ตอนที่ 9 หมั้นหมายอย่างนั้นหรือ (1)
ในที่สุดก็ถ่ายปกนิตยสารของวันนี้เสร็จ ปริมาณงานไม่นับว่ามากเท่าไรหากเทียบกับเมื่อก่อน แต่เพราะเมื่อคืนหลับไม่สนิท ตอนนี้เลยปวดศีรษะมาก เสิ่นซีโหลวรับน้ำโซดาที่ผู้ช่วยส่งมาให้ ฟองที่ซาบซ่าพลุ่งพล่านในปาก ทำให้อาการปวดคลายลงไม่น้อย
หลังจากบอกบรรดาพนักงานว่าลำบากแล้ว เขาก็ก้าวออกมาจากม่าน หลี่เหยียนกับแอนนากำลังสนทนากันอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ สายตาที่จับจ้องยังหน้าจอเต็มไปด้วยความทะนงตนและภาคภูมิใจ
ถ่ายนิตยสารเสร็จยังเตรียมการสัมภาษณ์เล็กๆ ไว้่หนึ่ง ถึงตอนนั้นคลิปสัมภาษณ์จะถูกอัปลงเวยป๋อทางการของ ‘นิตยสารดารา’ เวลานี้สตาฟในกองได้พาเสิ่นซีโหลวมาถึงห้องสัมภาษณ์ที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว
พอเห็นหลี่เหยียนกับพี่แอนนารออยู่ในห้องสัมภาษณ์ เสิ่นซีโหลวก็พยักหน้าให้ทั้งสองเล็กน้อย ก่อนมาถึงจุดที่ตั้งไมโครโฟนแล้วนั่งลง
หลังจากพิธีกรให้เขาแนะนำตัว ก็ถามถึงเื่สนุกเกี่ยวกับตอนถ่ายทำ ‘ได้พบเธอ’ บางส่วน และความเข้าใจในฐานะนักแสดง รวมถึงความประทับใจที่มีต่อสไตล์การถ่ายนิตยสารในวันนี้
หลี่เหยียนกับแอนนานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ฟังคำตอบของเขาที่มีความจริงใจและลึกซึ้ง โดยเฉพาะความเข้าใจที่มีต่อการแสดงของตัวเอง “บทบาทเป็ไปตามหน้าที่ครับ นักแสดงควรจะทำสุดความสามารถในกรอบแบบนี้ แต่บทบาทจะสำเร็จหรือไม่นั้น ยัง้าจังหวะเวลา ชัยภูมิ และการร่วมแรงร่วมใจกันของทีมงานครับ
“โชคดีมากที่เดบิวต์สองปีก็สามารถทำให้ทุกคนมองเห็นตัวเองได้ จากนี้จะขอยึดมั่นในปณิธานแรกไปตลอด หวังว่าจะมีผลงานที่ดียิ่งขึ้นมามอบให้แฟนๆ ที่ชื่นชอบและสนับสนุนตัวเองครับ”
หลังจบสัมภาษณ์ พิธีกรก็พูดอะไรอีกเล็กน้อย เสิ่นซีโหลวก้มหน้ายิ้มแย้มอย่างงดงาม รอยยิ้มนี้กระแทกสายตาแอนนาชั่วขณะ เธอเอ่ยขึ้นในใจเงียบๆ ว่า ‘ก้มหน้าหลุบตายิ้ม ทำให้ผู้คนตกตะลึงในความงาม’ ที่ดังได้ขนาดนี้ไม่ใช่ว่าไร้เหตุผล และก็ไม่ใช่ว่าใครๆ จะมีใบหน้าโดดเด่นราวกับเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ได้
รถแวนวิ่งอยู่บนถนนที่กลับไปยังจิ่นหฺวาหลี่ เพราะเจอกับ่เวลาเลิกงานเลยรถติดเล็กน้อย รถยนต์บนท้องถนนไฟท้ายสว่างวาบ พอทอดตามองไปก็เหมือนขับอยู่ท่ามกลางกระแสไฟสีแดง
ภายในรถวันนี้เงียบจนเกินเหตุ เมื่อก่อนไม่ว่าเสิ่นซีโหลวจะถ่ายละครเหนื่อยแค่ไหน หลังจากเลิกกองก็ยังพลังล้นเหลืออย่างยิ่ง ลากพวกเขามาพูดคุยไม่หยุดปาก
“ซีโหลว วันนี้นายเป็อะไรไป เงียบซะขนาดนี้”
