บทที่ 20 อันอันเป็ลูกรักของพ่อเท่านั้น
ในวินาทีนั้นเอง ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าบีบคั้นหัวใจของ ฉินฮ่าวเฉิน อย่างรุนแรงจนเขาถึงกับรู้สึกหายใจลำบากไปชั่วขณะ ความเ็ปที่ผสมปนเปไปกับความสงสารลูกสาวแล่นริ้วไปทั่วร่างจนแทบจะทนไม่ไหว ทุกคำพูดที่แสนซื่อของเด็กน้อยเปรียบเสมือนเข็มเล่มเล็ก ๆ ที่ทิ่มแทงลงบนาแในใจของผู้เป็พ่อ
“อันอัน...”
ขอบตาของฉินฮ่าวเฉินร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ เขาใช้สองมือที่แข็งแรงแต่สั่นเทาโอบอุ้มร่างนุ่มนิ่มของลูกสาวขึ้นมาแนบอกด้วยความทะนุถนอมประดุจสมบัติล้ำค่าที่สุดในจักรวาล เขาโน้มตัวลงกอดเธอไว้ในอ้อมอกด้วยท่าทางปกป้องสุดชีวิต ราวกับจะใช้ร่างกายของตนเป็โล่กำบังความโหดร้ายทั้งปวงไม่ให้ก้ำกรายเธอได้อีก เสียงของเขาสั่นเครือและแหบพร่าอย่างไม่อาจปิดบังความอ่อนแอได้อีกต่อไป
“พ่อก็อยากอยู่กับอันอันเหมือนกันครับ... อยากอยู่ด้วยตลอดไป อยากชดเชยทุกวินาทีที่พ่อไม่ได้อยู่ดูแลหนู”
ฉินซุ่ยอัน กะพริบตากลมโตปริบ ๆ ด้วยความประหลาดใจ เมื่อได้ยินคำยืนยันที่หนักแน่นจากปากของคุณพ่อ รอยยิ้มหวานล้ำราวกับน้ำผึ้งก็ค่อย ๆ ผลิบานขึ้นบนใบหน้าจิ้มลิ้ม จนดวงตาคู่สวยโค้งหยีเป็รูปพระจันทร์เสี้ยว ความกลัวที่เคยเกาะกินใจสลายหายไปสิ้น
ฉินฮ่าวเฉินพยายามกดข่มอารมณ์พลุ่งพล่านที่ตีตื้นขึ้นมาในอกเอาไว้เพื่อไม่ให้ลูกสาวตัวน้อยต้องพลอยใไปกับความเศร้าของเขา เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อดึงสติกลับมา ก่อนจะอุ้มเ้าก้อนแป้งเดินตรงไปยังห้องน้ำ พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้กลับมาอ่อนโยนและนุ่มนวลดังเดิม
“วันนี้อันอันว่างไหมครับ? อยู่เป็เพื่อนทำงานกับพ่อทั้งวันได้ไหม?”
“เอ๋?”
ยัยหนูอันอันเอียงคอสงสัยจนผมม้าปัดไปข้างหนึ่ง เสียงเล็ก ๆ ถามกลับอย่างซื่อ ๆ ตามประสาเด็กที่ถูกปลูกฝังมาให้ต้อง ‘แลกเปลี่ยน’ เพื่อการอยู่รอด
“คุณพ่อคะ อันอันต้องกวาดพื้นถูพื้นไหมคะ? อันอันเช็ดโต๊ะได้ด้วยนะ แต่ว่า...”
เธอก้มหน้าลงนิ้วมือน้อย ๆ เขี่ยกันไปมา พึมพำเสียงแ่อย่างเกรงใจและรู้สึกผิด
“โต๊ะที่มันสูงเกินไป อันอันเช็ดไม่ถึงค่ะ... อันอันเช็ดได้แต่พวกโต๊ะเตี้ย ๆ ขาโต๊ะ หรือขอบเตียง... คุณพ่อจะโกรธอันอันไหมคะ?”
คำพูดเ่าั้ทำเอาคนฟังใจสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า จินตนาการภาพได้ทันทีว่าที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้น เด็กหญิงตัวแค่นี้คงต้องแบกรับงานหนักเกินตัวมาโดยตลอด แม้ร่างกายจะเล็กจ้อยแค่ไหน แต่เธอก็ต้องตะเกียกตะกายพยายามทำงานเพื่อแลกกับที่ซุกหัวนอนและอาหารเพียงประทังชีวิต เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองพ่ออีกครั้งด้วยดวงตามุ่งมั่นและจริงจัง
“แต่คุณพ่อไม่ต้องห่วงนะคะ อันอันจะไม่ี้เีแน่นอนค่ะ! อันอันจะขยัน ๆ ทำงานให้คุณพ่อค่ะ!”
ฝีเท้าของฉินฮ่าวเฉินหยุดกึกลงทันทีที่หน้าประตูห้องน้ำ
แม้สีหน้าภายนอกจะยังคงเรียบเฉยตามสัญชาตญาณนักธุรกิจผู้เ็าที่คุ้นชินกับการเก็บงำอารมณ์ แต่แววตาของเขากลับสั่นไหวด้วยความรักและสงสารอย่างมหาศาล ขณะเดียวกัน ความเกลียดชังที่มีต่อพวกคนใจดำในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่บังอาจใช้งานแรงงานเด็กอย่างทารุณก็พุ่งสูงขึ้นจนถึงขีดสุด เขาปฏิญาณในใจว่าจะไม่มีวันปล่อยให้ใครหน้าไหนมารังแกเธอได้อีก
“อันอัน”
เขาค่อย ๆ วางเธอลงบนเคาน์เตอร์หินอ่อนหน้ากระจก จับมือเล็กที่ผอมบางและสากเล็กน้อยจากการทำงานหนักไว้ พยายามควบคุมน้ำเสียงให้คงที่ที่สุด
ฉินฮ่าวเฉินฝืนยกมุมปากขึ้น แย้มรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อไม่ให้บรรยากาศดูเคร่งเครียดจนเกินไป
“ฟังพ่อนะครับ อันอันไม่ต้องทำความสะอาดอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องกวาดพื้น ไม่ต้องถูพื้น หรือเช็ดโต๊ะตัวไหนทั้งสิ้น พ่อจะให้คนอื่นจัดการเื่พวกนั้นเอง อันอันของพ่อ... หนูมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวที่ต้องทำ”
“หน้าที่เดียวเหรอคะ?”
เ้าก้อนแป้งชูนิ้วชี้ขึ้นมาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“คุณพ่อคะ... อันอันต้องทำอะไรเหรอคะ? มันยากไหม?”
ฉินฮ่าวเฉินโน้มใบหน้าคมเข้มเข้าไปถูไถกับแก้มยุ้ยที่นุ่มนิ่มของลูกสาวอย่างรักใคร่
“หน้าที่ของหนูคือ... แค่เป็ ‘ลูกรักของพ่อ’ ก็พอแล้วครับ”
“เป็ลูกรักของคุณพ่อ?”
อันอันขมวดคิ้วน้อย ๆ ด้วยความไม่เข้าใจในเชิงปฏิบัติ
“แล้ว... แล้วลูกรักต้องทำอะไรบ้างเหรอคะ? ”
เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะอธิบายอย่างใจเย็น
“หน้าที่ของลูกรักมีเยอะและสำคัญมากเลยครับ ข้อแรกคือต้องกินข้าวให้อิ่มจนพุงกาง ข้อสองต้องนอนให้หลับฝันดีบนเตียงนุ่ม ๆ และข้อสามคือต้องเล่นให้สนุกที่สุดเท่าที่หนูอยากจะเล่น ลูกรักของพ่อต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุด ห้ามาเ็ ห้ามให้ใครหน้าไหนมารังแก และที่สำคัญที่สุด... ห้ามจับไม้กวาดหรือทำงานบ้านเด็ดขาด นี่คือคำสั่งครับ”
“หน้าที่คือ... กิน ดื่ม เล่น และนอน”
ฉินฮ่าวเฉินพูดย้ำทีละข้อช้า ๆ พลางก้มมองเ้าตัวน้อยในอ้อมแขนที่กำลังทำหน้าอึ้ง
“อันอันทำได้ไหมครับ?”
เ้าตัวเล็ก จ้องตาพ่อเขม็งอย่างกับ้าตรวจสอบว่าเขาพูดจริงหรือไม่ ปากเล็ก ๆ อ้าค้างด้วยความประหลาดใจสุดขีดจนเห็นลิ้นไก่น้อย ๆ
“เป็ลูกรักของคุณพ่อ... ง่ายแค่นี้เองเหรอคะ?”
เมื่อเห็นท่าทางครุ่นคิดอย่างจริงจังราวกับกำลังพิจารณาสัญญาจดทะเบียนบริษัทของเธอ ฉินฮ่าวเฉินก็หลุดยิ้มมุมปากด้วยความเอ็นดู
“อ้อ วันนี้ลูกรักของพ่อมีภารกิจพิเศษเพิ่มอีกหนึ่งอย่างนะ คือต้องตามไปทำงานที่บริษัทกับพ่อด้วย”
“ไปทำงานกับคุณพ่อเหรอคะ!”
ดวงตากลมโตเปล่งประกายระยิบระยับทันที นั่นหมายความว่าเธอจะได้เกาะติดคุณพ่อไปทั้งวัน ไม่ต้องถูกทิ้งไว้ที่บ้านคนเดียว!
เธอพยักหน้าหงึกหงักอย่างกระตือรือร้นจนแก้มะเื กำหมัดเล็ก ๆ สีชมพูแน่นด้วยความฮึกเหิม
“อันอันทำได้ค่ะ! อันอันจะเป็ลูกรักที่เก่งที่สุดของคุณพ่อ แล้วก็จะไปช่วยคุณพ่อทำงานด้วย! อันอันจะนั่งนิ่ง ๆ ไม่ซนเลยค่ะ!”
“จริงเหรอ?”
ฉินฮ่าวเฉินแสร้งทำสีหน้าขรึมและจริงจัง
“อันอันครับ ถ้าหนูทำหน้าที่ลูกรักไม่ได้ หรือเผลอไปหยิบไม้กวาดขึ้นมา... จะมีบทลงโทษหนักนะ”
ยัยหนูเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน รีบตบพุงน้อย ๆ ของตัวเองปอด ๆ ยืนยันด้วยเสียงใสแจ๋ว
“คุณพ่อวางใจได้เลย! อันอันทำได้แน่นอนค่ะ! ”
“งั้นตกลงตามนี้”
เขาบอกพลางกลั้นยิ้มจนแก้มตุ่ย
“ั้แ่วินาทีนี้เป็ต้นไป อันอันคือลูกรักของพ่อแล้วนะ”
“รับทราบค่ะ~”
อันอันทำท่าตะเบ๊ะเลียนแบบทหารที่เธอเคยเห็นในทีวี
“อันอันเป็ลูกรักของคุณพ่อ~”
ในใจของเด็กน้อยเริ่มท่องจำกฎเหล็กของการเป็ลูกรักอย่างเคร่งครัดประหนึ่งคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ อะไรทำได้ อะไรห้ามทำ เธอจะจำให้ขึ้นใจเพื่อจะได้ไม่ถูก ‘ไล่ออก’ จากตำแหน่งลูกรักที่แสนวิเศษนี้
“อันอัน พ่อขอทดสอบความเข้าใจหน่อย”
ฉินฮ่าวเฉินลองถามหยั่งเชิงด้วยเสียงเข้ม
“สมมติว่ามีคนแปลกหน้ามาสั่งให้อันอันไปกวาดพื้น อันอันจะทำยังไงครับ?”
“ไม่ได้เด็ดขาดค่ะ!”
อันอันส่ายหัวดิกจนผมม้ากระจาย
“เป็ลูกรักของพ่อห้ามกวาดพื้นเด็ดขาด! ถ้ากวาดพื้นอันอันจะผิดกฎ และจะถูกลงโทษค่ะ!”
“ตอบถูกเป๊ะเลย”
ฉินฮ่าวเฉินหัวเราะร่วนอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เขาหยิกแก้มเล็ก ๆ อย่างเอ็นดู
“อันอันของพ่อเก่งและฉลาดที่สุดในโลก”
“ฮิ ๆ~ (^▽^)~”
อันอันยิ้มร่าจนเห็นลักยิ้มบุ๋มลึกเข้าไปในแก้มใส
“งั้นพ่อถามอีกข้อนะ”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อดึงความสนใจ ขณะที่อันอันรีบทำหน้าตั้งใจฟังเต็มที่ประหนึ่งกำลังสอบชิงทุน
“ถ้าเกิดว่ามีคนนิสัยไม่ดีมารังแกอันอัน หรือทำให้คุณหนูอันอันคนนี้ต้องเจ็บตัว... อันอันต้องทำยังไงครับ?”
คำถามนี้ทำให้บรรยากาศสดใสเมื่อครู่ชะงักไปเล็กน้อย เด็กน้อยขมวดคิ้วมุ่นดวงตาหม่นแสงลง
“อืม...”
เธอรู้ดีว่าการถูกรังแกคืออะไร มันคือการถูกหยิกจนเขียว การถูกแย่งอาหาร หรือการถูกด่าทอจนน้ำตาตก แต่เธอไม่เคยรู้เลยว่าในฐานะคนที่มีคนคอยปกป้องนั้นต้องทำอย่างไร เพราะที่ผ่านมาสิ่งเดียวที่เธอทำได้คือการก้มหน้าอดทนและรอให้มันผ่านไป ยัยหนูก้มหน้าลงด้วยความเศร้าสร้อย
“คุณพ่อคะ... อันอันไม่รู้ว่าต้องทำยังไง... ”
หัวใจของฉินฮ่าวเฉินกระตุกวูบ เขาคว้าตัวเธอมากอดอีกครั้ง ลูบแผ่นหลังปลอบประโลมและเริ่มสอนวิชาการเป็ลูกสาวตระกูลฉินอย่างใจเย็น
“ไม่ต้องกลัวนะครับคนเก่ง จากนี้ไปถ้าหนูถูกใครรังแกแม้แต่นิดเดียว ต้องรีบบอกพ่อทันที ห้ามปิดบังพ่อเด็ดขาด พ่อคนนี้จะปกป้องลูกเอง... แต่ที่สำคัญกว่านั้น อันอันต้องเข้มแข็งและกล้าหาญนะ เราจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายเราได้ง่าย ๆ เข้าใจไหมครับ?”
อันอันนิ่งฟังอย่างตั้งใจ ซึมซับความเข้มแข็งที่คุณพ่อพยายามส่งผ่านมาให้ ก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้ายืนยัน
“เข้าใจแล้วค่ะ~ อันอันจะไม่มีความลับกับคุณพ่อ... อันอันจะกล้าหาญเหมือนคุณพ่อค่ะ!”
“เก่งมากครับ”
เขาจูบแก้มเธออีกฟอดใหญ่ด้วยความชื่นใจ
“อันอันฉลาดที่สุดเลย พูดครั้งเดียวก็เข้าใจแล้ว”
“ฮิ ๆ อันอันฉลาดจริง ๆ ด้วย~ ”
ยัยหนูตบพุงตัวเองอย่างภูมิใจในความอัจฉริยะของตน
ภายในห้องอาบน้ำที่เคยเป็โทนสีชมพูหวานแหววละมุนตาของอันอัน บัดนี้มีอุปกรณ์อาบน้ำโทนสีเข้มดูขรึมขลังของผู้ชายวางแทรกอยู่อย่างจงใจ แม้จะดูขัดกับบรรยากาศห้องเดิมแต่กลับให้ความรู้สึกที่มั่นคงและอบอุ่นอย่างประหลาด ฉินฮ่าวเฉินช่วยลูกสาวแปรงฟันด้วยแปรงสีฟันสีชมพูจิ๋วอย่างคล่องแคล่วขึ้น ล้างหน้าให้จนสะอาดเอี่ยมอ่องดุจไข่ปอก ก่อนจะรีบจัดการธุระส่วนตัวของเขาอย่างรวดเร็ว
อันอันยืนพิงประตูห้องน้ำ เงยหน้ามองคุณพ่อที่กำลังวักน้ำล้างหน้าด้วยความสุขล้นปรี่จนล้นออกจากหัวใจ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเบาหวิวและลอยได้ แก้มทั้งสองข้างเริ่มเมื่อยล้าเพราะยิ้มค้างไว้นานเกินไป แต่เธอก็ยังหยุดยิ้มไม่ได้เลยสักวินาทีเดียว... เพราะคุณพ่อของเธอช่างแสนดี อบอุ่น และหล่อเหลาที่สุดในโลกใบนี้เลยจริง ๆ!