Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 584 ไพ่ตายใบสุดท้ายของบรรพชนนักบวชแดง

ไพ่ตายใบสุดท้ายของบรรพชนนักบวชแดง

 

            เมื่อได้ยินคำพูดของกัส สีหน้าของบรรพชนนักบวชแดงก็กลายเป็นน่าเกลียด มันทำให้ใบหน้าที่ดุร้ายของอสูรเพลิงกลายเป็นดุร้ายมากยิ่งกว่าเดิม

            ภาพลักษณ์ที่ดูสูงส่งของมันแทบจะถูกทำลายทิ้งในวินาทีนั้น มันทำให้หัวใจของมันเต็มไปด้วยความขมขื่น ก่อนที่ความรู้สึกทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยวแล้วปลดปล่อยออกไปเป็นเปลวไฟที่ร้อนระอุ

            กัสกับท่านหญิงไอโกะมองดูปฏิกิริยาตอบสนองของบรรพชนนักบวชแดงด้วยสายตาเย็นชา ก่อนที่เขาจะถูกท่านหญิงไอโกะลากออกไปเพื่อหลบเลี่ยงกระแสเพลิงที่ม้วนกวาดออกมาราวกับคลื่นยักษ์ที่บ้าคลั่ง

            เพียงเสี้ยววินาทีสั้นๆ ท้องฟ้าก็กลายเป็นทะเลเพลิง มันทำให้กัสที่กำลังโกรธเกรี้ยวสงบลงในทันที ก่อนที่เขาจะย้ำเตือนตัวเองอย่างมีสติเพื่อคิดถึงความเป็นจริงแทนที่จะใช้อารมณ์ในการตัดสิน

            แต่ถึงจะคิดแบบนั้นกัสก็ไม่ได้มีความคิดที่จะปล่อยวางความโกรธแค้นที่มีต่อบรรพชนนักบวชแดงแต่อย่างใดเพราะอีกฝ่ายได้ข้ามเส้นแบ่งที่เขาขีดไว้ในใจไปแล้ว

            ถึงตอนนี้ต่อให้ท่านหญิงไอโกะจะขอให้เขาหยุด เขาก็ไม่เต็มใจที่จะหยุดอีกต่อไป โดยไม่ต้องพูดถึงความจริงที่ว่า ‘ขีดจำกัด’ ที่เขาพูดถึงก่อนหน้านี้ไม่ได้มีอยู่อีกต่อไป

            พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับปราณลึกลับ กฎแห่งไฟที่สร้างความเสียหายให้กับเขาอย่างสาหัสก็ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็กำลังถูกรักษา ขีดจำกัด ‘ครั้งสุดท้าย’ ที่สร้างความลำบากให้กับท่านหญิงไอโกะและกัสก็ไม่มีอยู่อีกต่อไป

            กัสจึงไม่รอช้ารีบบอกเรื่องนี้กับท่านหญิงไอโกะในทันที ทำให้ท่านหญิงไอโกะประหลาดใจเล็กน้อย เธอลอบตรวจสอบเขาอย่างรวดเร็วครั้งหนึ่ง ดวงตาของเธอก็ทอประกายขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นยินดี

            “ดีมาก!!”

            หลังจากเอ่ยปากชม ท่านหญิงไอโกะก็ครุ่นคิดเล็กน้อย จากนั้นก็ดีดนิ้วเบาๆ เกราะแขนของเธอก็แตกออกเป็นช่องแล้วปล่อยชิ้นส่วนจักรกลจำนวนหนึ่งออกมา ก่อนจะกลับเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง

            ชิ้นส่วนที่ถูกปล่อยออกไปกลับมาประกอบกันอีกครั้งที่ข้อมือของกัส จนกลายเป็น ‘กำไล’ ข้อมือที่เรียบง่ายวงหนึ่ง

            กัสเห็นแบบนั้นก็แปลกใจ แต่เขาก็ไม่ได้คิดที่จะถามอะไรเพราะทันทีที่กำไลถูกสวมเข้าที่ข้อมือของเขา พลังชำระล้างสายหนึ่งก็หลั่งไหลเข้ามาสู่ร่างกายของเขา มันทำให้เขาเข้าใจได้ในทันทีว่าท่านหญิงไอโกะต้องการอะไร

