โหมวซือฉิงใช้แอลกอฮอล์เช็ดลิ่มเืแห้งกรังและคราบยาออกจากหัวไหล่สวี่ตงจนมองเห็นสภาพชัดขึ้นสะเก็ดแผลบนหัวไหล่สวี่ตงหลุดออกทันทีที่เช็ดราวกับเปลือกหอยเนื้อใต้สะเก็ดก็อมชมพูอย่างกับลูกพีช! นี่มันไม่เหมือนกับที่เห็นเมื่อคืนนั้นอย่างสิ้นเชิงหลังจากใไปชั่วขณะโหมวซือฉิงก็พยักหน้า “ก็ดี แผลนายดูจะไม่เป็ไรจริงๆไม่นอนโรงพยาบาลก็ได้”
บอกตามตรงว่าโหมวซือฉิงมาด้วย ‘อารมณ์คุกรุ่นสุดๆ’การที่สวี่ตงหนีออกมาไม่ส่งผลดีต่อร่างกายเขาเองที่สำคัญกว่านั้นคือสวี่ตงได้แผลเพราะเธอเป็ต้นเหตุ เธอจึงคิดว่าเธอต้องรับผิดชอบอย่างใหญ่หลวงและเพราะเธอได้ยินหมอหัวหน้าการผ่าตัดบอกว่าอาการของสวี่ตงไม่ใช่เื่เล็กหนึ่งสัปดาห์หลังผ่าตัดต้องเฝ้าระวังการติดเชื้อ หากไม่ระวังจนเกิดการติดเชื้ออาการสาหัสอาจต้องตัดแขน!
โหมวซือฉิงเป็กังวลก็เพราะคำพูดของหมอนี่เองแต่ตอนนี้เห็นอาการของสวี่ตงไม่ได้น่ากังวลเลยสักนิดก็คาดโทษหมอคนนั้นในใจ ‘อยากได้เงินนักสินะ ไม่ป่วยก็บอกว่าป่วยนิดหน่อยป่วยนิดหน่อยก็บอกป่วยหนัก ป่วยหนักก็บอกป่วยสาหัส!’
ตอนที่ยังไม่เห็นสภาพแผล สวี่ตงก็รู้สึกกังวลอยู่นิดหน่อยแต่หลังจากแกะผ้าพันแผลออกค่อยโล่งใจโยนผ้าพันแผลลงถังขยะแล้วจึงเหวี่ยงแขนอย่างดีใจ “นี่สิค่อยเป็ธรรมชาติหน่อยพันเ้านั่นไว้ทำคนเสียขวัญจริงๆ ไม่ได้เป็อะไรแต่ทำให้คิดว่ามีปัญหาใหญ่โตเสียได้!”
โหมวซือฉิงก้มหน้าครุ่นคิด พักหนึ่งถึงเงยหน้าพูดกับสวี่ตงว่า “สวี่ตง ทางสำนักงานให้รางวัลฉันแล้วรอปิดคดีนี้ได้ผู้กำกับหูบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้ฉันแน่นอน แต่ฉันรู้ดีรางวัลนี้ไม่ใช่ของฉัน นายไม่อยากได้รางวัลอะไรหน่อยเหรอคดีแบบนี้สำนักงานตำรวจสามารถจ่ายเงินรางวัลแก่ผู้ให้เบาะแสอย่างน้อยก็หลายหมื่นหยวนนายอยากได้ไหม”
สวี่ตงโบกมือ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากได้เงินแต่เขารู้ว่าเขารับเงินนี้ไม่ได้ หากต้องอธิบายให้โหมวซือฉิงฟังเขาก็มีจุดที่อธิบายได้ไม่ชัดเจนอยู่หลายจุดสุดท้ายก็มีแต่จะทำให้พวกผู้กำกับหูสงสัย และนำปัญหามาสู่เขาอีกนับไม่ถ้วน!
