บทที่ 25 : เริ่มแผนการ
การทบทวนแผนการก็เหมือนกับการย้ำถึงหน้าที่ของแต่ละคนรวมถึงเส้นทางการเดินที่แม่นยำเพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด
คนที่จ้างสำหรับเดินผ่านถนนมารีคือขบวนประท้วงเพื่อลดมลพิษที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งมีผู้สนับสนุนอย่างเป็ทางการคือตระกูลฮามิลตันพวกเขาตกลงที่จะช่วยเหลือ และอาศัยจังหวะนี้เพิ่มชื่อเสียงที่ดีให้กับตระกูล
แน่นอนว่าเื้ัของขบวนนี้ก็ไม่ได้มีแค่การเพิ่มชื่อเสียงเท่านั้นแต่ยังเป็แวดวงการเมืองและการแย่งชิงอำนาจในพื้นที่ด้วย ซึ่งลูซีฟไม่คิดจะสนใจจุดประสงค์ของพวกเขา
แค่ทำตามที่เรียกร้องก็พอ
สำหรับร้านผ้าที่ลูซีฟเน้นให้จับตาดูเมื่อคืน ในถนนมารีมีร้านขายผ้าอยู่สองร้านอย่างที่เขาคาดไว้
น่าเสียดายที่เขาเป็พวกไม่จำสิ่งที่ไม่สนใจหากติดใจสงสัยจะสรุปเนื้อความโดยย่อเก็บไว้แทน ทำให้จำชื่อร้านพวกนั้นไม่ได้
และหากคาดเดาไม่ผิดหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นใน่สองวันนี้จะต้องไม่มีโฆษณาเกี่ยวกับร้านขายผ้าแน่ๆถ้าอยากรู้ชื่อร้านคงต้องไปค้นหนังสือพิมพ์ฉบับเก่า
ลูซีฟไม่คิดจะไปเปิดหนังสือพิมพ์หาให้เสียเวลาเพราะอีกเดี๋ยวเขาจะได้ไปพอพิสูจน์แล้วว่ามันเป็อย่างที่เขาคาดเดาหรือไม่
หลังกินมื้ออาหารเช้าพร้อมกับน้องชายแล้วลูซีฟก็ออกจากบริษัทไปด้วยท่าทางไม่รีบร้อนราวกับจะอวดเสื้อผ้าสีสันสดใส แต่ความจริงแล้วเขาเพียงอยากทดลองดูความดึงดูดสายตาของคนทั่วไปต่อชุดแบบนี้ต่างหาก
ซึ่งมันยอดเยี่ยมมาก
ไม่ว่าใครก็มองจนเหลียวหลัง บางคนมองแล้วก็ยังหันมามองซ้ำสีหน้าแต่ละคนประหลาดจนลูซีฟเกือบหลุดขำออกมา
เมื่อเดินจนพอใจแล้วเขาก็เรียกรถม้าเพื่อให้รถไปส่งที่ถนนเมดเรดตามแผนเขาต้องแสร้งเดินจากถนนเมดเรดก่อน เพื่อทำให้เหมือนกับว่าตำรวจนั้นสงสัยในถนนเส้นนี้มากกว่าเป็การอำพรางจุดประสงค์เช่นกัน
ส่วนขบวนประท้วงลดมลพิษนั้นจะเป็ไปในทิศทางที่แตกต่างพวกเขาจะเดินจากสุดถนนอามิตี้ตะวันออก จากเขตโรงงานอุตสาหกรรมไปจนถึงถนนมารีและสิ้นสุดที่ถนนเมดเรดจึงใช้เวลานานกว่าเขาและขบวนประท้วงจะมากัน
เวลาออกเดินทางของพวกเขาไม่เท่ากัน ลูซีฟออกจากบริษัททิวลิปเหมันต์หลังจากขบวนเริ่มเดินประท้วงเกือบสองชั่วโมงและด้วยการใช้รถม้าในการเดินทางไปถึงถนนเมดเรดที่เป็จุดเริ่มต้นก็ใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาทีเขามีเวลาแกล้งทำเป็สำรวจสถานที่เหลือเฟื่อ
