ตำหนักคุณหนิงตกแต่งด้วยแจกันกระเบื้องเคลือบประดับด้วยทับทิมหรูหรา ตั่ง โต๊ะและเก้าอี้ล้วนเป็ไม้หนานมู่ [1] เนื้อทองชั้นดี พื้นบุด้วยพรมหนังสัตว์สีแดงเนื้อนุ่มเป็ของบรรณาการจากปัวซือ [2] เบื้องหน้ามีฉากกั้นลมขนาดใหญ่ปักลายัเกี่ยวหงส์ ดิ้นด้วยเงินและทองถี่ยิบดั่งขนวัว ขอบฉากเป็ไม้เนื้อแข็งอย่างดีขัดเงา กั้นระหว่างแท่นบรรทมและโถงนั่ง
หมอมู่และเจียวอวี๋นั่งลงคุกเข่า มือยกขึ้นถวายพระพรฮองเฮา ไม่มีเสียงใดเปล่งออกมาหลังฉากกั้น นางกำนัลาุโก้าวเดินออกมาจากด้านหลัง กล่าวกับหมอมู่เสียงเบา
“ฮองเฮาประชวรมาสองวันแล้วเ้าค่ะ” หมอมู่เหยียดกายลุกขึ้น เจียวอวี๋เข้ามาประคองแขนช่วยพยุงอาจารย์
“เช่นนั้น เ้าจงเล่าพระอาการของฮองเฮาั้แ่แรกเริ่มโดยละเอียดให้ข้าฟังเถิด” หมอมู่กล่าวกับนางกำนัลาุโพร้อมทั้งสบตากับเจียวอวี๋ให้นางตั้งใจฟัง เพื่อพิจารณาวินิจฉัยอาการได้อย่างถูกต้อง
“เมื่อสองวันก่อนของยามจื่อ ฮองเฮามีพระอาการกระสับกระส่ายไม่สามารถบรรทมได้เ้าค่ะ พระนางทรงบ่นเจ็บทรวงอก รู้สึกแน่นท้องคลื่นไส้แต่ไม่ทรงอาเจียน ต่อมาหมอหลวงมาตรวจ แจ้งว่าอาหารไม่ย่อยจึงเขียนเทียบยาถวาย หลังเสวยยาพระอาการดีขึ้นเล็กน้อย แต่ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปพระอาการเดิมก็กลับมาอีก เริ่มมีพระอาการเรอ แสบข้างในคอ รู้สึกเหมือนมีก้อนติดอยู่ในลำคอ และทรงเบื่ออาหาร หมอหลวงจึงเปลี่ยนเทียบยาให้ ครานี้กลายเป็ว่าพระอาการยิ่งแย่ลง ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลยเ้าค่ะ”
ด้วยความเป็ห่วงฮองเฮาอย่างยิ่งยวด นางกำนัลาุโจึงสาธยายอาการออกมาอย่างละเอียด หมอมู่ขอดูเทียบยาของหมอหลวงที่ถวายให้แก่ฮองเฮา พลางลูบหนวดเคราสีขาวแซมดำขึ้นลง คิ้วสีดอกเลาขมวดแน่นครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะหันหน้าไปทางเจียวอวี๋ แล้วจึงเอ่ยขึ้นเสียงเบา
“เ้าไปจับชีพจรฮองเฮาและตรวจร่างกายภายนอกให้ละเอียด หลังจากนั้นมารายงานข้า”
เจียวอวี๋พยักหน้ารับคำแล้วจึงเดินอ้อมผ่านฉากกั้นลมเข้าไปยังแท่นบรรทม ภาพเบื้องหน้าของเจียวอวี๋ปรากฏร่างสตรีผอมบาง อายุราวสามสิบเจ็ดสามสิบแปดปี เปลือกตาปิดแน่นนอนราบอยู่บนเตียง ร่างกายสงบนิ่งคล้ายกำลังหลับลึกอย่างไรอย่างนั้น
ม่านระย้าโปร่งสีแดงอ่อนเหนือแท่นบรรทมถูกผูกช้อนขึ้นไว้้า เผยให้เห็นใบหน้าชัดเจนของเซี่ยฮองเฮาผู้มีสิริโฉมงดงาม ใบหน้าเรียวได้รูปคล้ายดังไข่เป็ด ผิวพรรณขาวนวลดั่งหยกเนื้อดีไร้มลทิน จมูกโด่งสันงามได้รูป เส้นผมดำขลับสยายอยู่เหนือหมอนตัดกับสีหน้าซีดเซียวราวปราศจากโลหิต ใบหน้าเช่นนี้ช่างคุ้นตายิ่งนัก
เจียวอวี๋สังเกตริมฝีปากของฮองเฮาที่มีสีชมพูซีดแห้งกรัง ประหนึ่งบุปผาที่ขาดหยาดน้ำหล่อเลี้ยงมานาน หางตาเจือร่องรอยความเหนื่อยล้า คิ้วยาวเรียวโค้งขมวดเข้าหากันทุกครั้งที่กลืนน้ำลาย อาการเ็ปแสดงออกบนใบหน้าทุกลมหายใจ แสดงให้เห็นว่าฮองเฮาทรงทุกข์ทรมานจากพระอาการมากเพียงใด
นางกำนัลสี่คนนั่งคุกเข่าอยู่ข้างแท่นบรรทมด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ไม่กล้าแม้แต่ขยับตัวส่งเสียงดัง นางกำนัลาุโผู้หนึ่งคลานเข่าเข้ามาเงียบเชียบ ก่อนโน้มกายกระซิบเสียงเบารายงานข้างหูของฮองเฮา ฮองเฮายังคงหลับตาสนิทแต่ยังสามารถพยักหน้าน้อย ๆ เป็เชิงรับรู้ถึงการตรวจรักษาของหมอมู่
เจียวอวี๋ค่อย ๆ ขยับกายเข้าใกล้แท่นบรรทม โน้มตัวลงเอื้อมมือเรียวออกไปแตะชีพจรบนข้อมือของฮองเฮาอย่างแ่เบา ข้อมือของฮองเฮาอ่อนนุ่มราวไร้กระดูก ผิวพรรณขาวซีดดั่งหิมะละลายใต้ปลายนิ้ว
หลังจากจับชีพจรเสร็จ นางจึงตรวจดูภายในปากทีละส่วน ต่อจากนั้นนางจึงสอดมือเข้าใต้ผ้าห่มไหมเนื้อดีอย่างระมัดระวัง แล้วกดตรวจทั่วบริเวณท้อง สายตาไม่ละไปจากสีหน้าที่แปรเปลี่ยนไปตามอาการปวดภายใน ท่วงท่าในการหายใจ กระทั่งรอยริ้วระหว่างคิ้วของฮองเฮา ล้วนมิอาจรอดพ้นการสังเกตของเจียวอวี๋ไปได้
เจียวอวี๋ค่อย ๆ หยัดกายยืนหลังเหยียดตรง สีหน้ายังคงเรียบนิ่ง แต่ในแววตากลับฉายความลังเล แม้นางพอจะคาดเดาโรคที่ฮองเฮาเป็ได้ ทว่าก็ยังมีพระอาการบางอย่างที่ไม่ชัดเจนสะกิดใจนางอยู่ ซึ่งมิอาจระบุให้แน่ชัดได้ในยามนี้ แต่นางก็ััได้ว่าพระวรกายของฮองเฮามีสิ่งผิดปกติบางอย่างซ่อนเร้นอยู่แน่นอน
เมื่อเสร็จสิ้นการตรวจร่างกาย เจียวอวี๋จึงเดินออกจากหลังฉากกั้นด้วยท่วงท่าสำรวม ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ข้างหมอมู่อย่างเรียบร้อย พร้อมรายงานผลการตรวจพระวรกายเซี่ยฮองเฮาแก่หมอมู่
“เรียนอาจารย์ ฮองเฮามีชีพจรตึงเ้าค่ะ ขอบลิ้นแดง มีฝ้าขาวเหนียว ยามกลืนน้ำลายทรงทรมานเป็อย่างยิ่งเ้าค่ะ”
เจียวอวี๋ตอบหมอมู่ด้วยความมั่นใจ ั์ตาเด็ดเดี่ยวเปล่งประกาย ทิ้งใบหน้าร่าเริงซุกซนไว้เื้ั
“เ้าวินิจฉัยว่าฮองเฮาทรงประชวรด้วยโรคอะไร? แล้วจะรักษาอย่างไร?”
