คืนวันเกิดครบรอบ 11 ปีของเอลริค แทนที่จะเป็งานเลี้ยงรื่นเริง กลับกลายเป็นรกบนดิน
เสียงะเิกึกก้องปลุกเอลริคจากการหลับใหล เขาเห็นควันไฟพวยพุ่งมาจากห้องบรรทมของเสด็จแม่ เด็กชายตัวเล็กวิ่งเท้าเปล่าไปตามระเบียงทางเดินที่หนาวเย็น ในมือกอดสมุดบันทึกพิมพ์เขียวที่เขาเขียนขึ้นมาั้แ่อายุ 5 ขวบไว้แน่น
ภาพที่เขาเห็นคือ เสด็จพี่คนที่ 2 ยืนถือดาบที่อาบไปด้วยแสงสีม่วงน่ากลัว ยืนอยู่เหนือร่างของเสด็จพ่อและเสด็จแม่ที่แน่นิ่งไปแล้ว
“เพราะแก... เ้าเด็กปีศาจ พ่อถึงยกสมบัติลับของราชวงศ์ให้แม่แกคนเดียว!” เสด็จพี่คนที่ 2 ะโเสียงแหลมพลางชี้ดามาที่เด็กชาย “วันนี้อาณาจักรนี้จะสะอาดเสียที เมื่อไม่มีแกและแม่ของแก!”
“เสด็จพ่อ... เสด็จแม่...” เอลริคตัวสั่นเทา น้ำตาไหลพรากไหลนองหน้าอาบแก้มใสๆ ของเด็กชายวัย 11 ขวบ ความอบอุ่นเพียงอย่างเดียวในชีวิตถูกพรากไปต่อหน้าต่อตา
ก่อนที่เวทมนตร์สังหารจะถึงตัว องครักษ์เก่าแก่ของแม่ได้พุ่งเข้ามารับพลังแทนและเหวี่ยงเอลริคลงสู่ช่องทิ้งขยะที่เชื่อมกับอุโมงค์น้ำทิ้งใต้ดิน “หนีไปพะยะค่ะเ้าชายน้อย! มีชีวิตรอด... และกลับมาทวงทุกอย่างคืนด้วยสิ่งที่ท่านเชื่อ!”
เอลริคไหลไปตามท่อระบายน้ำที่สกปรกและมืดมิด เขาปีนป่ายออกมาท่ามกลางพายุฝน ร่างกายเล็กๆ เต็มไปด้วยรอยถลอกและาแ เขาเดินกะเผลกอย่างไร้จุดหมายข้ามเขตแดนป่าอสูรที่มืดมิด
เขากระเซอะกระเซิงมาจนถึงกำแพงเมืองที่ผุพังราวกับซากปรักหักพัง ป้ายชื่อเมืองที่เอียงกระเท่เล่เขียนว่า "กราเวีย" เด็กชายล้มฟุบลงกลางถนนที่เป็โคลนตม ลมหายใจแ่เบา แต่ในมือน้อยๆ นั้นยังกอดสมุดบันทึกไว้ไม่ยอมปล่อย
“พวกนักเวทย์บอกว่า... ที่นี่คือสุสาน...” เอลริคพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่แฝงไปด้วยความแค้น “แต่สำหรับวิศวกร... ที่ที่เวทมนตร์รบกวนกันเองจนไร้ค่านี่แหละ... คือที่ที่จะทำให้ข้า... แข็งแกร่งที่สุดในโลก...”
สติของเด็กชายวูบดับไป พร้อมกับเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่เดินใกล้เข้ามา