ตอนที่ 2: แกล้งจิ้นอ๋อง
ยอดหญิงกับลูกท้อ
ท้องฟ้ายามสายปลายฤดูใบไม้ผลิสดใสเสียจนน่าแกล้งใครสักคนใต้ต้นท้อใหญ่ริมลานฝึกยุทธ์ฮวาเสี่ยวชีซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มใบหนา
ดวงตากลมโตราวลูกกวางกำลังวาววับด้วยความซุกซนสุดขีดในมือของนางมีลูกท้อสุกงอมสองลูกที่แอบขโมยมาได้จากโรงครัวเมื่อตอนเช้ากลิ่นหอมชื่นใจของมันลอยแตะจมูกจนเกือบทำให้เผลอกัดกินเองแทนที่จะขว้างปาใส่เป้าหมาย
“ของดีแบบนี้ต้องใช้ให้คุ้ม” นางพึมพำกับตัวเอง ยิ้มกว้างอย่างเ้าเล่ห์ เป้าหมายของนางคือบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งอ่านตำราอยู่อย่างสงบใต้ร่มไม้ไม่ใช่ใครอื่น อี้เฟยหลง ท่านอ๋องแห่งแคว้นต้าเหลียง ผู้ลือเลื่องว่าเ็าเคร่งขรึม หน้านิ่งดั่งหยกแข็งทว่ารูปงามดั่งภาพวาดที่เทพเ้าบรรจงรังสรรค์ขึ้นมาเอง
หรือก็คือเป้าหมายที่เหมาะแก่การแกล้งที่สุดในสามโลก!
“ท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่...รับ ‘ของขวัญจากฟ้า’ ไปเถิด!” เสี่ยวชีกระซิบเสียงเบาแล้วขยับมือเตรียมปาลูกท้อสุกงอมลูกแรกถูกเล็งตรงเป้าอย่างแม่นยำ ก่อนจะถูกขว้างลงไปด้วยแรงพอดีๆหวังให้หล่นปุลงบนศีรษะของเป้าหมายแล้วแฉะเยิ้มลงมาอย่างงดงาม
แต่ทว่า…
แปะ!
ไม่ใช่เสียงลูกท้อกระทบหัวแต่เป็เสียงมือคว้าจับ! ลูกท้อถูกคว้าไว้กลางอากาศโดยปลายนิ้วยาวเรียวของอี้เฟยหลงราวกับว่าเขารับรู้แรงลมเบาๆ จากการเคลื่อนไหวและสะบัดมือขนมาตรงเวลาเป๊ะจนน่ากลัว ปลายนิ้วเปื้อนน้ำท้อเยิ้มเล็กน้อยแต่เขาไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว ราวกับไม่รู้สึกรู้สาใดกับความเหนียวที่เปื้อนมือ
เขาหยุดอ่านหนังสือทันทีดวงตาคมกริบยิ่งกว่าคมดาบของเขาเองตวัดขึ้นมองรอบบริเวณอย่างรวดเร็ว องครักษ์ที่ยืนอยู่โดยรอบสะดุ้งเฮือกแทบพร้อมกันทั้งยังรีบตั้งท่าป้องกันโดยอัตโนมัติ บ้างชักกระบี่บ้างแผ่พลังภายในอย่างระแวดระวังสุดขีด
เสี่ยวชีซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้บ่นพึมพำ“โธ่...ยังไม่ทันจะโดนหัวเลย ท่านอ๋องนี่จับได้แม่นจริงๆ!”
ใบหน้าเล็กแอบขำตัวงอจนใบไม้ะเืเบาๆแต่นางพยายามกลั้นเสียงสุดฤทธิ์ มืออีกข้างกำลูกท้อไว้แน่นเตรียมพร้อมสำหรับแผน
“ภาคสอง”
แต่เคราะห์กรรมมาเยือนก่อนที่แผนจะเริ่ม
อี้เฟยหลงก้มมองลูกท้อในมือหนึ่งแล้วเหลือบไปเห็นอีกลูกที่หล่นอยู่ข้างเท้าสายตาเฉียบคมตวัดขึ้นไปมองตามแนวต้นไม้สูง...