ที่สุดถนนเมดเรดเป็ชานเมือง ระยะห่างของแต่ละบ้านค่อนข้างมากเป็บ้านเดี่ยวชั้นเดียว ห่างออกไปหนึ่งกิโลเป็เขตป่าไม้ที่ขึ้นอย่างรกทึบมีคนเดินเข้าไปในป่าบ้าง คาดว่าเป็นายพรานเข้าไปล่าสัตว์หรือหาของป่ามาขาย
เมืองแคนดร้าไม่มีกำแพงเมืองล้อมรอบเพราะหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อหลายสิบปีก่อนมีการขยายพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้นกำแพงจึงเป็อุปสรรค มีเพียงบ้านพักอาศัยในเขตชนชั้นสูงเท่านั้นจึงจะมีกำแพงป้องกันซึ่งชนชั้นสูงได้ออกเงินของตนเพื่อสร้างกำแพงเอง ไม่เกี่ยวกับเงินภาษีพัฒนาเมืองแต่อย่างใด
สำหรับความเป็อยู่ของคนที่ชานเมืองถนนเมดเรดเรียกได้ว่ายากจนมากหนึ่งบ้านเล็กกว่าห้องเช่าที่ลูซีฟอาศัยอยู่ มีคนอยู่กว่าสามคน
เขาสอบถามดูแล้ว เมื่อพื้นที่บ้านพอเหลืออยู่จะเปิดให้คนชนชั้นล่างเช่าเป็ที่นอนโดยมีเสื่อให้เป็แบ่งพื้นที่พักผ่อน เหมือนการแชร์ค่าบ้าน
บ้านส่วนใหญ่เป็ของพ่อค้าหรือชนชั้นสูงสร้างขึ้นมาให้เช่าประชาชนทั่วไปไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อบ้านของตัวเองได้
ราคาบ้านเล็กๆ แถวชานเมืองก็ยังต้องมีเงินถึงสามร้อยปอนด์เลยไม่ต้องพูดถึงในเขตชั้นในที่มีความเป็อยู่ที่ดีและสะอาดกว่าราคาคงไม่ต่ำกว่าแปดร้อยปอนด์
ต้องเก็บเงินนานแค่ไหนกันกว่าจะได้บ้านสักหลัง
และเมื่อลูซีฟไปถามคนอื่นก็ต้องมีบ้างที่ถูกถามกลับมาด้วยความสงสัย...ซึ่งหนีไม่พ้นเื่เสื้อผ้าสีส้มสดของเขา
“พ่อหนุ่มมาจากคณะละครสัตว์เหรอ?”คำถามทำนองนี้แทบจะออกจากปากทุกคน ลูซีฟยิ้มกว้างพยายามทำหน้าให้สดชื่นอารมณ์ดีเข้าไว้
“ใช่แล้วครับ นี่แวะออกมาทำธุระให้หัวหน้าถือโอกาสได้ผ่อนคลายเหมือนกัน แต่ผมไม่ได้เป็นักแสดงในคณะหรอกนะครับแค่คนขายตั๋วน่ะ”
“งั้นเหรอ” พอได้คำตอบประมาณนี้ก็พวกเขาก็เลิกสนใจไปตามๆกัน แต่ก็ยังไม่วายหันมามองบ้างเป็บางครั้งอยู่ดี
ก็เสื้อผ้ามันสดใสแสบตามากนี่นา
ใส่เองก็ปวดตาเอง ลูซีฟอยากได้แว่นกันแดดขึ้นมา
ลูซีฟเดินดูและเดินสำรวจไปอย่างไม่รีบร้อนและหยิบนาฬิกาออกมาดูเป็ครั้งคราวก่อนจะเดินพ้นจากถนนไปถึงถนนมารี
ขบวนประท้วงก็เดินทางมาถึงแล้วเช่นกัน ทั้งป้ายผ้าประท้วงและแผ่นไม้ชูให้เห็นมาั้แ่ไกลลูซีฟเลิกคิ้วมองพวกเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินต่อเองอย่างไม่ใส่ใจนักดวงตาผู้วิเศษเปิดใช้งานทันทีเพื่อมองหาออร่าผู้วิเศษที่อาจจะมีอยู่ที่นี่
ดูจากปริมาณผู้วิเศษที่เห็นในสำนักงานและบริษัททิวลิปมันช่างน้อยนิดนั่นคือผู้วิเศษที่มีสังกัด แต่พวกกลุ่มคนที่ไม่ได้ขึ้นกับศาสนาจักรหรือหน่วยงานของชนชั้นสูงกลับมีเยอะกว่าให้คิดเป็เปอร์เซ็นต์แล้วคงราวๆ หนึ่งในพันของประชากรโลก
ไม่จัดว่าน้อย หากประชากรโลกมีถึงพันล้านคนก็เท่ากับมีผู้วิเศษถึงหนึ่งล้านเลยนะ
แต่บนถนนนี้เขายังไม่เจอผู้วิเศษเลย พวกเขามีวัตถุที่สามารถปกปิดออร่าผู้วิเศษหรือเปล่านะ
หรือมีตัวตนระดับสูงที่สามารถปกปิดออร่าของตัวเองได้?
ถ้าอย่างนั้นจะต้องมียศระดับทองขึ้นไป...
อืม หากอีกฝ่ายมีผู้วิเศษยศทองก็จะเป็ปัญหา เพราะทางเทจมีสูงสุดแค่ระดับหกซึ่งเป็ยศเงินเท่านั้นเอง
ลูซีฟคิดถึงปัญหาที่อาจบานปลายจนเกิดลูกหลงเป็วงกว้าง ผู้วิเศษั้แ่ยศทองขึ้นไปคือผู้วิเศษที่แท้จริงความเร็วในการใช้พลัง ความคุ้นเคยในพลัง ประสบการณ์และความรุนแรง เกือบเรียกได้ว่าใช้พลังครั้งหนึ่งคงเทียบได้กับะเินาปาล์มตกลงกลางเมือง
ต่อให้เป็ประเภทพลังิญญาที่พลังโจมตีเบาที่สุดก็ยังทำให้สถานการณ์อันตรายอยู่ดีแต่เขาไม่ได้หนักใจนัก อย่างไรเสียวันนี้เป็แค่การสำรวจ หากต้องพบกับคนร้ายแล้วต้องมีการปะทะกันจริงคงต้องซื้อเวลาให้ตัวเองถอยหลับไปตั้งหลัก
เมื่อความคิดหมุนวนด้วยความเคร่งขรึมมีสมาธิประสาทการรับรู้จึงเฉียบคมขึ้นสามารถรับรู้ได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาที่เขามากมายได้แม้ไม่ต้องหันมอง กระทั่งร่องรองพลังพิเศษก็ยังมองเห็น...
มองเห็น!?
ม่านตาของลูซีฟขยายขึ้นในชั่วพริบตาก่อนจะกลับเป็ปกติอย่างรวดเร็วเขากะพริบตาสองครั้งก่อนหันหัวไปมองยังทิศทางที่มองเห็นอย่างเป็ธรรมชาติ
ทิศทางนั้นคือร้านขายผ้าขนาดเล็กที่พอมีลูกค้าอยู่บ้างมีออร่าสีเหลืองเข้มและอ่อนลอยเอื่อยๆ อยู่ที่ขอบประตูและหน้าต่าง ราวกับร่องรอยที่ปกปิดไม่มิดภายในร้านมีคนมองมาทางเขาพอดีเสียด้วย
ที่นั่นเองสินะ
ลูซีฟส่งเสียงในลำคออย่างตื่นเต้นปนประหลาดใจ
เขามองเห็น... ได้ยังไงกัน?