อย่างไรก็ตาม การที่เขาให้เครดิตกับโหมวซือฉิงเพียงคนเดียวโหมวซือฉิงก็ห้ามบอกความลับนี้ออกไปเด็ดขาด ถึงจะมีเพียงเธอที่สงสัยเขาแต่หากเขาไม่พูด ต่อให้เธอเค้นถามหรือสรรหาคำพูดมาหลอกล่อก็ทำอะไรไม่ได้ถึงอย่างไรคนธรรมดาทั่วไปก็ไม่มีทางคาดเดาได้อัศจรรย์ขนาดนั้นหรอกใครจะคิดว่าเขามีพลังพิเศษเล่า
โหมวซือฉิงเห็นสวี่ตงไร้ความลังเลก็คิดถึงสิ่งที่เขากระซิบบอกตนเมื่อคืนรู้แล้วว่าเขาไม่้า ‘รับ’ เครดิตนี้จริงๆคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่งก็ควักเงินออกมาปึกหนึ่งและยัดใส่มือสวี่ตงโดยไม่นับ “สวี่ตง นายไม่้าให้คนอื่นรู้ งั้นฉันจะถือว่านายเป็ผู้กุมความลับของฉันเงินเดือนฉันเพิ่งออก จ่ายค่าโรงพยาบาลไปสองพันหยวนนี่เหลืออีกสองพันหยวนถือเป็ค่าดูแลที่ฉันให้นายแล้วกัน นี่เป็เงินของฉันเองตกลงไหม”
สวี่ตงไม่อยากได้แต่พิจารณาจากนิสัยของโหมวซือฉิงแล้วจึงรับเงินสองพันหยวนมา ผู้หญิงคนนี้น่ะรับเงินของเธอมาเธอถึงจะสบายใจ หากไม่รับมาความสัมพันธ์จะยิ่งแย่ลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ดูจากอารมณ์โมโหร้ายของเธอแล้ว ทำความคุ้นเคยกับเธอไว้หน่อยจะได้ ‘ทรมาน’ น้อยลง!
ใช้มือหนีบเงินสองพันหยวนไว้พลางมองโหมวซือฉิงเห็นเธอก้มมองของจำนำในตู้กระจกก็รีบเชื้อเชิญให้นั่งลง “เ้าหน้าที่โหมว งั้นคุณนั่งก่อน ผมจะไปเอาชามาให้!”
โหมวซือฉิงโบกมือ แต่ยังจับจ้องของในตู้กระจก
สวี่ตงเข้าไปกดน้ำจากตู้ด้านใน เอาเงินสองพันหยวนยัดใส่กระเป๋ากางเกงกำลังคิดว่าโหมวซือฉิงคนนี้เป็พวกมีอันจะกินชัดๆแต่ยืนกรานจะใช้ชีวิตตรากตรำในฐานะตำรวจ รับเงินเดือนแค่สามสี่พัน ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่!
นำน้ำชามาเสิร์ฟ โหมวซือฉิงก็ยื่นมามือรับแก้วกระดาษแบบใช้แล้วทิ้งรู้สึกว่าร้อนมากจึงวางมันลงบนโต๊ะกาแฟด้านหน้าเคาน์เตอร์ก่อนจะนั่งลงแล้วถามสวี่ตง “ฉันได้ยินผู้เฒ่าหลงบอกว่านายทำงานที่นี่ทำไมไม่ไปโรงเรียนล่ะ”
สวี่ตงแบมือตอบเรียบๆ “ผมไม่ตอบคำถามนี้ได้ไหม”
โหมวซือฉิงยิ้มให้ “ช่างมันเถอะฉันจะไม่ถามเื่นี้แล้ว ทุกคนก็มีความปรารถนาของตัวเองนี่นา อืม สวี่ตงถ้าไม่พูดเื่อื่น ฉันก็จะพูดเื่ความสามารถด้านวัตถุโบราณของนายมันน่าทึ่งจนฉันไม่อยากจะเชื่อ ผู้เชี่ยวชาญชื่อเสียงโด่งดังที่ทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจยังเทียบนายไม่ได้เลยสักนิดเมื่อก่อนร่วมงานกันมาตั้งหลายครั้ง แต่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญคนไหน ‘น่าทึ่ง’ เหมือนนายเลย ฉันอยากขอให้นายมาเป็ที่ปรึกษาส่วนตัวของฉันถ้าเป็เื่เกี่ยวกับคดี ฉันอยากให้นายช่วยพิจารณาด้วย ค่าใช้จ่ายฉันจะให้นายครั้งละสองพันคิดว่าไง”
สวี่ตงเอียงคอจ้องโหมวซือฉิง ทว่าไม่พูดอะไรอยู่นาน
โหมวซือฉิงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “นายคิดว่ามันน้อยไปใช่ไหมงั้นฉันเพิ่มให้อีกพันหนึ่ง ให้สามพันเลย เงินเดือนฉันแค่สี่พันกว่าหยวน นายก็ต้องเหลือให้ฉันเอาไว้กินอยู่ด้วยใช่ไหมล่ะ”
หากทำเดือนละหนึ่งคดีก็ต้องให้สวี่ตงสามพันเธอเหลือให้ตัวเองหนึ่งพันกว่าๆ ก็แทบไม่พอกินแล้ว
สวี่ตงหลุดหัวเราะพรืด “สองพันก็สองพันเถอะผมตกลงเป็ที่ปรึกษาส่วนตัวของคุณ แต่ผมขอพูดอะไรน่าเกลียดๆ ไว้ก่อนเลยนะต่อให้เป็ที่ปรึกษาส่วนตัว คุณก็ห้ามเอาเื่ของผมไปบอกคนอื่นแล้วก็ผมไม่รับประกันนะว่าจะช่วยคุณได้ แต่ผมสัญญาว่าจะทำให้ดีที่สุด!”
