ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 6 บทที่ 162 กติกาการแข่งขันที่โหดเหี้ยมเป็นประวัติการณ์

            “ขอขอบคุณเพื่อนร่วมงานทุกท่านที่เดินทางไกลมายังนครจิงตูของเราเพื่อเยี่ยมชมและให้คำแนะนำผมอู่เหมิงเอิน ดำรงตำแหน่งรองคณบดีของสถาบันจิงหลงครับ”

            หลังจากเดินมาถึงกลางลานอู่เหมิงเอินก็ประสานมือคารวะให้แก่เหล่าผู้ฝึกสอนที่มาคัดตัวนักศึกษาที่อยู่ ณที่แห่งนั้นก่อนเป็นอันดับแรก

            “สวัสดีท่านรองคณบดี!”

            เมื่อเหล่าผู้ฝึกสอนที่มาคัดตัวนักศึกษาเห็นดังนั้นต่างก็ลุกขึ้นยืนและแสดงความเคารพต่อเขาอย่างเพียงพอ

            เมื่อเห็นภาพนี้อู่เหมิงเอินจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วเอ่ยต่อไปว่า“การสอบระดับชาติรอบชิงชนะเลิศในครั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้เข้าสอบเกิดอุบัติเหตุล้มตายเป็นจำนวนมากเหมือนปีก่อนๆทางสถาบันจิงหลงของเราจึงตัดสินใจว่าผมจะเป็นผู้รับหน้าที่ประธานผู้ตัดสินด้วยตัวเอง หวังว่าทุกท่านจะช่วยชี้แนะ”

            “อะไรนะ? รับหน้าที่ประธานผู้ตัดสินด้วยตัวเองงั้นเหรอ?”

            “พับผ่าสิถึงขั้นให้บุคคลระดับรองคณบดีอย่างอู่เหมิงเอินมาเป็นประธานผู้ตัดสินด้วยตัวเองดูเหมือนว่าสถาบันจิงหลงจะให้ความสำคัญกับการสอบรอบชิงชนะเลิศครั้งนี้มากเลยนะเนี่ย”

            ฝูงชนที่ได้ยินต่างพากันกระซิบกระซาบและแลกเปลี่ยนความเห็นกันไปต่างๆนานา

            แต่อู่เหมิงเอินไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของทุกคนเขาเข้าเรื่องโดยตรงทันทีว่า “เอาละนี่ก็ใกล้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอประกาศว่า การสอบระดับชาติรอบชิงชนะเลิศเริ่มต้นขึ้นได้ ณ บัดนี้” 

            ตูม...

            ทันทีที่สิ้นคำพูดนี้ภายในห้องพักรอสำหรับผู้เข้าสอบก็เกิดเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังสนั่นหวั่นไหวดุจขุนเขาถล่มทลาย

            แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้

            ต้องทราบก่อนว่าการสอบระดับชาติในปีก่อนๆ นั้นต้องสอบถึงห้ารอบเต็มๆ

            และผู้เข้าสอบที่สามารถผ่านการทดสอบสี่รอบแรกฝ่าฟันอุปสรรคจนก้าวเข้าสู่รอบที่ห้าได้นั้น ล้วนเป็นยอดอัจฉริยะในหมู่หัวกะทิต่อให้สุดท้ายจะไม่ถูกสถาบันฝึกตนเลือกตัวไป แต่หลังจากออกไปแล้วก็จะกลายเป็นที่ต้องการของสมาคมต่างๆ นับเป็นประวัติส่วนตัวที่ยอดเยี่ยมมาก

            ทว่าการสอบระดับชาติในปีนี้กลับแปลกออกไปเพราะจัดเพียงแค่สองรอบ ก็ข้ามมาถึงรอบชิงชนะเลิศเลยทันที

            เช่นนี้แล้วมีหรือที่เหล่าผู้เข้าสอบจะไม่ดีใจและตื่นเต้น?

            ทว่าคำพูดประโยคต่อมาของอู่เหมิงเอินกลับทำให้เหล่าผู้เข้าสอบที่อยู่ที่นั่นรู้สึกราวกับร่วงหล่นจากสวรรค์ลงสู่นรกในทันที

            “ก่อนอื่นผมขอแจ้งกฎกติกาการสอบระดับชาติรอบชิงชนะเลิศในครั้งนี้ให้ทราบคร่าวๆ”

            อู่เหมิงเอินประกาศเสียงดังตามระเบียบการ“การสอบระดับชาติรอบชิงชนะเลิศครั้งนี้มีชื่อว่า ‘ศึกชิงบัลลังก์สูงสุด’ ซึ่งจะยังคงใช้ระบบคัดออกบนเวทีเหมือนปีก่อนๆลำดับการแข่งขันจะตัดสินโดยการจับสลากผู้เข้าสอบที่จับได้หมายเลขเดียวกันจะต้องขึ้นไปประลองกันบนเวทีแบบตัวต่อตัว”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เปลี่ยนน้ำเสียงไป

            “แต่กฎของปีนี้ จะแตกต่างจากปีก่อนๆ เล็กน้อย”

            “แตกต่าง?”