แต่ไม่ว่าจะมองเห็นด้วยเหตุผลอะไรมันก็เป็โอกาสสำหรับลูซีฟสามารถคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายมีวัตถุวิเศษปกปิดเหมือนกับบริษัททิวลิป แต่คงมีระดับไม่สูงมากนักจึงมีพลังเล็ดลอดออกมา
เมื่อระบุตำแหน่งได้แล้ว ก็ถอยก่อน...
ปึก!
มีคนเดินชนลูซีฟเข้าในจังหวะที่เขากำลังจะหมุนตัวเดินกลับคิ้วของเขาขมวดคิ้วหากันแล้วมองหน้าคนชนด้วยความประหลาดใจ แต่ที่หนักกว่านั้นคือออร่าสีแดงที่สว่างออกมาจากร่างเขาปิดดวงตาผู้วิเศษทันที
ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าคนชนเป็ของฝ่ายไหน
“เป็อะไรรึเปล่าคุณ” ลูซีฟถามคนที่ชนเขาเป็ผู้มีพลังประเภทกายภาพ ซึ่งมีร่างกายต้องแข็งแรงกว่าคนทั่วไปอยู่แล้วไม่มีทางเป็อะไรง่ายๆ ที่ถามก็เพื่อจะเปิดบทสนทนาเท่านั้น
อีกฝ่ายเป็ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ เขาขมวดคิ้วเช่นกันดูเหมือนว่าการชนครั้งนี้จะไม่เป็ไปตามที่คิดไว้
เขาคิดว่าด้วยร่างกายที่ไม่ค่อยมีกล้ามเนื้อของลูซีฟถูกชนจะต้องล้มลงอย่างแรงแน่นอนหากกระทบาแเดิมจนหลั่งเืด้วยแล้ว ก็จะสบโอกาสพาตัวไปด้วยโดยอ้างว่าจะพาไปหาหมอ
แต่ชายหนุ่มยังยืนเฉยมองเขากลับด้วยสีหน้าฉงน
“ไม่เป็ไร คุณเป็อะไรรึเปล่า” ชายคนนั้นหรือเฮนรี่ถามกลับลูซีฟส่ายหน้ายิ้มเบี้ยวๆ แล้วยกมือขึ้นทาบอก
“ผมไม่เป็อะไร แค่... ะเืแผลเก่านิดหน่อยครับ”
พูดแล้วก็แอบไขว้นิ้วเงียบๆ แผลไม่มีทางเจ็บอยู่แล้ว พลังการฟื้นฟูของเขาเหนือสามัญขนาดไหนทำไมจะไม่รู้
ตอนนี้แผลทั่วร่างกายไปหมด แต่ก็ฝืนดึงดันไม่ยอมรักษาตัวเองสักทีอยู่เนี่ย
“อยากไปนั่งพักก่อนไหม ที่ร้านกาแฟใกล้ๆ นี้แล้วกันผมเลี้ยงกาแฟเป็การขอโทษเอง”
“ฮะ? ...อ้อ ไปสิครับ” ลูซีฟพยักหน้ารับ เกือบเผลอหัวเราะออกมาจริงๆแล้ว ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าอีกฝ่ายเป็ผู้วิเศษที่มีจุดประสงค์แอบแฝงเขาจะต้องแขวะออกไปอย่างแน่นอน
ประโยคพูดเหมือนกำลังจีบสาว เพื่อหาเื่สายสัมพันธ์เลยนะ
น่าเสียดายที่เป็ผู้ชายทั้งคู่ ใครได้ฟังคงอดรู้สึกแปลกๆไม่ได้
“เดินนำไปเลยครับ” ลูซีฟให้คนชวนไปร้านกาแฟเดินไปก่อนขณะที่ผายมือเขาก็ทำสัญญาณมือบอกคนในขบวนประท้วงอย่างเป็ธรรมชาติด้วย
พวกเขานั่งในร้านกาแฟที่อยู่ใกล้ที่สุด ลูซีฟสั่งกาแฟและขนมปังเนยอย่างไม่เกรงใจอีกฝ่ายก็ไม่ได้ห้ามปรามเพียงแค่มองด้วยสายตาแปลกๆ เท่านั้น ซึ่งคนที่มองเขาแปลกๆมีเยอะมาก เขาค่อนข้างจะชินแล้ว
“ท่าทางเหมือนรู้อยู่แล้วนะว่าฉันชวนมาอย่างมีจุดประสงค์”หลังจากที่ชายหนุ่มร่างใหญ่เงียบอยู่นานเขาก็พูดขึ้น ลูซีฟเลิกคิ้วมองอีกฝ่าย
“มันก็ต้องรู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอในสถานการณ์เดินชนกันอย่างนั้นมีใครชวนมากินกาแฟเพื่อไถ่โทษกันบ้าง ถ้าเชื่อว่าไม่มีอะไรเลยผมก็ดูจะเป็คนใสซื่อเกินไป”
“นายเป็คนฉลาด”
“ขอบคุณที่ชม”
“...และเป็คนแปลกประหลาดด้วย”
“ใครๆ ก็พูดอย่างนั้น แต่ผมไม่ถือสา”
“...”
คนที่คุยกับลูซีฟครั้งแรกล้วนต้องพบกับประสบการณ์พูดไม่ออกเช่นนี้ด้วยกันทั้งสิ้นแม้แต่คนที่หมายเอาชีวิตเขาก็ไม่เว้น ถึงกับอ้าปากค้างไปเลย
เฮนรี่คิดว่าลูซีฟฮิลเกรมนั้นเป็คนที่เข้าใจยากที่สุดเท่าที่เคยพบมา ไม่ว่าจะเสื้อผ้าสีสันแสบตาที่สวมใส่วันนี้ร่างกายที่ทนทานผิดปกติแม้จะไม่ใช่ผู้วิเศษ อารมณ์ที่คาดเดาไม่ได้ และฝีปากที่ตอบโต้ออกมาได้ไม่ตรงกับที่คิดไว้แม้เศษเสี้ยว
หากเป็เช่นนี้ชายหนุ่มตรงหน้าจะยอมทำตามแผนของพวกเขาหรือ?
เฮนรี่กังวลแต่ก็ยังแสดงท่าทางผ่อนคลายเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัวเฝ้าสังเกตท่าทางของลูซีฟที่ดื่มกาแฟที่เพิ่งมาเสิร์ฟจนกระทั่งวางแก้วลงเขาก็รีบพูดขึ้น
“งั้นนายคงรู้ใช่ไหมว่าฉันมาทำไม”
“จะรู้ได้ยังไง ผมไม่ได้มีพลังอ่านใจคนได้เสียหน่อยมีธุระอะไรก็รีบพูดเถอะ ผมยังมีอย่างอื่นต้องไปทำอีก” ลูซีฟตอบกลับไปด้วยท่าทางผ่อนคลายไม่แพ้กันทั้งยังกินขนมปังไปด้วย
ราวกับคุยเล่นกันแต่เนื้อหาต่อจากนี้ไม่มีล้อเล่นแม้แต่คำเดียว
“น่าจะรู้เื่พิธีกรรมจากพวกหน่วยพิเศษแล้วนี่ถ้าไม่อยากให้น้องชายที่เหลืออยู่ของนายเป็เหมือนกับพ่อ ก็ยอมเป็เครื่องสังเวยด้วยตัวเองซะ”
“มีอะไรรับประกันว่าถ้าผมเป็เหยื่อสังเวยแล้วน้องชายผมจะรอด”
“พวกเราสัญญาว่าจะไม่แตะต้องน้องชายของนาย หลังจากเสร็จพิธีกรรมพวกเราก็จะออกจากเมืองนี้ไปทันที”
“ผมไม่เชื่อในคำสัญญาปากเปล่า” ลูซีฟพูดเสียงเฉื่อยชาเห็นอีกฝ่ายกำลังจะอ้าปากเถียงก็ยกมือขึ้นห้าม “ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพลังพิเศษในการสร้างสัญญาเพราะผมเป็คนธรรมดา ขออะไรที่คนธรรมดาเชื่อถือได้ ตัวอย่างเช่นเงินสดธุรกรรมที่ทำรายได้ต่อสัปดาห์ไม่ต่ำกว่าร้อยปอนด์ หรือกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็ต้น”
“...”
