“ข้าเอง”
ผมขานรับเสียงเรียบ ก่อนจะก้าวขาเดินขึ้นไปข้างหน้า
และแน่นอน..
เหมือนกับตอนโหวหวังเป๊ะ
ผมต้องเดินสวนกับคนก่อนหน้า ซึ่งเอาจริง ๆ ไอ้เ้าหมอนั่นมันก็ไม่พูดอะไรเหมือนคนก่อนหน้า
แต่สีหน้าของมัน..
ก็พอจะบอกอะไรบางอย่างได้
และด้วยสีหน้าแบบนั้น มันก็ทำให้ผมคิดว่า 'อืม...ดูทรงแล้ว ด่านนี้ไม่น่าใช่พวกข้อสอบกาก ๆ ทดสอบไหวพริบธรรมดาแบบเอ็นทรานซ์แน่ ๆ' แล้วก็เดินต่อทันทีโดยไม่ลังเล
พอเดินเข้าไปถึงด้านใน ก็ไม่มีใครพูดอะไรซักแอะ ไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีเสียงทัก ไม่มีคนต้อนรับ จะมีก็แต่แผ่นป้ายโง่ ๆ สองป้ายปักอยู่ตรงกลางทาง พร้อมข้อความกำกับ
ป้ายหนึ่งชี้ไปทางซ้าย เขียนว่า 'คำปริศนา' อีกป้ายชี้ไปทางขวา บอกว่า 'ที่เขียนคำตอบ'
ช่าย..ใช่ พวกนายคงสงสัย ว่าทำไมถึงทำอะไรที่มันซับซ้อนยุ่งยากขนาดนี้ โจทย์อยู่ซ้าย แต่ที่ส่งคำตอบอยู่อีกฝั่ง
นี่พวกเขาจะเล่นเกมลับสมองหรือวัดความี้เีของคนกันแน่ผมก็ไม่เข้าใจ แค่วางไว้ที่เดียวกันมันจะยากเกินไปหรือยังไง?
ก่อนที่จะหอบความสงสัยหันมองไปทางด้านซ้ายซึ่งเป็ที่ตั้งของคำถาม ที่ว่านั่นสิ่งที่เห็นคือแผ่นหินสีดำใหญ่แผ่นหนึ่ง ฝังติดอยู่กับผนัง มีข้อความตัวเล็ก ๆ จิ๋วเขียนอยู่บนนั้น
แต่เพราะขนาดตัวอักษรมันเล็กประมาณเท่ามดที่ผอมโซ ยืนห่างอยู่ยังไงก็อ่านไม่ออกหรอก ผมเลยยังไม่ขยับเข้าไปใกล้ทันที แต่ในขณะเดียวกัน ก็เหลือบมองไปทางขวา
ตรงนั้นมีคนหนึ่งยืนอยู่ คงเป็คนของสำนักล่ะมั้ง ใส่ชุดดูเป็ทางการชวนให้นึกถึงกรรมการรับคำตอบ
ตอนนั้นผมก็คิด ว่ามันคงมีเหตุผลบางอย่างซ่อนอยู่ แต่อีกใจก็คิด ว่าคนออกข้อสอบของสำนักคงว่างมาก ถึงได้วางอะไรที่ยุ่งยากแบบนี้
ผมพึมพำกับตัวเอง แล้วก็ตัดสินใจเดินตรงไปทางซ้ายเพื่อไปอ่านโจทย์ก่อน
ข้อความบนแผ่นหินเขียนไว้ว่า...
สูงเสียดฟ้า..งามค่า..เหนือเมฆา
ทั้งภูผา..มิอาจแกร่ง..เทียมทัดได้
อีกบุปผา..บานแย้ม..แสนห่างไกล
สุดแล้วไซร้..สิ่งใด..จะเทียมเท่า
แม้นบางครา..ใช้ผิด..แสนด่างพร้อย
หลายผู้คล้อย..ยึดตาม..สุดโง่เขลา
จากสุกใส..มัวมอง..สุดแสนเศร้า
ปัญญาเบา..คิดไม่หนัก..เขวผิดทาง
ผมอ่านจบก็ยืนเงียบอยู่นิดนึง..
ไม่ใช่เพราะตอบไม่ได้หรอก อ่านแค่ครึ่งบนก็ตอบได้แล้ว
แต่ไอ้ที่ทำให้ผมหยุดคิด..
มันไม่ใช่เนื้อหาโจทย์มันคือคำถามในใจผมเองว่า 'ทำไมต้องทำให้มันยุ่งยากนัก?'
ผมรู้ ๆ พวกคุณอาจบอกว่าทำไมผมขี้สงสัยจัง แต่ถ้าหากเปลี่ยนเป็พวกคุณ อาจารย์ให้อ่านข้อสอบแล้วเดินไปกากระดาษคำตอบที่อยู่อีกห้องหนึ่ง พวกคุณก็ต้องถามเหมือนหมดแหละ
อย่าเถียงเลย..
ผมถอนหายใจเบา ๆ แล้วก็หันหลังให้แผ่นหินนั่นทันที ก่อนจะเดินอ้อยอิ่งไปยังที่ส่งคำตอบ
อ้อยอิ่งแบบไม่ได้รีบนะ... เพราะจากที่กะเวลาในหัว เวลาที่ใช้ไปยังไม่ถึงครึ่งนาทีเลยมั้ง ยังมีเวลาเหลือเฟือให้เดินสวย ๆ อย่างกับเดินพรมแดง
“ว่าอย่างไร.. เด็กน้อย.. เ้าได้คำตอบแล้วรึ?”
น้ำเสียงของผู้คุมสอบที่ยืนอยู่ข้างหน้าดูอบอุ่นชวนวางใจเสียจนผมแอบระแวง เขาพูดขึ้นทันทีที่ผมเดินเข้าไปใกล้จนเหลือระยะห่างแค่ครึ่งเมตร
ผมพยักหน้านิด ๆ ในใจน่ะมั่นใจเลยว่ารู้คำตอบอยู่แล้ว เพราะถ้าไม่รู้ ผมจะเดินมาถึงตรงนี้ทำไมล่ะ จริงไหม?
ใช่.. ผมรู้แน่ ๆ ว่าคำตอบมันคือ...
...
เดี๋ยวนะ
เดี๋ยวก่อน...
คำตอบมันคืออะไรนะ!?
อยู่ดี ๆ สมองของผมก็เหมือนถูกใครสักคนกดปุ่ม ล้างข้อมูลออกจนเกลี้ยง
ไม่สิ..
มันไม่ใช่แค่ลบ..
แต่มันเหมือนถูก 'ซ่อน' เอาไว้อย่างแเี แบบที่ผมหาเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก
“ว่าอย่างไร หนุ่มน้อย.. คำตอบคืออะไรรึ?”
คนผู้คุมสอบยังคงถามต่อด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลอบอุ่นเหมือนคุณลุงใจดี
แต่ผมไม่รู้ทำไม..
กลับรู้สึกแปลก ๆ แฮะ
มันเหมือนเสียงของใครบางคนที่ยืนยิ้มให้เราขณะเอามีดซ่อนไว้ข้างหลัง
“หากยังหาคำตอบไม่ได้... เ้าสามารถกลับไปอ่านคำถามได้ตลอดเวลา”
เมื่อคนนั้นพูดย้ำซ้ำในประโยคเดิม คราวนี้ผมเริ่มระแวงเต็มรูปแบบเลยล่ะ
เพราะแม้จะพูดด้วยหน้าตาเดิม.. แต่ไอ้คำว่า 'ตลอดเวลา' นั่นน่ะ มันฟังดูไม่บริสุทธิ์ใจอย่างแรง
แต่จะให้ผมเดินกลับไปอ่านอีกทำไมกันล่ะ?
ผมจำได้อยู่แล้วนี่นา กลอนสองบทนั่นน่ะ...
มัน..
เอ่อ..
คือ...
