...บังเกอร์ของเยว่ซิน...
ซวนหยางกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามเยว่ซินมาจนถึงบ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถาบันโซฮาร์นักถึงจะเป็บ้านที่ปลูกในเขตเมืองขนาดใหญ่ แต่ผู้คนที่อาศัยอยู่แถวนี้ส่วนมากแล้วจะเป็ประชากรที่ปลดเกษียณจากงานในเมืองและ้าแสวงหาความสงบดังนั้นพื้นที่แถวนี้จึงไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านนัก
เยว่ซินเรียกที่นี่ว่าบังเกอร์บ้านของเขาเป็ตึกสีขาวขุ่นชั้นเดียวที่ปลูกอย่างโดดเดี่ยวอยู่ภายในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยฮวาโช่ว ต้นไม้ที่มีดอกกลิ่นเหม็นชวนปวดหัวไม่มีพื้นที่ตรงไหนในสวนของเยว่ซินที่ไม่มีฮวาโช่วพวกมันขึ้นเบียดกันและแข่งกันออกดอกบานสะพรั่งทำเอาอัลฟ่าที่มีประสาทััดีเลิศอย่างซวนหยางถึงกับต้องกลั้นหายใจเดิน
“อาเยว่” ซวนหยางส่งเสียงเรียกเพื่อนแล้วเดินตามคนตัวเล็กกว่าเข้ามาในบ้าน
“อาเยว่ ฟังฉันก่อนได้มั้ย” เยว่ซินยังคงไม่พูดอะไรเขาถอดรองเท้าแล้วเปิดประตูเข้าไปด้านใน ซวนหยางก็เลยรีบตามไปด้วย
“อาเยว่”
“ตามมาทำไม!!”คำถามนั้นทำเอาซวนหยางที่กำลังถอดรองเท้าอยู่ถึงกับชะงักไป
“ก็...เอ่อ นายโกรธที่ฉันทะเลาะกับ ไอ้เวรเหลียงชุนไม่ใช่หรอ”
“ฉันไม่ได้โกรธที่นายทะเลาะกันกับเขา”
“งั้นก็โกรธที่ฉัน ทำให้นายเจ็บ”
“ไม่ใช่”
“ถ้าไม่ใช่แล้วนายโกรธฉันเื่อะไรกันล่ะ” ซวนหยางถามเพื่อนตรงๆทำเอาคนถูกถามหันกลับมามองเขาด้วยความโมโห
“ฉันโกรธที่นายพูดว่าจะฆ่าคนออกมาง่ายๆ ต่างหาก!!”
“แต่ฉันก็ไม่ได้จะฆ่าใครจริงๆ สักหน่อย”
“ถ้าฉันไม่ห้ามเอาไว้นายทำไปแล้ว นายไม่เคยคิดที่จะควบคุมจิตใจของตัวเองเลย”
“ไม่ควบคุมงั้นหรอถ้าฉันไม่ควบคุมล่ะก็ ไอ้เวรนั่นมันตายไปตั้งนานแล้ว”
“ซวนหยาง!!นี่นายไม่ได้ฟังที่ฉันพูดเลยใช่มั้ย นายมันก็ไม่ต่างจากพวกอัลฟ่าในพาราไดซ์ที่โหดร้ายและเืเย็น!!” ซวนหยางนิ่งเงียบไปเมื่อถูกเยว่ซินว่าร้ายเอาแบบนั้นดวงตาคมกล้าของเขาดูผิดหวังและเสียใจมากจนเยว่ซินเริ่มรู้สึกผิดขึ้นมา
“ฉันไม่ใช่อัลฟ่าในพาราไดซ์ แต่ถ้านายคิดว่าฉันเป็พวกโหดร้ายและเืเย็น นายก็ไล่ฉันออกไปจากบ้านของนายด้วยสิฉันจะได้เหลือตัวคนเดียวจริงๆ”เยว่ซินรู้สึกเสียใจที่ปากพล่อยพูดเื่แบบนี้ออกมาเขาไม่ควรพูดว่าซวนหยางเป็อัลฟ่าในพาราไดซ์เลย เยว่ซินมองดวงตาเศร้าๆของคนตัวสูงกว่าแล้วถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกผิด ทั้งคู่ยืนเงียบอยู่ตรงนั้นจนเยว่ซินถามขึ้น
“นาย...เอ่อ...นาย หิวหรือเปล่า”
“หิว”
“แล้ว...เจ็บมากมั้ย”
“เจ็บ”เยว่ซินหันกลับไปมองเขาจึงได้เห็นว่าซวนหยางก็กำลังมองตรงมาที่ตัวเองอยู่ แววตาของซวนหยางดูเศร้ามากซะจนเขาโกรธไม่ลงเลยเยว่ซินได้แต่คิดว่า.... ทำไมซวนหยางชอบทำแบบนี้ทุกที เวลาทะเลาะกันทีไรหมอนี่ก็จะมายืนทำหน้าเศร้าเป็หมาหงอยอยู่หน้าบ้านเขาตลอดแล้วจะให้เขาทำยังไงกันล่ะ
“นายจะ กลับบ้านเลยหรือเปล่า”
“กลับไม่ได้”
“ทำไม”
“ฉันหิวมากแล้วก็เจ็บมากด้วย” คนตัวเล็กกว่าหันกลับมามองเขาแล้วขมวดคิ้วมุ่นซวนหยางก็เลยตอบอ้อมแอ้มออกมาเบาๆ
“คือ...ที่จริง เงินฉันหมดแล้ว”
“ห๋า???!!!” เยว่ซินแทบร้องออกมาเมื่อได้ยินแบบนั้น
“จะหมดได้ยังไง นี่มันเพิ่งต้นเดือนเองนะ”
“ก็.... เดือนนี้เพิ่งเปิดเทอมใหม่ฉันก็ต้องซื้ออะไรตั้งหลายอย่าง ตอนนี้ฉันไม่มีเงินที่บ้านไม่มีของกิน ไม่มียา แล้วก็ฉันเพิ่งจะถูกเพื่อนที่คบกันมาเกือบสิบปีทำร้ายจิตใจอย่างโหดร้ายตอนนี้สภาพจิตใจฉันแย่มาก ฉัน...เดินไม่ไหวแล้ว”คำพูดนั้นทำเอาเยว่ซินถึงกับสะอึกไป เขาเพิ่งจะพูดเื่ไม่ดีทำร้ายจิตใจซวนหยางจริงๆด้วย
“แต่ถ้านายเกลียดฉันฉันจะกลับบ้านก็ได้”
“ฉัน...ไม่ได้เกลียดฉันก็แค่...” เยว่ซินไม่รู้จะบอกเพื่อนยังไงเขาก็แค่โกรธที่ซวนหยางใช้ความแข็งแกร่งในทางที่ไม่ถูกต้องเท่านั้นเอง
“ฉันกลับก่อนนะ”
“เดี๋ยวสิเอ่อ...ไหนนายบอกว่า ที่บ้านไม่มีของกินไง ไม่มียาไง”
“ยาไม่ต้องทาก็ได้เดี๋ยวแผลก็คงหายไปเอง”
“แล้วนายไม่หิวหรอ”
“ฉันทนได้”เยว่ซินรู้สึกสงสารซวนหยางมากจนความโกรธที่สั่งสมมาจากโซฮาร์ละลายหายไปจนหมดั้แ่สูญเสียพ่อกับแม่ไป ก็มีแต่ซวนหยางที่คอยอยู่เคียงข้างเขา ถ้าหากเขาไล่ซวนหยางไปทั้งๆที่ซวนหยางกำลังาเ็และหิวเขาก็คงเป็คนเลวเกินไปแล้ว
“เฮ้อ...เข้ามา” คนตัวเล็กกว่าถอนหายใจแรงๆ แล้วเปิดประตูบ้านจากนั้นก็เดินเข้าไปข้างในเห็นแบบนั้นซวนหยางก็เลยแอบยิ้มออกมาแล้วเดินตามเข้าไปด้วยเขารู้อยู่แล้วว่าเยว่ซินไม่มีทางไล่เขาไปได้จริงๆหรอกเ้าอัลฟ่าแคระแค่เห็นเขาเจ็บก็ใจอ่อนแล้วต่อให้โกรธเขายังไงสุดท้ายก็จะยอมยกโทษให้เขาอยู่ดีเขาพิสูจน์เื่นี้มาหลายปีและหลายครั้งแล้ว
อัลฟ่าหนุ่มวางกระเป๋าลงบนโต๊ะแล้วเดินมานั่งตรงโซฟาทรงกลมที่เขาคุ้นเคยด้านในบ้านของเยว่ซินไม่ได้กว้างขวางมากแต่ข้าวของถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบและสะอาดสะอ้านบ้านของเยว่ซินเป็บ้านในยุคเก่าที่แทบจะหาไม่ได้แล้วในเซ็นเตอร์ข้าวของเครื่องใช้ก็แทบจะไม่มี ระบบปฏิบัติการโดยเอไอ คอมพิวเตอร์ หรือหุ่นยนต์เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกเลย ทุกอย่างทำด้วยมือทั้งหมดเหมือนมนุษย์ยุคดั้งเดิมไม่มีผิด...หรือจะเรียกว่าคนป่าก็คงได้
“อาเยว่ เมื่อไหร่นายจะเปลี่ยนบ้านใหม่ซักที”
“เปลี่ยนบ้านใหม่มันง่ายขนาดนั้นเลยหรือไง”
“มันก็ไม่ได้ยากอะไรนี่ ที่พักแถวโซฮาร์ก็มีตั้งเยอะแยะ สะดวกสบายกว่าด้วย”เยว่ซินวางกระเป๋าลงแล้วหันมามองเพื่อนฉุนๆ
“นายคิดว่าฉันมีเงินมากมายให้ไปซื้อความสะดวกสบายงั้นหรอ”
“ก็นายทำงานพิเศษที่ศูนย์ระวังภัยของผู้พิทักษ์นี่”เยว่ซินถอนหายใจออกมาแรงๆ เขาี้เีจะพูดกับเด็กไม่รู้จักโตอย่างซวนหยางแล้วก็จริงอยู่ว่าเขาทำงานพิเศษที่ศูนย์ระวังภัยของผู้พิทักษ์แต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะได้เงินเยอะจนถึงขั้นอยากจะเปลี่ยนบ้านใหม่ก็เปลี่ยนได้ง่ายๆสักหน่อย ที่สำคัญเขาไปทำงานที่นั่นไม่ใช่เพื่อเงินแต่เพื่อเหตุผลบางอย่างต่างหาก
“นี่อาเยว่ ฉันให้นายยืมเงินเอามั้ยล่ะ เห็นฉันเป็แบบนี้แต่ฉันก็รวยนะ”
“ขอบคุณมากนะที่มีน้ำใจ ถ้านายรวยมากขนาดนั้น แล้วทำไมถึงไม่ใช้หนี้ฉันซักที”ซวนหยางถึงกับสะอึกเมื่อโดนเพื่อนทวงหนี้
“อย่างกไปหน่อยเลยน่า ฉันก็มากินข้าวบ้านนายเกือบทุกวันแล้วไงก็ถือว่าหายกันไป”
“หายกันตรงไหน ข้าวฉันก็เป็คนซื้อ!!” เยว่ซินพูดฉุนๆหนี้ก็ไม่คืนแล้วยังจะมาตีมึนกินข้าวบ้านคนอื่นเขาอีก
“ก็วงเงินในการ์ดของฉันมันหมดแล้ว ่นี้นายก็เลี้ยงฉันไปก่อนละกันไว้ฉันจะคืนให้ทีหลัง”
“เฮ้อ...เอาที่สบายใจเลย” เยว่ซินถอนหายใจออกมาแรงๆ แล้วเดินเข้าไปในบ้าน เขาเหนื่อยจะทะเลาะกับเด็กไม่รู้จักโตอย่างซวนหยางแล้วอยากจะทำอะไรก็ทำเถอะ
“อาเยว่ หลอดไฟบ้านนายมันป่วย”ซวนหยางว่าพลางเงยหน้ามองหลอดไฟที่เริ่มกระพริบติดๆ ดับๆ บนเพดานบ้านของเยว่ซิน
“อาเยว่ มันป่วยจริงๆ นะ”
“ป่วยยังไง” เสียงเยว่ซินดังแว่วๆ ออกมาจากด้านใน
“ก็มันเดี๋ยวก็ตายเดี๋ยวก็ฟื้นไงทำไมนายไม่ใช่แผงพลังงานที่มนุษย์ปัจจุบันเขาใช้กันล่ะ”
“ฉันชื่นชอบความคลาสสิก” เยว่ซินว่าพลางถือกล่องยาออกมาจากในบ้านก่อนจะมานั่งลงข้างๆ ซวนหยางแล้วเปิดกล่องยาขึ้น
“คลาสสิกอะไรกัน มีแต่คนมากความลับเท่านั้นล่ะ ที่ใช้ชีวิตแบบนี้ โอ๊ย!!”ซวนหยางร้องเสียงหลงเมื่อโดนเยว่ซินเอานิ้วป้ายยาจิ้มแผลที่มุมปากเข้าเต็มแรง
“อาเยว่ มันเจ็บนะ”
“แล้วตอนไปตีกับชาวบ้านเขาทำไมถึงไม่เจ็บ”
“ก็ตอนนั้นฉันโกรธ”
“งั้นก็โกรธตอนนี้ด้วยสิ จะได้ทายาง่ายขึ้น”ว่าแล้วเยว่ซินก็จิ้มนิ้วลงไปที่แผลเขาอีกครั้ง
“โอ๊ย!! เจ็บๆๆ” ซวนหยางรีบคว้ามือเล็กๆ นั้นไว้ทันที
“นี่นายแกล้งฉันใช่มั้ย”
“ฉันไม่ได้แกล้ง ปล่อยได้แล้ว” เยว่ซินทิ้งสายตามาที่มือตัวเองซวนหยางก็เลยปล่อยมือเขาออกก่อนจะมองใบหน้าหวานละมุนรกหนวดเคราที่มีแต่รอยฟกช้ำนั้นด้วยความรู้สึกผิดเพราะเขาแท้ๆเลย เยว่ซินถึงต้องมาเจ็บตัวแบบนี้
“อาเยว่ ฉันขอโทษ”เยว่ซินชะงักมือที่กำลังทายาให้ซวนหยางแล้วหันกลับมาสบตาเขาอัลฟ่าหนุ่มก็เลยก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด
“ฉันไม่ควรพูดว่าจะฆ่าใครออกมาง่ายๆ แบบนั้น”ซวนหยางรู้ว่าเยว่ซินเกลียดที่อัลฟ่าเห็นชีวิตของคนอื่นเป็เพียงแค่ผักปลา เยว่ซินสูญเสียพ่อแม่ไปเพราะอัลฟ่าดังนั้นการที่เขาพูดว่าจะฆ่าใครออกมาง่ายๆ คงจะทำให้เยว่ซินผิดหวังและเสียใจมาก
“แถมฉันยังทำให้นายาเ็อีกด้วย” พอเห็นใบหน้าของเยว่ซินเต็มไปด้วยาแความโกรธในใจของเขาก็เริ่มครุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาไม่ได้อยากฆ่าใครแต่พอเห็นเยว่ซินถูกรังแกทีไรเขาก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ทุกทีแล้วนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกด้วยที่เขาคลุ้มคลั่งสติแตกแบบนี้
“ซวนหยางฟังให้ดีนะ นายมีร่างกายที่แข็งแกร่งมากกว่าคนอื่นนายจะต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ของตัวเองถ้านายพลั้งมือทำคนอื่นาเ็หรือล้มตายขึ้นมา ต่อให้นายเสียใจมากแค่ไหนนายก็เรียกเอาชีวิตของพวกเขากลับคืนมาไม่ได้หรอกนะ”
“ฉันรู้ แต่ตอนนั้นฉันโกรธมากจริงๆ ไอ้บ้านั่นมันบอกว่านายเป็....เอ่อ”ซวนหยางหยุดคำพูดของตัวเองไว้คำว่าเด็กกำพร้าเป็คำพูดที่ะเืใจเยว่ซินมากที่สุดเพราะตอนที่เขาสูญเสียพ่อแม่ไป....เขายังเป็เพียงแค่ลูกนกตัวเล็กๆ เท่านั้นเอง
“เขาก็ไม่ได้พูดอะไรผิดนี่ ฉันเป็เด็กกำพร้าที่โดดเดี่ยวจริงๆ”
“โดดเดี่ยวที่ไหนกัน ฉันอยู่ตรงนี้ไง” คำพูดนั้นทำให้เยว่ซินนิ่งอึ้งไปถึงแม้ซวนหยางจะพูดแบบนี้กับเขามาสิบปีแล้ว แต่ทุกครั้งที่ได้ยินก็ยังรู้สึก....อบอุ่นไปทั้งหัวใจอยู่ดี
“ฉัน...เอ่อ...ฉันก็ขอโทษเหมือนกัน ที่ไปว่านายแบบนั้น”
“แบบไหน” ซวนหยางถามแล้วยิ้มออกมา
“ก็...เอ่อ...ที่ฉันพูดว่านายโหดร้ายและเืเย็นเหมือนอัลฟ่าในพาราไดซ์ไง”
“ฉันไม่ได้เสียใจเพราะคำพูดนั้นซักหน่อย” เยว่ซินมองดวงตาคมกล้าตรงหน้าด้วยความรู้สึกผิด
“แล้ว...นายเสียใจเพราะคำพูดไหน”
“ฉันเสียใจที่นายพูดว่าฉันไม่ได้ต่างจากอัลฟ่าคนอื่นต่างหาก”พอเขาพูดแบบนั้นเยว่ซินยิ่งรู้สึกผิดมากกว่าเดิมซะอีก
“อาเยว่ สำหรับนายแล้วฉันไม่ได้ต่างจากอัลฟ่าคนอื่นจริงๆ หรอ”
“ฉัน....”ซวนหยางสบั์ตาคมกล้ากับดวงตากลมโตสดใสที่อยู่ตรงหน้าอย่างเฝ้ารอคำตอบ
“ก็...นายเป็อัลฟ่าผ่าเหล่า แล้วนายจะไปเหมือนอัลฟ่าคนอื่นได้ยังไงล่ะ”คำตอบนั้นทำให้คนตัวสูงกว่าหัวเราะออกมา แค่นี้ล่ะที่เขาอยากได้ยินแค่เยว่ซินไม่มองว่าเขาเป็เหมือนพวกอัลฟ่าในพาราไดซ์ แค่นี้เขาก็พอใจแล้ว
“นายเจ็บมากหรือเปล่า”ซวนหยางถามเพื่อนแล้วเอามือป้ายยามาทาลงที่มุมปากของคนตัวเล็กกว่าเบาๆ
“โอ๊ย!!”
“นายเจ็บหรอ ฉันก็ทาเบาๆ แล้วนะ”
“นั่นเบาแล้วหรอ นายทายาหรือว่าชกฉันกันแน่”
“เพ้อเจ้อ ฉันเคยชกนายที่ไหน มีแต่นายนั่นแหละที่ชกฉัน”ซวนหยางว่าพลางเอายาป้ายลงที่มุมปากของเยว่ซินอีกครั้งแต่เพราะมือเขาหนักเกินไปเลยทำให้เยว่ซินรู้สึกเหมือนโดนชกซ้ำซะมากกว่าที่สำคัญเขาไม่ชอบให้ซวนหยางััร่างกาย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็เพราะอะไรแต่ทุกครั้งที่ซวนหยางเข้ามาอยู่ใกล้ๆเขารู้สึกตัวร้อนเหมือนจะป่วยเลย
“อาเยว่ อยู่เฉยๆ”
“ไม่ต้องฉันทำเอง” เยว่ซินปัดมือเขาออกซวนหยางเลยป้ายยาไปทาที่หน้าผากของเขาด้วย
“ฉันบอกว่าจะทำเองยังไงล่ะ”
“นี่นายอยู่เฉยๆเป็มั้ย”
“ไม่ต้องยุ่งฉันจะทำเอง” คนตัวเล็กกว่ารีบปัดมือเขาออกอีกครั้งซวนหยางนึกขัดใจก็เลยคว้ามือเล็กๆ นั้นไว้ แล้วโน้มตัวลงไปใกล้ๆก่อนจะใช้มืออีกข้างทายาลงที่มุมปากบางสวยของเยว่ซินผิวแก้มของคนตัวเล็กกว่าเริ่มแดงเรื่อขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ซวนหยางจึงยิ้มออกมาด้วยความพอใจเมื่อจมูกกำลังได้กลิ่นหอมจางๆ อย่างที่เขาคุ้นเคยอยู่
ไม่ผิดแน่....กลิ่นหอมนี้มาจากร่างกายของเยว่ซินจริงๆด้วยพอคิดได้แบบนั้นซวนหยางก็เลยอยากลองพิสูจน์ดูอีกทีเขาปล่อยมือของคนตัวเล็กกว่าให้เป็อิสระแล้วถอยกลับมานั่งที่เดิม
“อืม....ฉันว่าพอหน้านายมีแผลแล้วดูเท่ขึ้นนะ”
“ฉันเท่เป็ปรกติอยู่แล้ว แต่นายมองไม่เห็นความเท่ของฉันเอง”
“อ๋อ....นายคงจะเท่กว่านี้ถ้านายไม่แคระ”
“ฉันไม่ได้แคระซักหน่อย”
“อาเล่อกับอาเล่ย เป็เบต้ายังสูงกว่าอัลฟ่าแคระอย่างนายเลยแถมปีนี้นายยังเตี้ยลงยิ่งกว่าเดิมอีก”
“ฉันไม่ได้เตี้ย นายนั่นแหละที่โตเร็วผิดมนุษย์” ซวนหยางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเผยรอยยิ้มกริ่มออกมา
“นี่...เมื่อเช้านายบอกว่านายโตตรงนั้นนี่ไหนเอามาดูหน่อย โตขึ้นจริงๆหรือเปล่า”เยว่ซินรีบถอยห่างจากเพื่อนแล้วเอาเมือกำรอบเอวกางเกงของตัวเองไว้ทั้งใบหน้าแดงเข้มในขณะที่ซวนหยางกำลังจ้องต่ำลงไปที่เป้ากางเกงของเขาด้วยดวงตาวาววับ
“ซะ...ซวนหยาง นายเป็บ้าหรือไง!!”
“แล้วนายจะอายอะไร ฉันแค่ขอดูนิดเดียวเอง”
“นายจะบ้าหรอ!!”
“มาแลกกันดูก็ได้”
“หา??คะ...ใครจะไปอยากดูของนายกันวะ”
“ทำไมก็มีเหมือนๆกันไม่เห็นจะต้องอายเลย”
“ไอ้บ้า ไปให้พ้นเลย!!” เยว่ซินยกขาถีบเพื่อนเต็มแรงซะจนกลิ้งตกลงไปจากโซฟาเรียกว่าถีบซ้ำแผลเก่าทำเอาซวนหยางถึงกับจุกจนพูดไม่ออก
“อา....เยว่”
“ขอ...ขอโทษที” เยว่ซินรีบวิ่งลงไปพยุงเพื่อนให้ลุกขึ้นมาจากพื้นเห็นว่าซวนหยางกำลังโมโหจนหน้าดำหน้าแดงไปหมด พอเยว่ซินเข้ามาใกล้กลิ่นดอกไม้หอมกรุ่นเบาบางนั้นก็เด่นชัดขึ้นอีกครั้งยิ่งทำให้ซวนหยางอยากพิสูจน์ที่มาของกลิ่นนั้นมากขึ้นไปอีก
“ขอโทษที นาย...เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เยว่ซินถามเพื่อนซวนหยางเลยเอามือชี้ไปที่หลังของตัวเอง
“หันหลังมา ฉันจะดูให้” พอเยว่ซินว่าแบบนั้นซวนหยางก็เลยถอดเสื้อออก
“ซวนหยาง!!”
“อะไร??”