เป็อีกครั้งที่เฮนรี่พูดไม่ออก เขาอยากจะยกมือขึ้นถูหน้าผากเมื่อต้องเจอกับการเจรจารูปแบบนี้
จะว่ายังไงดี...
นี่ราวกับกำลังเจรจาซื้อขายอยู่เลย ไม่ใช่การต่อรองด้วยความหวาดกลัวเพื่อให้ใครคนใดคนหนึ่งมีชีวิตรอด
ถ้าชีวิตของชายคนนี้ซื้อขายได้ง่ายดายเช่นนี้พวกเขาจะเสียเวลาวางแผนกันทำไมให้วุ่นวายนะ
“เื่นี้... พวกเราขอไปคิดดูก่อน” ในที่สุดเฮนรี่ก็พูดออกมาได้อย่างไรเขาก็ไม่มีอำนาจตัดสินใจตรงนี้อยู่แล้ว “แต่เื่ที่เราคุยกันวันนี้อย่าได้ไปบอกใคร”
“แน่นอน ยังไงนี่ก็เหมือนกับการเจรจาธุรกิจ เราต้องรู้จักรักษาความลับทางการค้าอยู่แล้ว”ลูซีฟพยักหน้า แต่ก็แอบไขว้นิ้วอยู่ใต้โต๊ะ “ถ้าคุณให้สิ่งที่มีมูลค่าที่ผมเห็นว่าเหมาะสมได้ผมยินดีที่จะเดินเข้าพิธีกรรมด้วยตัวเองแน่นอน ไม่ต้องห่วง ผมไม่ได้หน้าเงินหรอกนะแต่ห่วงอนาคตเด็กตัวคนเดียว”
“แล้วไม่กลัวตายหรือ?”
“ไม่”
เพราะเขาจะไม่ตายง่ายๆ อย่างแน่นอน
“เข้าใจแล้ว เราจะให้คำตอบนายในสองวัน”
“ตกลง แล้วผมจะรอที่บ้านอย่างสงบเสงี่ยมหวังว่าจะได้ผลลัพธืที่พอใจทั้งสองฝ่าย”
ลูซีฟหัวเราะเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ สวมหมวกอันสดใสของตนเองเดินออกจากร้านไปอย่างอารมณ์ดี
ในขณะที่เฮนรี่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมอย่างครุ่นคิด การเจรจาครั้งนี้ที่ผิดแผนไปไกลแต่ทุกอย่างกลับง่ายดายกว่าแผนเดิมของพวกเขามาก บางทีนี่อาจเป็กับดัก
คงต้องไปปรึกษาหัวหน้าก่อน
เฮนรี่รีบลุกขึ้นกลับไปยังฐานของพวกเขา ซึ่งเป็ประตูหลังของร้านขายผ้าแห่งหนึ่งในถนนมารีโดยไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่าตนเองถูกจับตามองจากคนหลายคน
ส่วนลูซีฟที่เดินออกไปก่อนนั้นหัวเราะขบขันในลำคอ เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วพึมพำกับตนเอง
“เริ่มต้นได้สวยเลยนะว่าไหม?”