แล้วเขาก็เห็น
เห็นร่างเล็กๆที่กำลังกลั้นหัวเราะตัวงออยู่หลังใบไม้เส้นผมยุ่งเหยิงกับสายตาซุกซนที่จ้องลงมาอย่างคนกำลังสนุกกับการทำผิด
"ลงมา"เขาตรัสด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นเหมือนลมหนาวต้นฤดู
เสียงแ่เบาคำนั้น กลับแฝงแรงกดดันมหาศาลจนแม้แต่กิ่งไม้ก็คล้ายะเืตาม
เสี่ยวชีชะงักค้างทันที ความตื่นเต้นเปลี่ยนเป็อาการกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอใจหนึ่งอยากจุดไฟเผาต้นไม้แล้วกลายร่างเป็ควันหนีไปอีกใจหนึ่งก็อยากแกล้งตกต้นไม้แล้วแกล้งสลบหนีความผิด แต่สุดท้าย...
“เฮ้อ...” นางถอนหายใจยาว ยัดลูกท้อในมือลงกระเป๋าเสื้ออย่างเสียดายแล้วดีดตัวลงมาจากกิ่งไม้สูงอย่างคล่องแคล่ว ขณะร่อนลงพื้นยังแอบโชว์ลีลาเบาๆ ว่า“ข้าไม่ใช่แค่ซน ข้ายังเท่ด้วย!”
เท้าััพื้นอย่างนุ่มนวล ก่อนจะก้มหน้ามองพื้นดินทำท่าน่าเวทนาอย่างคนเตรียมสารภาพผิด... แต่ก็แค่แป๊บเดียว
เพราะพอนางเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งใบหน้าเล็กก็ประดับด้วยรอยยิ้มทะเล้นเต็มพิกัด
“สวัสดีท่านอ๋อง!” เสี่ยวชีทักทายพร้อมยิ้มะเิพลังสดใสราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อนเลยสักนิด
อี้เฟยหลงไม่ขยับแม้แต่น้อยใบหน้านิ่งสงบยังคงแน่นิ่งราวกับรูปสลักหยกแต่ั์ตาเยือกเย็นนั้น...มีแววข่มขู่จาง ๆ พร่างพราย
“ข้าควรถามดีหรือไม่ว่าเหตุใดเ้าถึงอยู่บนต้นไม้?”เสียงเรียบ ๆ ดังขึ้นในระดับที่แม้กระดาษก็ไม่กล้าสะบัดปลิว
เสี่ยวชียิ้มเผล่เอียงคอเล็กน้อยทำท่าคิด “ต้นไม้สูง ขึ้นไปชมวิวเพคะ แถมอากาศเย็น... บังเอิญเห็นท่านอ๋องนั่งอ่านหนังสืออยู่
เลย...อยากส่งความสดชื่นให้บ้าง!”
“โดยการขว้างลูกท้อใส่หัว?”
“ไม่ใช่หัวเพคะข้าเล็งไหล่! แต่ท่านอ๋องหลบเก่งเกิน!” นางยิ้มเ้าเล่ห์อย่างภาคภูมิ
“นี่ถ้าท่านยอมโดนสักหน่อยจะได้รู้ว่าท้อสุกนี่ชื่นใจแค่ไหน!”
“เ้าคิดว่าเปลืองท้อจะดีกว่าเปลืองเวลาใช่หรือไม่?”
“ไม่แน่ใจเพคะ...แต่ถ้าได้ยินเสียงท่านพูดมากกว่าสองประโยคก็คุ้มแล้ว!” นางว่าพลางยักคิ้วข้างหนึ่งราวกับได้คะแนนโบนัสจากการปลุกอ๋องหน้านิ่งให้หลุดมาด
อี้เฟยหลงหรี่ตาลงเล็กน้อยพลิกมือหยิบลูกท้อที่จับไว้ก่อนหน้านี้ขึ้น
“เ้ากล้าปาใส่ข้าแล้วเ้าคิดว่าข้าควรตอบกลับเช่นไร?”
“อืม...ยิ้มให้นิดนึงเป็การตอบรับไงเพคะ? หรือจะส่งลูกท้อกลับมาก็ได้ข้ายังไม่กินเช้าเลย~” เสี่ยวชีตอบหน้าตาเฉยแถมยังอ้าปากทำท่าหิวอีกต่างหาก องครักษ์เว่ยที่ยืนมองอยู่ห่างๆ ถึงกับยกมือปิดหน้า
แม่นางนี่นอกจากจะไม่รู้กลัวตายแล้วยังกล้าจิ้นตัวเองกับท่านอ๋องต่อหน้าทหารทั้งลานอีก...
อี้เฟยหลงยังคงนิ่งเงียบอยู่ชั่วอึดใจก่อนที่ปลายนิ้วจะหมุนลูกท้อในมือเบา ๆ
“เ้าชอบความหวาน?”
“เพคะ!ทั้งท้อ ทั้งขนม ทั้งเสียงของท่านอ๋องเวลาพูดประชด ข้าเรียกว่าหวานหมดเลย!”
".................."จิ้นอ๋อง
ครั้งนี้เขาถึงกับต้องเบือนหน้าหนีเล็กน้อยราวกับพยายามระงับบางสิ่งที่ไม่ควรเผยออกมา
“แล้วเ้ารู้หรือไม่ว่าบางครั้งความหวานก็แฝงพิษไว้ได้?”
เสี่ยวชีหัวเราะแ่อย่างอารมณ์ดี“นั่นล่ะเพคะที่ทำให้ข้าชอบ! เพราะถ้ามีพิษ ท่านอ๋องก็จะต้องหายาให้ข้าเอง ถูกไหม~?”
“ข้าอาจจะจับเ้าส่งหมอยาด้วยข้อหาก่อกวนราชสำนักก็ได้”
“แต่ข้าก็เป็ประชาชน!ประชาชนก็มีสิทธิแกล้งผู้นำบ้างสิ~ ไม่งั้นจะเรียกว่าระบอบธรรมาภิบาลได้ยังไง!”เสี่ยวชีกอดอกเชิดหน้า ท่าทางทะเล้นถึงขีดสุด
“ธรรมาภิบาล...?”
“ข้าคิดขึ้นเองเพคะฟังดูเป็ทางการดีใช่ไหม?”
อี้เฟยหลงเงียบไปอีกครั้งสุดท้ายเขาก็พูดเพียงเบา ๆ ว่า “เ้านี่...คือภัยต่อความสงบแห่งแคว้นจริง ๆ”
“ท่านอ๋องนี่ชมน่ารักจังเลยข้าจะจดไว้ในสมุดคำหวานนะเพคะ!”
“…ข้าควรสั่งให้ยึดสมุดเล่มนั้น”
“แต่ข้าเขียนชื่อท่านไว้ไปครึ่งเล่มแล้วนะ!”
ครั้งนี้...ริมฝีปากของอี้เฟยหลงกระตุกขึ้นเพียงนิดเดียวจนแทบมองไม่เห็นว่าคือรอยยิ้ม หรือแค่นิ่วคิ้วในความปวดหัว
เสี่ยวชีสบตาเขาแววตาเธอพราวระยับ
การแกล้งสำเร็จแล้วหนึ่งด่าน...ต่อไปข้าจะจิ้นให้ท่านเขินเอง!