“นาย...นายจะถอดเสื้อทำไม!!” คนตัวเล็กกว่าร้องออกมาทั้งใบหน้าแดงเข้มก่อนจะมองท่อนบนเปลือยเปล่าที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามของซวนหยางด้วยความอาย
เยว่ซินรีบละสายตาไปจากภาพนั้นแล้วหันไปมองผนังบ้านของตัวเองแทนเพราะความอายเลยทำให้ร่างกายผลิตฟีโรโมนกลิ่นหอมออกมาโดยไม่รู้ตัวซวนหยางสูดจมูกอีกครั้งแล้วขยับเข้าไปใกล้ๆเยว่ซินพออยู่ด้วยกันสองคนกลิ่นของเยว่ซินยิ่งหอมชัดเจนมากขึ้นไปอีก
“อาเยว่ นี่นาย อายหรอ”
“เปล่านะ!!” ซวนหยางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ดูยังไงก็กำลังอายอยู่ชัดๆเลย
“ถ้าไม่ได้อายแล้วทำไมนายถึงมองฉันตรงๆไม่ได้ ฉันเห็นนายทำแบบนี้หลายครั้งแล้วมันหมายความว่ายังไงกัน”หัวใจของเยว่ซินเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรงเมื่อได้ยินคำถามนั้นจะให้มองซวนหยาง...ตอนเปลือยเนี่ยนะ แค่คิดหัวใจก็แทบจะฉีกขาดออกมาแล้ว
“ฉะ...ฉันไม่ได้อายแต่...มันเป็การให้เกรียรติเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์”
“อ๋อ...เื่นั้นเองหรอฉันไม่ถือสาหรอกนะ”
“ฉันถือ”เยว่ซินบอกทั้งที่สายตายังเอาแต่จ้องเพดานบ้านอยู่ซวนหยางหัวเราะออกมาเมื่อเห็นใบหน้ารกหนวดเคราของเยว่ซินแดงเข้มเพราะความอาย
“อาเยว่...”
“อะไรอีกล่ะ”
“ไปอาบน้ำด้วยกันมั้ย”
“ห๋า??!!” เยว่ซินรีบลุกยืนทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น ไอ้บ้านี่อันตรายเกินไปแล้ว
“ก็นายไม่ยอมอาบน้ำกับฉันั้แ่อายุ 18 แล้วมันหมายความว่ายังไงกัน”
“แล้วทำไมฉันต้องอาบน้ำกับนายด้วย”
“อ้าว ก็เราเป็เพื่อนกันทำไมจะอาบน้ำด้วยกันไม่ได้ ตอนอายุ 15 ยังอาบด้วยกันได้เลย” เยว่ซินอายมากซะจนใบหน้าแดงเข้มไปหมด เห็นแบบนั้นซวนหยางก็เลยลุกยืนแล้วเดินเข้ามาจ้องหน้าเพื่อนใกล้ๆ
“ฉันว่า พักหลังๆนี้ นายทำตัวแปลกไปนะ อาเยว่”
“แปลก...ยังไง ฉัน...ฉันก็ปรกติดี”
“ั้แ่อายุ 18 ปี นายก็ไม่ยอมอาบน้ำกับฉันอีกเลยไม่ยอมให้ฉันนอนด้วย แล้วก็ไม่เคยถอดเสื้อผ้าต่อหน้าฉัน มันผิดปรกติชัดๆ”
“นายนั่นแหละที่ผิดปรกติฉันไม่ใช่พวกโรคจิตที่ชอบแก้ผ้าเดินรอบบ้านซะหน่อย”
“แล้วทำไมถึงไม่ยอมอาบน้ำกับฉัน”
“แล้วนายจะวนมาเื่อาบน้ำด้วยกันทำไมวะ”
“ก็ตอนเป็เด็กยังอาบด้วยกันได้เลยทำไมตอนนี้ถึงอาบไม่ได้”
“ซะ...ซวนหยางนายมันพูดไม่รู้เื่ ไปให้พ้นเลย” เยว่ซินยกมือผลักอกเพื่อนออกไปแต่เพราะซวนหยางไม่ได้ใส่เสื้อเลยทำให้เขาไปจับโดนผิวเนื้อของซวนหยางเข้าเต็มๆคนตัวเล็กชะงักไปเมื่อมือััได้ถึงร่างกายที่แข็งแกร่งของซวนหยางหน้าท้องกับแผงอกกว้างของเขาแน่นมากจนกดแทบไม่ลงเลย
“อาเยว่นายจับนมฉันอยู่นะ”
“ขะ...ขอโทษที!!”เยว่ซินรีบดึงมือของตัวเองกลับมาทั้งใบหน้าแดงเข้ม ท่าทางแบบนั้นยิ่งทำให้ซวนหยางรู้สึกสงสัยแถมยิ่งเยว่ซินอายกลิ่นหอมจากตัวเขาก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นไปอีก
“อาเยว่ ทำไมอยูใกล้ฉันแล้วนายต้องอายด้วย”
“ฉะ...ฉันไม่ได้อาย!!”
“ไม่ได้อายแล้วทำไม ถึงไม่มองฉัน”
“ก็นายไม่ได้ใส่เสื้อไง”
“เมื่อก่อนฉันแก้ผ้าเดินออกจะบ่อย”
“นั่นมันตอนเป็เด็กมั้ย”
“แล้วมันต่างอะไรกับตอนโตล่ะ”
“เลิกถามเซ้าซี้ซักที”
“นายก็เลิกอายก่อนสิ จะได้คุยกันรู้เื่”
“ฉันบอกว่าฉันไม่ได้อายไง!!”
“ดี...งั้นมาพิสูจน์กันเลย” ซวนหยางพูดแล้วเดินตรงเข้าไปหาเยว่ซินแต่ทั้งคู่ยังไม่ทันได้ทำอะไรต่อด้วยซ้ำหลอดไฟบนเพดานก็ช็อตเสียงดังแล้วไฟก็ดับพรึ่บลงทันที ทำเอาทั้งบ้านมืดสนิท
“ขอบคุณครับสายไฟเก่า” เ้าของบ้านถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเมื่อกี้ซวนหยางบอกว่าจะพิสูจน์อะไรบางอย่างดีนะที่ไฟดับซะก่อนไม่งั้นคงมีเื่ให้ต้องตีกันอีกแน่เลย
“ให้ตายเถอะดับถูกเวลานักนะ” ซวนหยางบ่นฉุนๆเขาเกือบจะได้คำตอบจากท่าทางแปลกๆของเยว่ซินอยู่แล้วเชียว
“ซวนหยาง” เยว่ซินเรียกเขาพลางกระพริบตาถี่ๆเพื่อปรับสายตาให้ชินกับความมืด
“ซวนหยาง”
“อะไร”
“นายอยู่ตรงไหน ฉันมองไม่เห็น” ซวนหยางยืนอยู่ตรงหน้าเยว่ซินเพราะเขาเป็อัลฟ่าและมีประสาทััที่ดีเลิศยิ่งกว่าเผ่าพันธุ์อื่นดวงตาของเขาจึงสามารถมองเห็นในที่มืดได้เกือบแปดสิบเปอร์เซ็นต์ จากการมองเห็นในรูปแบบแสงปรกติแต่เยว่ซินที่เป็อัลฟ่าเหมือนกัน กลับ.... ทำไม่ได้ มันหมายความว่ายังไงกัน
“ซวนหยาง นายอยู่ตรงไหน”
“ฉันอยู่นี่”ซวนหยางตอบแล้วย่อตัวลงหลบมือของเยว่ซินที่กำลังคลำๆมาหาเขาอยู่ร่างสูงจ้องมองเพื่อนอัลฟ่าของตัวเองด้วยความแปลกใจสรีระของเยว่ซินไม่เหมือนอัลฟ่าทั่วไป ทั้งประสาทัั กลิ่นกายและรูปแบบการกินอาหาร ไม่มีตรงไหนที่เหมือนอัลฟ่าเลยสักนิดมีแค่ค่าเืที่ระบุไว้ในดีการ์ดเท่านั้นที่บ่งบอกว่าเยว่ซินเป็อัลฟ่าหรือว่า...มีบางอย่างที่เขากำลังมองข้ามไป