เฮ้ยยย!!
จู่ ๆ ตาผมก็เบิกโพลงปานจะถลนออกจากเบ้า
ผมจำโจทย์ไม่ได้แม้แต่ประโยคเดียว!!
เอาจริงดิ!?
ผม?
ผมได้อ่านโจทย์ไปแล้วใช่ไหม?
หรือยังไม่ได้อ่าน?
แล้วถ้ายังไม่ได้อ่าน... ผมเดินมาถึงตรงนี้ได้ยังไง!?
มันสับสนยิ่งกว่าฝันซ้อนฝัน ผมยกมือสองข้างขึ้นกุมหัว สะบัดเบา ๆ เผื่อจะเรียกสติกลับมา
ใจหนึ่งมันบอกว่า 'เฮ้ นายอ่านแล้ว รู้ด้วยซ้ำว่าคำตอบคืออะไร'
แต่อีกใจหนึ่งก็กระซิบว่า 'ไม่สิ นายยังไม่ได้อ่าน แล้วไอ้ที่คิดว่าอ่านนั่นน่ะ.. มันคือภาพหลอน!'
ราวกับมีหลิวเจี้ยนตัวน้อย ๆ สองตัวเกาะไหล่ของผมอยู่ แล้วพูดด้วยข้อความที่แตกต่างกัน!?
“หากเ้าจำโจทย์ไม่ได้ เ้าสามารถเดินกลับไปอ่านได้ตลอดเวลา เ้ายังเหลือเวลาอีกเกินครึ่งที่จะหาคำตอบ”
เสียงของผู้คุมสอบยังคงนุ่มนวลเหมือนเดิม..
แต่ประโยคนั้นที่เขาพูดออกมา...
ทำให้เหงื่อเย็น ๆ เริ่มซึมออกมาบนหน้าผมอย่างควบคุมไม่ได้
ในตอนนั้นผมก็คิด 'เดี๋ยวนะ...ผมใช้เวลาไปเกือบครึ่งแล้วเรอะ!? บ้าไปแล้ว! ผมเพิ่งเดินเข้ามาไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ!'
ผมยกมือขึ้นอีกครั้ง กุมหัวตัวเองเหมือนจะเขย่าความจริงออกมาให้ได้ แต่ประโยคเมื่อกี้มันก้องในหัว
มันไม่ได้แค่แปลก มันเหมือน 'เตือน' อะไรบางอย่าง...
อาจจะเป็คำบอกใบ้ก็เป็ไปได้
ผมหันขวับกลับไปมองผู้คุมสอบเต็มตา แววตาผมคงดูสับสนหนัก จนเผลอหลุดถามออกไปทั้งที่ใจยังยุ่งเหยิงไม่หยุด
“ทะ...ท่านาุโ นี่...ผมเดินมาถึงตรงนี้...ครั้งที่เท่าไหร่แล้วครับ?”
เขาตอบง่าย ๆ ราวกับแค่บอกเวลาพระอาทิตย์ตก
“รวมครั้งนี้ก็เป็ครั้งที่ห้าแล้ว”
อะไรนะ!?
ครั้งห้า!?
พวกนายไม่เข้าใจหรอกว่าคำนี้มันดังยังไงในหัวผมตอนนั้น
แต่ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น สิ่งหนึ่งในหัวผมก็คลิกขึ้นมาเหมือนใครกดสวิตช์ไฟ
ผมเข้าใจทันทีว่าทำไมความทรงจำถึงได้สะเปะสะปะแบบนี้...
ทำไมถึงเหมือนผมอ่านโจทย์แล้ว แต่ก็เหมือนยังไม่ได้อ่าน
“หลอกกันใช่ไหม...ไม่สิ...นี่มัน...มายา?”
ผมหันหน้ากลับไปมองแผ่นหินด้านหลังอีกครั้ง พร้อมกับเรียกพลังที่ฝังอยู่ในร่างให้ปรากฏ
ดวงตาของผมจึงเปลี่ยนสีอีกครั้ง
แววตาสีทองที่เคยซ่อนอยู่ภายใน เริ่มส่องแสงเรืองรองออกมาทีละนิด ก่อนจะเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็ดวงตาเฉียบคมเหมือนอสรพิษ
ใช่แล้ว.. ผมกำลังจะใช้วิชานั้นอีกครั้ง
“เนตรจ้าวั!”
ทันทีที่เนตรจ้าวัเผยออก พวกนายเดาไม่ผิดหรอก ภาพตรงหน้าผมเริ่มบิดเบี้ยว
โลกที่เหมือนจริงเมื่อครู่นี้กลับกลายเป็ภาพลวง
ลวดลายพลังปราณสีฟ้าอ่อน ๆ โผล่ขึ้นมารอบตัวผม เหมือนใยแมงมุมที่ปกคลุมทุกอย่างไว้
และใช่ ข่ายปราณนี่แหละ!!
คือตัวการ!
ผมยืนนิ่ง หลับตาไปหนึ่งลมหายใจ ก่อนจะเพ่งสมาธิผ่านเนตรจ้าวัของผมตรงไปยังแผ่นหิน
ตอนแรก ตัวหนังสือบนหินดูเล็กเท่ามด... อ่านไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว
แต่ตอนนี้ มันค่อย ๆ ขยับ ค่อย ๆ ขยาย เหมือนแผ่นหินมันลอยเข้ามาหาผมเอง
ตัวอักษรที่เลือนลางเริ่มชัดขึ้น.. ชัดขึ้น...จนในที่สุด
“คุณธรรม!!”
ผมหลุดพูดออกมาทันที
นั่นแหละคำตอบ!
“เหตุใดเ้าถึงคิดว่าคำตอบของเ้านั้นถูก?”
เสียงของผู้คุมสอบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ในน้ำเสียงมีแววแปลกใจชัดเจน และผมพอจะเดาได้ว่าทำไม
หากผมเดาไม่ผิด คนก่อน ๆ ที่ผ่านด่านก่อนหน้าผม พวกเขาน่าจะใช้ของมีคมกรีดฝ่ามือ แล้วสลักคำตอบลงไปกับเื
แต่ผม? ผมยืนอยู่ตรงนี้ พูดปากเปล่า แล้วก็เอ่ยคำตอบออกมาเฉย ๆ แน่นอนว่ามันดู 'ผิดธรรมเนียม' ไปเสียหน่อย
แต่ผมไม่ได้พูดตอบเขาไปในทันที ผมมองตาเขานิ่ง แล้วเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบ ในตอนที่ดวงตาของผมกลับมาเป็ปกติ
“สูงกว่าเมฆา แกร่งกว่าภูผา งดงามกว่าบุปผา... สิ่งเหล่านี้ย่อมมีสิ่งอื่นที่ ‘คล้ายคลึง’ ได้”
ผมหยุดเว้นเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ
“แต่เมื่อตอนท้ายระบุไว้ว่า หากใช้ผิดโดยคนเขลา ก็จะกลายเป็ของมัวมองได้ง่าย
รวมทุกสิ่งเข้าด้วยกันแล้ว ไม่มีสิ่งใดจะเปราะบางและแข็งแกร่งเท่ากับ 'คุณธรรม' อีกแล้วครับ”
ป็อก!
เสียงดีดนิ้วของผู้คุมสอบดังขึ้นพอดีเป๊ะ
ข่ายปราณที่ปกคลุมห้องทั้งห้องเริ่มอ่อนแรงลงทันที และไม่ใช่แค่นั้น
ภาพเหตุการณ์ทั้งหมด ความทรงจำที่ผมสูญเสียไปก่อนหน้านี้ มันก็ไหลกลับเข้าหัวผมอย่างรวดเร็ว
เหมือนมีคนกดปุ่ม 'ย้อนเวลา' ในสมองของผม
“ถูกต้อง...”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
“แม้นคุณธรรมจะสูงค่า..