            กัสจึงไม่รอช้ารีบส่งพลังชำระล้างที่ได้มาไปยังช่องว่างวิญญาณเพื่อเติมพลังให้กับผลึกแก้วสีขาวอีกครั้ง

            พร้อมกันนั้นกัสก็เริ่มทำความเข้าใจกับความสามารถของลมปราณลึกลับอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจยกระดับความสามารถของมันก่อนเป็นอย่างแรก

            แม้ว่าตอนนี้กัสจะยังทำความเข้าใจกับความสามารถของมันได้อย่างจำกัด แต่เขาก็ทราบดีว่าความสามารถในการกลืนกินของมันนั้นมีประโยชน์กับเขาในตอนนี้มาก เขาจึงไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะยกระดับพลังของมันในด้านนี้ก่อนเป็นอันดับแรก

            อันที่จริงต่อให้กัสไม่คิดที่จะทำ ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ทำแทนเขาอยู่ดี ก่อนที่เขาจะเริ่มคิด ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็กระตุ้นปราณลึกลับรูปแบบดั้งเดิมให้ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สีสันของลมปราณลึกลับเปลี่ยนไปทีละน้อย

            จากตอนแรกที่เป็นสีเทาสดใส มันก็ค่อยๆ เข้มขึ้นทีละน้อย จนกลายเป็นสีดำทึบแสงที่ดูราวกับหลุมดำที่สามารถดูดกลืนทุกสิ่ง

            ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีสั้นๆ มันเกิดขึ้นในขณะที่ท่านหญิงไอโกะกำลังลากตัวกัสหลบไปรอบๆ เพื่อถ่วงเวลาให้เขาฟื้นฟูพลัง

            ช่วงเวลาที่ลมปราณลึกลับกลายเป็นสีดำสนิท ความรู้สึก ‘อิ่ม’ ที่ห่างหายไปจากชีวิตของกัสมานานก็ฟื้นคืนกลับมาได้อย่างที่เขาเองก็คิดไม่ถึง

            ความเปลี่ยนแปลงที่เหนือความคาดหมายนี้หยุดความคิดของกัสไปชั่วขณะ มันทำให้เขาสับสนและยินดีอย่างบอกไม่ถูก

            “ความรู้สึกแบบนี้มัน..ข้าไม่ได้สัมผัสมันมานานแค่ไหนแล้วนะ”

            กัสทอดถอนใจด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มันทำให้ท่านหญิงไอโกะประหลาดใจเล็กน้อย แต่เธอก็ไม่มีโอกาสได้ถามเพราะการโจมตีของบรรพชนนักบวชแดงกำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นจนเธอเริ่มจะรับไม่ไหว

            เมื่อถูกบีบจนเริ่มรู้สึกหงุดหงิด ท่านหญิงไอโกะก็ตัดสินใจใช้ไพ่ตายอีกใบหนึ่งที่เธอมีอยู่

            ทันทีที่ตัดสินใจได้ท่านหญิงไอโกะก็ชี้นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้าพร้อมกับสั่งการผ่านความคิดไปยังเครือข่ายโลกวิญญาณ

            พริบตานั้นข่ายอาคมที่ลอยอยู่เหนือเมืองหัวใจแห่งไฟก็เริ่มเปลี่ยนแปลง เส้นสายพลังสีขาวเริ่มบิดตัว มันกลายสภาพเป็นข่ายอาคมรูปแบบอื่นในช่วงเวลาสั้นๆ

            เพียงไม่กี่อึดใจต่อมาปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ที่ได้รับการกล่าวขานจากผู้คนทั้งทวีปก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง สายฝนแห่งการชำระล้างได้ตกลงมายังเมืองหัวใจแห่งไฟ ปกคลุมพื้นที่ในรัศมี 1 พันกิโลเมตรทั้งหมด

            สายฝนที่ตกลงมาในพื้นที่แถบนี้มีความหนาแน่นมากกว่าสายฝนที่ตกลงในสงครามปีศาจครั้งสุดท้ายหลายเท่าตัว ส่งผลให้ทะเลเพลิงที่ร้อนระอุของบรรพชนนักบวชแดงอ่อนแรงลงเกินกว่าครึ่งในทันที

            พลังธาตุไฟที่ถูกเปลี่ยนจากอำนาจของกฎแห่งไฟก็ถูกชำระล้างไปบางส่วน มันเบาบางลง ส่งผลให้การสนับสนุนจากพลังธาตุต่อเวทมนตร์ไฟของบรรพชนนักบวชแดงอ่อนลงอีกหลายส่วน

            ผลลัพธ์ที่ได้จึงทำให้ความรุนแรงและความเร็วในการโจมตีของบรรพชนนักบวชแดงตกลงไปเกือบครึ่งในทันที

            แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นสีหน้าของบรรพชนนักบวชแดงก็ไม่ได้ดูเลวร้ายเท่าไหร่นัก มันยังสามารถยิ้มได้ ทั้งนี้ก็เพราะการกระทำของท่านหญิงไอโกะนั้นได้บอกให้มันรู้ว่าเธอกำลังเหนื่อย

            หากไม่ใช่เพราะความเหนื่อย ท่าหญิงไอโกะก็คงไม่ทำอะไรแบบนี้เพราะเธอควรจะรู้ดีว่าพลังชำระล้างที่ตกลงมานี้ ไม่เพียงแต่ไม่สามารถทำอันตรายมันได้ แต่ยังมีส่วนช่วยในการฟื้นฟูพลังของมันอีกด้วย

            พลังชำระล้างที่ตกลงมาราวกับสายฝนนี้อาจจะทำให้พลังธาตุเบาบางลง ทำให้เวทมนตร์ไฟอ่อนแอลง แต่มันก็ช่วยเพิ่ม ‘ความหนาแน่น’ ของพลังในพื้นที่ให้สูงขึ้นด้วยเช่นกัน

            เมื่อพลังชำระล้างทำปฏิกิริยากับพลังชนิดอื่น มันก็จะอ่อนแรงลงจนสลายหายไป กลายเป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่ไม่ว่าใครก็สามารถใช้ได้

            ซึ่งการที่สายฝนแห่งการชำระล้างตกลงมาในพื้นที่แถบนี้มันก็มีส่วนช่วยให้บรรพชนนักบวชแดงสามารถดูดกลืนพลังที่อยู่โดยรอบเพื่อฟื้นฟูพลังของมันได้เช่นกัน

            ขณะที่ท่านหญิงไอโกะนั้นไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ เพราะเธอสามารถรับเอาพลังจากเครือข่ายโลกวิญญาณได้โดยตรง เธอจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพลังธรรมชาติในการฟื้นฟูพลังมาตั้งแต่แรก

            ด้วยเหตุนี้ผลประโยชน์จากฝนแห่งการชำระล้างจึงมีค่าต่อบรรพชนนักบวชแดงมากกว่าท่านหญิงไอโกะมาก การตัดสินใจเช่นนี้จึงไม่เหมาะสมเท่าใดนัก

            แต่เมื่อกัสเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ดวงตาของเขาก็ทอประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง จากนั้นความคิดบางอย่างก็ปรากฏขึ้นในทันที พร้อมกับการอ้าปากกว้างแล้วปลดปล่อยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไปรอบทิศทาง

            วินาทีที่กัสเคลื่อนไหว บรรพชนนักบวชแดงกับท่านหญิงไอโกะก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง ทั้งสองลอบประหลาดใจขึ้น ก่อนที่ฝ่ายหนึ่งจะยกยิ้มด้วยความยินดี ส่วนอีกฝ่ายหน้าเปลี่ยนสีไปด้วยความโกรธเกรี้ยว

            โดยไม่รอให้ใครได้พูดอะไร กัสก็ขับเคลื่อนเคล็ดวิชาของเขาแล้วสูดลมหายใจเข้าไปเต็มแรง

