“อืม ระบบนี้ไม่เลวเลย ไม่ใช่แค่หน้าใหญ่แต่ยังรู้จักใช้ความคิดความอ่าน ทุกสิ่งล้วนทำเพื่อเ้านาย”
"อัปเกรดทุกอย่างเกี่ยวกับเ้านายให้โดยอัตโนมัติ ถ้าไม่ถูกใจก็บ้าแล้ว"
หลินเฟิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
เวลานี้ดูเหมือนเขาจะััได้ถึงบางอย่าง จึงเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า
บูม!
เขาเห็นเมฆมงคลสีสันสดใสปรากฏขึ้นกลางอากาศ และัทองที่มีขนาดหมื่นลี้และมีเจ็ดกรงเล็บโผล่ออกมาจากเมฆ
กลิ่นอายที่สะกดครอบงำยากจะมีผู้ใดเทียบ ัที่ทรงพลัง!
ัทองตัวนั้นมีดวงตาขนาดเท่าเนินเขา จ้องมองลงมายังสิ่งมีชีวิตทั้งหมดทั้งมวลด้วยแรงกดดันมหาศาล แสงสีทองได้ส่องประกายห่อหุ้มไปทั่วร่างกายของมัน และกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวได้ปกคลุมทั่วทั้งยอดเขาสายหมอก
บริเวณรอบ ๆ ัทอง สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจะเห็นว่าเกิดรอยแตกและบิดเบี้ยวช่องว่างอากาศอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าอากาศอันว่างเปล่าไม่สามารถทนต่อแรงกดดันนี้ได้เลย
ถูกต้อง มันคือชีพจรปราณัทองที่ระบบมอบให้
ชีพจรปราณคืออะไร?
มันก็คือวาสนาและโชคลาภ!
สำหรับสำนักนิกาย ชีพจรปราณเป็สิ่งสำคัญมาก ความรุ่งเรืองจะขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับชีพจรปราณ
ในทวีปเซินโจว ไม่ว่าจะเป็สำนักเล็กหรือใหญ่ พวกเขาต่างก็เสาะแสวงหาสมบัติบางชนิดเพื่อเพิ่มพูนชีพจรปราณของสำนัก เพื่อให้สำนักเจริญรุ่งเรือง ตราบที่ชีพจรปราณยังคงอยู่ มันจะถูกส่งต่อไปยังรุ่นสู่รุ่น
เป็ดั่งสัญลักษณ์ของสำนัก!
บัดนี้ นิกายเทพกระบี่ ได้มีชีพจรปราณัทองเจ็ดกรงเล็บ ความเจริญรุ่งเรืองและโอกาสของผู้คนในนิกายย่อมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเส้นทางการฝึกตนก็จะปราศจากสิ่งกีดขวางโดยปริยาย
และนิกายก็จะฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งด้วยสิ่งนี้
ปราณัทองล่องลอยอยู่เหนือยอดเขาสายหมอก ภายใต้ดวงตาที่น่าเกรงขามและน่าหวั่นเกรงคู่นั้นราวกับมองเห็นดินแดนอาศัยใหม่ของมัน
และในไม่ช้า ชีพจรปราณัทองก็ได้จ้องไปที่ หลินเฟิง และการแสดงออกที่น่าเกรงขามอย่างหาที่เปรียบมิได้ก็ดูอ่อนลง และแสดงความนอบน้อมเล็กน้อย
หลินเฟิงพยักหน้าพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะยกมือขึ้นและโบกเบา ๆ "ไป"
ในตอนนี้ เขาััได้ชัดเจนว่ามันมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างตัวเขาและัทอง
ชีพจรปราณัทองก็ดูเหมือนจะััได้ ก่อนจะคำรามเบาๆ จากนั้นร่างขนาดหมื่นลี้ก็พันรอบยอดเขาสายหมอกทั้งลูก ในไม่ช้าก็กลายเป็ภาพลวงตา และหายไปในจุดสูงสุดของยอดเขาสายหมอก พริบตานั้นมันก็ได้กำหนดชะตากรรมของนิกายเทพกระบี่
...
ผ่านไปไม่นาน หลินเฟิงก็เปิดระบบแผนที่ตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างภายในนิกาย
เขามองเห็นด้านข้างของประตูนิกายได้อย่างชัดเจน ซึ่งมีสัญลักษณ์มหาค่ายกลปกปัก อนุสรณ์เทพพิทักษ์ประตู
ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ไปปรากฏตัวที่ประตูนิกาย
เมื่อมองไปยังประตูนิกายที่อัปเกรดแล้ว หลินเฟิงก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะนั่งสมาธิหลับตา: "เปิดค่ายกลป้องกันอนุสรณ์เทพพิทักษ์ประตู"
ค่ายกลทำงาน!