“ซวนหยาง ฉันมองไม่เห็นนาย” ร่างสูงเดินเข้าไปใกล้ๆ คนตัวเล็กกว่าแล้วย่อตัวลงให้เยว่ซินแตะลงที่ใบหน้าของเขา
“ฉันอยู่นี่”
“เจอแล้ว...นายอย่าเดินเพ่นพ่านนะ เดี๋ยวจะสะดุดล้ม”
“อืม...มืดสนิทขนาดนี้มองอะไรไม่เห็นเลย” ซวนหยางพูดแล้วมองเยว่ซินที่กำลังค่อยๆก้าวขามาทางโซฟาเพื่อหาดีการ์ดของตัวเอง
“รอแป๊บนึง ฉันหาดีการ์ดก่อน”
“อาเยว่ ฉันมองไม่เห็นเลย นายอยู่ตรงไหนหรอ”ซวนหยางถามพลางมองเยว่ซินที่กำลังกางมือออกเพื่อคลำทางในความมืด
“ฉันจะไปหาดีการ์ด นายยืนอยู่กับที่นะ เดี๋ยวจะชนกัน”
“อืม...”ซวนหยางเดินเข้ามาใกล้ๆเยว่ซิน แล้วแอบเอียงตัวเข้าไปสูดกลิ่นหอมอ่อนๆเหมือนดอกไม้นั้นอีกครั้ง เยว่ซินมักจะฉีดน้ำหอมกลิ่นแปลกๆ ใส่เสื้อผ้าเสมอแต่เขาก็ยังได้กลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนดอกไม้จากร่างกายของเยว่ซินอยู่ดี
ตอนเป็เด็กเขายังไม่ค่อยแน่ใจแต่พอโตขึ้นเขาถึงได้รู้ว่ามีแต่เขาที่ได้กลิ่นนั้นอยู่คนเดียว และกลิ่นของเยว่ซินในปีนี้ก็ยิ่งชัดเจนยิ่งกว่าปีก่อนๆที่ผ่านมาเสียอีก บางทีอาจจะเป็เพราะว่าอายุของเยว่ซินครบ 25 ปีแล้วก็เป็ไปได้ในขณะที่ซวนหยางกำลังคิดอยู่ เยว่ซินก็สะดุดขาโต๊ะเข้าอย่างจังจนล้มหัวคะมำคนตัวสูงกว่ารีบเคลื่อนตัวเข้าไปคว้าเอวบางของเขาเอาไว้จนทั้งคู่ล้มลงไปกระแทกพื้นด้วยกัน
“อา... เยว่” ซวนหยางนอนนิ่งอยู่บนพื้นด้วยความใเมื่อรับรู้ได้ว่าปลายจมูกและริมฝีปากนุ่มละมุนของเยว่ซินกำลังฝังลงที่แก้มของตัวเองอยู่คนตัวเล็กกว่ารีบเอามือคลำดูทันทีว่าเมื่อกี้ปากเขาไปโดนอะไร
“เอ่อ...อาเยว่ อะไรโดนหน้าฉัน”
“ห๋า!!...ดะ...โดนหน้าหรอ!!”
“ใช่...”
“เอ่อ...ทะ...เท้าน่ะ ขอโทษที”
“เท้าหรอ” ซวนหยางทวนคำแล้วหัวเราะออกมาเขามองใบหน้าของเยว่ซินผ่านความมืดด้วยรอยยิ้มขำ เยว่ซินรีบถอยห่างออกมาจากจุดเกิดเหตุแต่เพราะเขานอนทับอยู่บนตัวของซวนหยางแถมยังมีโต๊ะอยู่ข้างๆซวนหยางก็เลยรีบคว้าแผ่นหลังบางของเยว่ซินเอาไว้
“อาเยว่อย่าขยับ เดี๋ยวหัวโขกโต๊ะ”
“นาย...ช่วยปล่อยฉันก่อนได้มั้ยฉันจะลุก” เยว่ซินเอามือคลำไปทั่วตัวซวนหยาง ั้แ่ใบหน้า ลำคอ แผงอกว้างไล่ลงมาถึงหน้าท้อง....และ
“อาเยว่!!”อัลฟ่าหนุ่มรีบคว้ามือคนตัวเล็กกว่าไว้ก่อนที่เยว่ซินจะได้คลำลงไปจนถึงหยางๆน้อยของเขา เยว่ซินขยับตัวยุกยิกอีกครั้งทำให้ร่างกาย่ล่างของพวกเขาเบียดัักันอย่างชัดเจนอัลฟ่าหนุ่มขนลุกซู่ไปทั่วทั้งตัว และก่อนที่สติของเขาจะเตลิดไปไกลจนกู่ไม่กลับเขาก็ตัดสินใจเอาเท้าสะกิดเยว่ซินออกไปจากตักเบาๆ
“โอ๊ย...นายมาถีบฉันทำไมเนี่ย!!”
“ก็...ก็มันมืดฉันมองไม่เห็น” ซวนหยางจำเป็ต้องโกหก
“ถึงได้บอกว่าอย่าเดินเพ่นพ่านไง”
“ทีนายยังเอาเท้าถีบหน้าฉันเลย”เยว่ซินยกมือปิดปากตัวเองเอาไว้ทั้งใบหน้าแดงเข้มให้ตายเถอะ...ถ้าซวนหยางรู้ว่าไม่ใช่เท้าแต่เป็ปากล่ะก็คงคิดว่าเขาเป็พวกโรคจิตแน่เลย
อัลฟ่าหนุ่มลุกนั่งแล้วมองใบหน้าแดงเข้มของเยว่ซินด้วยความสงสัยทุกครั้งที่เยว่ซินอายทำไมถึงมีกลิ่นดอกไม้หอมกรุ่นไหลออกมาจากร่างกายทุกทีเลยนะถ้าจะบอกว่าเป็ฟีโรโมนก็คงได้อยู่หรอกแต่อัลฟ่าไม่ค่อย...มีฟีโรโมนที่ซับซ้อนหรือมีเงื่อนไขที่ละเอียดอ่อนแบบนั้นนี่ถ้าเป็โอเมก้าก็ว่าไปอย่าง
“เฮ้อ...”ซวนหยางถอนหายใจออกมาเมื่อหาคำตอบไม่ได้ อัลฟ่าหนุ่มเอาดีการ์ดขึ้นมาถือไว้ก่อนจะกดเปิดเพื่อให้แสงสว่าง
“เอานี่ดีการ์ดใช้ของฉันก่อนก็ได้ นายจะได้ซ่อมหลอดไฟไง” เยว่ซินรับดีการ์ดมาถือจากนั้นก็มองซวนหยางผ่านแสงสีฟ้าสว่างทั้งใบหน้าแดงเข้ม
“อะไร”
“ไป...ใส่เสื้อ” คนตัวเล็กกว่าพูดแล้วหันหลังให้เขาซวนหยางก็เลยไปหยิบเสื้อของตัวเองมาใส่ สมัยก่อนเขาแทบจะแก้ผ้าเดินด้วยซ้ำไม่เห็นว่าเยว่ซินจะอายเลย
แต่จะว่าไปแล้ว....ั้แ่อายุ18 เยว่ซินก็ไม่ยอมให้เขาแต่งตัววาบหวิวเดินในบ้านเลยนี่มันหมายความว่ายังไงกันนะ
เยว่ซินเดินไปใต้หลอดไฟแล้วกวาดสายตามองหาเก้าอี้ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านของเขาส่วนมากแล้วเป็ของใช้ในยุคเก่าที่คนส่วนมากไม่ค่อยใช้กันเยว่ซินมีเหตุผลที่ใช้ของแบบนั้นเพราะของใช้ในยุคปัจจุบันสามารถติดตามและแสดงตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่างละเอียดเกินไป....รวมถึงการใช้เงินด้วยนั่นเป็เหตุผลที่เขาไม่ชำระเงินด้วยการแสกนม่านตา พิมพ์ลายนิ้วมือ หรือใช้การ์ดพอดีนั้นเองซวนหยางก็เดินตามมาแล้วย่อตัวลงตรงหน้าเขา
“อะไร??”