โหมวซือฉิงถอนหายใจอย่างโล่งอกทันที ตบหน้าอกเบาๆ “ยังดีที่นายไม่ได้จะเอาเงินเพิ่ม ถ้าจะเอามากกว่านี้ฉันก็จ่ายไม่ได้แล้ว!”สวี่ตงไม่เข้าใจ “เ้าหน้าที่โหมว เห็นๆกันอยู่ว่าคุณมีอันจะกิน ไม่ต้องทำอะไรเลยก็สบายกว่าคนทั่วไปร้อยเท่าพันเท่าทำไมต้องฝืนทำงานหนักแลกเงินไม่กี่พันด้วยล่ะ”
“หึๆ” โหมวซือฉิงหัวเราะโดยที่ก็ไม่รู้ว่าจะสุขหรือเศร้าดี ก่อนจะตอบเสียงเรียบ “นายก็เคยพูดนี่ ทุกคนก็มีความคิดของตัวเอง ครอบครัวฉันมีเงินแต่ฉันอยากใช้ชีวิตด้วยความสามารถของตัวเองและเพราะว่าฉันพึ่งตัวเองฉันถึงยิ่งกล้าให้เหตุผลกับครอบครัวอย่างมั่นใจ เฮ้อ…เื่ของฉัน นายไม่เข้าใจหรอก!”
ท่าทางหดหู่ของโหมวซือฉิงทำให้สวี่ตงนึกถึงสิ่งที่หลงชิวเซิงเคยบอกขึ้นมาได้โหมวซือฉิงมีสัญญาหมั้นหมายกับหลานชายที่อยู่ต่างประเทศของพี่น้องร่วมสาบานของโหมวหย่วนซานเกรงว่าเธอคงไม่เห็นด้วยกับการหมั้นหมายครั้งนี้ละมั้ง
บางทีนี่อาจเป็สาเหตุที่โหมวซือฉิงไม่ใช้เงินของครอบครัวสักหยวนไม่ว่าเธอจะทำตัวเป็เด็กหรือหัวรั้น แต่จู่ๆ สวี่ตงก็รู้สึกว่า จริงๆ แล้วเธอ ‘น่าสงสาร’ จัง มีเงินก็ใช่ว่าจะมีความสุข!
โหมวซือฉิงแอบถอนหายใจ ก่อนจะเงยหน้ามาเห็นสวี่ตงทำหน้าครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งก็หลุดหัวเราะ“ทำหน้าเครียดไปทำไม ตัวฉันยังไม่สนใจเลย ดูนายสิหรือคนเฒ่าคนแก่ในบ้านนายก็จับคู่ให้ั้แ่เด็กด้วยเหมือนกัน”
สวี่ตงหลุดหัวเราะ “จะเป็ไปได้ยังไงพ่อแม่ผมเสียไปแล้ว ผมแทบจะไม่มีญาติผู้ใหญ่เหลือ อีกอย่างผมเป็เด็กกำพร้ายากจนต่อให้มีคู่หมั้นคู่หมายก็ไม่มีใครอยากแต่งกับยาจกอย่างผมหรอก”
ตอนแรกโหมวซือฉิงคิดจะยิ้ม แต่ฟังถึงสวี่ตงบอกว่าตัวเองเป็ ‘เด็กกำพร้า’ ถึงเขาจะพูดอย่างไม่ใส่ใจแต่ความเหงาความเศร้าสร้อยจางๆ ยังโอบล้อมรอบตัว เธอจึงยิ้มไม่ออก และยังรู้สึกเ็ปใจแทนเขาโดยไม่มีเหตุผล!
ชั่วขณะหนึ่งที่ทั้งคู่เงียบไปโหมวซือฉิงอยากทำให้บรรยากาศดีขึ้นจึงหาเื่อื่นมาคุย ทว่าเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นเสียก่อนหยิบออกมาดูก็อดคิ้วขมวดไม่ได้หยุดชะงักอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ตัดสินใจกดรับและถามโดยไม่หลบสวี่ตง “ฉินฟาง มีอะไรเหรอ”
ได้ยินคำว่า ‘ฉินฟาง’ เข้าสวี่ตงก็ใจกระตุกจำได้ว่าตอนอยู่โรงพยาบาลโหมวซืออี๋เคยพูดถึงชื่อนี้น่าจะเป็ลูกเศรษฐีที่คุ้นเคยกับครอบครัวพวกเธอมาก ทั้งหล่อทั้งเก่งและกำลังตามจีบโหมวซือฉิงอยู่
‘ฉินฟาง’คนนั้นพูดอะไรอยู่ในสาย สวี่ตงไม่รู้หรอกแต่สีหน้าของโหมวซือฉิงยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เธอตอบเสียงเรียบ “ฉันไปไม่ได้แล้ว ทำคดีน่ะ…อะไรนะเชิญตำรวจพิเศษมาอารักขางั้นเหรอ ผู้กำกับหูสั่งให้ฉันไปด้วย? …ฉินฟาง นายเป็คน้าเองล่ะสิ อย่าใช้เงินฟาดหัวคนอื่นสิฉันเกลียดคนที่ชอบแก้ปัญหาด้วยเงินจริงๆ !”
สวี่ตงได้ยินก็เข้าใจสถานการณ์ทันที ‘ฉินฟาง’ คนนั้นต้อง ‘จ่าย’ เงินให้สำนักงานเขตจากนั้นสำนักงานเขตก็จัดเ้าหน้าที่ตำรวจมา ‘อารักขา’อะไรนั่นให้ฉินฟาง แล้วก็สั่งให้โหมวซือฉิงไปเข้าร่วมด้วย
เห็นได้ชัดว่าเป็การ ‘โอ้อวด’ ให้โหมวซือฉิงเห็น หรืออาจจะเป็การสร้างโอกาสก็ได้
แต่ผู้หญิงแบบโหมวซือฉิงเงินทองหรือการโอ้อวดไม่สามารถล่อลวงเธอได้แน่นอน มีเพียง ‘การแสดงความสามารถ’ ที่อาจจะดึงดูดเธอได้บ้าง ‘หญิงงามชื่นชอบวีรบุรุษ’ คือสัจธรรมอันเป็นิรันดร์
โหมวซืออี๋ตั้งใจจะ ‘จับคู่’ โหมวซือฉิงผู้เป็พี่กับฉินฟาง แต่ดูเหมือนโหมวซือฉิงจะไม่ชอบ ‘วิธีการ’ ของฉินฟางเอาเสียเลย
แค่คิดถึงโหมวซืออี๋ สวี่ตงก็เจ็บหัวใจแปลบๆ !
รักแรกคือสิ่งที่ยากจะลืมและสลักลึกตรึงใจที่สุดแต่ก็อาจเป็สิ่งที่เ็ปที่สุดเช่นกัน ความคิดของคนหนุ่มสาวล้วนเป็เหมือนภาพเพ้อฝันคนที่เราชอบส่วนใหญ่มักไปชอบคนอื่นที่ความฝันเป็ความฝันก็เพราะมันเป็จริงไม่ได้!
ยิ่งกว่านั้นสำหรับสวี่ตงนี่ยังเรียกว่า ‘รักแรก’ ไม่ได้ เป็เพียงการ ‘แอบรัก’ต่างหาก!
โหมวซือฉิงแค่นหัวเราะสองสามที ก่อนจะตัดสายทิ้ง โกรธจนพูดไม่ออกพักใหญ่ถึงได้เงยหน้ามองสวี่ตง
สวี่ตงเห็นสีหน้าเธอไม่ดีก็ไม่พูดอะไรเพื่อป้องกันไม่ให้ปีศาจสาวคนนี้โกรธแล้วมาลงกับตัวเขา
แต่เห็นได้ชัดว่าโหมวซือฉิงไม่คิดจะปล่อยเขา เธอเอ่ยปากขึ้นมาว่า “สวี่ตง นายไปกับฉันหน่อย นายช่วยฉันแสดงละครที!”
“ไม่ได้ๆผมไปไม่ได้!” สวี่ตงไม่คิดจะถามเหตุผลก็รีบโบกมือปฏิเสธเป็พัลวัน“ผมต้องดูร้าน มีอีกหลายเื่ต้องทำเลยแล้วนี่ก็ไม่ใช่การช่วยคุณทำคดีวัตถุโบราณด้วย และผมก็ไม่ใช่นักแสดงช่วยคุณไม่ได้หรอก คุณหาคนอื่นเถอะ!”