น้ำเสียงราบเรียบดังมาจากผู้ชายในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำ เขาสวมแว่นกันแดดสีดำอันใหญ่จึงไม่อาจคาดเดาได้ว่าเ้าของน้ำเสียงคิดอะไรอยู่ คนขับมอเตอร์ไซค์เพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองเป็เป้าสายตามีบางคนหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายคลิป มันเห็นท่าไม่ดีรีบขับรถออกไป พิชญนรีไม่มีเวลาสนใจคนตัวใหญ่ที่เข้ามาช่วยนัก เธอเป็ห่วงแม่หมาและลูกๆ ที่เข้ามาคลอเคลียไม่ยอมห่าง
“คุณเป็เ้าของหมาเหรอ”
“เปล่าคะ แต่...” หญิงสาวพยายามตั้งสติ
“เอาเถอะ รถผมจอดตรงนั้น ผมจะอุ้มแม่ไปหาหมอคุณจะเอาตัวเล็กไปด้วยกันก็ได้นะ”
“ค่ะ ค่ะ”
พิชญ์นรีทำตามที่เขาบอก เขาอุ้มหมาแม่ลูกอ่อนง่ายดายและไม่กลัวเสื้อผ้าจะเปื้อนเปรอะ เธออุ้มเ้าตัวเล็กวิ่งตามเพราะเขาขายาวแค่เดินเร็วๆ ก็เท่ากับเธอวิ่งแล้ว เธอใเล็กน้อยที่เห็นรถเก๋งคันหรูสีดำมันวาวจอดอยู่เขากดรีโมทกุญแจแล้วพยักหน้าให้เธอเปิดประตู
“คุณนั่งเบาะหลังแล้วกัน จะได้ช่วยดูหมาๆด้วย”
“ค่ะ” หญิงสาวเปิดประตูเข้าไปนั่งอย่างรวดเร็วแล้วเขาก็ส่งแม่หมาไว้บนตักเธอ เขาเดินอ้อมไปที่ฝั่งคนขับแล้วขับรถออกไปทันที
“มีโรงพยาบาลสัตว์อยู่ใกล้ๆ นี่ใช่ไหม”
“แค่ เลยสี่แยกไฟแดงหน้าไปประมาณห้าสิบเมตร”
“ครับ”
มือเรียวลูบหัวแม่หมาอย่างปลอบโยน เป็ห่วงหมาจรจนลืมไปว่าเธอนั่งอยู่ในรถของคนแปลกหน้าไม่กี่นาทีต่อมารถก็จอดหน้าโรงพยาบาลสัตว์ เขาจอดรถแล้วก็มาอุ้มแม่หมาลงจากรถ เธอต้องอุ้มลูกหมาตัวอ้วนน่ารักในวงแขนสองตัวตามเขาเข้าไปด้วย
“หมอครับ หมาโดนรถชนครับ”
“ทางนี้เลยค่ะ”
ชายหนุ่มอุ้มหมาไปด้านในครู่ต่อมาก็เดินออกมาเห็นหญิงสาวกำลังกรอกเอกสารอยู่ เธอเขียนอะไรเสร็จแล้วก็หันมาทางเขาแล้วส่งยิ้มให้
“ขอบคุณมากนะคะ”
“ไม่เป็ไร”
เขาถอดแว่นกันแดดออกแล้วดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือ เขาเห็นท่าทางใของเธอหญิงสาวเดินเข้ามาใกล้แล้วยกมือขึ้นปัดขนหมาบนเสื้อของเขา
“เสื้อคุณเลอะหมดแล้ว”
“ไม่เป็ไร ของแค่นี้ส่งซักได้”
“คุณต้องไปทำงานหรือเปล่า ฉันอยู่ดูหมาเองได้ค่ะ” เธอถามอย่างเพิ่งนึกได้นี่มันเวลาเช้าที่ใครต่อใครไปทำงานนี่ ก็มีแต่เธอนี่แหละที่จะไปนอน
“ไม่เป็ไร ผมไม่รีบ”
เขาตอบน้ำเสียงฟังดูเ็า ไม่อยากบอกว่าเขาเพิ่งกลับมาจากเลี้ยงและกำลังจะกลับบ้านหาที่ซุกหัวนอนและไม่คิดว่าตัวเองจะบังเอิญได้เจอหญิงสาวอีกครั้ง
“ถ้าไม่เจอคุณ ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไงดี” หญิงสาวรู้สึกได้ว่าเขาเป็คนดีมีน้ำใจ
“อย่าคิดมากไปเลย” เขาพูดขึ้น “แล้วจะทำยังไงต่อกับหมาพวกนี้”
หญิงสาวทำหน้ายุ่ง “ฉันอยู่คอนโดคงเอาพวกเค้าไปเลี้ยงไม่ได้อาจจะฝากพี่รปภ.ให้ช่วยเลี้ยงไปก่อนพอแม่หมาหายดีก็จะประกาศหาบ้านให้หมาพวกนี้ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นเอาไว้ที่ธนาคารของผมก็ได้ ผมจะให้รปภ.เลี้ยงให้”
“ธนาคาร? ธนาคารอะไรนะคะ”
“ธนาคารสยามเคดิตนะ” เขาพูดเพิ่มเติม
“อ้อ...ใกล้ๆนี่เองนี่คะ” เธอยิ้มกว้าง “คุณทำงานที่นั้นเหรอคะ”
