
--------------------
อีกสองวันต่อมา
มหาวิทยาลัยย่านบางเขนเต็มไปด้วยนักศึกษาที่กำลังเดินขวักไขว่ไปตามทางเท้า เสียงพูดคุยดังระงม เสียงมอเตอร์ไซค์รับจ้างแล่นผ่านเป็ระยะ และเสียงประกาศจากลำโพงกลางมหาวิทยาลัยดังแทรกเป็่ ๆ
จักราวุธเดินผ่านกลุ่มนักศึกษาหลายสิบคน เป้สะพายหลังหนึ่งใบอยู่บนไหล่ เสื้อเชิ้ตนักศึกษาถูกรีดเรียบเหมือนเดิม แว่นสายตากรอบหนายังอยู่บนใบหน้า ทุกอย่างดูเหมือนนักศึกษาธรรมดา
ยกเว้นอย่างเดียว…
ท่าทางของเขานิ่งเกินไป เหมือนคนที่คุ้นเคยกับสถานที่ที่เสียงเงียบกว่านี้มาก
“พี่ไอซ์!”
เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง
จักราวุธหันกลับไป
วาโยกำลังวิ่งกึ่งเดินเข้ามาหา
“ผมนึกว่าพี่ไม่มาแล้ว”
จักราวุธเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ทำไม”
วาโยทำหน้าตาจริงจัง
“เมื่อวานพี่หายไปก่อนเลิกคลาส”
“ผมนึกว่าพี่หนีเรียน”
จักราวุธตอบสั้น ๆ
“มีธุระ”
วาโยพยักหน้า
“ผมว่าแล้ว”
เขาเดินเคียงข้างจักราวุธไปทางอาคารคณะ
“พี่รู้ไหม เมื่อเช้าปีหนึ่งโดนรุ่นพี่ปีสองเรียกรวม”
จักราวุธมองเขา
“เื่อะไร”
วาโยถอนหายใจ
“ระบบรับน้องไง”
“แต่ผมรอดนะ”
เขายิ้มกว้าง
“เด็กซิ่วมีสิทธิ์พิเศษ”
“พวกนั้นไม่ค่อยยุ่งกับเด็กซิ่วเท่าไหร่”
“ยกเว้นพวกหัวโจกบางคนเท่านั้น”
จักราวุธยกมุมปากเล็กน้อย ทั้งสองเดินผ่านลานกว้างหน้าอาคารเรียน
จู่ ๆ มอเตอร์ไซค์รับจ้างคันหนึ่งก็แล่นผ่านทางแคบระหว่างนักศึกษาด้วยความเร็ว เด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังก้าวลงจากทางเท้าโดยไม่ทันมอง
จักราวุธขยับตัวทันที มือเขาดึงแขนวาโยถอยไปด้านหลังหนึ่งก้าว มอเตอร์ไซค์แล่นผ่านหน้าไปไม่ถึงหนึ่งเมตร
วาโยกะพริบตา
“โห…”
เขาหันไปมองจักราวุธ
“พี่เห็นก่อนผมอีก”
จักราวุธปล่อยมือ
“มันเสียงดัง”
วาโยยังมองเขาอยู่ ก่อนจะพยักหน้า
“เออ…ก็จริง”
ทั้งสองเดินต่อไป
เมื่อใกล้ถึงอาคารคณะ วาโยเหมือนนึกอะไรขึ้นได้
“อ้อ จริงสิ”
เขาหันมามองจักราวุธ
“อาจารย์พีชถามถึงพี่ด้วยนะ”
จักราวุธหันมามองเขา
“เื่อะไร”
วาโยยักไหล่
“ไม่รู้”
“แต่ผมว่าเพราะเมื่อวาน”
“ที่พี่ตอบสมการตอนนั่นไง”
เขาหัวเราะเบา ๆ
“ตอนแรกพี่บอกไม่แน่ใจ”
“แต่สุดท้ายตอบถูกหมด”
วาโยส่ายหัว
“ผมยังงงกับโจทย์อยู่เลย”
ทั้งสองเดินขึ้นบันไดอาคาร ขณะกำลังจะเข้าประตู
จักราวุธเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ที่โถงทางเดินชั้นบน
อาจารย์พิชญากำลังยืนคุยกับอาจารย์อีกคนอยู่ เธอก้มหน้าลงมาพอดี สายตาของทั้งสองสบกันเพียงครู่เดียว
พิชญาจำเขาได้ทันที แต่เธอไม่ได้พูดอะไร เพียงหันกลับไปคุยต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
วาโยเดินนำเข้าไปในอาคาร ก่อนหันกลับมาบอก
“เร็วพี่”
“วันนี้มีควิซ”
จักราวุธมองเขาเล็กน้อย
“ควิซอะไร”
วาโยถอนหายใจ
“Calculus”
เขาหยุดเดินแล้วหันกลับมา
“พี่ทำได้ใช่ปะ”
จักราวุธตอบสั้น ๆ
“พอได้”
วาโยพยักหน้าอย่างโล่งใจ
“งั้นผมฝากชีวิตไว้กับพี่แล้วล่ะ”
ทั้งสองเดินเข้าไปในห้องเรียน โดยที่ไม่รู้เลยว่า มีสายตาสวยคมคู่หนึ่ง กำลังจับจ้องเขาอยู่จากอีกฟากของโถงทางเดิน
--------------------
ภายในห้องเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์
นักศึกษาปีหนึ่งทยอยเข้ามานั่งกันเกือบเต็มห้องแล้ว เสียงพูดคุยดังจอแจ บางคนเปิดโน้ตอ่านลวก ๆ บางคนกำลังเปิดโทรศัพท์ค้นสูตร
วาโยวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ ก่อนหันมาหาจักราวุธทันที
“พี่...”