“เปล่าครับ ผมแค่พักผ่อนไม่เต็มที่ เลยปวดหัวนิดหน่อย” เสิ่นซีโหลวที่อยู่ด้านข้างหลับตาพิงพนักเก้าอี้ ทำทีว่ากำลังหลับ
“แบบนี้เองเหรอ ถ้าส่งนายไปโรงพยาบาลแล้วถูกถ่ายรูปไว้ได้ เื่นี้คงติดคำค้นหายอดฮิตแน่ เดี๋ยวฉันให้เสี่ยวอู๋ไปซื้อยาให้นายดีกว่า กินแล้วก็นอนพัก”
“พี่หลี่ ไม่ต้องลำบากหรอก เดี๋ยวส่งผมแล้ว พวกพี่ก็กลับไปเถอะ! ยุ่งมาทั้งวันแบบนี้ พวกพี่คงเหนื่อยมากเหมือนกัน”
ถ้าตอนนี้เสิ่นซีโหลวลืมตาละก็ คงจะเห็นหลี่เหยียนเบิกตาโพลงทั้งสองข้าง ตนดูแลเ้าเด็กแสบที่ไม่คิดอะไรมากและรู้จักแต่ก่อเื่มาสองปี ไม่คิดเลยว่าจะพูดจาเอาอกเอาใจแบบนี้เป็ สงสัยวันนี้จะเจอผีเข้าแล้วจริงๆ
พอยื่นมือไปทาบหน้าผากเสิ่นซีโหลวก็พบว่าไม่ร้อน ดูเหมือนจะไม่ได้จับไข้จนสมองกลับ
เสิ่นซีโหลวโดนมือที่เย็นเฉียบของเขาแตะต้องก็สะดุ้งตัวน้อยๆ ก่อนลืมตาจ้องพี่หลี่ด้วยความไม่เข้าใจ พลางเอ่ยถาม “มีอะไรเหรอ”
“ไม่มีอะไร” หลี่เหยียนหัวเราะเหอะๆ เหมือนจะคิดอะไรได้ แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น “นายอยู่ในวงการบันเทิงไม่ประสบความสำเร็จ ก็เลยจะกลับบ้านไปเป็ทายาทไฮโซที่สืบทอดทรัพย์สินร้อยล้านอย่างงั้นเหรอ”
คำพูดคลุมเครือนี้ทำให้เสิ่นซีโหลวกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ‘มีทรัพย์สินหลายร้อยล้านให้สืบทอดด้วยเหรอ ทำไมฉันไม่ยักรู้’ “ทำไมพูดแบบนี้อะ”
หลี่เหยียนเห็นความประหลาดใจบนใบหน้าเสิ่นซีโหลวก็เอ่ยพึมพำ “คนที่พักในวิลล่าจิ่นหฺวาหลี่ ไม่ใช่คนรวยก็เป็บุคคลสำคัญ วิลล่านั้นราคาต่ำสุดก็ราวแปดสิบล้าน วิลล่าหลังที่วันนี้ฉันเห็นนายเดินออกมา พื้นที่ไม่เล็กเลยนะ”
ฟังพี่หลี่พูดจบ เขาพลันเข้าใจในทันที “นั่นไม่ใช่บ้านของผม บ้านผมกำลังตกแต่ง เลยอาศัยบ้านเพื่อนพักเป็การชั่วคราวน่ะ”
ได้ยินเขาพูดแบบนี้ หลี่เหยียนก็ยิ่งอยากรู้อยากเห็น “เพื่อนนายรวยขนาดนี้ ทำไมเมื่อก่อนไม่เคยได้ยินนายพูดถึง”
เสิ่นซีโหลวไม่มองพี่หลี่ที่แววตาเต็มไปด้วยความกระหายในการนินทาอย่างแรงกล้า เพียงเอ่ยอย่างเรียบเฉย “ก็กู้อู๋เหยียนคนนั้นที่พี่เจอเมื่อเช้านั่นแหละ”
“อะไรนะ” น้ำเสียงที่อุทานอย่างตะลึงทำให้อู๋เฮ่าซึ่งนั่งข้างคนขับหันมองพี่หลี่ที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ความสงสัย
มิน่าล่ะ เมื่อเช้าเขาถึงปฏิเสธได้หน้าตาเฉยขนาดนั้น คฤหาสน์ใหญ่โตขนาดนี้ ที่บ้านไม่ใช่คนรวยก็เป็บุคคลสำคัญ! จะไปอยากเข้าวงการบันเทิงได้อย่างไร เขาทอดถอนใจอย่างปลงๆ ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่มีโอกาสได้เซ็นสัญญาไปตลอดกาลแล้ว!