สายตาของหมอมู่ทอดมองเจียวอวี๋ด้วยแววตาลุ่มลึก เจือไว้ด้วยความคาดหวังและความภาคภูมิใจในศิษย์คนโปรดผู้นี้ แท้จริงแล้วสิ่งที่เขาประสงค์ มิใช่เพียงให้เจียวอวี๋มีโอกาสแสดงฝีมือเฉพาะหน้าในวังหลวง หากแต่เป็การเสริมสร้างประสบการณ์ให้แก่ลูกศิษย์ ให้ได้พบเห็นอาการต่างๆ ที่ยากแก่การวินิจฉัย และไม่ตื่นตระหนกยามต้องรักษาบุคคลสำคัญอย่างเช่นเหล่าเชื้อพระวงศ์
หากวันใดที่ตนจากไปแล้ว เจียวอวี๋ก็จะสามารถยืนหยัดได้ด้วยขาของตนเอง รักษาผู้เจ็บป่วยด้วยความถูกต้อง มีความมั่นใจ และเปี่ยมไปด้วยเมตตา ยิ่งไปกว่านั้น หมอมู่หวังว่านางจะสามารถถ่ายทอดศาสตร์แห่งการแพทย์ให้แผ่ขยายต่อไป เหมือนดั่งสายน้ำมิรู้จบ สืบทอดความรู้ในการรักษาให้คนรุ่นหลังสืบต่อไป
“ศิษย์คิดว่าเซี่ยฮองเฮามีพระอาการของตับและกระเพาะอาหารไม่ประสานกัน อาจเกิดจากความวิตกกังวลสะสมกดทับอยู่ในอก พระอารมณ์แปรปรวนไม่มั่นคง ครุ่นคิดมิรู้จบ จิตใจไม่สงบ ส่วนวิธีรักษาคือ ระบายไฟตับ ปรับการไหลเวียนของพลังลมปราณ กระจายเืลม ปรับสมดุลกระเพาะอาหาร ยาที่สมควรใช้คือ เจียงหวง [3] มู่จวี๋อ่อน [4] มู่กวาแห้ง [5] ตังกุยเหว่ย์[6] ปี้ป๋อ [7] และอี้อีเหริน [8] เ้าค่ะ”
หมอมู่ตั้งใจฟังเสียงของเจียวอวี๋ที่กำลังอธิบายแนวทางการวินิจฉัยและการรักษาโรคอย่างสุขุมรอบคอบ และเป็ลำดับถี่ถ้วน ดวงตาคู่นั้นทอประกายลึกซึ้ง มือขวาที่เหี่ยวย่นยกขึ้นลูบเครายาวสีเงินขาวช้า ๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มบางระคนพึงพอใจ
หมอมู่พยักหน้ารับอย่างเนิบช้า ดุจลั่นกลองในใจ แสดงความพึงพอใจต่อศิษย์ผู้เปรียบดั่งหยกแท้น้ำดี นางมิได้ทำให้เขาผิดหวังแม้แต่น้อย ั้แ่วันแรกที่เด็กสาวผู้นี้โขกศีรษะขอเป็ศิษย์ เขาก็มองเห็นแววตาเด็ดเดี่ยวมั่นคงนั้นแล้ว ไม่ว่าสิ่งใดที่เขาพร่ำสอน นางล้วนตั้งใจฟัง ใฝ่เรียนรู้ และจดจำด้วยความมุมานะบากบั่นเสมอมา
แม้บางครั้งต้องเดินทางไกลไปในถิ่นทุรกันดาร ที่แม้กระทั่งบุรุษก็ยากจะทานทน แต่ทว่าเจียวอวี๋ก็มักร้องขอติดตามไปด้วย ไม่ย่อท้อต่อเส้นทางรกร้าง ไม่ปริปากบ่นเมื่อเผชิญความยากลำบาก ปีนเขา ข้ามลำธาร เก็บสมุนไพรกลางป่าลึกนางก็ยังมีรอยยิ้มให้เห็น
ทุกครั้งที่พบสมุนไพรชนิดใหม่ ดวงตานางจะสุกใสสกาวราวได้พบขุมทรัพย์ ละทิ้งกิริยานุ่มนวลของหญิงสาวในตระกูลสูงไปสิ้น ไม่เหลือเค้าโครงของบุตรีตระกูลขุนนางจากเมืองหลวงเลยแม้แต่น้อย