“ผมถามจริงนะ”
จักราวุธเลิกคิ้วเล็กน้อย
“อะไร”
วาโยโน้มตัวเข้ามากระซิบ
“พี่เรียน Calculus มาก่อนใช่ไหม”
จักราวุธตอบสั้น ๆ
“นิดหน่อย”
วาโยพยักหน้า
“ดี…อย่างน้อยโต๊ะนี้ก็ยังมีคนรอด”
จักราวุธยกมุมปากเล็กน้อย
จังหวะนั้นเอง
ปัง!
ประตูห้องเปิดออก เสียงพูดคุยทั้งห้องเงียบลงแทบจะทันที
พิชญาเดินเข้ามาในห้องเรียน ชุดสูทสีเรียบเหมือนเดิม แว่นตากรอบบางอยู่บนใบหน้า
เธอวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะหน้าห้อง ก่อนมองนักศึกษาทั้งห้อง
“สวัสดีค่ะ นักศึกษาทุกคน”
สายตาหยุดอยู่ที่แถวหลังเพียงครู่เดียวที่โต๊ะของจักราวุธ ก่อนจะหันกลับไปเขียนบนกระดาน
“ก่อนเริ่มบทเรียนวันนี้”
เธอพูดเรียบ ๆ
“อาจารย์มีแบบทดสอบสั้น ๆ”
วาโยถอนหายใจทันที
“มาแล้ว…”
เขาพึมพำเบา ๆ
“ผมบอกพี่แล้วไง”
“Calculus ของอาจารย์พีชไม่มีปรานี”
พิชญาเริ่มเขียนโจทย์ลงบนกระดาน
“คำถามข้อเดียวค่ะ”
เธอพูดต่อ
“หาค่าอนุพันธ์ของฟังก์ชันนี้”
“แล้วหาค่านี้”
เธอหันกลับมามองทั้งห้อง
“เวลา 10 นาที…เริ่มได้”
นักศึกษาหลายคนรีบหยิบปากกาขึ้นมาทันที บางคนยังมองโจทย์อย่างงง ๆ
วาโยหันมากระซิบ
“พี่…ผมพออ่านโจทย์ออกนะ”
“แต่ผมทำไม่เป็”
จักราวุธกวาดตามองโจทย์บนกระดาน มันง่ายกว่าการคำนวณค่าบนหน้าจอเรดาร์ใน cockpit เสียอีก เขาหยิบปากกาขึ้น ก่อนเริ่มเขียนคำตอบลงบนกระดาษอย่างช้า ๆแล้วแทนค่า เขาหยุดมือเล็กน้อย ก่อนจะเขียนขั้นตอนให้ดูเหมือนนักศึกษาที่กำลังคิด
ไม่เร็วเกินไป...และไม่ช้าเกินไป
พิชญาเดินตรวจไปรอบห้อง เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นเบา ๆ
เมื่อเธอเดินผ่านโต๊ะของจักราวุธ สายตาเหลือบมองกระดาษคำตอบของเขาเพียงครู่เดียว
คำตอบเรียงเป็ระเบียบ ขั้นตอนครบ และถูกต้อง
เธอหยุดเดินเล็กน้อย ก่อนจะเดินต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
วาโยหันมากระซิบอีกครั้ง
“พี่…ได้ไหม”
จักราวุธพยักหน้าเล็กน้อย
“พอได้”
วาโยทำหน้าราวกับได้ยินข่าวดีที่สุดของวัน
“งั้นผมก็รอดแล้ว”
เวลาผ่านไปไม่นาน
พิชญาปิดแฟ้มเอกสาร
“หมดเวลา”
เสียงถอนหายใจดังขึ้นทั้งห้อง
เธอเก็บกระดาษคำตอบจากแถวหน้า ก่อนเงยหน้าขึ้นมองนักศึกษาทั้งห้องอีกครั้ง