            ทันทีที่พูดออกมาเช่นนี้ทุกคนต่างก็หูผึ่งด้วยความอยากรู้อยากเห็น

            โชคดีที่อู่เหมิงเอินไม่ได้อมพะนำเขาเอ่ยต่อไปว่า “ในรอบชิงชนะเลิศของปีก่อนๆโดยทั่วไปจะใช้ ‘ระบบสายแพ้’ แม้ผู้เข้าสอบจะแพ้ในการประลองบนเวทีรอบแรกก็ยังสามารถเข้าไปสู้ต่อใน ‘สายผู้แพ้’ ได้ นอกจากนี้ผู้ชนะในแต่ละรอบยังจะได้รับคะแนนสะสมที่สอดคล้องกันและสุดท้ายจะตัดสินลำดับที่จากคะแนนสะสมเหล่านั้น”

            “แต่กฎกติกาแบบนั้นมันซับซ้อนเกินไป ทั้งยังมีช่องโหว่บางประการซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการแข่งขันที่ยุติธรรม เพราะอย่างไรเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเราผู้ใช้อาชีพก็คือพลังต่อสู้”

            “ประกอบกับการสอบระดับชาติในครั้งนี้เนื่องจากปัจจัยพิเศษบางอย่างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้สถาบันจิงหลงของเราจึงจำเป็นต้องจัดลำดับการสอบให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุดไม่มีเวลามากพอที่จะปฏิบัติตามพิธีรีตองที่ยุ่งยากเหมือนแต่ก่อน ดังนั้น...”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้อู่เหมิงเอินก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนตกตะลึง

            “ในรอบชิงชนะเลิศครั้งนี้ ทั้ง ‘ระบบสายแพ้’ และ ‘ระบบคะแนนสะสม’ จะถูกยกเลิกทั้งหมด”

            “นั่นหมายความว่า ในรอบชิงชนะเลิศที่กำลังจะมาถึงทุกอย่างจะตัดสินด้วยความแข็งแกร่งเท่านั้น บนเวทีจะดูเพียงแค่ผลแพ้ชนะผู้ชนะจะได้เข้ารอบ ผู้แพ้จะถูกคัดออก วนซ้ำไปเช่นนี้จนกว่าจะได้สี่อันดับแรกทุกคนเข้าใจชัดเจนแล้วใช่ไหม?”

            ตูม...

            ทันทีที่ประโยคนี้หลุดออกมาผู้คนก็ไม่อาจเก็บงำความตกใจไว้ได้อีกต่อไปต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์กันจนวงแตกทันที

            “อะไรนะ? ไม่มี ‘ระบบสายแพ้’?แถมยังยกเลิก ‘คะแนนสะสม’ อีกเหรอ?”

            “ให้ตายเถอะสถาบันจิงหลงนี่มันเล่นบ้าอะไรของมันวะ ถึงได้ทำแบบนี้?”

            “ถ้าแข่งกันแบบนี้ การแข่งขันมันจะโหดร้ายเกินไปไหมทุกคนมีโอกาสแค่ครั้งเดียว ถ้าแพ้ก็ต้องถูกคัดออกทันทีแบบนี้ตอนขึ้นเวทีไม่ถึงขั้นต้องสู้ตายกันเลยเหรอ?”

            “ดูเหมือนว่าสถาบันจิงหลงจะถูกสถาบันสเตมอร์บีบจนลนลานแล้วละมั้งตอนนี้พวกเขาแค่ต้องการรีบสอบให้จบเพื่อหาอันดับหนึ่งถึงสี่แล้วไปรับมือกับการแข่งกระชับมิตรของสถาบันสเตมอร์ถึงขั้นไม่สนชีวิตของผู้เข้าสอบคนอื่นแล้ว”

            “สถาบันจิงหลงนี่เริ่มจะเกินไปทุกทีแล้วนะ”

            “ใช่ๆ หลายปีมานี้ ถึงสถาบันจิงหลงจะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกแต่รูปแบบการทำงานของพวกเขาเป็นที่ตำหนิจากเหล่าผู้ใช้อาชีพในประเทศไม่ขาดสายไม่เพียงแต่โอหังและเห็นแก่ตัวแต่ยังจงใจส่งพวกผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะที่เก่งกาจไปต่างประเทศอีกจนทำให้พวกนั้นเข้าสู่ใจกลางของประเทศศัตรูอย่างเต็มตัวและย้อนกลับมากลายเป็นภัยความมั่นคงที่ร้ายแรงของประเทศเสินเซี่ยเรา...”