ศิษย์เอกผู้นี้หาใช่หญิงสาวในห้องหอที่เอาแต่นั่งเย็บปักถักร้อยไม่ หากแต่หลงใหลในกลิ่นสมุนไพร กลิ่นยา ทั้งยังยินดีคลุกคลีอยู่ท่ามกลางคนป่วยไข้ ไม่แยแสแม้ผ้าผ่อนจะเปรอะเปื้อนสกปรก
หมอมู่เขียนเทียบยาด้วยลายมือของตนเอง ฝากให้นางกำนัลนำไปต้มและจัดถวายแก่ฮองเฮาเสวยตามเวลา หมอมู่หาได้ให้เจียวอวี๋เป็ผู้เขียนเทียบยาไม่ เพราะรู้ดีว่าหากมีสิ่งใดผิดพลาดขึ้นมาแม้เพียงเล็กน้อย ย่อมนำพาโทษทัณฑ์มหันต์มาให้
ยามเหตุการณ์ไม่คาดคิดบังเกิดขึ้น เทียบยาทั้งหมดจะถูกตรวจสอบ และลายมือล้วนเป็ของหมอมู่เพียงผู้เดียว หมอมู่ยินดีรับผิดไว้เองทั้งหมด การกระทำของหมอมู่ดุจดั่งไม้ใหญ่ที่คอยให้ร่มเงาแก่ลูกศิษย์ด้วยความเมตตา การปกป้องศิษย์ผู้หนึ่งในวันนี้ ย่อมหมายถึงการช่วยเหลือผู้ป่วยอีกนับไม่ถ้วนในวันข้างหน้า
“ท่านหมอเทวดามู่ ฮองเฮามีพระประสงค์ให้หมอมู่รั้งอยู่ในวังหลวงสักสองสามวัน หากพระนางอาการดีขึ้น ท่านหมอมู่และลูกศิษย์ของท่านสามารถออกจากวังหลวงได้เ้าค่ะ” นางกำนัลาุโกล่าว
หมอมู่ทราบดีอยู่แล้วว่าการรักษาเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ หากอาการยังไม่ทุเลาหรือคงที่ ก็ย่อมไม่อาจออกจากวังหลวงได้โดยง่าย ตลอดชีวิตการเป็หมอของหมอมู่ ครานี้หาใช่ครั้งแรกที่ตนเหยียบย่างเข้าสู่วังหลวงเพื่อถวายการรักษาแก่เ้านายฝ่ายใน แต่ละย่างก้าวล้วนเต็มไปด้วยแรงกดดันและความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง ซึ่งหมอมู่ก็ยอมแบกรับไว้อย่างดีเสมอมา ดังนั้นเหตุผลเหล่านี้จึงพอยอมรับได้
“ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนแล้ว”
เจียวอวี๋สะพายล่วมยาเดินตามหลังหมอมู่โดยมีนางกำนัลนำทางไปยังตำหนักที่พัก ทันใดนั้นเองขันทีหน้าประตูพลันะโขึ้นมาเสียงดังฉะฉาน
“องค์ชายสามเสด็จ” เจียวอวี๋และหมอมู่จึงหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน ขยับกายถอยไปยืนอยู่ด้านข้างพลางก้มศีรษะต่ำทำความเคารพ
หลี่หลิวหยางก้าวออกจากตำหนักฉิงอวิ๋นเก๋อ มุ่งตรงไปยังตำหนักคุนหนิงของพระมารดาด้วยฝีเท้าเร่งร้อน ครั้นได้ยินขันทีฝ่ายในรายงานว่าท่านหมอเทวดามู่เข้าวังมาเพื่อถวายการรักษาฮองเฮา เขาจึงผละออกจากงานบนโต๊ะทรงพระอักษรโดยมิรอช้า รีบเดินปรี่มายังตำหนักของฮองเฮาทันที
นับแต่เซี่ยฮองเฮาทรงพระประชวร หลี่หลิวหยางทั้งเป็กังวลและร้อนใจอย่างยิ่ง พระมารดารักษากับหมอหลวงหลายวันแล้ว ทว่าอาการกลับมิได้ทุเลา ตรงกันข้ามยังทรุดหนักลงเรื่อย ๆ ถึงขั้นกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ความวิตกกังวลจึงกดทับอยู่ในใจชายหนุ่มไม่คลาย