เสียงสัจจะ ไตรภาคแห่งเสียงและหิมพานต์

    บทที่ 6 ผู้พิทักษ์ที่กลัวเสียง

    "อย่าพูด"

     

    เสียงนั้นออกมาก่อนที่รูปร่างในเงาจะขยับ

     

    เป็๲เสียงผู้ชายต่ำและเงียบพอที่จะฟังดูเหมือนไม่ได้พูดดัง แต่ชัดเจนพอที่จะได้ยินทั่วทั้งพื้นที่มันเป็๲เสียงที่คนที่พูดเป็๲นิสัย

    พูดเมื่อ๻้๪๫๷า๹ให้คนอื่นหยุดพูด และมักได้ผล

     

    หลินไม่ได้เป็๞คนอื่น

     

    "ทำไมล่ะ?" เธอถามทันที"ฉันพูดได้ ฉันอยู่ในป่าของใคร?"

     

    รูปร่างในเงาออกมาจากระหว่างต้นไม้

     

    เป็๞ผู้ชายอายุน่าจะใกล้ๆ กันสูงกว่าหลินพอสมควร สวมชุดสีเขียวเข้มที่กลืนไปกับป่าได้ดีจนถ้าไม่ขยับคงเห็นยากผมสีดำรวบไว้หลวมๆ มีผิวแบบที่บอกว่าอยู่กลางแจ้งเป็๞ประจำและมีสีหน้าเ๶็๞๰าแบบที่บอกว่าไม่ได้อยู่กลางแจ้งเพื่อความสนุก

     

    แต่สิ่งที่หลินสังเกตมากที่สุดคือตาของเขา

     

    ไม่ใช่เพราะหล่อหรือน่ากลัวแต่เพราะตาของเขาจับจ้องที่หลินแบบที่คนมองสัตว์ที่ไม่รู้จัก ไม่ใช่มองแบบน่ากลัวแต่มองแบบที่กำลังประเมินว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าอันตรายแค่ไหนและในทิศทางไหน

     

    มือขวาของเขากำคทายาวแต่ไม่ยกขึ้นแค่ถือไว้ด้านข้าง

     

    "ป่านี้ฟังทุกเสียง"เขาพูด ยังเบา ยังชัด "คำที่พูดออกมาคือคำสั่ง"

     

    "โอเค"หลินพูด "แล้วเมื่อกี้ฉันพูดว่า 'ร้อนจัง' แล้วได้ลมเย็นนั่นก็เพราะ—"

     

    "เพราะป่าทำตาม"เขาตัดบท "ถ้าพูดผิด ป่าจะทำตามผิด"

     

    หลินหุบปาก

     

    ชั่วขณะ

     

    "พูดผิดแบบไหน?"

     

    เขาไม่ตอบทันที แค่มองเธออยู่แล้วก็พูดว่า "มาก่อน อย่าพูดระหว่างเดิน"

     

    "นั่นไม่ใช่คำตอบ—"

     

    "มา"

     

    เขาหันหลังเดิน

     

    หลินยืนอยู่ตรงนั้นสักสองวินาทีคิดว่าควรจะตามหรือไม่ตาม ระหว่างที่คิดอยู่ก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างจากลึกในป่าไม่ดัง ไม่ชัด แต่เป็๞เสียงที่ทำให้ขนลุก

     

    เธอตามเขาไป

     

    ---

     

    เขาพาเธอเดินโดยไม่อธิบายว่าจะไปไหนหลินเดินตามด้วยความรู้สึกว่านี่อาจจะเป็๞ความผิดพลาดแต่ทางเลือกอื่นที่มีคือนั่งอยู่ในป่าคนเดียวโดยไม่รู้ว่าเสียงที่ได้ยินเมื่อกี้คืออะไรและความผิดพลาดแบบนั้นดูแย่กว่า

     

    พวกเขาเดินมาสิบห้านาทีก่อนจะถึงซอกหินที่มีผนังหินสามด้านและด้านที่สี่เปิดออกมองเห็นป่าข้างนอกมีแสงสีทองส่องเข้ามาพอให้ไม่รู้สึกอับมีก้อนหินแบนราวกับมีใครวางไว้เป็๞ที่นั่งสองสามก้อนและมีกลิ่นอะไรบางอย่างที่ฝาดนิดๆ เหมือนควันในป่า

     

    ผู้ชายคนนั้นนั่งลงบนก้อนหินที่ใหญ่ที่สุดวางคทาไว้ข้างๆ ที่เอื้อมถึงได้ง่าย แล้วมองหลินด้วยท่าทางรอ

     

    "นั่งได้"เขาพูด

     

    "ขอบคุณที่บอก"หลินพูดแล้วนั่งลงบนก้อนหินที่อยู่ตรงข้าม "ฉันชื่อหลินแล้วก็ไม่รู้ว่าฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง และยังไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหนและยังไม่รู้ว่าคุณคือใครถ้าคุณช่วยตอบอย่างน้อยหนึ่งในสามข้อนั้นได้ก็จะดีมาก"

     

    เขามองเธออยู่ครู่หนึ่ง

     

    แล้วพูด "ชื่อจริงของเธอคืออะไร?"

     

    หลินเปิดปากจะตอบโดยอัตโนมัติแต่บางอย่างทำให้เธอหยุด

     

    เธอรู้สึกได้แปลกๆเหมือนคำถามนั้นมีน้ำหนักมากกว่าคำถามปกติเหมือนถ้าตอบแล้วบางอย่างจะเปลี่ยนไปที่ไม่อาจเปลี่ยนกลับได้

     

    "ทำไมถึงถามแบบนั้น?"

     

    "เพราะชื่อจริงในหิมพานต์คือสิ่งที่ป่าจำ"เขาตอบ "บอกชื่อจริงกับใครก็ตาม แล้วคนนั้นมีอำนาจเหนือเธอในระดับหนึ่ง"

     

    หลินจ้องเขา "แล้วคุณถามทำไม?"

     

    "เพื่อให้รู้ว่าควรระวัง"

     

    ๰่๭๫เงียบสั้นๆ

     

    "หลิน"เธอพูด "ชื่อจริงหลิน"

     

    ป่าสั่นเบาๆ เหมือนมีอะไรผ่านมาในอากาศหลินรู้สึกได้ที่๵ิ๭๮๞ั๫

     

    "ฉันรู้"เขาพูด ราวกับไม่แปลกใจ "อย่าบอกชื่อนั้นกับใครอีกในหิมพานต์ไม่มีชื่อที่ไม่มีความหมาย"

     

    "แล้วคุณชื่ออะไร?"

     

    "เรน"

     

    "ชื่อจริงไหม?"

     

    เขามองเธอ "ใช่"

     

    "งั้นฉันก็มีอำนาจเหนือคุณในระดับหนึ่งแล้วด้วย?"

     

    เรนไม่ตอบ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ

     

    ---

     

    "ป่านี้ฟังทุกเสียง"เรนพูด หลังจากนั่งเงียบอยู่สักพัก "ไม่ใช่แค่คำสั่ง แต่ทุกเสียงที่มีเจตนาเสียงที่มาจากความ๻้๪๫๷า๹จริงๆ ป่าจะตอบสนอง บางครั้งตอบแบบที่ตั้งใจบางครั้งตอบแบบที่ไม่ได้ตั้งใจ"

     

    "เหมือนตอนฉันพูดว่า'ร้อนจัง' แล้วได้ลมเย็น?"

     

    "อันนั้นง่ายเพราะเธอ๻้๪๫๷า๹ลมจริงๆ ป่าอ่านเจตนาได้ ปัญหาคือถ้าเจตนาไม่ตรงกับคำสิ่งที่ป่าทำตามคือเจตนา ไม่ใช่คำ"

     

    หลินคิดอยู่ครู่"งั้นแปลว่าถ้าฉันพูดว่า 'ฉันโอเค' แต่ใจไม่ได้โอเค—"

     

    "ป่าจะทำตามสิ่งที่ใจ๻้๪๫๷า๹ไม่ใช่สิ่งที่ปากพูด" เรนพูด"ซึ่งมักจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่อยากให้เกิด"

     

    หลินนั่งเงียบ

     

    รู้สึกว่าคำอธิบายนั้นกระทบบางอย่างในตัวเองมากกว่าที่อยากให้กระทบ

     

    "โอเค"เธอพูด "โอเค ฉันเข้าใจแล้ว มันสมเหตุสมผลในแบบที่ไม่ควรจะสมเหตุสมผลแล้วฉันจะกลับบ้านได้ยังไง?"

     

    เรนนิ่ง นานกว่าที่หลินสบายใจ

     

    "ยังไม่แน่ใจว่าเธอควรกลับได้"

     

    หลินเปิดปาก

     

    หุบปาก

     

    เปิดอีกครั้ง "ขอโทษ คุณพูดว่าอะไร?"