พลังลึกลับและแรงกดดันที่มองไม่เห็นก็ได้ปรากฏขึ้นรอบๆ ประตูนิกาย
ทันทีที่พลังนี้ปรากฏขึ้น มันได้แผ่กระจายไปทั่วทั้งนิกายเทพกระบี่ด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัว
ในไม่ช้า ยอดเขาหลักก็มีการตอบสนอง ยอดเขารอบข้างเชื่อมโยงกัน ก่อนจะมีลำแสงพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า
หลังจากนั้นไม่นาน ภาพนั้นก็หายไป ทว่าม่านพลังงานขนาดใหญ่ที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่มองเห็น ได้ปรากฏขึ้นครอบคลุมนิกายเทพกระบี่ทั้งหมด
นี่คือมหาค่ายกลพิทักษ์ขุนเขา!
ด้วยพลังของมหาค่ายกลพิทักษ์ขุนเขาทำให้นิกายเทพกระบี่เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
มองจากระยะไกล นิกายเทพกระบี่ทั้งหมดเหมือนถูกห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายหมอกควัน ปรากฏเลือนราง ราวกับตำหนัก์อย่างแท้จริง!
ค่ายกลนี้เรียกว่า มหาค่ายกลจักรวาลเทียนกังตี้ซา มันไม่ได้เป็แค่ค่ายกลป้องกันเท่านั้น แต่ยังเป็ค่ายกลโจมตีซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมเป็พลังที่มิอาจคาดเดาได้
เรียกได้ว่าเป็ค่ายกลที่สมบูรณ์แบบครบทุกด้าน!
หากมีผู้ฝึกตนกล้าบุกเข้ามาในนิกายเทพกระบี่ พวกมันก็จะถูกค่ายกลนี้สังหารอย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อการค่ายกลป้องกันเสร็จสมบูรณ์ แผ่นศิลาก็ร่วงลงมาจากท้องฟ้า กระแทกพื้นปักฐานห่างไปจากประตูนิกายไปสามก้าว
อนุสรณ์ศิลาทั้งหมดดำทะมึน ดูไม่ธรรมดา
อย่างไรก็ตาม หากลองสังเกตดูหลายๆครั้ง มันย่อมทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวเหนือคณนา
มีเพียงหลินเฟิงเท่านั้นที่รู้ว่านี่ไม่ใช่อนุสรณ์ศิลาธรรมดา ๆ แต่เป็อนุสรณ์ศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง
สิ่งนี้มีความวิเศษมาก ไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมค่ายกลป้องกันนิกายเท่านั้น แต่ยังสามารถสังหารศัตรูที่รุกล้ำเข้ามาได้ อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบก้นบึ้งจิตใจและเจตนารมณ์ดีและชั่วร้ายของศิษย์สาวกได้
"วิเศษ"
หลินเฟิงเหลือบมองไปยังค่ายกลป้องกันและอนุสรณ์เทพพิทักษ์ประตู พลางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
จากนั้นเขาก็กลับไปยังยอดเขาหลัก อารามเสวียนหวงโดยตรง
เขาอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
“ระบบนี้คู่ควรแล้วกับสิ่งที่เรียกว่าระบบท้าทายลิขิต์ ชักเริ่มจะรักมัน...”
“ไม่เพียงแต่ขัดกับกฎ์ แต่ยังััได้ถึงจิตใจของเ้านาย สติปัญญาสูงล้ำ ไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงนิกายเทพกระบี่ แต่ยังมอบสิ่งดี ๆ มากมายให้กับเ้านายในคราวเดียวอีกด้วย”
" [ร่างแห่งหายนะ] ต้นแบบสาวก ผู้ใช้จะมีรากฐานกระดูกที่ทรงพลังที่สุด เส้นชีพจรที่ทรงพลังที่สุด กายเนื้อที่ทรงพลังที่สุด ยังมีห้วงสมุทรตันเถียนที่ทรงพลังที่สุด ประสาทััที่น่าสะพรึงกลัว และพร์ในการฝึกตนขั้นสูงสุด!"
" [ร่างความพินาศ] ต้นแบบสาวก เมื่อถูกโดยผู้ที่มีความพากเพียรอุตสาหะ พวกเขาจะเข้าสู่วิถีความแข็งแกร่ง ชำระกายาให้บริสุทธิ์ ความสำเร็จด้านการฝึกตนจะไร้ขีดจำกัด"
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า [ร่างแห่งหายนะ] นั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทุกด้านล้วนจัดอยู่ในขั้นสูงสุด ล้ำค่าและหาได้ยากยิ่ง
"ในเมื่อเป็แบบนี้ ข้าก็จะเลือก [ร่างแห่งหายนะ] ต้นแบบสาวก ส่วน [ร่างความพินาศ] ข้าจะส่งต่อมันเมื่อพบศิษย์สาวกที่เหมาะสมสำหรับการฝึกตนในอนาคต"
ทันทีที่ความคิดนี้ของหลินเฟิงปรากฏขึ้นภายในหัว กลุ่มแสงสีขาวดำก็ปรากฏขึ้นบนอากาศ และพุ่งไปที่คิ้วของเขาด้วยการสะบัดนิ้ว
บูม!
กลิ่นอายแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งได้ปรากฏ ศูนย์กลางอยู่ที่หลินเฟิง และคลื่นกระแทกได้กวาดกระจายออกไปโดยรอบ
ขนาดมองด้วยตาเปล่า ยังเห็นพื้นที่บิดเบี้ยว และทุกที่ที่มันกวาดผ่าน ไม่ว่าจะเป็ ดอกไม้ ใบหญ้า และต้นไม้ล้วนกลายเป็เถ้าธุรี
ในเวลาเดียวกัน หลินเฟิงรู้สึกราวกับว่าร่างกายของเขาลุกเป็ไฟ ร้อนระอุอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ มันกำลังแผดเผาทุกส่วนของร่างกายเขา ประหนึ่งกับกระดูกของเขาถูกหลอมละลาย ชีพจรโลหิตเดือดพล่าน และเซลล์ภายในร่างเกิดการระเหย.. .
ชั่วพริบตาเดียวกัน เขาก็รู้สึกว่าทั่วทั้งร่างกายของเขาได้ถูกน้ำแข็งเร้นลับหมื่นปีแช่แข็ง คลื่นความเย็นได้ะเิภายในร่างของเขาเสมือนดั่งใบมีดน้ำแข็งทิ่มแทงทุกส่วน ความเ็ปแม้แต่จะกรีดร้องก็ยังทำไม่ได้
ความเย็นและความร้อนมีการสลับหมุนเปลี่ยน ราวกับพลังทั้งสองได้ใช้ร่างของหลินเฟิงเป็สมรภูมิ
อ๊าก! มันปวดร้าวสุดจะบรรยาย!
ความเ็ป! รวดร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน!
[ร่างแห่งหายนะ] กำลังเปลี่ยนแปลงกระดูก ชีพจรปราณ...
หากมีผู้ฝึกตนกำลังเฝ้าดูเหตุการณ์ที่นี่ในเวลานี้ พวกเขาย่อมค้นพบว่าขณะนี้ ครึ่งหนึ่งของร่างหลินเฟิงกลายเป็สีดำราวกับหมึก และอีกครึ่งหนึ่งของร่างเป็สีผลึกใส บัดนี้ทั่วทั้งร่างถูกปกคลุมด้วยแสงสีดำและขาว
นับโชคดีที่ขั้นตอนอันแสนเ็ปของการหลอมรวมนี้ใช้เวลาไม่นานก่อนมันจะเสร็จสมบูรณ์
ร่างแห่งหายนะ ผสานเข้ากับร่างโดยสมบูรณ์!
“เยี่ยมมาก!” แม้ว่าขั้นตอนที่ดำเนินจะเ็ป แต่จากก้นบึ้งของจิตใจหลินเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
ชีพจร เส้นเื รากฐานกระดูก พร์ ประสาทััทุกด้าน ทุกอย่างล้วนอยู่จุดสูงสุดแล้ว!
ในขณะนี้ หลินเฟิงสามารถรู้สึกได้ชัดเจนว่าร่างกายของเขาเปี่ยมไปด้วยพลังอันไร้ขอบเขต ปราณโลหิตของเขาเหมือนดวงตะวันที่เจิดจรัส ร่างกายของเขาสงบนิ่งประหนึ่งอสุรกาย
และขอบเขตการฝึกตนของเขาก็ได้ยกระดับขึ้นโดยตรง จากระดับ 1 ขั้นฝึกกล้ามเนื้อ ไปสู่ระดับ 4 ขั้นสร้างแก่น
จุดสูงสุดของขอบเขตฝึกกายา!
อีกเพียงก้าวเดียว ก็จะสามารถเข้าสู่ระดับ 5 ขั้นผสานปราณ และกลายเป็ผู้ฝึกตนขอบเขตฝึกปราณ
ดังนั้น เขาจึงรู้สึกว่ามันยอดเยี่ยม!