“เก็บผลไม้ไง” พอซวนหยางว่าแบบนั้นเยว่ซินก็เลยหัวเราะออกมาสมัยก่อนเพราะซวนหยางตัวโตกว่าเขา เวลาจะเก็บผลไม้ทีไรเยว่ซินเลยได้เป็ฝ่ายขี่คอซวนหยางทุกทีทำเอาเพื่อนอัลฟ่ายักของเขาถึงกับบ่นข้ามวันข้ามคืนจนหูชาไปหมด
“แล้วห้ามมาบ่นว่าฉันตัวหนักอีกล่ะ”
“ฉันจะดีใจมากเลยถ้านายหนักขึ้น”
“นายจะไม่บ่นแน่นะ”
“เร็วๆเข้าเถอะน่า นายจะซ่อมหลอดไฟหรือเปล่า”
“ก็ต้องซ่อมอยู่แล้วสิ” เยว่ซินบอกแล้วก้าวขาขึ้นไปขี่คอซวนหยางร่างสูงจับที่ขาของคนตัวเล็กกว่าเอาไว้แล้วลุกขึ้นยืนก่อนจะยื่นมือไปถือดีการ์ดให้เยว่ซิน
“ซ่อมได้หรือเปล่า หรือว่าต้องเปลี่ยน”
“เปลี่ยนหลอดไฟหรอ”
“เปลี่ยนบ้านใหม่”
“เพ้อเจ้อ ฉันคือว่าที่วิศวกรระดับหัวกะทินะ มีอะไรที่ฉันซ่อมไม่ได้”
“โห...อวยตัวเองก็เป็ด้วย”
“ไว้นายสอบได้คะแนนดีกว่าฉันแล้วค่อยมาพูดเถอะ” ว่าแล้วเยว่ซินก็จัดการพันสายไฟใหม่จากนั้นก็บิดหลอดไฟแค่พริบตาเดียวแสงสว่างก็กลับมาอีกครั้ง
“เห็นมั้ย ใช้ได้แล้ว”
“จะดียิ่งกว่านี้ถ้าเปลี่ยนบ้านใหม่” ซวนหยางเงยหน้าขึ้นมาพูดกับเขาทำเอาเยว่ซินเพิ่งจะนึกออกว่ากำลังขี่คอซวนหยางอยู่
“เอ่อ...ฉันซ่อมไฟเสร็จแล้ว”
“อ๋อ...”อัลฟ่าหนุ่มวางร่างเล็กของเพื่อนลงกับพื้นแล้วแอบชำเลืองมองใบหน้าแดงเรื่อนั้นเล็กน้อย
“อาเยว่”
“อะไร”
“หิวข้าว” เยว่ซินถอนหายใจออกมาเบาๆ ทำไมเขาต้องมาเลี้ยงอัลฟ่ายักอย่างซวนหยางด้วยนะหมอนี่ไม่มีเพื่อนคนอื่นให้ไปผลาญทรัพย์แล้วหรือไงแต่ถึงจะบ่นในใจขนาดนั้นเยว่ซินก็ไปหาข้าวมาให้ซวนหยางกินอยู่ดี
ทั้งคู่เข้ามาในครัวขนาดพอดีในบ้านของเยว่ซินแล้วเริ่มทำอาหารง่ายๆโดยมีซวนหยางให้กำลังใจด้วยการเดินวนเวียนชิมกับข้าวอยู่ใกล้ๆ ไปด้วย
“อาเยว่ นายไม่ชอบกินเนื้อไม่ใช่หรอแล้วทำไมถึงทำอาหารจากเนื้อได้ทุกอย่างเลยล่ะ แถมยังอร่อยด้วย”ว่าแล้วซวนหยางก็หยิบเนื้อในกระทะขึ้นมาเคี้ยวตุ้ยๆ
“แล้วถ้าฉันบอกให้นายสั่งอาหารจาก เชฟอัตโนมัติ มากินนายจะกินมั้ยล่ะ”
“ไม่” ซวนหยางตอบทั้งที่ยังเคี้ยวเนื้อจนแก้มอูม
“ก็นั่นไง ฉันถึงต้องทำกับข้าวเป็ยังไงล่ะ”
“ก็ฉันไม่ชอบกินอาหารที่หุ่นยนต์ทำนี่ ไม่เห็นจะอร่อยตรงไหนเลย”พอเขาจะแอบเอามือหยิบเนื้ออีกทีเยว่ซินก็เลยเอาด้ามตะหลิวตีเข้าที่มือของเขาแรงๆ
“มันเจ็บนะ”
“มันยังไม่สุกนายไม่เห็นหรือไง”
“แค่นี้ก็กินได้แล้ว”
“นั่งรอเฉยๆ จะตายมั้ย” ในขณะที่เยว่ซินกำลังบ่นซวนหยางก็หยิบเนื้อเข้าปากไปหลายชิ้นแล้ว คนตัวเล็กกว่าถอนหายใจออกมาแรงๆเขาพบว่าั้แ่เขามีซวนหยางเป็เพื่อนเขาก็กลายเป็คนที่ใจเย็นที่สุดในโลกเลย แถมยังต้องทำอะไรอีกหลายๆอย่างให้เป็เพราะต้องมาคอยดูแลอัลฟ่าเอาแต่ใจอย่างหมอนี่ด้วย
แต่ก็นั่นแหละ...ถึงเขาจะบ่นยังไงสุดท้ายก็แพ้ซวนหยางอยู่ดีพวกเขาทั้งคู่อยู่ด้วยกันดูแลกันตีกันทะเลาะกันแล้วก็กลับมาดูแลกันแบบนี้มาเป็สิบปีแล้ว
“อาเยว่...นายเป็ว่าที่วิศวกรระดับหัวกะทิ มีผลการเรียนดีเลิศทำงานพิเศษในศูนย์ระวังภัยของผู้พิทักษ์ ได้ทุนเรียนฟรีในโซฮาร์ ทำอาหารก็เก่งมีความสามารถจิปาถะอีกตั้งเยอะ แถมยังมีค่าเืกับระดับสติปัญญาสูงอีกด้วยไม่อยากเชื่อเลยว่าคนเก่งๆ อย่างนายจะไม่มีต้นตระกูลใหญ่ในพาราไดซ์”
“แปลกตรงไหน คนเก่งต้องมาจากพาราไดซ์เท่านั้นหรอ”
“ก็.... อัลฟ่าส่วนมากก็มีต้นตระกูลใหญ่ในพาราไดซ์กันทั้งนั้นนี่”
“แล้วนายล่ะ มีหรือเปล่า” คำถามนั้นทำให้ซวนหยางนิ่งอึ้งไป
“เอ่อ...ฉันไม่ได้เก่งเหมือนนายนี่”
“นายตอบไม่ตรงคำถามนะ ซวนหยาง”
“เอ่อ...” เยว่ซินมองใบหน้าอึกอักของเพื่อนแล้วยิ้มออกมา
“นี่ซวนหยาง ตอนที่เราทำสัญญาเป็เพื่อนกัน นายบอกกับฉันว่าอะไร”ซวนหยางนึกถึงครั้งแรกที่เขาเจอเยว่ซินในกองขยะท้ายเมืองหลังจากวันนั้นที่เขาพาเยว่ซินมาที่บังเกอร์หรือบ้านหลังนี้พวกเขาก็ทำสัญญาเป็เพื่อนกัน...เเละเขาบอกกับเยว่ซินว่า
“เราจะไม่ถามคำถามที่อีกคนไม่อยากตอบ”
“ใช่...แล้วเราก็จะไม่อยากรู้ด้วย ว่าเพื่อนของเราเป็ใคร”เยว่ซินบอกเขาแล้วตักอาหารใส่จาน ซวนหยางไม่ได้ลืมว่าสัญญาอะไรไว้เขาเพียงแค่รอให้เยว่ซินพร้อมที่จะเปิดใจบอกเขาเท่านั้นเอง
“กินข้าวเถอะ” เยว่ซินวางจานอาหารที่ทำจากเนื้อให้ซวนหยางส่วนเขากินข้าวกับซุปปลาและผัดผักเหมือนอย่างเคยซวนหยางไม่ชอบกินผักเพราะกินแล้วจะท้องเสียส่วนเยว่ซินกินเนื้อเยอะก็จะท้องอืดเวลากินข้าวด้วยกันก็เลยต้องทำอาหารหลายๆอย่าง ทั้งคู่กินข้าวด้วยกันและคุยกันไปเรื่อยเปื่อยจนเยว่ซินพูดเื่เขียนรายงานส่งศาสตราจารย์เป่ยอ้ายฉิงขึ้นมาซวนหยางก็เลยนึกอะไรบางอย่างออก