แต่หากมีผู้แอบอ้างใช้ในทางที่ผิด ย่อมทำให้คุณธรรมนั้นมัวหมอง กลายเป็อธรรมได้ง่าย
สำนักสี่ขุนเขาของพวกเราก่อตั้งขึ้นด้วยคุณธรรม ไม่ใช่วรยุทธ์
เรากวัดแกว่งกระบี่เพื่อปราบอธรรม ไม่ใช่เพื่อข่มเหงผู้คน”
เขาหยุดชั่วครู่ ก่อนกล่าวอย่างจริงจัง น้ำเสียงแน่นิ่งจนผมรู้สึกได้ว่า นี่คือ 'คำสาบานของสำนัก' ที่เขาแบกเอาไว้
“จำไว้ให้ดี พ่อหนุ่มน้อย...
เมื่อเ้าได้กลายเป็ศิษย์ของสำนักนี้ เ้าก็ย่อมแบกคุณธรรมที่บรรพบุรุษสร้างเอา..
ไว้บนบ่า..
จงยึดมั่นมันไว้ จับมันไว้ให้แน่น แล้วใช้มันให้ตรงทิศทางของมัน
อย่าได้ทำให้คุณธรรมที่บรรพบุรุษรุ่นก่อน ๆ สรรค์สร้างเอาไว้ ทำให้มันมัวหมอง เป็อันขาด!!”
ตอนนั้น ผมไม่รู้ว่าเพราะคำพูดของเขา หรือเพราะข่ายปราณที่สลายไป
แต่ดวงตาของผม ที่เคยส่องแสงสีทองเฉียบคม ก็เริ่มจางแสงลง
ก่อนจะกลับกลายเป็ดวงตาดำขลับธรรมดาของมนุษย์อีกครั้ง
ผมโค้งเล็กน้อย แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
“ขอบพระคุณท่านาุโที่สั่งสอนครับ
หลิวเจี้ยนจะจดจำคำสอนและคำตักเตือนนี้ให้ขึ้นใจ”
เขาพยักหน้ารับเบา ๆ แล้วกระดิกนิ้วเรียก
“ยื่นป้ายหมายเลขของเ้ามานี่”
ผมทำตามทันที ยื่นแผ่นไม้ที่ใช้สอบให้
เขาวาดมือผ่านเบา ๆ เหมือนปัดฝุ่น
ทันใดนั้น แผ่นไม้นั่นเหมือนถูกเปลวเพลิงไร้ความร้อนแผดเผา จนเกิดอักษรลอยขึ้นตรงกลาง
'ด่านที่สอง ผ่าน เวลา 05:38'
เขามองดู แล้วหัวเราะในลำคออย่างพอใจ
“ห้านาทีสามสิบแปดวินาที.. ไม่เลวเลย..
แม้มิใช่ที่หนึ่ง แต่ก็เป็ ‘ที่สอง’ ที่ยากจะมีใครแย่งได้”
พูดจบ เขาก็เคาะกำแพงด้านหลังเขาเบา ๆ หนึ่งที
แผ่นหินที่ดูหนักแน่นมั่นคงค่อย ๆ หมุนออกอย่างเงียบงัน
เกิดเป็ช่องทางแคบ ๆ ที่เพียงพอให้คนหนึ่งคนเดินผ่านได้
กลิ่นหอมของธรรมชาติพัดโชยออกมาทันที กลิ่นที่เหมือนกับป่าหลังฝน กลิ่นที่ทำให้ผมผ่อนลมหายใจอย่างเหนื่อยล้าได้เสียที
“เดินตรงออกไป แล้วเลี้ยวขวา”
เขาบอก
“ทางนั้นจะเป็หนทางไปสู่ด่านที่สาม โชคดี..”
ผมพยักหน้าเบา ๆ อีกครั้ง ไม่ได้พูดอะไร
แค่เดินออกไปพร้อมกับคำว่า 'คุณธรรม' ที่ยังดังก้องอยู่ในหัว
แต่ในใจตอนนี้… ก็ออกจะรู้สึกดีไม่น้อย..
ผ่านไปแล้วสองด่าน..
ตามสไตล์นิยายคลาสสิกที่ผมเคยอ่านนั่นแหละ ถ้าจะมีด่านอีก ก็คงแค่ด่านสองด่านเป็อย่างมาก ไม่เกินนี้หรอกน่า...
แต่พอเดินออกมาถึงประตูด้านนอกเท่านั้นแหละ
ผมก็ถึงกับหยุดชะงักกึก
ซุนโหวหวัง
เ้าหนุ่มหน้าขนเพื่อนคนเดียวของผมกำลังยืนกอดอกพิงเสาหินเหมือนรอผมออกมาพอดี
แต่ไม่ใช่แค่ยืนเฉย ๆ หรอกนะ มันยังยิ้มกว้างแบบผู้ชนะอีกต่างหาก!
ผมขมวดคิ้วทันที ไอ้หมอนี่ต่อให้มันเข้าด่านทดสอบก่อนผมก็จริง
แต่ผมไม่คิดเลยว่ามันจะ 'ออกมาก่อน' ผมด้วย!
แม้ผมจะรู้ว่าหมอนี่หัวดีอยู่บ้าง แถมแข็งแรงอย่างกับควายป่า
แต่ผมมี 'เนตรจ้าวั' นะพวก!
แล้วหมอนี่มันทำสำเร็จเร็วกว่าผม..
ได้..! ยัง..! ไง..!?
ความงงในหัวผมพุ่งปรี๊ด ผมรีบเดินเข้าไปประชิดแล้วเอื้อมมือจับแขนมันก่อน ไล่มือไปตามไหล่ ตามตัว ไล่หารอยมีด รอยข่วน รอยแผลอะไรสักอย่างที่ใช้ในการเขียนคำตอบลงไป
แต่พอสำรวจเสร็จ...
ไม่มีรอยอะไรเลยสักจุด
ไม่ใช่แค่ไม่มีแผล หมอนี่ยังดูสดใสกว่าผมอีก!
ใครอนุญาตให้มันชิลล์แบบนี้ได้กัน?
“อะ..เอ็งทำอะไรของเอ็งน่ะอ้ายเจี้ยน!!
หรือข่ายปราณภายในห้องสอบทำให้สมองของเอ็งตีกลับจนกลายเป็บุรุษผิดเพศไปแล้ว?”
มันสะบัดมือผมออกแบบใสุดชีวิต แล้วรีบรวบเสื้อขึ้นมาปิดตัวเองซะมิด
มันทำเหมือนกับผมเป็พวกเดียวกับมันน่ะ
ผมหมายถึงพวกชอบลวนลามผู้หญิง แค่เปลี่ยนเป็ผมกำลังลวนลามมันอยู่
“ต่อให้เอ็งจะกลายเป็บุรุษผิดเพศไปแล้ว และจริงอยู่ที่ว่าฉันนั้นมีเสน่ห์มาก!!”
มันย้ำตรงนั้นเสียงดังอย่างภาคภูมิใจ
“แต่เอ็งก็ไม่ควรทำกับฉันเยี่ยงนี้!
เราเป็เกลอกันนะอ้ายเจี้ยน!!
ถ้าเอ็งเกินเลยกว่านี้...
คงมองหน้ากันยากแล้ว...!”
ผมยืนอึ้งไปครึ่งวินาที ก่อนจะถอนหายใจพลางกลอกตา
“บุรุษผิดเพศกับผีปู่เ้าน่ะสิ!!”
ผมพึมพำตอบ
“ข้าก็แค่อยากรู้ว่าเ้าใช้วิธีบ้าอะไร ถึงผ่านมาได้เร็วกว่าเนตรจ้าวัของข้า?”
มันยักไหล่ ใบหน้าทะเล้นนั่นยิ่งน่าหมั่นไส้เข้าไปใหญ่
“เห็นท่านเ้าคุณผู้คุมสอบบอก...
ก็ราว ๆ สองถ้วยชากระมัง”
“สองถ้วยชา!?”
