สี่สิบแปดชั่วโมง... หรือสองวันเต็มๆ
สองวันที่ผมต้องใช้ชีวิตอยู่ในเพนต์เฮาส์กว้างขวางที่ว่างเปล่า ปราศจากเสียงหัวเราะ ปราศจากเสียงบ่นเจื้อยแจ้ว ปราศจากรอยยิ้มที่สดใสของคนที่ผมรักสุดหัวใจ
เพนต์เฮาส์ที่เคยอบอวลไปด้วยความสุขและความอบอุ่น บัดนี้มันไม่ต่างอะไรกับสุสานที่หนาวเหน็บและเงียบสงัดจนน่าขนลุก ทุกมุมห้อง ทุกตารางนิ้ว มันเต็มไปด้วยภาพความทรงจำของต้นหนาว ไม่ว่าผมจะเดินไปทางไหน ผมก็เห็นแต่ภาพของเขายืนส่งยิ้มมาให้ ไม่ว่าจะที่โซฟาหน้าทีวี ที่เคาน์เตอร์ครัว หรือแม้แต่ในห้องน้ำ ความเงียบสงัดมันกรีดแทงเข้ามาในหัวใจผมจนเ็ปไปหมด
ผมกินข้าวไม่ลง แม้แต่จะกลืนน้ำเปล่ายังรู้สึกฝืดคอ ผมนอนไม่หลับมาสองคืนติด เพราะทุกครั้งที่หลับตา ภาพดวงตาที่แดงก่ำและเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความผิดหวังของเขามันก็ลอยเข้ามาหลอกหลอนผมเสมอ ผมทำได้แค่เพียงนอนขดตัวกอดหมอนใบที่เขาเคยหนุน ซึมซับกลิ่นแชมพูอ่อนๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่เพื่อปลอบประโลมจิตใจที่แหลกสลายของตัวเอง
เมื่อเช้าผมส่องกระจกดูตัวเอง สภาพผมโทรมจนแทบดูไม่ได้ ใต้ตาคล้ำดำเป็รอยลึก หนวดเคราขึ้นครึ้ม ขอบตาบวมช้ำ ผมไม่เหลือคราบของ 'คุณชายคิริน' ผู้เย่อหยิ่งอีกต่อไปแล้ว ผมมันก็แค่ไอ้ขี้แพ้คนหนึ่งที่สูญเสียกล่องดวงใจของตัวเองไปเพราะความโง่เขลาและความเห็นแก่ตัวของตัวเอง
ผมรู้ดีว่าผมผิด ผมใช้วิธีสกปรกเพื่อผูกมัดเขาไว้ แต่ผมไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ ในตอนนั้น ผมเป็แค่ไอ้ขี้ขลาดที่ไม่กล้าแม้แต่จะเดินเข้าไปสารภาพรักตรงๆ
เมื่อคืนก่อน ผมหมดความอดทนที่จะรอคอย ผมขับรถไปบุกหอพักของไอ้บาสกลางดึก พังประตูเข้าไปแล้วกระชากคอเสื้อข่มขู่มันจนมันยอมคายความจริงออกมาว่าต้นหนาวแอบมาขอพักอาศัยอยู่ด้วย แต่ไอ้บาสก็ยื่นคำขาดว่าห้ามผมบุกขึ้นไปบนห้องเด็ดขาด เพราะต้นหนาวกำลังสภาพจิตใจย่ำแย่และไม่อยากเจอหน้าผมอย่างเด็ดขาด ไอ้บาสบอกว่าน้องร้องไห้จนสลบไปแล้ว
ผมยอมถอยออกมาอย่างคนพ่ายแพ้ เพราะผมกลัว... กลัวว่าถ้าผมดึงดันเข้าไปหาเขาในตอนนั้น เขาจะยิ่งรังเกียจและเกลียดชังผมไปมากกว่าเดิม
แต่ความอดทนของผมก็มาถึงขีดสุดในเย็นวันนี้ ผมไม่อาจทนปล่อยให้เวลาเดินผ่านไปโดยที่ไม่ได้อธิบายอะไรให้เขาฟังอีกแล้ว
ผมสืบตารางเรียนของต้นหนาวมาจากไอ้บาส รู้ว่าวันนี้เขามีเรียนเลิกตอนห้าโมงเย็น และมักจะเดินกลับหอทางสวนหย่อมร่มรื่นหลังมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็เส้นทางที่ค่อนข้างเงียบสงบและไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน
ผมมายืนดักรอเขาอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างทางเดินมาเกือบชั่วโมงแล้ว หัวใจของผมเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง สองมือกำเข้าหากันแน่นจนชื้นเหงื่อ ผมซ้อมคำพูดขอโทษในหัวเป็ร้อยๆ รอบ แต่ก็ไม่รู้ว่าประโยคไหนจะสามารถลบล้างความผิดของผมได้ หรือทำให้เขากลับมาเชื่อใจผมได้อีกครั้ง
และแล้ว... ร่างบางคุ้นตาก็ปรากฏขึ้นที่หัวมุมทางเดิน
ต้นหนาวเดินสะพายกระเป๋าผ้าใบเก่งมาคนเดียว เขาแยกกับกลุ่มเพื่อนมาแล้ว สภาพของเขาดูไม่ต่างจากผมเท่าไหร่นัก ใบหน้าหวานที่เคยสดใสดูซูบซีดลงอย่างเห็นได้ชัด ใต้ตาบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนัก ท่าทางการเดินของเขาดูเหม่อลอยและไร้เรี่ยวแรง ราวกับคนที่ถูกดูบดึงิญญาออกไป
เห็นแค่นั้น... หัวใจของผมก็กระตุกวูบและปวดหนึบราวกับถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น ผมเกลียดตัวเองเหลือเกินที่ทำให้รอยยิ้มของเขาหายไป ผมเกลียดที่ทำให้เขาต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้
ผมก้าวเดินออกจากหลังต้นไม้ใหญ่ ไปหยุดยืนขวางทางเดินของเขา
ต้นหนาวชะงักฝีเท้าทันทีเมื่อเห็นผม ดวงตากลมโตของเขาเบิกกว้างขึ้นด้วยความใ ความหวาดระแวงและความเ็ปฉายชัดอยู่ในแววตาคู่นั้น เขาไม่พูดอะไรสักคำ หมุนตัวกลับเตรียมจะวิ่งหนีไปอีกทางทันที
"ต้นหนาว เดี๋ยว!"
ผมะโเรียกชื่อเขาเสียงหลง พุ่งตัววิ่งตามไปอย่างสุดกำลังและคว้าตัวเขาไว้ได้ทัน ผมตวัดวงแขนแกร่งสวมกอดรอบเอวบางของเขาจากด้านหลังอย่างแ่า รั้งร่างของเขาให้เข้ามาปะทะกับแผงอกกว้างของผมจนไม่มีช่องว่างให้อากาศลอดผ่าน ััความอบอุ่นที่ผมโหยหามาตลอดสองวัน
"ปล่อยนะ! ปล่อยผม ไอ้คนหลอกลวง อย่ามาจับตัวผม"
ต้นหนาวกรีดร้องลั่น พยายามดิ้นรนสะบัดตัวอย่างบ้าคลั่ง สองมือเล็กๆ ของเขาพยายามแกะท่อนแขนของผมที่รัดเอวเขาอยู่ออก แต่ผมไม่ยอมปล่อย ผมกอดเขาไว้แน่นที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้จะทำได้ ราวกับเขาคืออากาศหายใจเฮือกสุดท้ายของผม ถ้าผมปล่อยเขาไปตอนนี้ ผมคงขาดใจตายตรงนี้แน่ๆ
"ไม่ปล่อย! พี่ไม่ปล่อยหนูไปไหนอีกแล้ว ฟังพี่ก่อน ต้นหนาว ขอร้องล่ะ... ฟังพี่อธิบายก่อน"
ผมะโตอบข้างหูเขา น้ำเสียงของผมสั่นเครือและแหบพร่าด้วยความเ็ป
ต้นหนาวดิ้นรนจนสุดแรง เมื่อสลัดแขนผมไม่ออก เขาก็หมุนตัวหันกลับมาเผชิญหน้ากับผม สองมือกำหมัดแน่นแล้วระดมทุบตีลงบนแผงอกของผมอย่างไม่ยั้งแรง
ปึก! ปึก! ปึก!
"ผมไม่ฟัง! คนโกหก พี่มันใจร้าย พี่หลอกผมทำไม หลอกให้ผมรักทำไม พี่ทำแบบนี้กับผมได้ยังไง"
เขาร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร น้ำตาไหลทะลักอาบสองแก้ม กำปั้นเล็กๆ ยังคงทุบตีผมอย่างต่อเนื่องเพื่อระบายความโกรธแค้นและความเสียใจ
ผมยืนนิ่ง ยอมรับการทุบตีของเขาโดยไม่ปัดป้องหรือหลบเลี่ยง ความเจ็บทางร่างกายที่ได้รับ มันเทียบไม่ได้เลยกับความเ็ปในหัวใจของผม ผมรอจนกระทั่งเขาเริ่มเหนื่อยหอบ ผมจึงรวบมือทั้งสองข้างของเขาไว้ด้วยมือเดียว ก่อนจะดึงร่างบางเข้ามากระชับแนบอกอีกครั้ง กอดเขาไว้แน่นจนแทบจะหลอมรวมเป็เนื้อเดียวกัน
"พี่ขอโทษ... พี่ขอโทษจริงๆ คนดีของพี่"
ผมกระซิบเสียงสั่น ซบใบหน้าลงกับลาดไหล่ที่กำลังสั่นสะท้านของเขา น้ำตาของลูกผู้ชายที่ผมเก็บซ่อนไว้ไหลรินลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
"พี่รู้ว่าพี่ผิด พี่มันเลวที่ใช้วิธีสกปรกจัดฉากเื่ท่อน้ำและเื่แอร์พัง... แต่ที่พี่ต้องทำแบบนั้น ก็เพราะพี่รักหนู รักจนหน้ามืดตามัว รักจนไม่รู้จะทำยังไง"
"โกหก! ถ้าพี่รักผม พี่ต้องไม่ทำร้ายผมแบบนี้"
ต้นหนาวสะอื้นฮัก พยายามขืนตัวออก แต่ผมก็ไม่ยอมปล่อย
ผมค่อยๆ ประคองใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาของเขาขึ้นมา สบตากับเขาด้วยแววตาที่เว้าวอนและจริงใจที่สุด นิ้วหัวแม่มือของผมเกลี่ยซับหยาดน้ำตาบนพวงแก้มใสอย่างเบามือและทะนุถนอม
"พี่ไม่ได้โกหก... ต้นหนาว ฟังพี่นะ"
ผมพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น
"พี่แอบรักหนูมาเป็ปี แต่พี่เป็คนแข็งกระด้าง เข้าหาคนไม่เป็ พี่รู้ว่าหนูเป็คนดื้อและหยิ่งในศักดิ์ศรี ถ้าพี่ยื่นมือเข้าไปช่วยหนูตรงๆ เสนอห้องให้หนูอยู่ฟรีๆ ยอดรักคนดื้อของพี่ก็คงจะปฏิเสธและหนีหน้าพี่ไปแน่ๆ พี่เลยต้องสร้างสถานการณ์บีบบังคับให้หนูไม่มีทางเลือก... พี่ขอโทษที่เอาความเดือดร้อนของหนูมาเป็เครื่องมือ พี่ขอโทษที่เริ่มต้นความรักนี้ด้วยการหลอกลวง"
ต้นหนาวเม้มริมฝีปากแน่น ั์ตาของเขาสั่นไหวด้วยความสับสน
"แต่พี่ขอสาบาน... สาบานด้วยชีวิตและทุกสิ่งทุกอย่างที่พี่มี"
ผมจ้องลึกลงไปในดวงตาของเขา บีบกระชับไหล่บางเบาๆ เพื่อยืนยันคำพูด
"ความรู้สึกที่พี่มีให้หนู ความรัก การดูแลเอาใจใส่ รอยจูบ อ้อมกอด และทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นหลังจากที่หนูย้ายเข้ามาอยู่กับพี่... มันคือความจริงใจร้อยเปอร์เซ็นต์ มันคือความรักที่บริสุทธิ์จากใจของพี่... พี่ไม่เคยเล่นเกมจิตวิทยา ไม่เคยเห็นหนูเป็ของเล่น พี่รักหนูมากกว่าชีวิตของพี่ซะอีก พี่ตั้งใจจะดูแลหนูไปตลอดชีวิตจริงๆ"
"พี่คิริน..." เสียงของเขาแ่เบาลง กำปั้นที่เคยกำแน่นค่อยๆ คลายออก
"พี่ทรมานแทบเป็บ้าตอนที่ไม่มีหนูอยู่ด้วย สองวันที่ผ่านมาพี่เหมือนตกนรกทั้งเป็... พี่ขอร้องล่ะ ต้นหนาว ให้โอกาสผู้ชายโง่ๆ คนนี้ได้แก้ตัวเถอะนะ... อย่าทิ้งพี่ไปเลยนะคนดี ให้พี่ได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งนะ"
ผมก้มลงกดจูบที่หน้าผากมนของเขาอย่างแ่เบาและเนิ่นนาน ถ่ายทอดความรู้สึกผิด ความโหยหา และความรักทั้งหมดที่มีผ่านัันั้น
ความเงียบโรยตัวลงปกคลุมเราสองคน ท่ามกลางสวนหย่อมที่เงียบสงบ มีเพียงเสียงสะอื้นไห้ของต้นหนาวที่ยังคงดังอยู่เบาๆ
ในที่สุด... ร่างกายที่เคยแข็งขืนของเขาก็ค่อยๆ อ่อนระทวยลง เขาหยุดดิ้นรน หยุดต่อต้าน สองแขนเล็กๆ ค่อยๆ ยกขึ้นมาโอบกอดรอบเอวของผม ซบใบหน้าลงกับแผงอกของผม แล้วปล่อยโฮออกมาอย่างสุดเสียง
"ฮือออ... พี่มันบ้า... พี่มันใจร้ายที่สุดเลย... รู้ไหมว่าผมเจ็บแค่ไหนตอนที่เห็นแชตพวกนั้น... ผมนึกว่าพี่เห็นผมเป็แค่ไอ้โง่... ฮือออ..."
เขาซุกหน้าเข้ากับคอเสื้อของผม ร้องไห้สะอื้นจนตัวโยน ระบายความอัดอั้นทั้งหมดออกมา
"พี่รู้ครับ พี่ขอโทษ... พี่จะชดใช้ให้หนูทั้งชีวิตเลยนะ จะไม่ทำให้หนูต้องเสียน้ำตาเพราะความงี่เง่าของพี่อีกแล้ว"
ผมตอบเสียงสั่น กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น กอดเขาไว้ราวกับสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดในโลก น้ำตาแห่งความโล่งใจไหลรินอาบแก้มของผมเช่นกัน
ผมลูบกลุ่มผมนุ่มของเขาอย่างปลอบประโลม ปล่อยให้เขาร้องไห้ระบายความอัดอั้นออกมาให้หมด ความปิติยินดีและโล่งใจแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูในร่างกาย เมื่อรับรู้ได้ว่าอ้อมกอดของผมยังคงสามารถปัดเป่ารอยแผลใจและดึงเขากลับมาหาผมได้สำเร็จ
ความรักที่เริ่มต้นจากการจัดฉากหลอกลวง บัดนี้มันได้ถูกชำระล้างด้วยความจริงใจและน้ำตาแห่งการให้อภัยแล้ว
ยอดรักคนดื้อของผม... เขาจะไม่มีวันหนีผมไปไหนได้อีก เพราะผมจะใช้ความรักทั้งหมดที่ผมมี สร้างกรงทองที่แสนจะอบอุ่นและปลอดภัยที่สุด เพื่อกักขังหัวใจของเขาไว้เคียงคู่กับผม... ตลอดกาล.