เหยื่อกามเทพ (จบ)

    บทที่ 9

    “คุณมันคนใจแข็งแล้วก็ทระนงจนเกินตัว เพราะฉะนั้นถึงได้เชื่อว่าตัวเองสามารถจะทำในทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างถูกต้องเสมอ” อลิซาเบธโต้ตอบอย่างไม่ลดละ “คนอย่างคุณน่ะไม่เคยรู้หรอกว่า ความรู้สึกของคนที่สูญเสีย คนที่ว้าเหว่ไร้ที่พึ่งน่ะมันเป็นยังไง ทั้งกลัวทั้งหวั่นไหว ฉันก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่าคุณจะเคยรู้จักความรู้สึกของคนที่ต้องการความช่วยเหลือจากใครสักคนหรือไม่ อยากรู้อยู่เหมือนกันว่าคุณจะรู้บ้างหรือเปล่าเวลาที่เราต้องการใครสักคนน่ะมันเป็นความรู้สึกยังไง”“คุณควรจะเชื่อนะถ้าผมจะบอกว่า ผมเองก็ต้องการเช่นที่คุณพูดมาเหมือนกัน” น้ำเสียงออกจะแหบเครืออยู่ “ถ้าผมไม่ต้องการละก้อ ผมคงจะไม่กลับมาบ้านหรอก ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงการแวะมาเยี่ยมเยียนในบางครั้งบางคราวก็ตามทีเถอะ”“ซึ่งคุณก็จะมาตำหนิฉันในเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะว่าคุณเองต่างหากที่เป็นคนตัดสินใจออกจากบ้านไป แล้วก็ไอ้จดหมายเพียงแค่ 3 ฉบับในระยะเวลา 9 ปีนั่นน่ะ จะบอกว่าคุณเป็นโรคคิดถึงบ้านเห็นจะเป็นไปไม่ได้หรอก”“แล้วคุณอยากจะรู้บ้างไหมล่ะว่า ผมได้รับจดหมายจากพ่อแม่ตลอดระยะเวลานั่นน่ะกี่ฉบับ?” เจดพูดเสียงกร้าว “แค่ 2 ฉบับเท่านั้น ฉบับหนึ่งเขียนไปบอกให้ผมรู้เรื่องการตายของเจอเรมี่ ส่วนอีกฉบับหนึ่ง เรื่องการตายของพ่อ ผมพยายามแล้วที่จะติดต่อมาตลอด แต่ทว่ามันไม่ได้รับการสนองตอบด้วยดีเลย ถ้าคุณอยากจะรู้ในความรู้สึกของผมจะบอกให้ก็ได้ว่า ผมมีความรู้สึก เหมือนคนที่เอาหัวชนกำแพงที่หนาสัก 10 ฟุตอยู่ตลอดเวลา”“ถ้างั้นคุณกลับมาทำไมล่ะ?” เธอพูดด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว โมโหที่เขามาใช้เธอเป็นเครื่องรองรับอารมณ์“ผมก็ถามตัวเองด้วยคำถามนี้มาตลอดตั้งแต่ตอนที่กลับมาถึงแล้วเหมือนกัน อันที่จริงผมก็ควรจะรู้นะว่า ยุคสมัยของไอ้เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์น่ะมันหมดไปแล้ว” รอยยิ้มบนริมฝีปากของเขาเปลี่ยนเป็นรอยเยาะ “ถ้าผมกลับมาด้วยความหวังตั้งใจที่จะเจรจากับแม่ด้วยสันติวิธี แม่ก็ควรจะพบกับผมครึ่งทางด้วย ยอมรับกับสภาพการดำเนินชีวิตของผม แต่ดูเหมือนแม่คิดอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นว่า ในชีวิตของแม่จะต้องประสบความสำเร็จเสมอไป”“รู้สึกว่านั่นมันเป็นคำกล่าวหาที่ค่อนข้างจะรุนแรงอยู่สักหน่อยนะ” อลิซาเบธออกรับแทนมารดาของสามีทันทีเขาจ้องหน้าเธอด้วยดวงตาคมปลาบ มันแกร่งกร้าวเป็นประกายเรืองราวบุษราคัม“ผมรักแม่อย่างลึกซึ้งที่สุด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจะต้องตาบอดจนมองไม่เห็นความผิดพลาดของแม่”“ก็แล้วการที่คนเรามีความทะเยอทะยานมันผิดตรงไหนล่ะ? หรือแม้แต่การที่คนเราอยากจะให้ตัวเองดีขึ้นก็เถอะ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงคาดคั้น“เวลานี้คุณก็ไต่ขึ้นมาจนถึงจุดสุดยอดของบันไดแห่งสังคมในชุมชนที่นี่แล้ว ถามจริงๆ เถอะคุณมองเห็นอะไรบ้าง? แล้วก็นั่นน่ะมันเป็นสิ่งที่คุณหวังว่าจะเป็นยังงั้นรึ? ” เจดโต้ “มันให้ความสมบูรณ์แก่ชีวิต หรือว่ามันให้รางวัลอะไรอย่างที่คุณคิดไว้บ้าง? ”ที่จริงมันก็มิใช่ชีวิตที่สมบูรณ์พรั่งพร้อมอะไรนัก แต่ทว่ามันเป็นคุณวุฒิอันหนึ่งที่เธอต้องการ อลิซาเบธบอกตัวเองอยู่ในใจ“ทุกกิจกรรมที่ฉันทำลงไปมันช่วยให้ฉันไม่ต้องมีเวลาว่าง” เธอพูดอย่างจะแก้ตัว “และฉันก็ชอบที่จะทำงานสาธารณกุศลด้วย มันสบายใจที่จะได้ช่วยเหลือคนที่ยากไร้”“ยากไร้ในความรู้สึกของใคร? ของแม่ใช่ไหม? ” เขาถามด้วยน้ำเสียงห้วนๆ พร้อมกับหัวเราะหมิ่นๆ“ฉันคิดว่าคุณเองนั่นแหละที่ใจคอแข็งกระด้างแล้วก็น่าดูถูกกว่าแม่ของคุณเสียอีก” เธอว่าให้“แล้วคุณล่ะ? กำลังจะคิดทำตัวเลียนแบบแม่ยังงั้นสิ คุณไม่เคยคิดบ้างเลยหรือ ว่าตัวเองควรจะแสวงหาความอบอุ่น ด้วยการมีใครสักคนที่คุณรักมากกว่า? ”“ฉันไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย” เธอบังเกิดความระแวงขึ้นมาในทันทีทันใด ไม่ใคร่พอใจนักที่เขาเปลี่ยนเป้าจากแม่ของตัวเองมาเป็นเธอ“คุณไม่เคยคิดบ้างเลยหรือว่า ตัวเองอาจจะต้องขาดอ้อมแขนที่อบอุ่นของผู้ชายสักคนหนึ่งที่จะโอบรอบตัวเองไว้สักครั้ง? ” เจดไม่ยอมเปลี่ยนเรื่องพูดเธอเชิดคางขึ้นอย่างพร้อมที่จะต่อสู้“ฉันก็ยังสงสัยอยู่นะ” เธอตอบ “ฉันถูกอบรมเลี้ยงดูมาจากน้าที่เป็นสาวโสด และเจอเรมี่ก็มาตายลง หลังจากที่เราแต่งงานกันได้ไม่นาน เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้พูดกันจริงๆ แล้ว ฉันก็ไม่ค่อยจะคุ้นชินกับการที่จะมีผู้ชายมาให้ความสนใจมากเท่าไรนักหรอก ฉันคิดว่าถึงไม่มีผู้ชายคนไหนเลยฉันก็อยู่ได้ และอยู่ได้อย่างดีด้วย”“งั้นรึ?” น้ำเสียงของเขากึ่งท้าทายอยู่พอเขาทำท่าจะเดินเข้ามาหา อลิซาเบธก็รีบกระถดถอยหนี ความกล้าหาญชาญชัยเมื่อครู่ดูเหมือนจะจางหายไปทันทีด้วยความหวั่นไหวเข้ามาแทนที่ เกรงไปว่า เขาจะพิสูจน์ในความหนักแน่นของเธอเข้าเขาเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า เปล่งเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมาจากลำคอ“ผมกำลังคิดจะเติมกาแฟให้ตัวเองอีกสักถ้วยต่างหาก” เจดพูดเป็นเชิงอธิบาย “นี่คุณคิดว่า ผมจะรับคำท้าทายในคำพูดของคุณเมื่อครู่ยังงั้นรึ คุณคิดว่าผมจะถูกเนื้อต้องตัวคุณสินะ? ”“ก็ตอนแรก...” เธอพูดอย่างจะเตือนความทรงจำขึ้น ความไม่ไว้วางใจฉายอยู่ในดวงตา“อะไรก็ตามที่มันเกิดขึ้นในตอนแรกนั่นน่ะ มันเกิดขึ้นเพราะแรงกระตุ้นในใจเท่านั้น” สีหน้าของเจดกร้าวกระด้าง “ลิซ่า ผมอาจจะพูดว่าคุณเป็นผู้หญิงที่น่ารักน่าใคร่อย่างที่สุดก็จริง