ชายหนุ่มหน้านิ่งไป นี่เธอไม่รู้จริงๆหรือว่าเขาเป็เ้าของธนาคารสยามเครดิต เขาเห็นหน้าเธอครั้งเดียวก็จำได้ว่าเธอเป็สินค้าที่นิพัฒน์เสนอให้เขาเอามาใช้หนี้สองแสนห้าพิชญนรีเห็นใบหน้าเขาเคร่งขรึมทำให้ตัวเองหยุดยิ้มไป เธอพูดอะไรผิดไปหรือเปล่าจะอ้าปากถามก็เห็นคุณหมอเดินออกมาจากห้องรักษาพอดี
“น้องหมากระดูกขาหลังหลุดนะคะ ต้องX-RAY ไม่ต้องผ่าตัดแต่ดมยาสลบแล้วดึงขาค่ะ”
“ค่ะ”
เธอพยักหน้าให้หมอทำการรักษา เ้าตัวเล็กร้องโวยวายอย่างน่าสงสารหญิงสาวย่อตัวลงนั่งกอดปลอบพวกมันไว้ กิริยาท่าทางอ่อนโยนนั่นยิ่งทำให้ปรินทรรู้สึกงุนงง ผู้หญิงคนนี้ไม่รู้จักเขาและแน่นอนว่าคงไม่รู้ว่าตัวเองกลายเป็สินค้าแลกเปลี่ยนใช้หนี้ไปแล้ว ถ้าจะว่าเสแสร้งแกล้งทำ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมันก็บังเอิญเกินไปใครจะเจาะจงให้มันเกิดขึ้นได้แม่นยำขนาดนี้
“ฉันจะออกค่ารักษาเองค่ะ” หญิงสาวพูดขึ้นเผื่อว่าอีกฝ่ายจะคลายสีหน้ากังวลลง
ทว่าเขากลับได้สติและเพียงแค่ยกมือห้ามเอาไว้ก่อน
ดูแล้วค่ารักษาไม่ได้น้อยเงินเดือนพนักงานโรงแรมทั้งเดือนจะพอหรือเปล่าก็ไม่รู้ เขาก็ไม่ใช่คนดีอะไรนักหนาแค่เ้าสิ่งมีชีวิตสี่ขาคือจุดอ่อนของเขา วัยเด็กที่ไม่อบอุ่นนัก ฐานะทางครอบครัวที่มั่นคั่ง ผู้คนนับถือพ่อของเขา เหล้านอก พระเครื่อง งาช้าง และอีกหลายอย่างที่เอามาเป็ของขวัญให้พ่อแต่ไม่มีเลยที่เด็กชายจะ้า
เด็กอย่างเขา แค่อยากได้ลูกหมาสักตัว
แต่พ่อเขากลับไม่อนุญาตให้เลี้ยง แม่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ถ้าอะไรที่พ่อบอกว่าไม่ก็คือไม่ หมาที่เขาอยากได้แค่ก็หมาตัวหนึ่งธรรมดาๆแต่สำหรับพ่อมันคือศัตรูของบรรดาไก่ชนที่พ่อเลี้ยง เคยมีหมาจรเข้ามากัดไก่ราคาเหยียบหมื่นของพ่อตายพ่อหยิบปืนไล่ยิงมันตายอนาถ
“อย่าให้กูเห็นเชียวนะมึง”
พ่อคิดว่าเขาเป็คนพาหมาเข้าบ้าน เขาไม่รู้จักมัน แต่เคยเห็นมันเดินหากินข้างถนนในซอยที่เขาอยู่ เขาไม่รู้ว่าพ่อยิงหมาตัวนั้นเพราะมันกัดไก่พอหรือเพราะ้าให้ก้มหัวยอมรับ แม่บอกว่าเขาดื้อเงียบ และใช่เขายอมรับ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเขาเหมือนพ่อความโเี้และเห็นแก่ตัวนั้นเขาได้รับมาเต็มๆ พ่อมีเมียน้อยนับไม่ถ้วน ส่วนแม่ได้แต่นั้นก้มหน้าก้มตายอมรับชะตากรรม หลังจากแม่ทนทุกข์มาหลายปีก็จากไปด้วยโรคมะเร็ง ไม่มีใครปกป้องเขาได้นอกจากตัวของเขาเอง
“เอ่อ...คุณคะ”
เสียงของหญิงสาวทำให้เขาตื่นจางภวังค์
เขาก็เพิ่งรู้สึกตัวว่ามีอะไรบางอย่างกำลังงับขากางเกงของเขาอยู่ เขาก้มมองแล้วก็ขมวดคิ้วก้มลงหิ้วคอตัวอ้วนกลมขึ้นมาดู เป็หมาจรแท้ๆ ทำไมอ้วนจริง หรืออ้วนเพราะขน เขาลองเขย่าเหมือนจะกะประมาณน้ำหนักของมัน เ้าหมาน้อยร้องโวยวายแล้วร่างของมันก็ถูกอุ้มไว้ด้วยแขนเพียงข้างเดียว
“สองตัวนี้อายุน่าจได้ฉีดวัคซีนแล้วก็ถ่ายพยาธิแล้วนะ”
ใบหน้านิ่งขรึมราวกับมีสีหน้าเดียวรวมทั้งน้ำเสียงเรียบนิ่งไม่บ่งบอกอารมณ์ใด แต่กระนั้นเธอก็เชื่อว่าเขาเป็คนดีไม่อย่างนั้นคงไม่ช่วยหมาจร ไม่กลัวรถเลอะ ไม่กลัวเสื้อเปรอะเปื้อน เ้าหมาน้อยก็ซุกซนเหลือเกินแต่เขาก็ไม่มีท่าทางจะโกรธอะไรมันสักนิด