“จากที่อาจารย์ดูคร่าว ๆ”
เธอพูดช้า ๆ
“ดูเหมือนบางคนในห้องนี้”
“จะมีพื้นฐานขั้นสูงมาก่อน”
สายตาเธอหยุดอยู่ที่แถวหลังอีกครั้ง
เพียงเสี้ยววินาที
แต่จักราวุธรู้สึกได้ เธอกำลังมองมาที่เขา
วาโยหันมามองจักราวุธทันที ก่อนกระซิบเบา ๆ
“พี่…”
“ผมว่าพี่โดนเล็งอีกแล้ว”
พิชญาปิดแฟ้มลง ก่อนพูดต่อ
“เอาล่ะค่ะ”
“เปิดหนังสือหน้า 42”
บทเรียนของวันนี้เริ่มต้นขึ้น
เวลาผ่านไปจนกระทั่งหมดเวลา เสียงออดเลิกคาบดังขึ้น นักศึกษาทยอยเก็บของและเดินออกจากห้องเรียนอย่างรวดเร็ว
วาโยลุกขึ้นสะพายกระเป๋า ก่อนหันมาหาจักราวุธ
“พี่…ผมไปรอข้างล่างนะ”
“อาจารย์เรียกพี่นี่”
วาโยมองเขาด้วยสีหน้ากึ่งสงสาร กึ่งซวยแล้ว
จักราวุธหันมาบอกเขา
“กลับไปก่อนเลย ท่าจะยาว”
วาโยพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป
ไม่นานนัก ห้องเรียนก็เงียบลง เหลือเพียงสองคน
พิชญายืนเรียงกระดาษควิซบนโต๊ะหน้าห้องอย่างเป็ระเบียบ
ส่วนจักราวุธยืนพิงโต๊ะ กอดอก นิ้วมือเคาะเบา ๆ เป็จังหวะที่ต้นแขน
เธอไม่ได้พูดทันที ปล่อยให้ความเงียบอยู่ในห้องครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้น
“คุณจักราวุธ”
เขามองไปที่เธอ
“ครับ”
พิชญาหยิบกระดาษคำตอบของเขาขึ้นมา
“คุณเคยเรียน Calculus ขั้นสูงมาก่อนหรือเปล่า”
จักราวุธตอบสั้น ๆ
“นิดหน่อยครับ”
พิชญามองกระดาษในมืออีกครั้ง
“ขั้นตอนคุณถูกหมด”
เธอวางกระดาษลงบนโต๊ะ ก่อนมองเขาตรง ๆ ผ่านกรอบแว่น
“แต่คุณใช้เวลานานกว่าที่ควรจะเป็”
“ทั้งๆที่วิธีคิดไม่ได้ซับซ้อน”
เธอพูดต่ออย่างเรียบ ๆ
“คุณกำลังแกล้งทำเป็คิดอยู่หรือเปล่า”
จักราวุธตอบโดยไม่ลังเล
“ผมไม่อยากมั่นใจเร็วเกินไปครับ”
พิชญามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนกำลังพิจารณาคำตอบนั้นก่อนถามคำถามต่อไป
“ก่อนหน้านี้คุณทำอะไรมาก่อน”
คำถามนั้นมาอย่างตรงไปตรงมา
จักราวุธเงียบไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนตอบ
“ทำงานเกี่ยวกับสามล้อครับ”
“....”
พิชญากะพริบตาหนึ่งครั้ง เธอมองหน้าเขาเหมือนกำลังประเมินว่า คำตอบนั้นจริงจังหรือประชด
“สามล้อ…”
เธอทวนช้า ๆ
“หมายถึงขับสามล้อ?”
จักราวุธพยักหน้าเล็กน้อย
“ก็..ทำนองนั้นครับ”
เขาตอบเรียบ ๆ เหมือนกำลังพูดเื่ธรรมดาที่สุดในโลก
พิชญามองเขาอยู่อีกครู่ ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
“เข้าใจแล้วค่ะ”
แม้น้ำเสียงจะเรียบ แต่สายตาของเธอยังเต็มไปด้วยความสงสัย
เธอเก็บกระดาษควิซเข้ากับแฟ้มก่อนพูดสั้น ๆ
“คุณกลับได้แล้วค่ะ”
จักราวุธพยักหน้า
“ครับ”
เขาหันหลังเดินออกจากห้องเรียน ประตูปิดลงเบา ๆ
พิชญามองตามไป ก่อนหยิบกระดาษคำตอบของเขาขึ้นมาอีกครั้ง ขั้นตอนการคำนวณเรียงอย่างเป็ระเบียบเหมือนคนที่คุ้นเคยกับมันมานาน
เธอพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง
“คนขับสามล้อ…”
เธอมองสมการบนกระดาษอีกครั้ง ก่อนพูดต่อช้า ๆ
“…ทำ Calculus แบบนี้ได้ด้วยเหรอ”
--------------------
่บ่ายของวันเดียวกัน
ห้องพักอาจารย์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์เงียบกว่าปกติ แสงแดดอ่อน ๆ จากหน้าต่างส่องลงมาบนโต๊ะทำงาน
พิชญานั่งอยู่หลังโต๊ะ กองกระดาษควิซของนักศึกษาปีหนึ่งวางเรียงอยู่ตรงหน้า
เธอหยิบแผ่นแรกขึ้นมา สายตาไล่อ่านคำตอบอย่างรวดเร็ว บางแผ่นเขียนผิดั้แ่บรรทัดแรก บางแผ่นเว้นว่างบางแผ่นเขียนสูตรผิดทั้งหมด
พิชญาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนวางกระดาษลง
เธอหยิบแผ่นต่อไปขึ้นมา ชื่อที่มุมกระดาษทำให้สายตาหยุดเล็กน้อย
‘จักราวุธ’
พิชญามองคำตอบอีกครั้ง สมการถูกเขียนอย่างเป็ระเบียบ ขั้นตอนครบ ไม่มีรอยลบ ไม่มีการลองผิดลองถูกเหมือนคนที่รู้คำตอบั้แ่แรก
เธอเอนหลังพิงเก้าอี้เล็กน้อย สายตามองกระดาษแผ่นนั้นอีกครั้ง
“เด็กซิ่วปีหนึ่ง...”
เธอพึมพำเบา ๆ
ขั้นตอนแบบนี้ ไม่ใช่คนที่เพิ่งเรียน Calculus ครั้งแรก
ภาพในห้องเรียนย้อนกลับมาในความคิด
“ขับสามล้อครับ”
พิชญาขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอวางกระดาษลงบนโต๊ะ ก่อนหยิบโน๊ตบุคขึ้นมาเปิดหน้าจอ
เธอเปิดระบบฐานข้อมูลนักศึกษาของมหาวิทยาลัย นิ้วมือพิมพ์ชื่อ ‘จักราวุธ’
หน้าจอกำลังค้นหาข้อมูล วงกลมเล็ก ๆ หมุนอยู่บนหน้าจอ
พิชญามองมันนิ่ง ๆ ไม่รู้ว่าทำไม แต่สัญชาตญาณของเธอบอกว่า นักศึกษาคนนี้ มีอะไรบางอย่างไม่ธรรมดา
หน้าจอโหลดข้อมูลเสร็จ รายละเอียดของนักศึกษากำลังจะปรากฏ
เธอโน้มตัวเข้าไปดูใกล้ขึ้น เธอมองข้อมูลบนหน้าจอ
ทุกอย่างดูปกติ...
นักศึกษาปีหนึ่ง เทียบโอนหน่วยกิต ไม่มีอะไรผิดปกติ
เธอมองสมการบนกระดาษอีกครั้งก่อนพึมพำเบา ๆ
“เด็กซิ่ว…”
สายตาเธอหรี่ลงเล็กน้อย
“…จริงเหรอ”
เธอพับหน้าจอโน๊ตบุคลงช้า ๆ ก่อนพึมพำกับตัวเอง
“จักราวุธ…”
“คุณเป็ใครกันแน่”
และนี่คือคำถามที่เธอยังไม่รู้ ว่าคำตอบของมัน
จะทำให้ชีวิตของเธอปั่นป่วนในไม่ช้า