บทเรียนวุ่นวายกับครูหน้านิ่ง
แดดยามบ่ายสาดส่องลงบนลานฝึกยุทธ์อย่างอ่อนโยนเสียงไม้ไผ่กระทบกันเป็จังหวะจากเหล่าศิษย์ที่กำลังฝึกท่าเบื้องต้นตามจังหวะครูฝึกเสี่ยวชียืนเรียงแถวกับศิษย์หญิงคนอื่นแต่อาการของนางไม่ได้ต่างจากลูกลิงหลุดคอกแม้แต่น้อย
“เสี่ยวชี!วางมือลง! นั่นไม่ใช่ท่าเตะผีเสื้อ นั่นท่าเตะสุนัขแถวหมู่บ้าน!”ครูฝึกร้องลั่นอย่างอ่อนใจ
“ข้าแค่ประยุกต์!”เสี่ยวชียิ้มระรื่นหมุนตัวเตะกลางอากาศหนึ่งทีแล้วตกลงไปนั่งแหมะบนพื้นอย่างหมดมาด
ขณะที่เสียงหัวเราะจากเหล่าศิษย์ดังขึ้นเบาๆ ข้างลาน อี้เฟยหลงเดินเข้ามาเงียบ ๆ พร้อมองครักษ์เว่ย ทั้งลานฝึกหยุดชะงักทันทีราวกับลมหายใจทั้งหมดถูกกลั้นไว้
“ท่านอ๋องเสด็จ!”
“พักฝึก”เขาเอ่ยเพียงคำเดียว ทุกคนรีบโค้งคำนับตามธรรมเนียม ยกเว้นคนเดียว...
เสี่ยวชีกำลังนั่งเอามือลูบหัวตัวเองอยู่
“โอ๊ย...เจ็บก้นข้าไม่ได้ตั้งใจล้ม ท่าเมื่อกี้ข้าคิดขึ้นเองสดๆ ตอนไหนก็ไม่รู้...”
เสียงฝีเท้าเรียบเย็นหยุดลงตรงหน้าเธอ
นางเงยหน้าขึ้นช้าๆ
“...อ๊ะ...ท่านอ๋อง!” นางรีบลุกขึ้นยืนแต่เกือบลื่นอีกรอบอี้เฟยหลงเอื้อมมือมาคว้าแขนไว้เพียงนิดเดียวก่อนที่เธอจะล้มลงไปอีกรอบ
ัันั้นแค่ชั่ววินาทีแต่ใบหน้าของเสี่ยวชีก็ขึ้นสีชมพูระเรื่อทันที
อ๊ากท่านอ๋องจับแขนข้า!
“เ้ายังฝึกวรยุทธ์พื้นฐานไม่ผ่านสินะ”เขาถามเรียบ ๆ พลางปล่อยมือช้า ๆ
“ฝึกเ้าค่ะฝึก!แต่วิชาเบื้องต้นมันน่าเบื่อ ท่านอ๋องน่าจะสอนอะไรตื่นเต้นกว่านี้นะเพคะเช่น...การหลบลูกท้อในอากาศ!” นางยิ้มเ้าเล่ห์อีกครั้ง
“ดีเช่นนั้นเ้าจะได้เรียนกับข้าโดยตรง” เขากล่าวเรียบ ๆ
“หา?”
เสียงนางสูงขึ้นครึ่งเสียงทันที
“องครักษ์เว่ยเตรียมไม้ฝึกให้ข้ากับแม่นางเสี่ยวชี”
องครักษ์เว่ยเบิกตากว้างก่อนรีบรับคำ
“พ่ะย่ะค่ะ!”
เสี่ยวชีเริ่มหน้าซีด“ท่านอ๋องจะสอนข้าเองหรือเพคะ... ข้าแค่พูดเล่น...”