            อึดใจเดียวพลังทั้งหมดในรัศมี 10 กิโลเมตรก็ถูกเขากลืนเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นพลังธาตุไฟที่ร้อนแรง พลังชำระล้าง พลังธรรมชาติหรือแม้แต่กฎแห่งไฟที่ทรงอำนาจ

            กัสกลืนกินพลังงานทุกรูปแบบเข้าไปในอึดใจ โดยอาศัยเคล็ดวิชาพื้นฐานของวิชาลมปราณ วิชา ‘ผนึกปราณ’ ทำการผนึกลมปราณลึกลับเอาไว้ที่ปอดของเขา

            การกลืนกินที่ดูเหมือนการฆ่าตัวตายนี้จึงประสบความสำเร็จได้อย่างไม่น่าเชื่อ พลังทั้งหมดที่อยู่โดยรอบจึงถูกกัสกลืนเข้าไปราวกับขนมหวาน จนทำให้พื้นที่โดยรอบกลายสภาพเป็นพื้นที่สุญญากาศไปชั่วขณะ

            เห็นแบบนั้นท่านหญิงไอโกะก็หัวเราะเสียงใส ก่อนจะมองไปยังบรรพชนนักบวชแดงด้วยสายตาเยาะเย้ย ซึ่งทำให้สีหน้าของบรรพชนกลายเป็นน่าเกลียด

            “เจ้า!!”

            บรรพชนนักบวชแดงคำรามออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนที่ดวงตาของมันจะเบิกกว้างขึ้น เมื่อประกายแสงสีขาวสว่างวูบขึ้น มันก็รีบฉีกตัวหลบออกไปด้านข้างอย่างเร่งรีบ

            แต่ก็น่าเสียดายที่มันไม่อาจหลบพ้นเพราะร่างกายของอสูรเพลิงนั้นใหญ่โตเกินไป คมดาบสีขาวที่ฟันออกไปราวกับประกายแสงจึงตัดผ่านไหล่ซ้ายของมันจนแขนขาดกระเด็น

            เสี้ยววินาทีต่อมาประกายแสงก็สว่างขึ้นติดต่อกันหลายสิบครั้ง แขนซ้ายที่ใหญ่ยักษ์ก็ถูกตัดเป็นชิ้นๆ ก่อนจะถูกหัวสิงโตนับร้อยบุกเข้าไปกลืนกินอย่างหิวกระหาย

            การจู่โจมของกัสและท่านหญิงไอโกะยังคงสอดประสานกันได้อย่างสมบูรณ์เช่นเคย ทั้งยังสมบูรณ์มากยิ่งกว่าเคยเพราะความชำนาญที่เพิ่มสูงขึ้นของเขา

            ทว่าความสำเร็จในการกลืนกินกลับลดลง เนื่องจากกัสพยายามลดความสูญเสีย เขาจึงไม่ใช้จำนวนชั้นที่มากเท่ากับครั้งก่อน ผลที่ได้จึงทำให้หัวสิงโตของเขากลืนกินชิ้นส่วนไปได้เพียง 20 กว่าชิ้นเพียงเท่านั้น

            แต่ถึงจะกินได้น้อยยังไง ความเสียหายที่บรรพชนนักบวชแดงได้รับก็ยังสูงมากอยู่ดี ซึ่งทำให้กัสและท่านหญิงไอโกะพึงพอใจเป็นอย่างมาก

            หลังจากจู่โจมสำเร็จ ทั้งสองก็เริ่มหลบหลีกการโจมตีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กัสพยายามสูบกินพลังในธรรมชาติเข้าไปตลอดเวลา เพื่อลดปริมาณพลังที่บรรพชนนักบวชแดงสามารถดูดกลืนเข้าไปเพื่อฟื้นฟูพลังของตนเอง

            กลยุทธ์ที่ทั้งสองใช้นั้นสร้างแรงกดดันให้กับบรรพชนนักบวชแดงเป็นอย่างมาก แต่มันก็สร้างภาระให้กับกัสมากพอๆ กัน เพียงแต่ภาระที่เขาได้รับนั้น ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกลำบาก

            แต่กลับทำให้กัสค้นพบความสามารถของลมปราณลึกลับได้มากขึ้นทุกขณะ ยิ่งต่อสู้ ยิ่งกลืนกิน ความสามารถอันน่าตกใจของลมปราณลึกลับก็ยิ่งมีบทบาทมากขึ้นเท่านั้น

            จนถึงจุดหนึ่งความชำนาญในการใช้วิชาผนึกปราณของกัสก็เพิ่มสูงขึ้นจนเขาสามารถดูดกลืนพลังในธรรมชาติได้โดยไม่ทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บ

            เมื่อบรรลุถึงจุดนี้กัสกับท่านหญิงไอโกะก็เริ่มเป็นฝ่ายได้เปรียบ ทำให้บรรพชนนักบวชแดงต้องคิดหนัก

            แม้ว่าความได้เปรียบที่เกิดขึ้นจะมีเพียงน้อยนิด แต่มันก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งกัสใช้ลมปราณลึกลับมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น

            การค้นพบของกัสนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสามารถพื้นฐานของลมปราณลึกลับอีกต่อไป แต่ยังพบว่าความสามารถในการ ‘สนับสนุน’ การฝึกฝนของลมปราณลึกลับก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

            ด้วยการกระตุ้นวิชาร่างวชิระที่ไม่ได้ฝึกฝนมานาน ความแข็งแกร่งของร่างกายก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด มันเป็นการพัฒนาที่ก้าวกระโดดชนิดที่การฝึกฝนเมื่อครั้งล่าสุดไม่อาจเทียบติด

            หากนำความเร็วในปัจจุบันไปใช้กับช่วงแรกเริ่มของการฝึกฝน กัสอาจจะสามารถบรรลุถึงระดับสูงสุดของวิชาร่างวชิระได้ในชั่วอึดใจ ความเร็วในการฝึกฝนในตอนนี้จึงสามารถเข้าใจได้ว่ามันน่ากลัวมากขนาดไหน

            จากระดับความแข็งแกร่งของร่างกายที่เทียบได้กับเทพอสูร 6 ดาวในตอนแรก เขาก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วในชั่วอึดใจสั้นๆ เพียง 1 นาที ก็เกือบจะบรรลุถึงระดับ 7 ดาว จากนั้นเพียงไม่กี่นาทีต่อมาก็ทะลวงผ่านไปถึงระดับ 7 ดาวอย่างสมบูรณ์

            ต่อจากนั้นเพียง 10 นาทีกัสก็ก้าวไปถึงระดับสูงสุดของ 7 ดาว ก่อนจะบรรลุถึงระดับ 8 ดาวเมื่อผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง

            ความเร็วในการพัฒนาที่น่ากลัวนี้ทำให้บรรพชนนักบวชแดงถึงกับสั่นสะท้านอยู่ในใจ มันแทบจะไม่อยากเชื่อในสิ่งที่มันเห็น แม้ว่ามันจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดด้วยตาของมันเอง มันก็ยังรู้สึกว่ายากที่จะยอมรับได้

            จากความแข็งแกร่งระดับ 6 ดาวไปถึงระดับ 8 ดาวนั้น เทพอสูรส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาฝึกฝนกันไม่ต่ำกว่า 300 ปี ต่อให้เป็นอัจฉริยะที่โดดเด่น ก็ไม่มีทางทำได้ใน 100 ปี

            แต่กัสกลับทำได้ในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นอะไรที่มันไม่อาจยอมรับได้แม้ว่าจะได้เห็นด้วยตาของตัวมันเอง

            ท่านหญิงไอโกะเองก็ตกตะลึงมากเช่นกัน แต่เพราะเธอได้เห็น ‘ปาฏิหาริย์’ ที่กัสก่อขึ้นมาหลายครั้งแล้ว เธอจึงยอมรับมันได้อย่างรวดเร็ว

            เพราะถ้าเทียบกับการพัฒนาจากเทพเทวะ 1 ดาวไปเป็นเทพเทวะ 8 ดาวในช่วงเวลาเพียงไม่กี่อึดใจแล้ว การพัฒนาความแข็งแกร่งของร่างกายในระดับ 6 ดาวไป 8 ดาวใน 1 ชั่วโมง ยังเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ง่ายกว่า

            แต่สิ่งที่ท่านหญิงไอโกะเข้าใจก็ยังมีบางส่วนที่ผิดไปจากความเป็นจริง ทั้งนี้ก็เพราะเธอลืมนึกไปว่าความแข็งแกร่งของร่างกายในระดับ 6 ดาวที่กัสมีอยู่นั้น ไม่ได้เกิดจากการฝึกฝนวิชา แต่มาจากความแข็งแกร่งของพลังเทวะเพียงอย่างเดียว

            ในช่วงเวลาที่กัสกลายเป็นเทพเทวะ 8 ดาวนั้น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือพลังเทวะของเขา มันเกิดการควบแน่นอย่างรวดเร็วจนคุณภาพของพลังบรรลุถึงระดับ 8 ดาว

            ความเปลี่ยนแปลงนี้จึงส่งผลต่อร่างเทวะที่สร้างขึ้นจากพลังเทวะ ขณะที่ความสำเร็จในการฝึกฝนวิชาร่างวชิระของกัสนั้น ยังหยุดอยู่ที่ระดับเทพอสูร 1 ดาวเท่านั้น

            สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา จึงเทียบได้กับการฝึกฝนวิชาร่างวชิระจนก้าวข้ามระดับเทพอสูร 1 ดาวไปถึงเทพอสูร 8 ดาว

            หากท่านหญิงไอโกะรู้เรื่องนี้ ต่อให้เธอจะเคยเห็นการพัฒนาจากระดับเทพเทวะ 1 ดาวไป 8 ดาวในไม่กี่อึดใจ เธอก็ยังต้องตกตะลึงจนสูญสิ้นคำพูดอยู่ดี

            แต่เพราะท่านหญิงไอโกะไม่ทราบ เธอจึงฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและฉวยโอกาส ลงมือฟันดาบใส่บรรพชนนักบวชแดงไปอีกหลายดาบและเฉือนเอาเนื้อของมันมาอีกหลายชิ้น

            กัสก็ไม่ทำให้ท่านหญิงไอโกะผิดหวัง สัญชาตญาณในการกินของเขาแหลมคมเป็นอย่างมาก โดยไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวหรือให้สัญญาณใดๆ ทันทีที่บรรพชนนักบวชแดงถูกเชือดเฉือนจนชิ้นเนื้อขาดกระเด็น หัวสิงโตนับร้อยก็บินออกไป กัดกินชิ้นเนื้อเข้าไปอย่างหิวกระหายโดยไม่เกรงกลัวความตายแต่อย่างใด

            ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจึงทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่กัสได้รับพลังกลับมามากขึ้น ทำให้เขาฟื้นฟูตัวเองได้เร็วยิ่งกว่าเดิม

            ผิดจากบรรพชนนักบวชแดงที่ไม่เพียงแต่ถูกกัสแย่งพลังธรรมชาติไป ยังถูกเขากัดกินชิ้นเนื้อเข้าไปอีกหลายต่อหลายชิ้น จนทำให้พลังของมันตกลงอย่างต่อเนื่อง

            ทว่าความแข็งแกร่งของบรรพชนนักบวชแดงก็ไม่ได้ลดลงมากนัก สิ่งที่ลดลงยังคงเป็นปริมาณไม่ใช่ความแข็งแกร่ง แต่มันก็มีส่วนที่ส่งผลกระทบต่อความแข็งแกร่งของมันอยู่บ้าง ทำให้ยิ่งเวลาผ่านไปความสามารถในการต่อต้านของมันก็ลดลงทุกขณะ

            ผิดจากกัสที่ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ทั้งลมปราณลึกลับที่พัฒนาขึ้น ทั้งร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้น