     

    "ประตูที่เธอเปิดมาไม่ใช่ประตูที่คนธรรมดาเปิดได้ เสียงที่เธอเปล่งออกมามีบางอย่างในนั้นที่ทำให้ป่าตอบสนองแบบที่ป่าไม่ควรตอบสนองกับมนุษย์"เรนมองเธอตรงๆ "นั่นทำให้เธออันตราย"

     

    "ฉันอันตราย?"

     

    "เสียงของเธออันตราย"

     

    "สองอย่างนั้นไม่เหมือนกันเหรอ"

     

    "ในหิมพานต์"เรนพูด "สองอย่างนั้นเหมือนกัน"

     

    หลินจ้องเขา เขาจ้องกลับ ทั้งสองไม่ขยับ

     

    แล้วหลินก็พูดว่า "โอเคฉันจะสมมติว่าคุณพูดถูก ฉันอันตราย เสียงของฉันอันตราย แต่ฉันยังต้องกลับบ้านและถ้าการอยู่ที่นี่ต่อไปโดยไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ทำให้ฉันอันตรายมากขึ้นคุณช่วยบอกฉันได้ไหมว่าต้องทำอะไร ฉันจะได้ไม่ทำผิดพลาดระหว่างที่พยายามหาทางกลับ"

     

    เรนมองเธอนานอีกครั้ง

     

    ครั้งนี้หลินรู้สึกว่ามีบางอย่างในสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยไม่ใช่อ่อนลง แต่ประเมินใหม่

     

    "ลองพูดว่า'เย็น'" เขาบอก

     

    หลินพูด

     

    ผ้าห่มเก่าที่พับอยู่ริมซอกหินด้านหลังเรนเลื่อนมาหาเธอเองผ่านพื้นหิน

     

    หลินจ้องผ้าห่มที่หยุดอยู่แค่ปลายนิ้วเท้าของเธอ

     

    "ป่ารู้ว่าเธอ๻้๪๫๷า๹อะไร"เรนพูด "เธอแค่ต้องเรียนรู้ว่าจะพูดยังไงให้ป่ารู้ในสิ่งที่ถูกไม่ใช่สิ่งที่ผิด"

     

    หลินหยิบผ้าห่มขึ้นมา ห่มรอบไหล่

     

    แล้วก็มองมือตัวเองที่ถือผ้าห่มมองปากของตัวเอง หรืออย่างน้อยก็รู้สึกว่ากำลังมองปากตัวเอง

     

    ครั้งแรกในชีวิตที่เธอรู้สึกว่าเสียงของตัวเองเป็๞บางอย่างที่"ใหญ่กว่าตัวเอง"

     

    ไม่ใช่รู้สึกดีแบบนั้น

     

    แต่รู้สึกแบบที่พบว่าของที่คิดว่าเป็๞แค่กุญแจธรรมดาจริงๆแล้วเปิดได้ทุกประตูในโลก รวมถึงประตูที่ไม่อยากให้เปิดด้วย

     

    เรนหันไปยืนเฝ้าทางออกของซอกหินหันหลังให้หลิน

     

    หลินนั่งอยู่กับผ้าห่มและความรู้สึกที่ไม่รู้จะตั้งชื่อว่าอะไรพูดเบาๆ ว่า "เย็น" อีกครั้งเพื่อดูว่าจะเกิดอะไร

     

    ไม่มีลมพัด แต่รู้สึกว่าป่าได้ยิน

     

    เธอลองพูดเบาๆ อีกอย่าง"ฉันกลัว"

     

    ป่าเงียบ แต่รู้สึกอุ่นขึ้นเล็กน้อยราวกับโอบไว้

     

    หลินมองต้นไม้ข้างนอกที่มองเห็นจากซอกหิน

     

    แล้วเรนก็พูดโดยไม่หันมาเสียงเบาพอที่จะฟังดูเหมือนพูดกับตัวเอง

     

    "เสียงแบบนั้น...เคยทำให้คนที่ฉันรู้จักตาย"

     

    หลินหยุดหายใจ

     

    เรนไม่พูดต่อ ไม่อธิบาย ไม่หันมาแค่ยืนมองป่าข้างนอกที่เริ่มมืดลงตามบ่ายที่กำลังจะกลายเป็๞เย็น

     

    หลินก็ไม่ถาม

     

    ไม่ใช่เพราะไม่อยากรู้แต่เพราะรู้สึกว่าบางคำถามมีเวลาที่เหมาะสมกว่านี้

     

    และยังไม่ใช่ตอนนี้

     

    ---