“ข้าไม่ได้”เขาหยุด “เล่น”
อีกครั้งที่ลานฝึกเงียบสนิท— ยกเว้นใจของเสี่ยวชีที่เต้นรัวโครมครามจนเหมือนจะกระแทกออกมานอกอก
ไม่ถึงสิบนาทีต่อมาเสี่ยวชียืนประจันหน้ากับอี้เฟยหลงกลางลานที่ตอนนี้มีศิษย์และองครักษ์แอบมองกันคึกคัก
“เริ่มจากการป้องกันตัวพื้นฐาน”เขากล่าว มือยกไม้ฝึกขึ้น “ข้าจะโจมตีช้า ๆ ก่อน เ้าลองปัดป้องดู”
“เพคะ!”เสี่ยวชีพยักหน้า มือสั่นเล็กน้อยแต่ยังพยายามตั้งท่าจริงจัง
ฟึ่บ!
ไม้ฝึกพุ่งมาช้าๆ ตามสัญญา แต่...
ปัง!
“โอ๊ยยยยยยยย!”เสี่ยวชีร้องลั่นหลังจากใช้ไม้ฟาดตัวเองแทนจะป้องกัน
อี้เฟยหลงยืนนิ่ง“เ้ากำลังทำอะไร”
“ฝึกความเจ็บเพคะท่านอ๋องไม่รู้หรอก ความเจ็บก็เป็ครูเหมือนกันนะ!”
“ครูคนนี้โหดเกิน”
เขาหยุดแล้วสายตาก็แอบไหววูบ...คล้ายจะขำ?
เสี่ยวชีลูบหัวตัวเองพลางหัวเราะแห้ง
“ท่านอ๋อง...ข้าขออนุญาตเรียกท่านว่า‘ครูสุดหล่อ’ ได้ไหมเพคะ?”
“ไม่ได้”
“งั้น‘ครูหน้านิ่ง’?”
“…”
“…ครูหน้านิ่งที่ใจดีลึกๆ?”
“แม้แต่ลึกก็ไม่ใจดี”
เสี่ยวชีหลุดหัวเราะออกมาแล้วเงยหน้าสบตาเขาตรง ๆ
“แต่ข้าว่าข้าชักจะชอบเรียนวิชานี้ขึ้นมานิด ๆ แล้วล่ะเพคะ…”
อี้เฟยหลงไม่ตอบแต่ในแววตานั้น...สะท้อนภาพรอยยิ้มของนางชัดเจน
ศิษย์วายป่วงปะทะ ครูไร้รอยยิ้ม
“อีกครั้ง” เสียงของอี้เฟยหลงเรียบเย็นตามแบบฉบับแต่ศิษย์หนึ่งเดียวของเขากำลังหอบฟืดฟาดเหมือนเพิ่งวิ่งหนีเสือมา
“อีกครั้งแล้วเพคะ!?ท่านอ๋อง!ข้าสาบานด้วยลูกท้อทั้งสวนว่ากล้ามแขนข้าเริ่มมีเสียงร้องไห้แล้ว!”
“เสียงร้องกล้ามข้าไม่ได้ยิน”เขาตอบหน้าตาย “แต่เสียงเ้าโวยวายข้าได้ยินตลอด”
“อะแฮ่ม!นั่นคือเสียงพลังชีวิตของข้า!” เสี่ยวชียืดอกยกไม้ฝึกขึ้นอีกครั้งแม้แขนจะเริ่มสั่น
อี้เฟยหลงสาวเท้าเข้ามาใกล้เพียงครึ่งก้าวก่อนตวัดไม้ฝึกลงมาอย่างไม่รวดเร็วแต่แม่นยำ นางรีบยกขึ้นรับ…ผิดด้านอีกแล้ว!
ปัง! ไม้กระแทกหัวนางเบา ๆแต่เสียงดังจนเหล่าศิษย์ที่ซุ่มดูอยู่ตรงมุมลานฝึกพากันสะดุ้ง
“โอ๊ย!ครั้งนี้กระหม่อมแตกแน่ ๆ! ฮือ ท่านอ๋อง ท่านลอบสังหารความงามของข้าอีกแล้ว!”
“ข้าแค่ป้องกันตัว...จากศิษย์ที่ถืออาวุธเหมือนจับก้านคื่นช่าย”
“ท่านอ๋อง!ท่านกล้าว่าข้าถือไม้เหมือนผักเหรอเพคะ!”
“ใช่และยังสะบัดมั่วเหมือนจะผัดเปรี้ยวหวาน”
“ว้ายยยยยย!”
เสียงหัวเราะจากมุมลานเริ่มดังขึ้นองครักษ์เว่ยกระแอมเบา ๆ เป็เชิงเตือนศิษย์ไม่ให้เสียมารยาทแต่ต่อให้ไม่หัวเราะดัง พวกเขาก็สังเกตได้ชัดเจน ท่านอ๋องวันนี้…พูดมากผิดปกติ
อี้เฟยหลงมองศิษย์ของตนที่นั่งจุกอยู่กับพื้นอีกครั้งแต่แววตาที่เคยเฉยชาเริ่มมีประกายระอุคล้ายเพลิงเบา ๆ จากกองฟืน
“เสี่ยวชี”
“เพคะ...?”เสียงนางอ่อยเหมือนลูกแมวถูกราดน้ำ
“เหตุใดเ้าจึงฝึกอย่างี้เีแต่กล้าอวดว่าตนเก่ง”
นางนิ่งคิดแล้วเงยหน้าขึ้นตาแป๋ว
“ก็เพราะข้าอยากให้ท่านอ๋องเห็นข้าตลอดเวลา!”
เงียบ...
คนฟังทุกคนกลั้นหายใจแม้แต่ลมก็เหมือนหยุดพัด กิ่งไม้หยุดไหว รังนกหยุดส่งเสียง
เสี่ยวชีเองก็รู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไป...
“…เอ่อข้าหมายถึง ข้าอยากให้ท่านอ๋องจับผิดบ่อย ๆ! จะได้ฝึกเก่งเร็ว ๆ!”นางรีบแก้พลางยิ้มแห้งๆ เหงื่อตก
อี้เฟยหลงจ้องหน้านางเนิ่นนานไม่มีเสียง ไม่มีท่าทีใด ๆ
แต่แล้ว...
หมับ!
เขาคว้าข้อมือนางขึ้นมาประคองไม้ฝึกให้อยู่ในท่าที่ถูกต้อง “จับแบบนี้ ไม่ใช่เหมือนจะฟาดหัวหมู” มือของเขาเย็นแต่มั่นคงมือของนางร้อนผ่าวราวไฟเผา “เข้าใจหรือไม่”
“…เข้าใจเพคะ…”นางพึมพำแทบไม่ออกเสียง
เขาขยับกลับไปที่เดิมก่อนจ้องมาอีกครั้ง “พร้อมหรือยัง”
“ยังเพคะแต่ก็ไม่กล้าบอกว่าไม่พร้อม...” เสียงนางเบาหวิว
“ดี”เขาตวัดไม้มาอีกระลอก คราวนี้...เสี่ยวชีรับไว้ได้!ถึงจะเซถอยไปสามก้าวแต่ก็ยังยืนนิ่งอยู่
“ข้าเก่งขึ้นใช่ไหมเพคะ!”นางะโอย่างปลื้มปริ่ม
“มากกว่าต้นคื่นช่ายนิดหนึ่ง”
“ฮึ่ย!ท่านอ๋อง!” นางกระโจนเข้ามาเหมือนจะฟาดไม้ใส่จริงแต่เขาหลบง่ายดายแล้วคว้าเอวหมุนตัวนางกลับไปยืนที่เดิมวงแขนมั่นคงเสียงหัวใจในอกนางดังราวจะะเิ และเสียงสุดท้ายของฉากนี้ก็ดังออกมาเบาๆ
“อย่าประมาทแม้แต่การฝึกที่ดูไร้สาระ”
เขากระซิบชิดหู“เพราะบางครั้งมันคือสิ่งที่ใกล้หัวใจ...ที่สุด”เสี่ยวชีแทบอยากสลบคาลานฝึก...