"แต่นายสัญญาแล้วนะ ว่าจะทำรายงานกายวิภาคฯ ส่งให้ฉันด้วย"
"ทำไมนายถึงไม่ตั้งใจเรียนด้วยตัวเองซะบ้างไม่คิดถึงอนาคตของตัวเองบ้างเลยหรือไง" ซวนหยางเงยหน้าขึ้นมามองเพื่อนก่อนจะตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"ไม่..." ได้ยินแบบนั้นเยว่ซินก็เลยถอนหายใจออกมาแรงๆ
"นายใกล้จะเรียนจบอยู่แล้ว ยังไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าตัวเองอยากทำอะไรนายจะใช้ชีวิตเื่เปื่อยแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่กันนายโตแล้วนะอายุก็ตั้งขนาดนี้แล้วยังจะทำเป็เล่นอีกเมื่อไหร่จะโตเป็ผู้ใหญ่ซักที" ซวนหยางยิ้มออกมาเมื่อโดนเยว่ซินบ่นให้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็เพราะอะไรแต่เขาชอบฟังซะจริงๆ
"ฉันจะส่งรายงานกายวิภาคฯให้นายแต่ครั้งหน้าอย่าหวังเลยว่าจะหลอกฉันได้อีก" เยว่ซินพูดฉุนๆที่โดนสามหื่นหลอกให้ทำงานส่งให้ พอเยว่ซินพูดถึงวิชากายวิภาคซวนหยางก็นึกถึงเื่หนึ่งขึ้นมา
“นี่อาเยว่ นายคิดว่า...วีนัส...มีจริงหรือเปล่า”
“แค่ก!!!” เยว่ซินสำลักข้าวจนไอไม่หยุดซวนหยางก็เลยรีบรินน้ำในเหยือกแก้วให้เขา
“กินดีๆสิ เดี๋ยวข้าวก็ติดคอตายหรอก” คนตัวเล็กกว่าไอจนหน้าดำหน้าแดงไปหมด ต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าเยว่ซินจะเลิกไอได้
“นายว่าวีนัสมีจริงมั้ย นายเรียนเก่งนี่อ่านงานวิจัยมาก็ตั้งเยอะนายไม่เคยได้ยินเื่ของวีนัสเลยหรอ”
“ไม่...ไม่รู้สิ ฉันไม่ค่อยได้อ่านเื่ของวีนัสเท่าไหร่รู้แค่ว่าเป็โอเมก้าสายพันธุ์หนึ่งที่สาปสูญไปแล้วเท่านั้นเอง” เยว่ซินตอบแล้วมองซวนหยางที่กำลังเคี้ยวเนื้อจนแก้มป่องด้วยความรู้สึกสงสัยบางอย่าง
“เอ่อ...ซวนหยาง”
“อะไรหรอ”
“นายคิดยังไงเกี่ยวกับเื่ของวีนัส”
“อืม...หมายถึงในมุมของอัลฟ่าน่ะหรอ”
“ก็...เอ่อ ใช่”
“ถ้าเป็อัลฟ่าจากตระกูลใหญ่ ก็คงอยากได้วีนัสมาคลอดลูกให้กันทั้งนั้นแหละ”เยว่ซินวางช้อนลงด้วยความรู้สึกเ็ปในใจสำหรับพวกอัลฟ่าแล้ววีนัสเป็เพียงแค่แม่พันธุ์เท่านั้นเองหรอ
“ฉันไม่รู้หรอกว่าในยุคนี้จะมีวีนัสหลงเหลืออยู่หรือเปล่าแต่ถ้าหากยังมีพวกเขาหลงเหลืออยู่จริงๆละก็....พวกเขาคงจะน่าสงสารมากๆเลย”คำพูดนั้นทำให้เยว่ซินเงยหน้าขึ้นมามองเขา
“แม่ของฉันเคยเล่าว่าบรรพบุรุษของอัลฟ่า้าให้ลูกหลานของตัวเองแข็งแกร่งพวกเขา้าก่อตั้งตระกูลใหญ่และก้าวขึ้นมาเป็ผู้ที่มีอำนาจเด็ดขาดในโลก ก็เลยออกล่าวีนัสเพื่อนำมาใช้เป็แม่พันธุ์แต่แล้วพวกเขาก็ต้องผิดหวังเพราะเด็กที่คลอดออกมาไม่ได้ต่างจากอัลฟ่าทั่วๆไป...นายรู้มั้ยว่าเป็เพราะอะไร” เยว่ซินส่ายหน้าเบาๆ
“เพราะว่าวีนัสไม่ได้รักอัลฟ่ายังไงล่ะ”
“รัก...งั้นหรอ??”
“ใช่...สำหรับฉันนะเด็กที่เกิดจากความรักของพ่อกับแม่คือเด็กที่ฉลาดและแข็งแกร่งที่สุดเหมือนฉันไง” เยว่ซินมองั์ตาคมกล้าที่เปล่งประกายสดใสนั้นแล้วก้มหน้าลงทำไมถึงได้...รู้สึกเหมือนถูกแสงอาทิตย์ที่อบอุ่นนั้นโอบกอดอยู่เลยความรู้สึกที่อบอุ่นไปทั้งหัวใจนี้ มันคืออะไรกัน
“อาเยว่ นายก็เป็อัลฟ่าเหมือนกันนี่ นายอยากได้วีนัสมาเป็แม่ของลูกนายหรือเปล่า”
“เอ่อ...ไม่รู้สิ ฉันยังไม่เคยคิดถึงเื่การแต่งงานหรือว่ามีลูกมาก่อนเลยแล้วนายล่ะ”
“ฉันทำไม” เยว่ซินแอบชำเลืองมองซวนหยางเล็กน้อย
“ก็.... ถ้านายเจอวีนัสนายจะอยากได้เขามาเป็ เอ่อ....เป็”
“ไม่เอาหรอก” ซวนหยางว่าพลางทำหน้าสยอง
“ทำไมล่ะ”
“นายคิดว่าวีนัสจะมาตกหลุมรักคนนิสัยเสียอย่างฉันหรออีกอย่างหนึ่งนะฉันยังไม่เคยอ่านคัมภีร์เบิกเนตรระหว่างผู้ชายกับผู้ชายมาก่อนเลยฉันยังไม่รู้เลยว่าจะทำให้วีนัสท้องได้ยังไง”
“อุ่ก!!!!” เยว่ซินสำลักน้ำแกงจนตาเหลือก เขารีบคว้าแก้วน้ำขึ้นมาดื่มพลางยกมือทุบอกตัวเองจนหน้าดำหน้าแดงไปหมด
“แต่ถ้าวีนัสเซ็กซี่เหมือนศาสตราจารย์เป่ยก็ไม่เลวนะแต่ก็นั่นแหละ...ทักษะด้านการเบิกเนตรของฉันไม่มีเื่ระหว่างผู้ชายกับผู้ชายอยู่ในนั้นเลยถ้าฉันทำได้ไม่ดีพอแล้วโดนวีนัสหัวเราะเยาะเอาล่ะ เหอะ...อับอายขายหน้าไปจนถึงบรรพบุรุษความผิดนี้ตายไปอีกสิบชาติยังชดใช้ไม่หมดเลย”
“ซวนหยาง!!”
“อะไร??”