“ตอนนี้ยังมีพลังโจมตีเจี่ยตันจุดสูงสุดในครั้งเดียว พลังเทพเฉียนคุน และวิชาลับ์”
"ด้วยพลังโจมตีเจี่ยตันจุดสูงสุดในครั้งเดียว เท่ากับเรามีไพ่เด็ดอยู่ภายในมือ"
ใบหน้าของหลินเฟิงเวลานี้ ฉายความมั่นใจ
ทั่วทั้งอี้เฉิงขั้นเจี่ยตันนับเป็ตัวตนที่ดำรงอยู่ในจุดสูงสุด
ต่อให้สำนักดาบสัตโลหะบุกมายังนิกายเทพกระบี่จริงๆ ภายใต้การทะลวงจุดสูงสุด พวกมันจะต้องคุกเข่าลงแล้วเรียกบิดา!
หลินเฟิงเผยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง จากนั้นก็หันความสนใจไปยังสองเคล็ดวิชาที่เหลือ
“พลังเทพเฉียนคุน เคล็ดฝึกตนขั้นะ เป็เคล็ดฝึกตนแห่งหายนะขั้นที่ 1 และพลังของมันไม่สามารถคาดเดาได้ ผู้ที่ฝึกเคล็ดฝึกตนนี้ไม่เพียงแต่จะไร้เทียมทานในหมู่บรรดาผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันเท่านั้น แต่ยังสามารถสังหารศัตรูที่มีระดับการฝึกตนสูงกว่าขึ้นไปอีกขั้นได้”
“วิชาลับ์ จะสามารถล่วงรู้ความลับของ์ และยังสามารถมองเห็นวาสนาของผู้ฝึกตน ซึ่งสามารถใช้ได้นับพันวิธี”
หลินเฟิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “อืม ช่างเป็เคล็ดวิชาที่ดีจริงๆ”
ท้ายที่สุดเขาก็นั่งขัดสมาธิและเริ่มทำการฝึกฝนเคล็ดวิชาทั้งสองนี้
แม้วิชาลับ์จะมีวิธีการอันยอดเยี่ยม แต่ก็เข้าใจได้ง่าย
ใช้เวลาเพียงไม่นานในการฝึกฝนเคล็ดวิชานี้เขาก็บรรลุได้อย่างสมบูรณ์
ต่อจากนั้น เขาได้ทุ่มสมาธิมุ่งไปที่การฝึกฝนเคล็ดพลังเทพเฉียนคุน
ไร้เทียมทานในบรรดาผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันและยังสามารถสังหารศัตรูที่มีระดับสูงกว่าได้ เพียงแค่คิดเืในกายก็เดือดพล่าน
เมื่อเวลาผ่านไป กลิ่นอายพลังบนร่างกายของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ และขอบเขตการฝึกตนก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ระดับ 4 สร้างแก่นขั้นสูงสุด!
ระดับ 5 ผสานปราณ!
ระดับ 6 ปราณผกผัน!
ระดับ 7 ทะลวงปราณ!
ขอบเขตการฝึกตนของหลินเฟิง ใช้เวลาเพียงไม่นานในการก้าวเข้าสู่ ระดับ 7 ขั้นทะลวงปราณ กลายเป็ผู้ฝึกตนขั้นกลางขอบเขตฝึกปราณ!
...
ในเวลาเดียวกัน นอกนิกายเทพกระบี่
ชายหนุ่มผู้ซึ่งมีแววตาแน่วแน่ ร่างกายสูงใหญ่ สวมเสื้อผ้าธรรมดา ได้ปรากฏตัวขึ้นที่บริเวณตีนยอดเขาสายหมอก
“เป็เพราะพร์ของข้านั้นธรรมดา รากฐานกระดูกธรรมดา คุณสมบัติก็ธรรมดา นั่นทำให้ข้าต้องถูกเหยียดหยามดูิ่จากสำนักต่างๆ ดังนั้นข้าจะไม่ขอหันหลังกลับไปหาพวกมัน!”
“แม้นิกายเทพกระบี่แห่งนี้จะตกต่ำ แต่ก็ยังนับเป็สำนักผู้ฝึกตน”
“ข้าจะต้องเข้าร่วมกับนิกายเทพกระบี่!”
“นี่เป็โอกาสสุดท้ายที่ข้าจะได้เข้าสำนัก!”
เย่จิงอวิ๋นมองไปยังยอดเขาสายหมอก รวบหมัดกำแน่น ดวงตาของเขาแข็งกร้าวราวกับหิน