            นอกจากนั้นแล้วกัสยังมีผลพลอยได้ ‘พิเศษ’ ที่ไม่มีใครสังเกตเห็นด้วย ทั้งนี้ก็เพราะการต่อสู้ทวีความรุนแรงขึ้นจนท่านหญิงไอโกะกับบรรพชนนักบวชแดงไม่ทันสังเกตเห็นว่าเขาได้เข้าสู่สภาวะ ‘รู้แจ้ง’ ในชั่วพริบตาสั้นๆ ติดต่อกันหลายครั้ง

            ตอนแรกท่านหญิงไอโกะไม่ทันสังเกตเห็น แต่เธอก็สังเกตเห็นมันได้ครั้งหนึ่ง จนเกิดความรู้สึกเห็นใจขึ้นมา ทั้งนี้ก็เพราะพวกเขากำลังอยู่ในการต่อสู้ติดพันที่ยากจะหยุดได้ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่กัสจะมีเวลาได้สัมผัสกับช่วงเวลาของการรู้แจ้ง

             สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ต่างอะไรจากการรู้แจ้งที่ถูก ‘ทำลาย’ มันทำให้ท่านหญิงไอโกะนึกเห็นใจกัสอยู่ลึกๆ ส่วนบรรพชนนักบวชแดงที่เริ่มสังเกตเห็นก็ได้แต่เย้ยหยันอยู่ในใจ

            แต่ก็ไม่มีใครคิดเลยว่าการรู้แจ้งที่ดูเหมือนถูกทำลายนั้น แท้จริงไม่ได้ถูกทำลายอย่างที่ทั้งสองคิด

            วินาทีที่กัสเข้าสู่สภาวะรู้แจ้งเพราะการดูดกลืนพลังต้นกำเนิดที่กลั่นมาจากพลังวิญญาณของบรรพชนนักบวชแดง ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็เข้ามารับหน้าที่ดูดซับความรู้ความเข้าใจจากสภาวะรู้แจ้งแทนกัส

            ด้วยเหตุนี้แม้ว่าสภาวะรู้แจ้งของกัสจะถูกทำลายไปหลายต่อหลายครั้ง แต่อันที่จริงมันไม่มีครั้งไหนเลยที่ถูกทำลายไปอย่างแท้จริง

            สิ่งที่ช่วยยืนยันความจริงข้อนี้ก็คือ แสงสีทองที่สว่างวูบขึ้นมาในขณะที่กัสกำลังฝึกฝนวิชาร่างวชิระ ก่อนที่กลิ่นอายของ ‘แก่นแท้’ ธาตุทองจะปรากฏขึ้น เผยให้เห็นถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่ได้จากการฝึกฝนวิชาร่างวชิระ

            เมื่อการรู้แจ้งเสร็จสิ้น ความรู้ความเข้าใจทั้งหมดก็ถูกร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ดูดกลืนเข้าไป จากนั้นกลั่นกรองจนกลายเป็นความรู้และส่งคืนกลับไปให้กัส

            ถึงตอนนั้นกัสก็ราวกับรู้แจ้งทุกสิ่งในเสี้ยววินาที ความรู้ความเข้าใจทั้งหมด กลายเป็นความสามารถ เขาจึงปลดปล่อยแก่นแท้ธาตุทองออกมา ผสานกับวิชาร่างวชิระ จนสำเร็จวิชาขั้นสูงสุดของวิชาร่างวชิระที่เรียกว่า ‘ร่างทองวชิระ’ ความแข็งแกร่งของเขาก็พัฒนาขึ้นไปอีกระดับ

            ความแข็งแกร่งของร่างกายในปัจจุบันของกัสจึงทะลวงผ่านระดับ 8 ดาวไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

            วินาทีนั้นข้อจำกัดทั้งหมดของกัสก็คล้ายกับถูกยกออกไป สภาวะของกัสก็พุงขึ้นสูงจนเกิดเป็นแรงกดดันที่ทำให้สีหน้าของบรรพชนนักบวชแดงเปลี่ยนไป

            “เป็นไปไม่ได้! เจ้าก้าวมาถึงระดับ 9 ดาวได้เร็วขนาดนี้ได้ยังไง”

            ท่าทางที่หวาดหวั่นจนสั่นกลัวของบรรพชนนักบวชแดงนั้นทำให้กัสหัวเราะออกมาเบาๆ พร้อมกับความมั่นใจที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

            “เป็นไปได้หรือไม่นั้นไม่สำคัญหรอก สิ่งที่เจ้าต้องรู้ตอนนี้ก็คือ! เวลาตายของเจ้ามาถึงแล้ว!!”

            สิ้นคำพูดท่านหญิงไอโกะที่ยิ้มรับก็ลงมือราวกับกำลังสนับสนุนคำพูดของกัส

            ดาบแสงสีขาวสะบัดฟาดออกไปนับร้อยครั้งในเสี้ยววินาที ส่งคลื่นดาวสีขาวที่สานกันเป็นร่างแหขนาดใหญ่ครอบใส่บรรพชนนักบวชแดงในเสี้ยววินาที

            เห็นแบบนั้นบรรพชนนักบวชแดงก็ตระหนักว่ามันไม่อาจทนต่อไปได้อีกแล้ว มันจึงตัดสินใจงัดเอาไพ่ตายใบสุดท้ายของมันออกมาในทันที

            “เป็นพวกเจ้าเองนะที่บีบคั้นข้า!!! จงออกมาเหล่าเครื่องสังเวยของข้า!!!”

            ใบหน้าของบรรพชนนักบวชแดงเต็มไปด้วยความคั่งแค้น สองตาของมันแดงฉานราวกับโลหิต เปลวไฟพวยพุ่งออกมาไม่ขาดสายราวกับน้ำตาสีเลือด

            วินาทีต่อจากนั้นมันก็ระเบิดเสียงคำรามออกมาด้วยความคั่งแค้นถึงขีดสุด ก่อนที่เสียงคำรามของอสูรศิลาทั้ง 9 จะดังขึ้นราวกับกำลังตอบรับเสียงเรียกของบรรพชนนักบวชแดง

            แม้ว่าในความเป็นจริงพวกมันจะไม่เต็มใจก็ตาม เสียงคำรามของพวกมันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความยินดี แต่เกิดขึ้นเพราะความเจ็บปวดและความสิ้นหวัง พวกมันปรากฏตัวขึ้นจากพื้นดินอย่างช้าๆ เผยให้เห็นร่างกายที่สร้างจากหินสีดำสนิท

            ทันทีที่พวกมันปรากฏตัว เสียงคำรามที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดก็ชัดเจนยิ่งขึ้น ก่อนที่หน้าอกของพวกมันจะปรากฏดวงไฟสีแดงขึ้นพร้อมกับรอยแตกร้าวจากการถูกดึงแกนชีวิตออกไปจากร่างกาย

            เพียงไม่กี่อึดใจ หน้าอกของอสูรศิลาทั้ง 9 ก็แตกออกเป็นช่อง ลาวาสีทองไหลทะลักออกมาราวกับเลือด พร้อมกับแกนชีวิตที่มีขนาดใหญ่กว่า 9 เมตรจำนวน 8 ดวงและขนาด 8 เมตรจำนวน 1 ดวง

            วินาทีที่แกนชีวิตหลุดออกมา อสูรศิลาทั้งเก้าก็ส่งเสียงครางออกมาด้วยความสิ้นหวัง ดวงตาที่ซ่อนอยู่ในเบ้าตาที่ดูราวกับถ้ำจดจ้องไปยังแกนชีวิตด้วยความโหยหาและสิ้นหวัง ขณะที่พวกมันค่อยๆ สูญสิ้นพลังจนร่างกายพังทลายลงอย่างรวดเร็ว

            ไม่กี่วินาทีต่อจากนั้น สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ ณ ตำแหน่งของภูเขาไฟศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 9 ก็คือแกนพลังที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าและบรรพชนนักบวชแดงที่ลอยอยู่จุดกึ่งกลางของพวกมัน