แต่ผมไม่ได้คิดจะปรารถนาในตัวคุณหรอก มันเป็นความรู้สึกที่แตกต่างกว่ากันมาก เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นที่คุณจะต้องมากลัวผมว่าจะทำอะไรที่ไม่ชอบมาพากลลงไป ผมได้ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่มีการแตะเนื้อต้องตัวคุณอีก”คำพูดของเจดประโยคนั้นเหมือนจะบังคับให้อลิซาเบธต้องเชื่อเขา และการที่เขาปฏิเสธเธอในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง มันยิ่งเสียกว่าการถูกตบหน้าแรงๆ เสียอีก ที่จริงอลิซาเบธน่าจะดีใจได้ แต่ทว่า มันมีความรู้สึกแปลกๆ ที่บังเกิดขึ้นมาแทน“อ้าว...นี่คุณไม่สบายใจขึ้นบ้างหรอกหรือ พี่สะใภ้ที่น่ารัก? ” เสียงทุ้มๆ สอดแทรกเข้าไปในดวงความคิดที่กำลังตกอยู่ในภาวะงุนงงและแปลกใจ“ก็...ก็แน่ละ” เธอยกมือขึ้นปัดปอยผมสีดำสนิทขึ้นเหน็บไว้กับหู พยายามสงบระงับอารมณ์ของตนเองลง “อย่างใหญ่หลวงด้วย”“ผมก็นึกไว้แล้วว่าคุณจะต้องพูดออกมาอย่างนั้น” เจดพูดเสียงเบา“เอ้า...จะกินกาแฟก็รินเอาเองก็แล้วกัน ฉันยังมีงานอื่นต้องทำ” เธอไม่ยอมสบตาเขาขณะที่เดินออกจากห้องครัว รู้สึกดีใจที่จะได้เอาเรื่องบทละครที่จะต้องอ่านขึ้นมาเป็นข้ออ้าง“เอาเนื้ออบวางลงตรงหัวโต๊ะก็แล้วกันอลิซาเบธ” เสียงรีเบคก้าสั่งขึ้น “เมื่อเจดกลับมาบ้านแล้ว ก็ให้เขาเป็นคนตัด”ขณะที่เธอเลื่อนจานเนื้ออบไปตรงหัวโต๊ะตามสั่ง เจดก็เดินผ่านประตูห้องรับประทานอาหารเข้ามา เขายังคงสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีน้ำตาลเช่นเมื่อตอนบ่าย“ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากเลยครับ แม่ ที่ให้ผมนั่งตรงหัวโต๊ะ” น้ำเสียงของเขาคลายความประชดประชันลงมาก ปล่อยให้ทุกคนเข้าใจเอาเองว่าเขาได้ยินเรื่องที่พูดกันเมื่อครู่ตั้งแต่ตอนที่อยู่ในห้องโถง“คนที่อาวุโสที่สุดในสกุลคาร์เรลจะต้องนั่งตรงหัวโต๊ะเสมอ” รีเบคก้าตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อย่างในกรณีนี้ ก็เป็นเพราะว่าแกเป็นผู้ชายคนเดียวที่อยู่ในบ้าน” เธอตวัดสายตามองการแต่งตัวของลูกชายก่อนที่จะพูดต่อว่า “เอาละ เราอาจจะเลื่อนเวลาทานอาหารออกไปอีกสักครู่ก็ได้ แกจะได้ผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเสียก่อน ฉันคิดว่าคงจะลืมไปแล้วละว่าเวลารับประทานอาหารน่ะ เราต้องแต่งตัวกันเต็มที่”“ผมไม่ได้ลืมหรอก” เจดเดินลึกเข้ามาในห้อง ดึงเก้าอี้ตัวที่อลิซาเบธกำลังยืนอยู่ใกล้ออก “น่าเสียดายที่กระเป๋าเสื้อผ้าของผมมันเล็กเกินไป เลยใส่ชุดไว้ท์ ไทมาด้วยไม่ได้”“อย่าพูดอะไรให้มันเกินเลย” รีเบคก้าเหน็บแนมให้ “ก็แค่ชุดสากลธรรมดาๆ ก็พอ”“ถึงจะเป็นแค่ชุดสากลกระเป๋ามันก็ยังไม่พอใส่อยู่ดีนั่นแหละครับ ผมว่าแม่ควรจะยอมรับในสภาพที่ผมเป็นอยู่จะดีกว่า” เจดตอบ เอื้อมมือไปหยิบมีดกับส้อมที่อลิซาเบธวางไว้ใกล้จานเนื้ออบขึ้นมาถือไว้