“รีบๆ กินแล้วก็ใสหัวกลับบ้านนายไปซักที!! ”
“อ้าว...อะไรอีกล่ะ” ซวนหยางมองใบหน้าแดงก่ำของเพื่อนด้วยความไม่เข้าใจเขาพูดอะไรผิดอีกล่ะเนี่ย
“ไม่ต้องกินแล้ว กลับบ้านไปเลย!! ”
“เื่อะไร นี่มันเนื้อของฉันนะ”
“ของฉันต่างหากฉันเป็คนทำ เอามานี่!! ”
“ไม่มีทาง” ซวนหยางรีบตักเนื้อใส่ปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มอูมไปหมดเยว่ซินอยากจะเอาจานฟาดหัวเพื่อนสักทีสองทีนัก ทำไมหมอนี่ถึงได้ไม่รู้จักคำว่าอายเอาซะเลยนะน่าโมโหจริงๆ
ทั้งคู่ทะเลาะกันไปกินข้าวกันไปจนเวลาผ่านไปสักพักซวนหยางก็ขอตัวกลับบ้านเยว่ซินเดินออกมาส่งเพื่อนที่หน้าประตูเห็นว่าซวนหยางกำลังใส่รองเท้าและเอากระเป๋ามาสะพายอยู่
“ฉันกลับบ้านก่อนนะ”
“น่าแปลกที่นายกลับเร็วขนาดนี้” เพราะปรกติถ้าซวนหยางไม่กลับบ้านช้าก็จะงอแงนอนที่บ้านเขาทุกที
“ฉันมีงานด่วนต้องรีบไปทำน่ะ”
“หือ...งานด่วน งานอะไร??”
“งานวิจัย” คำตอบนั้นทำให้เยว่ซินหัวเราะออกมาด้วยความตลก
“พูดจริง อย่างนายเนี่ยนะจะทำงานวิจัย”
“ใช่...บางทีฉันน่าจะรื้อมันขึ้นมาทำใหม่อาจจะมีบางอย่างที่ฉันมองข้ามไปก็ได้”
“งานวิชาอะไรหรอ ให้ฉันช่วยมั้ย”ซวนหยางมองใบหน้าหวานละมุนที่ถูกซ่อนไว้ใต้หนวดเคราที่มอมแมมนั้นด้วยรอยยิ้ม
“นายต้องได้ช่วยอยู่แล้วล่ะ ฉันขอขอบใจนายล่วงหน้าเลยละกันนะ อาเยว่”ว่าแล้วซวนหยางก็เดินออกไปจากบ้านพลางยกมือโบกลาเพื่อนไปด้วยเยว่ซินมองตามร่างสูงไปจนสุดทางเดินพอพ้นร่างของซวนหยางไปแล้วเขาก็รีบปิดประตูบ้านลง
เยว่ซินเดินเข้ามาในห้องนอนแล้วมาหยุดอยู่หน้ากำแพงบ้านของตัวเองชายหนุ่มยกมือคลำๆที่ผนังห้องแล้วกดปุ่มเล็กๆที่ถูกซ่อนไว้อย่างกลมกลืนกับผนังบ้านพลันนั้นเองกำแพงบ้านเก่าๆ ก็เปิดแยกออกจากกันเผยให้เห็นประตูห้องนิรภัยขนาดใหญ่เขาประทับฝ่ามือของตนเองลงไปแล้วออกคำสั่งด้วยเสียง
"เลโอ เปิดระบบรักษาความปลอดภัย"เพียงเท่านั้นระบบรักษาความปลอดภัยทั้งหมดในบังเกอร์ก็เริ่มทำงาน ด้านนอกบ้านของเยว่ซินมีโดมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารัศมี 50 เมตรคอยคุ้มกันอยู่ไม่ว่าจะเป็คนสัตว์หรือยานบินที่เข้ามาใกล้บ้านของเขาในรัศมีที่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าถูกกางเอาไว้สัญญาณเตือนภัยจะดังขึ้นทันทีใต้พื้นดินที่ปลูกต้นฮวาโชว่มีใบพัดขนาดเล็กซ่อนเอาไว้หลายร้อยตัวพวกมันจะพัดเอากลิ่นเหม็นนี้กระจายออกไปทั่วทิศทาง ไม่ได้เหม็นมากจนผิดสังเหตุหากแต่จะช่วยพรางกลิ่นตัวของเขาเวลาที่เขาไม่สามารถควบคุมฟีโรโมนของตัวเองได้และเตาผิงของบ้านทั้งสี่เตาจะถูกจุดขึ้นเพื่อเผาไหม้ถ่านหินทำให้ไม่มีอัลฟ่าคนไหนในรัศมีใกล้เคียงได้กลิ่นของเขาในยามที่เขานอนหลับไม่รู้ตัว
เยว่ซินดึงฝ่ามือของตัวเองกลับมาก่อนจะมองประตูนิภัยขนาดใหญ่นั้นด้วยรอยยิ้มที่ชั้นใต้ดินของบ้านเป็บังเกอร์ที่แท้จริงของเขาบ้าน้าพื้นดินเป็เพียงฉากที่จัดเอาไว้เพื่อไม่ให้เพื่อนๆหรือผู้คนรอบข้างสงสัยเท่านั้นเอง ถ้าหากซวนหยางไม่ได้มานอนด้วยที่บ้านเยว่ซินจะลงมานอนที่ชั้นใต้ดินเสมอ
"เปิดประตู" พอเขาออกคำสั่งด้วยเสียงระบบรักษาความปลอดภัยในบังเกอร์ก็ดังขึ้น
“ผมคือเลโอ เมื่อคุณแจ้งรหัสผ่านผมจะเปิดประตู”
“สวัสดีเลโอ ฉันคือโจวเยว่ซิน และฉันคือบิ๊กบอสของนาย” เยว่ซินทดสอบระบบเอไออัจฉริยะที่เขาเป็คนเขียนโปรแกรมขึ้นมาเองด้วยรอยยิ้มขำดูซิว่าเลโอจะเปิดประตูให้บอสของตัวเองโดยไม่ใช้รหัสผ่านได้หรือเปล่า
"บิ๊กบอสโปรดแจ้งรหัสผ่าน"
"ฉันก็บอกไปแล้วไงว่าฉันคือบิ๊กบอส"
"..........................??" ดูเหมือนเลโอจะไม่สนใจเื่นั้นสักเท่าไหร่
"ฉันคือบิ๊กบอส เปิดประตู"
“ผมทราบว่าคุณคือบิ๊กบอส แต่ผม้ารหัสผ่าน”
“ถ้านายรู้แล้วว่าฉันคือบิ๊กบอส แล้วทำไมฉันต้องใช้รหัสผ่านด้วย”
“เนื่องจากบิ๊กบอสไม่มีรหัสผ่านจะปิดบังเกอร์ภายใน ห้า...สี่...สาม”
“ตกลงๆ ฉันจะบอกรหัสผ่าน”
“........................??” เหมือนเลโอจะกำลังรอหัสผ่านอยู่เยว่ซินเห็นแบบนั้นก็เลยพูดรหัสผ่านออกมาทั้งใบหน้าแดงเข้ม
“ดวงอาทิตย์ของพระจันทร์” เพียงเท่านั้นประตูห้องนิรภัยก็เปิดออกเผยให้เห็นบันใดยาวทอดลงไปสู่ชั้นใต้ดินแสงไฟส่องสว่างขึ้นตามทางเดินบุผนังสีขาวขุนสะอาดตาเยว่ซินเลยถอดเสื้อตัวหนาออกแล้วเดินเข้าไปด้านใน ประตูและกำแพงด้านนอกได้ปิดลงพร้อมกับเสียงและกลิ่นของเยว่ซินได้หายไป
บังเกอร์นี้คือที่หลบภัยและเคยเป็ศูนย์บัญชาการย่อยของคณะปฏิวัติ...ภาคีไร้นาม...พ่อและแม่ของเขาสร้างบังเกอร์นี้ไว้ให้เขาเพื่อพาเขามาซ่อนตัวและรอการติดต่อเขาซ่อนตัวอยู่ที่นี่มาสิบปีแล้วและเขาจะนอนหลับสนิทลงได้มีเพียงแค่สองวิธีเท่านั้นคือนอนที่ชั้นใต้ดินในบังเกอร์กับ...มีซวนหยางนอนอยู่อีกห้องของบ้าน