ผมแทบหงายหลัง
ไม่ถึงสองนาที!!!
นี่มันไม่ใช่แค่เร็ว มันคือโกงระดับลูกรัก GM!
โหวหวังยกมือขึ้นเกาหัวพลางทำหน้าเอือม ๆ แบบคนที่ไม่ถนัดใช้สมองนัก
“พอดีโจทย์คำถามมันก็ยืดยาว แถมต้องตีความอะไรอีกหลายชั้น ฉันเองก็ไม่ถนัดเื่พรรค์นี้เท่าไหร่..
ก็เลย...
เอ่อ...
งัดแผ่นหินนั้นออกมา แล้วลากมันไปนั่งคิดอยู่ตรงหน้าท่านเ้าคุณผู้คุมสอบ”
ผมแทบสำลักอากาศ
หมอนี่..!
งัดแผ่นหิน!
“แล้วไงต่อ?”
ผมถามต่อทั้งที่เริ่มไม่อยากรู้
“ตอนแรกฉันก็คิด ว่าจักลองถามท่านเ้าคุณผู้คุมสอบดูว่าจะช่วยตีความหน่อยได้ฤาไม่ ท่านเ้าคุณก็ไม่ยอมบอก แถมยังด่าฉันอีกต่างหาก
บอกว่าฉันทำลายด่านทดสอบ! แล้วก็กะจะไล่ฉันตกด่านนั้นเดี๋ยวนั้นเลย”
ผมพยักหน้าช้า ๆ เริ่มนึกภาพตามได้
แล้วก็รู้สึกเหนื่อยแทนผู้คุมสอบคนนั้นเล็ก ๆ
“แต่ฉันจะให้ตกได้เยี่ยงไร!”
โหวหวังชูกำปั้นแน่น สีหน้าภูมิใจในตัวเองยิ่งกว่าอะไรทั้งปวง
“ฉันเลย..
เอ่อ...
แอบอ้างบารมีเ้าคุณอาของฉัน..
ว่าฉันเป็หลานของท่านเ้าคุณอา..
เอ็งรู้ใช่หรือไม่ว่าท่านเ้าคุณอาของฉันเป็ท่านเ้าสำนักสาขาหลัก
ท่านเ้าคุณเลย..
เปลี่ยนใจ..
อนุโลมให้ฉันผ่านได้เป็กรณีพิเศษ”
ผมยืนนิ่งไปสามวินาทีเต็ม
ทุกอณูของสมองกำลังประมวลผลกับสิ่งที่ได้ยิน
หมอนี่มัน..
ผ่านด่านไหวพริบ...
ด้วยกล้ามเนื้อ..
และการแถระดับเทพเ้าเลยเนี่ยนะ?
โคตรจะไม่แฟร์!!
ผมถอนหายใจแล้วตบบ่ามันเบา ๆ
“ช่างเป็วิธีที่...
สมกับตัวนายจริง ๆ
ฮัลค์เพื่อนยาก..”
โหวหวังขมวดคิ้วทันที
“ฉันเริ่มคิดแลว่าไอ้คำว่า 'หัก' ที่เอ็งพูด มันคือคำหยอกเย้าหลอกด่า”
น้ำเสียงของหมอนั่นแฝงความหงุดหงิดเบา ๆ ด้วยความที่มันไม่เข้าใจว่าไอ้ 'ฮัลค์' ที่ผมพูดถึงคือใคร
คงต้องซื้อสักเล่มหนึ่งมาให้มันอ่าน
“เป็คำชมต่างหาก นายอย่าคิดมากเลยพวก...”
ผมตบไหล่เขาอีกที คราวนี้แรงกว่าเดิมนิด
“มาเถอะพ่อั์เขียว..
เดี๋ยวพี่พาไปเข้าทีมอเวนเจอร์”
พูดจบ..
ผมก็หันหลังเดินนำหน้าทันที ปล่อยให้หมอนั่นยืนค้างอยู่กับคำถามในหัวเป็ชุด ๆ