            “ชู่ว แกเบาๆ หน่อยสิ ถ้าอู่เหมิงเอินได้ยินเข้า เขาจะไม่เอาแกตายเลยเหรอ”

            เสียงพูดคุยดังขึ้นประโยคแล้วประโยคเล่า

            ผู้คนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์เห็นได้ชัดว่าทุกคนตกใจกับการตัดสินใจครั้งนี้ของสถาบันจิงหลงเป็นอย่างมาก

            เพราะการสอบระดับชาติเดิมทีเป็นการแข่งขันที่วัดผลในเชิงรวมเนื้อหาการทดสอบไม่ได้พุ่งเป้าไปที่พลังต่อสู้ของผู้ใช้อาชีพเพียงอย่างเดียวแต่ยังเกี่ยวข้องกับด้านอื่นๆ อีกมากมาย เช่น สภาพจิตใจ พฤติกรรมและนิสัยของผู้ใช้อาชีพ ซึ่งทุกองค์ประกอบล้วนเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้

            อีกทั้งการสอบระดับชาติในปีก่อนๆยังมีความเป็นมนุษย์มากกว่า ต่อให้พลาดพลั้งแพ้ไป ก็ยังได้รับโอกาสครั้งที่สอง

            แต่ปีนี้กลับดีเสียเหลือเกินภายใต้การดูแลของสถาบันจิงหลง การสอบครั้งนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงกลายเป็นการแสดงพละกำลังแบบดิบๆ ไปเสียแล้ว

            ถึงขนาดที่ว่าผู้ฝึกสอนที่มาคัดตัวนักศึกษาบางคนเกิดความไม่พอใจถึงขั้นแฉพฤติกรรมชั่วร้ายที่สถาบันจิงหลงได้ทำไว้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาออกมากลางที่สาธารณะโดยไม่ปิดบัง

            แต่ถ้าพวกเขาไม่พูดออกมาก็คงจะดีทว่าพอพูดออกมาแล้ว ลู่เซิ่งกลับเริ่มทนไม่ไหว

            “อะไรนะ? ส่งผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะของตัวเองไปต่างประเทศงั้นเหรอ?”

            เมื่อได้ยินเสียงสนทนารอบข้างลู่เซิ่งก็ถึงกับเบิกตากว้าง

            “เอ๊ะ? สหายลู่นี่อย่าบอกนะว่าเรื่องนี้นายก็ยังไม่รู้?”

            เมื่อเห็นปฏิกิริยาของลู่เซิ่งอวิ๋นเทียนหลันที่อยู่ข้างๆ ก็ถามขึ้นด้วยความแปลกใจ

            “ไม่รู้จริงๆ นั่นแหละ”

            ลู่เซิ่งพยักหน้าก่อนจะมองไปยังอวิ๋นเทียนหลันแล้วถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า“เรื่องนี้มันเป็นมายังไงกันแน่รบกวนสหายอวิ๋นช่วยไขข้อข้องใจให้ผมที”

            “หึๆ บอกเรื่องนี้ให้ฟังก็ไม่เสียหายหรอก”

            อวิ๋นเทียนหลันยิ้มและอธิบายอย่างใจเย็นว่า“ได้ยินมาว่าหลายปีมานี้สถาบันจิงหลงมักจะใช้ข้ออ้างเรื่องการแลกเปลี่ยนทางวิชาการส่งผู้ใช้อาชีพระดับท็อปภายในสถาบันไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยทุนของรัฐ”

            “ทว่าในบรรดาผู้ใช้อาชีพที่ไปเรียนต่อนั้น เมื่อออกจากประเทศบ้านเกิดไปแล้วส่วนหนึ่งก็ถูกโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยสิ่งล่อตาล่อใจมอมเมาบางคนไม่ยอมกลับมาอีกเลยและเลือกที่จะเป็นพวกชังชาติที่อพยพหนีไปบางคนถึงขั้นเปลี่ยนสัญชาติไปเลย และมายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับประเทศเสินเซี่ยของเราอย่างเต็มตัว”

             

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน