เมื่อถอดกระดองเหล็กออกเสร็จ เจียตัวจับเซี่ยซีหานมาตรงหน้าสองพ่อมดขาวฝึกหัด
"ซีหานนี่คือท่านพ่อมดขาวอี้ซวนและท่านพ่อมดขาวเซียวเล่อ"
สองพ่อมดขาวมองเซี่ยซีหาน หลังจากได้ยินเื่เล่าด้วยความภาคภูมิใจของเจียตัว เกี่ยวกับเซี่ยซีหานในฐานะนายช่างหลอมที่เยาว์วัยที่สุด
อี้ซวนดูชราและมากประสบการณ์เขายิ้มให้เซี่ยซีหาน
ความประทับใจเล็กๆ ของผู้ชราพ่อมดขาวท่านนี้คือเส้นผมขาวโพลน จมูกที่ใหญ่ แล้วก็คิ้ว และหนวดสีขาวที่ยาวกว่าปกติ
เซียวเล่อดูเยาว์วัยจากการประเมินของเซี่ยซีหาน เขาน่าจะอยู่ใน่อายุ 24 ถึง 28 ปี ดูหล่อแต่จืดชืด ข้อเสียเล็กๆ ของเซียวเล่อ เซี่ยซีหานสังเกตเห็น บุคลิกที่แปลกๆ สายตาของเซียวเล่อมักหลุกหลิกมากเกินไป นอกจากนั้นยังมีประกายตาของผู้คิดอ่านอยู่ตลอดเวลา
เซี่ยซีหานที่เรียนจบการแสดง มันย่อมต้องศึกษาถึงการแสดงออกของลักษณะบุคลิกของผู้คนเป็ธรรมดา
การทำตัวแบบนี้ของเซียวเล่อแสดงออกถึงการมี 'ความลับ' และ 'ความวิตกกังวล' บางอย่างในใจ แต่มันคืออะไร
เซี่ยซีหานไม่คิดจะคาดเดา มันแสดงออกอย่างนอบน้อมต่อเซียวเล่อพ่อมดขาว
เซียวเล่อพ่อมดขาวยิ้มอย่างไม่ใส่ใจในการแนะนำตัวของเซี่ยซีหานมากนัก คล้ายกับว่านี่คือตัวละครเล็กๆ ที่ไม่น่าใส่ใจอะไร
เซี่ยซีหานเก็บยิ้มแทบไม่ทัน ก่อนเดินเก้อเขินออกมาไปรวมกลุ่มกับเหล่าทหาร ซึ่งส่วนใหญ่เซี่ยซีหานรู้จักดีแทบทั้งหมด
"กินอะไรรึยังซีหาน" ทหารแห่งป้อมปราการยุทธภัณฑ์ขาวผู้หนึ่งพูดขึ้นอย่างสนิทสนมกับเซี่ยซีหาน
เซี่ยซีหานตบท้อง ก่อนตอบด้วยรอยยิ้ม
ที่นี่ทุกคนคือเพื่อนกัน เซี่ยซีหานไม่เก็บเื่ราวของพ่อมดขาวเซียวเล่อมาใส่ใจแม้แต่น้อย
ในที่สุดเสียงเจียตัวก็ดัง
"!!!พวกเราได้เวลาออกเดินทาง"
การเดินทางเริ่มต้นขึ้น
ขบวนเดินเท้ายาวพอสมควร โดยสองพ่อมดขาวนั้นดูจะมีสิทธิพิเศษกว่าใคร พวกเขานั่งบนหมีขาวตัวใหญ่
ที่แดนเหนือการขี่หมีขาวั์นับเป็เื่ปกติ หมีขาวของโลกใบนี้ตัวใหญ่กว่าหมีขาวที่โลกเดิมของเซี่ยซีหานเกือบเท่าตัว มันตัวใหญ่ยิ่งกว่าม้า
รูปขบวนนั้นจะเดินในรูปแบบ "ลูกธนู" เจียตัวยืนด้านหน้า นายทหารหรือนักรบที่เคยเป็นายพราน จะเดินประกบเจียตัวซ้ายขวา ด้านหลังที่รั้งท้ายจะมีหัวหน้าทหารฝีมือดีหนึ่งคนและกลุ่มของเขายืนคุ้มกัน เขาเป็นักรบที่มีความแข็งแกร่งระดับสามดาบแบบเดียวกับเจียตัว
เซี่ยซีหานใช้ชีวิตกลมกลืนไปกับขบวนเยี่ยงนายทหารธรรมดาคนหนึ่ง
...
่ค่ำ คณะเดินทางป้อมปราการยุทธภัณฑ์ขาวและพ่อมดขาวยังเดินทางกันไม่หยุด
ค่ำมืดแดนเหนือยิ่งน่ากลัว ลมหนาวกระโชกแรง เสียงหวีดหวิดของสัตว์ปีศาจดังจนได้ยินแต่ไกล
่ค่ำสัตว์ปีศาจจะดุร้ายมากกว่า่เช้า นี่คือความรู้ที่ทุกคนรู้กัน โชคดีที่พวกมันมักกลัวไฟ คณะเดินทางจัดกลุ่มเดินกันเป็วงกลมมากขึ้น ไม่มีการเดินเร็ว
สองพ่อมดจะได้รับการอารักขาเป็พิเศษ
ในการเดินทางต่อเนื่องนี้ เหล่านักรบและทหารทั้งหลาย จะจัดกลุ่มหลักเป็สองกลุ่มใหญ่ ผลัดกันยืนวงนอก นั่นเพราะวงนอกนั้นอันตรายและเหนื่อยมากที่สุด พวกเขาต้องใช้สายตาสอดส่องศัตรูจากมุมไกลตลอด แม้แดนเหนือส่วนใหญ่จะเป็ที่ราบ แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าปีศาจหรือสัตว์ร้ายจะไม่สามารถสุ่มโจมตีได้
หิมะที่ขาวโพลนสามารถเป็เครื่องบังตา สัตว์ร้ายหรือปีศาจหลายตัวเคลื่อนไหวใต้กองหิมะได้
โขดหิน ต้นไม้ใหญ่ ก็ใช้ได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะ่ที่เข้าป่าแห้ง ต้นไม้หนาทึบเรียงตัวซ้อนทับกันต้นแล้วต้นเล่า ยากแก่การมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่ง เหล่านักรบผู้ชำนาญหรือนายพรานมืออาชีพ ต่างรู้ว่านี่อันตรายมาก มีสัตว์ปีศาจหลายตัวที่ซ่อนตัว และใช้ประโยชน์กับสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นได้อย่างดีมากมายหลายชนิด
"ปีกซ้ายอสูรพิษคมเขี้ยวตาเดียว มันคิดเล่นงานพวกเรา!!!"
ชิง ชิง ชิง
เสียงเหล่านักรบชักดาบ ขวานและศาสตราที่ตัวเองถนัดดังพร้อมๆ กัน นักรบปีกซ้ายจับอาวุธพร้อมหันคบไฟเข้าหา 'อสูรพิษคมเขี้ยวตาเดียว' หากจะให้เซี่ยซีหานอธิบายถึง ไอ้เ้า 'อสูรพิษคมเขี้ยวตาเดียว' ตัวนี้อย่างเรียบง่ายที่สุดมันคงเป็ งูตัวใหญ่ที่มีตาเดียว สีขาว เกล็ดหนาเป็หิน จุดเด่นคือเขี้ยวที่ยาวแหลมและขนาด่ตัวที่ยาวใหญ่มากกว่า 10 เมตร ่ลำตัวราวคนตัวใหญ่หนึ่งคนโอบเกือบไม่มิด
ครั้งนี้ นี่เป็ครั้งแรกที่เซี่ยซีหานเห็นการต่อสู้อย่างใกล้ชิดขนาดนี้ มันเป็ระเบียบกว่าที่คิด คนสั่งการคือนายทหารระดับสามดาบของป้อมปราการยุทธภัณฑ์ขาว นั่นเพราะชาวป้อมปราการยุทธภัณฑ์ขาวนั้นคือ กำลังกลุ่มใหญ่ที่สุดของคณะเดินทางกลุ่มนี้
นอกจากนั้นป้อมยุทธภัณฑ์ขาว ยังเป็กองกำลังเดียวที่ส่งนักรบระดับสามดาบมาถึงสามคน
ณ ที่แห่งนี้ มีนักรบสามดาบเพียงห้าคน มีสองคนที่อยู่ใกล้กับสองพ่อมดขาว พวกเขาจะไม่เข้าร่วมการต่อสู้ถ้าไม่จำเป็
กรี้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เสียงงูั์สีขาวกรีดร้อง มันตายอย่างง่ายดาย
เซี่ยซีหานจับขวานใหญ่แน่นในมือ แต่มันไม่ได้ออกแรงฟันแม้แต่ทีเดียว เหล่ารุ่นพี่ดูจะเป็ใจต่อมัน ในฐานะเด็กอายุ 12 ปี รุ่นพี่นักรบทั้งหลายไม่คาดหวังว่าเซี่ยซีหานจะต้องทำอะไร พวกเขาคิดว่า ตัวมันเพียงออกมาเพื่อหาประสบการณ์
เซี่ยซีหานขอบคุณเหล่าลุงๆ มิตรรักของมันอย่างถึงที่สุด 2 ปี ที่มันใช้ชีวิตอย่างนอบน้อม นับว่าคุ้มค่าจริงๆ
เมื่องูขาวตายเซี่ยซีหานเห็นผู้คนกรีดเนื้อและหนังของงูั์ นอกจากนั้นยังเห็นคนไปค้นหาอะไรบางอย่างจากตัวมัน
จากการเรียนรู้เื่ของ 'รูน' มีโอกาสเล็กน้อยที่จะได้รับรูนจากสัตว์ปีศาจ แต่จะมีโอกาสมากขึ้นมาก หรือแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่อฆ่าสัตว์ปีศาจระดับสูง รูนที่มีทักษะจะปรากฏออกมาแน่นอน
รูนจากสัตว์ปีศาจ อาจจะเป็ชิ้นส่วนใดชิ้นส่วนหนึ่งจากสัตว์ปีศาจก็ได้
จุดสังเกต หากรูนเกิดขึ้นที่กระดูก มันจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงมากนัก ยกเว้นมองเห็นอักขระโบราณเรืองแสงออกมาจากกระดูกได้อย่างชัดเจน แต่ถ้ารูนเกิดขึ้นที่หัวใจและอวัยวะอื่นๆ ของสัตว์ปีศาจ
มันมักจะกลายเป็คล้ายอัญมณีหรือผลึกคริสตัล ไม่มีความชัดเจนในเื่นี้ สิ่งสำคัญมีเพียงหาจุดที่มีแสงสว่างของอักขระรูนให้เจอก็พอ
นอกจากนั้นเืของสัตว์ปีศาจระดับสูงก็มีค่า มันเอาไว้ใช้ทำประโยชน์ได้หลากหลาย
โดยเฉพาะผู้ศึกษาเื่คำสาปและอาถรรพ์ลึกลับ เืปีศาจจำเป็อย่างมาก
เพียง่สั้นงูทั้งตัวก็หายไปไม่เหลือแม้แต่กระดูก อาหารแม้มีมากแต่พวกเราก็เก็บเพิ่มได้อีก นั่นเพราะพวกเรามีหมีขนของมาด้วยถึงห้าตัว การแบกเนื้อจำนวนมากไม่ใช่ปัญหา นอกจากนั้นกลางขบวนทัพก็มีรถเข็นลากสำหรับแดนหิมะเช่นนี้โดยเฉพาะ
เมื่อดึกมากขึ้นสุดท้ายพวกเราก็หยุดเดิน
สองพ่อมดได้ตำแหน่งที่พักแรมที่ดีที่สุด พวกเขาถูกโอบล้อมด้วยหมีั์ห้าตัวโดยไม่ต้องััลมหนาว
โดยมีหนึ่งองครักษ์นักรบระดับสามดาบ ผลักเปลี่ยนกันเป็เวรยืนยาม
เจียตัวและนักรบสามดาบคนอื่นๆ ก็เช่นกัน พวกเขาได้รับสิทธิ์พักในสถานที่พิเศษสุด ภายในวงล้อมของหมีั์ห้าตัว นอนบังลมหนาวให้เช่นกัน
แต่พวกเขาก็ยังต้องสลับกันเป็เวรยาม เซี่ยซีหานไม่ได้สิทธิ์พิเศษหรือที่นั่งเด็ก เพราะนี่คือการเดินทัพแบบทหาร วินัยคือสิ่งสำคัญ
ในแดนเหนือ หากไร้วินัยคือความตาย แม้พวกเขาจะมีความดิบเถื่อน แต่นั่นไม่ได้แปลกว่าพวกเขาจะไร้วินัย ในดินแดนเหนือที่ต้องต่อสู้กับภัยธรรมชาติและความหนาวเหน็บ ทุกคนรู้ดีว่าต้องทำอย่างไรให้ตัวเองรอดตาย
ความสุขเล็กๆ ของเซี่ยซีหานในการเดินทัพคือ มันได้ที่นอนใกล้ตัวหมีั์และที่ก่อกองไฟ นอกจากนั้นไม่ต้องสนใจเื่เวรยาม
ไม่ใช่เพราะเซี่ยซีหานเด็ก แต่เพราะไม่มีใครไว้ใจเด็กที่ไร้ประสบการณ์ในการเดินป่า่ค่ำคืนให้ดูต้นทางให้
ทุกคนรู้ว่า ความผิดพลาดเพียงนิด คือความตายของหมู่คณะ
ขณะเดินทางไม่มีใครกล้าประมาท
เซี่ยซีหานถึงกับแปลกใจในบางครั้ง เพราะว่ามาตรฐานการเดินทัพของที่นี่ สูงกว่าโลกเก่าของมันตอนมันเป็ทหารเกณฑ์เสียอีก แม้ที่แห่งนี้จะดูไร้อารยะหรือเทคโนโลยี
โดยที่เซี่ยซีหานไม่รู้ ป้อมปราการยุทธภัณฑ์ขาวนับว่าขึ้นชื่อเื่กำลังรบในอาณาจักรนี้เช่นกัน ไม่เช่นนั้น พวกเขาคงไม่สามารถคุ้มครองเหมืองเหล็กที่ใหญ่ที่สุดของอาณาจักรอันดับหนึ่งแห่งนี้ได้ ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยง่ายในโลกนี้ หลายสิ่งจะได้มาก็ต่อเมื่อคุณมีความแข็งแกร่งมากพอ
...
เสียงไฟระอุ กิ่งไม้หัก ดังเบาเป็ระยะระยะ
เซี่ยซีหานนอนไม่ไกลจากกองไฟราวกับเด็กดี มันนอนขดตัว
เสียงกลุ่มทหารของป้อมปราการยุทธภัณฑ์ขาวพูดคุยกับสหายนักรบจากที่อื่น
"พวกท่านมาจากที่ไหน"
"ข้าเป่าโยวมาจากเมืองหลวงของอาณาจักร ส่วนอีกสองคนสหายข้ามาจากหมู่บ้านสลักทอง"
ชายสองคนที่มาจากหมู่บ้านสลักทองใบหน้าเศร้า ทั้งสองหน้านิ่ง เพียงพยักหน้าตอบรับ ดูราวกับคนไร้อารมณ์
เป่าโยวราวกับรู้ว่า สหายของตัวดูไร้มารยาทพอสมควร มันจึงต้องอธิบายถึงอารมณ์ที่ไม่ปกติของสหาย
"สหายทั้งสองของข้าพวกเขาพึ่งพบความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ พวกท่านที่ป้อมปราการขาวอาจจะไม่รู้ หมู่บ้านสลักทองไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว ในพวกเขาคนหนึ่งจำต้องฆ่าผู้หญิงที่ตัวเองรักกับมือ ส่วนอีกคนต้องเผาลูกตัวเองที่กลายเป็ 'ความตายที่กลับมีชีวิต' " กล่าวจบเป่าโยวยิ้มเศร้า
...
เซี่ยซีหานที่นอนอยู่ไม่ไกลกับกลุ่มคน มุมปากมันกระตุก
'ไอ้พวกนี้ไม่รู้กันเหรอวะ เข้าป่าอย่าพูดเื่เสือ ไปสุสานอย่าพูดเื่ผี ไม่งั้นพวกเอ็งจะเจอกับมัน'
เซี่ยซีหานรอบด่าเหล่าทหารเวรที่พูดจากอัปมงคล พวกนี้ช่างไม่รู้เื่จริงๆ
แน่นอนนี่คือธรรมเนียมโลกเดิมของเซี่ยซีหาน แต่ไม่ใช่กับโลกใบนี้
เซี่ยซีหานรู้สึกว่า ั้แ่ไอ้พวกนี้เปิดปาก มันรู้สึกข่มตาลงนอนยากขึ้นทุกที
ส่วนหนึ่งคงเพราะใคร่รู้เื่ลี้ลับของโลกใบนี้
...
เซี่ยซีหานตั้งใจฟังเื่ลี้ลับได้ครู่ใหญ่ มันก็ต้องใ มีคนเป่าแตรเสียงดังยาว
มันคืออะไร มันคือสัญญาณให้เตรียมรบ ไม่ใช่แค่ระมัดระวัง เช่น เจอกับสัตว์ปีศาจอย่างเ้างูั์ นั่นนับเป็เพียงปีศาจระดับสาม แต่ด้วยจำนวนคน ปีศาจระดับสามหนึ่งตัวไม่นับว่าน่ากลัวอะไร แตรรบจึงไม่ถูกเป่า
แต่นี่มีอะไรกัน ทำไมแตรรบถึงถูกเป่ากัน 'ฉิบหายแล้ว' เสียงในใจเซี่ยซีหานแผดดัง
!!!ปูนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน