เมื่อวานนี้คิรินและฮิวโกได้เล่าเื่ราวในอดีตของโลกที่เป็ดาวบ้านเกิดให้อลันได้ฟัง
ในวันนี้เอง คิรินและฮิวโกตั้งใจจะสอนแจสเปอร์ในเื่การเอาตัวรอดในวงการสองหน้า หากไม่เข้มแข็งพอก็อาจจะอยู่ไม่ได้ อีกอย่างการเป็คนของสังคมย่อมต้องถูกวิจารณ์ ดังนั้นคิรินตั้งใจจะสอนในเื่ของจิตใจเป็อย่างแรก
"แจสเปอร์หนูน่ารักจนพี่ไม่อยากให้หนูเข้าวงการเลย" คิรินนั่งมองหน้าของผู้เป็น้องก่อนจะงอแงออกมาอย่างห้ามไม่ได้
เพราะแจสเปอร์นั่นน่ารักมาก อีกทั้งรูปร่างน่าเอ็นดู ไหนจะรอยยิ้มที่แก้มทั้งสองข้างบุ๋มลงอันเป็ลักยิ้มที่น่ารักไม่น้อย สายตากลมโตจ้องมองอย่างไร้เดียงสาทำให้คิรินมักจะกอดหรือจับตัวน้องชายผู้นี้อยู่เสมอ ทำให้สายตาของคนในบ้านมักจะมองว่าแมวน้อยสองตัวกอดกันอยู่ เป็ภาพที่ชวนอบอุ่นใจอย่างมาก
ในตอนนี้คิริน ฮิวโก และแจสเปอร์ได้นั่งรวมกันอยู่ที่ห้องโถง โดยมีอลันเป็คนกางกระดาษที่มีลอยมือขีดเขียนไว้เต็มแผ่น รายละเอียดยิบย่อยต่างๆ ทำให้แจสเปอร์มองดูรู้สึกมึนหัวอยู่เล็กน้อย
"แจสเปอร์สิ่งหนึ่งที่พี่อยากให้หนูจำไว้คือ การที่หนูทำอะไรไปมันมักจะมีผลตามมาเสมอ ดังนั้นก่อนจะทำอะไรให้คิดให้รอบคอบ คิดให้ดีๆ หากว่าคิดไม่ออกให้หันหลังกลับมา จะเจอกับพี่คอยอยู่ด้านหลัง และหนูต้องยอมรับให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากหนูทำอะไรลงไป เข้าใจที่พี่พูดไหม" คิรินบอก
วงการบันเทิงมันมักจะมีเื่ราวต่างๆ ออกมาเสมอ หากเป็เื่ดีก็ดีไป แต่หากเป็เื่ร้ายก็อยู่ที่ว่าร้ายแรงแค่ไหน หากไม่ร้ายมากเรายังพอมีโอกาสกลับมา แต่หากมันร้ายแรงถึงขั้นรับไม่ได้ แน่นอนว่าต้องจมลงอย่างแน่นอน
"อย่างแรกต้องเริ่มจากหนูเอง และต่อมาคือการเข้าหา เราเข้าหาเขาแบบไหน ว่าหากเป็คนจริงใจเขาก็จะเข้าหาเราแบบนั้นตอบ หนูต้องมองคนให้ดีว่าคนนี้้าอะไร" ฮิวโกพูด
"การที่เราจะรู้ว่าคนเข้าหาเราแบบไหนให้มองจากแววตาและท่าทาง แต่สิ่งที่สำคัญคือเราต้องมองแววตาคนให้ออก เพราะแววตามันไม่สามารถโกหกเราได้เลย" คิรินเอ่ย
"รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าก็ใช่ว่าจะเป็ตัวบ่งบอกว่าคนนี้ดีเสมอไป รอยยิ้มการค้ามักจะประดับบนใบหน้าของพวกนักธุรกิจเสมอ ดังนั้นในวงการนายแบบหรือการแสดง รอยยิ้มการค้าก็มักใช้ได้ดี" ฮิวโกพูดบ้าง
"แต่มันก็มีพวกเก็บซ่อนสีหน้าและแววตาได้อย่างดีเยี่ยม ดังนั้นเราต้องมาทำความเข้าใจกับคำพูดของเขาแทน แต่ถ้าจะให้ดีเราควรเลี่ยงให้ได้มากที่สุด และอย่าเพิ่งตัดสินใจหากเรายังไม่รู้จักตัวตนเขาจริงๆ " คิรินบอก
"การแสดงออกทางสีหน้า แววตา และท่าทางพี่บอกเลยว่าหนูต้องสนุกแน่ เพราะมันซับซ้อนและน่าค้นหาอย่างมาก" ฮิวโกพูด
"เหมือนผมจะเคยได้ยินว่ามันคือทฤษฎีทางจิตวิทยาถูกไหมครับ" อลันพูด พร้อมกับทำท่าคิดไปด้วย
"จิตวิทยาหรือ น่าสนใจนะ" เคนท์ที่บังเอิญผ่านมาได้ยินก็มีท่าทีสนใจอยู่บ้าง
ในยุคดวงดาวจิตวิทยาเป็แค่สายหนึ่งของการแพทย์โบราณ มันมีความซับซ้อนที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับสมอง และกลไกการทำงานต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งมันเจาะลึกลงไปมากกว่าแพทย์ปกติ ดังนั้นนักจิตวทิยาในยุคนี้จึงมีน้อย ร้องเป็บุคคลที่สนใจจริงๆ
"หืมเคนท์ สนใจหรอ มานั่งด้วยกันสิ" คิรินหันไปตามเสียก็พบเจอเข้ากับแฝดผู้พี่ จึงได้ชักชวนมานั่งด้วยกัน
ตอนนี้เองห้าคนได้ทำการนั่งรวมกันเป็ก้อนอยู่ตรงห้องโถงใหญ่ ก่อนที่ฮิวโกจะเริ่มพูดต่อ
"พี่จะลองทำหน้าดู แล้วหนูลองสังเกตุและทำความเข้าใจ เอาไหม" ฮิวโกพูด การสอนมันจะไม่ดีขึ้นหากไม่มีตัวอย่าง จริงไหม
ฉับพลันสีหน้าที่ผ่อนคลายของฮิวโกได้นิ่งขึ้นก่อนจะค่อยๆ เผยรอยยิ้มที่ดูมีความจริงใจออกมา แต่หากสังเกตดูที่ตาจะพบว่ามันว่างเปล่า
แจสเปอร์นั่งสังเกตไปเรื่อย สายตาไล่มองไปทั่วไปหน้าจนสังเกตได้ง่าย
"หมดเวลา ไหนหนูได้อะไรบ้าง" ฮิวโกพูด ก่อนที่สีหน้าจะกลับมาเป็ปกติ
"จริงใจ หรือเปล่า" แจสเปอร์บอกอย่างไม่มั่นใจนัก จากรอยยิ้มมันแสดงถึงความจริงใจแน่นอน ทว่ากลับมีสิ่งหนึ่งทำให้แจสเปอร์รู้สึกว่ามันไม่ใช่
"เสแสร้ง ใช่ไหม" เคนท์ที่นั่งอยู่เอ่ยขึ้นมาบ้าง
"เก่งมากครับ ทำไมหนูถึงรู้" ฮิวโกพูดบ้าง
"สายตามันว่างเปล่ามากเลย รอยยิ้มอาจจะจริงใจ แต่สายตามันไม่ใช่ เหมือนกับว่าทำไปเฉยๆ " เคนท์อธิบายจบ คิรินและฮิวโกก็พร้อมใจกันปรบมือให้
"ต่อไปนะครับ" ฮิโกบอก
สีหน้าในตอนนี้เปลี่ยนไปอีกครั้ง รอยยิ้มแบบเดิม ดวงตาที่ส่องประกายบ่งบอกถึงความจริงใจ แต่หากมองดูดีๆ แก้มมันไม่ได้ยกขึ้นแม้แต่น้อย
เคนท์และแจสเปอร์นั่งมองไปสักพักจนเริ่มถอดใจ เพราะจะบอกว่าจริงใจมันก็ไม่ใช่ เพราะบางอย่างมันบอกว่านี่ไม่ใช่อาการของคนจริงใจขนาดนั้น
"หมดเวลาครับ" ฮิวโกบอก ก่อนที่รอยยิ้มจริงๆ จะถูกเอามาใช้ และตอนนั้นเองเคนท์จับอะไรได้บางอย่าแล้ว
"เมื่อกี้ยิ้มเฉยๆ ไม่ได้บ่งบอกว่าร้าย สามารถคุยได้แต่ไม่ใช่ทุกเื่ใช่ไหม" เคนท์รีบเอ่ย
"เก่งมาก หนูรู้ได้ไงหรอ" ฮิวโกถาม เพราะสิ่งนี้หากไม่สังเกตุจะดูไม่ออก
"เมื่อกี้ตอนพี่บอกว่าหมดเวลา แล้วยิ้มออกมาจริงๆ แก้มของพี่ยกขึ้น ซึ่งต่างจากเมื่อครู่ ที่ผมจำได้ว่าการยิ้มหากออกมาจากใจ แก้มจะยกขึ้น แต่หากแก้มไม่ยกแสดงว่าเค้ากำลังแสร้งยิ้มอยู่ ซึ่งเรามองได้หลายอย่าง หากเป็ในสังคมอาจจะยกยิ้มการค้าเช่นนี้ไว้เพื่อเป็หน้ากาก แต่หากสังคมเพื่อนอาจจะต้องมองใหม่เพราะเขากำลังเสแสร้งได้น่ากลัว" เคนท์อธิบายในสิ่งที่คิด
"ยากจังเลย" แจสเปอร์ที่ตอนนี้เริ่มเหนื่อยก็ได้โอจครวญขึ้นมาบ้าง เนื่องจากการมองสีหน้ามันเป็สิ่งที่ต้องใช้พลังงานมากจริงๆ
"สนุกดีออก" เคนท์เอ่ยบ้าง
"เคนท์หนูอยากเรียนเกี่ยวกับจิตวิทยาไหม" คิรินที่นั่งเงียบมานานได้พูดบ้าง เท่านี้ก็ทำให้เคนท์รีบหันไปมองอย่างรวดเร็ว
"ได้หรือ แต่มันใช้เงินเยอะมากเลยนะครับ" เคนท์พูด แม้จะสนใจแต่หากทำให้ผู้เป็พี่เดือดร้อน เคนท์ก็ไม่้าให้เป็แบบนั่น
"แต่เพื่อเป็การแลกเปลี่ยน หนูต้องไปเป็ผู้จัดการให้กับแจสเปอร์ โอเคไหม" คิรินเอ่ย
"แต่ผู้จัดการเค้าจะเอาคนในสังกัดมาดูแลไม่ใช่หรอครับ" เคนท์พูด
"ถ้าหนูกอดคอกันไปตอนนี้ พากันไปเดินแบบ พี่เชื่อว่าถ้าเข้าตาบริษัทใดที่หนึ่งหนูต้องได้อยู่ด้วยกัน แน่นอนว่าหากมีการเซ็นสัญญาหนูต้องระบุไว้ว่าเป็เคนท์เท่านั้นที่จะดูแลหนู"
"อีกอย่างผู้จัดการสามารถรับผู้ช่วยได้ ที่พี่้าจะสื่อคือ ถ้าแจสเปอร์้าเข้าวงการนี้พี่ก็ไม่ห้าม แต่น้องไร้เดียงสาเกินไปดังนั้นเคนท์ต้องเป็คนคอยคัดกรองคน แน่นอนว่าการทำงานแบบนี้หนูจะเปิดประสบการณ์ได้ดี ระยะเวลาสักสามหรือสี่เดือนถ้าแจสเปอร์เข้าที่แล้ว หนูสามารถเรียนจริงจังได้เลย และระหว่างนี้พี่คงไม่ต้องพูดใช่ไหมว่าหนูต้องทำอะไรบ้าง" คิรินพูดออกมายาวเหยียด
"ระหว่างนี้คือศึกษาคนจริงๆ สังเกตรอบตัว และเก็บเงินเพื่อใช้เรียน" เคนท์พูด เขาเข้าใจในสิ่งที่พี่ชายทั้งสองจะสื่อออกมา มันไม่ได้มีความเห็นแก่ตัวเลย
เพราะระยะเวลาอีกห้าเดือนกว่าจะมีการเปิดให้สมัครเข้าเรียนอีกครั้ง ในระหว่างนี้เองเคนท์ก็ได้ศึกษางานจริงไปด้วยเท่านั้นเอง
"เก่งมากครับ ส่วนเื่เงินไม่ต้องห่วง พี่พร้อมสนับสนุนทุกคนอยู่แล้ว แค่บอกมาว่า้าอะไรเท่านั้นเอง" ฮิวโกพูด เพราะตอนนี้คิรินและฮิวโกเป็เหมือนกับเสาหลักที่รอยหาเงินเข้าบ้านใน่นี้
"ก๊อกๆ พี่รบกวนหรือเปล่า" เสียงทางด้านหน้าประตูดังขึ้นพร้อมกับบาร์รอน
"มีอะไรหรือเปล่า" คิรินเอ่ยถาม
"พอดีว่าฉันไปเอ่ยปากเื่ที่คิรินเป็พี่น้องของฉันเข้า เ้าพวกที่อยู่ในค่ายเลยรบเร้าให้ฉันพานายไปทำอาหารให้กินหน่อย อย่างที่บอกไปว่าพวกฉันกินอาหารจำพวกสารอาหารเยอะกว่าคนปกติ และนั่นมันเป็รสชาติที่เลวร้ายมาก ฉันเลยอยากจะให้นายไปทำอาหารให้กินหน่อย สักวันหนึ่งก็ยังดี แต่ไม่ต้องห่วงนะเ้าของค่ายมีค่าตอบแทนให้" บาร์รอนพูดอย่างไม่มั่นใจนัก
เพราะการทำอาหารให้นักกีฬามันมีข้อจำกัดเยอะมาก อีกทั้งพวกนักกีฬาที่อยู่ในค่ายก็เป็พวกกินดุเสียด้วย และส่วนใหญ่ก็เป็แฟนคลับของคิรินและฮิวโกเช่นกัน ดังนั้นเมื่อบาร์รอนหลุดปากพูดไปตอนกำลังได้ใจมันเลยกลายเป็ปัญหาถูกรบเร้าจนน่ารำคาญ
ต้องบอกไว้ก่อนว่าอาหารในค่ายมันรสชาติเลวร้ายเสียยิ่งกว่าอาหารเปียกของคนทั่วไปเสียอีก เนื่องจากสารอาหารที่สูง การสะกัดออกมาย่อมมีวิธีต่างกัน แต่ไม่สามารถหยุดกินได้เนื่องจากมันเป็สิ่งที่ต้องได้รับ
ในวันที่บาร์รอนได้ข้าวกล่องจากคิรินเป็วันแรกแน่นอนว่าหลายคนเข้ามาถาม แต่ด้วยความภูมิใจในตัวของคิรินมีมาก ดังนั้นบาร์รอนจึงบอกว่าเป็พี่น้องทำมาให้ และเล่าเื่ของคิรินคร่าวๆ ไม่คิดว่าจะมีคนรู้จักเสียได้
"เื่นั้นไม่มีปัญหา ถือเสียว่าเปลี่ยนบรรยากาศ เอาไว้ไปสตรีมทำอาหารเกี่ยวกับนักกีฬาด้วยก็ดี" คิรินเอ่ย ใน่นี้คิรินทำอาหารหลายอย่าง แต่เมนูของนักกีฬายังไม่มี ดังนั้นจึงเป็โอกาศดีที่จะทำมัน
"ส่วนค่าตอบแทนขอเป็เทรนเนอร์ได้ไหม ฉัน้าให้น้องๆ ไปเรียนการต่อสู้เอาไว้ป้องกันตัวได้บ้าง" ฮิวโกพูด
"เื่นั้นไม่เป็ปัญหา เพราะฉันเคยบอกกับเ้าของไปแล้วว่าอยากให้น้องมาฝึกการต่อสู้ที่นี่" บาร์รอนพูด
"งั้นตกลงตามนี้ ส่วนอาหารเอาไว้ไปซื้อของแล้วค่อยไปทำโอเคไหม" คิรินบอก ก่อนจะนิ่งไปสักพัก
"นายบอกว่าค่ายอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ใช่ไหม เช่นนั้นฉันจะซื้อของไปไว้ที่ค่ายตุนไว้ให้ และจะสอนทำการอาหารไว้กินคร่าวๆ ส่วนวัตถุดิบที่เหลือถ้ามีเวลาฉันจะเข้าไปทำให้กินบ้าง โอเคไหม" คิรินพูดอีกครั้ง
"เื่นี้คงต้องไปคุยกับเ้าของค่าย ถึงฉันจะเป็ลูกรักแต่ก็ใช่ว่าจะทำตามใจได้ทุกอย่าง" บาร์รอนพูด
ในค่ายบาร์รอนเป็ลูกรักเ้าของจริงๆ เนื่องจากผลงานของเ้าตัวที่แพ้ไม่กี่รอบ ซึ่งเป็การแพ้ที่มีศักดิ์ศรีอย่างมาก ไม่แปลกที่เ้าของจะเอ็นดู
และคนในค่ายเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับตำแหน่งนี้ เพราะบาร์รอนไม่เคยกดหัวใครที่ด้อยกว่าแม้แต่น้อย อีกทั้งยังสอนเทคนิคต่างๆ ให้อีกด้วย ดังนั้นบาร์รอนจึงเป็ที่นับถือของคนในค่ายเช่นกัน
"งั้นไปที่ค่ายกันเลยไหม" ฮิวโกพูด
"เอาสิใครจะไปบ้าง" คิรินถาม เพราะตอนนี้หลายคนกระจายกันไปอยู่ตามที่ต่างๆ ของบ้านแล้ว
พี่ใหญ่อย่างคาลวินได้ทำสวนอยู่ข้างบ้าน เนื่องจากคาลวินเห็นว่ามันโล่งไป เพราะอีกไม่นานสัตว์เลี้ยงของคิรินจะฝักแล้ว คาลวินเลยอยากให้มีที่วิ่งเล่น
แต่เมื่อพูดถึงสัตว์เลี้ยงดูเหมือนว่าคาลวินจะรู้จักเ้าพวกนี้ดี เอาไว้วันหลังคิรินต้องทำความรู้จักกับพี่ใหญ่คนนี้ให้มากขึ้นสักหน่อย
ต่อมาก็ปีแอร์ก้อนหินน้องตอนนี้น่าจะนั่งอยู่ในห้องหนังสือกับเอลวิส เห็นว่าจะทำอะไรกันสักอย่างกับสตรีมนี่แหละ คิรินก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะอย่างไรเสียทั้งคู่ก็ต้องมาบอกเขาอยู่ดี
ส่วนริโอกับเควินตอนนี้น่าจะเล่นน้ำกันอยู่หลังบ้าน เพราะได้ยินเสียน้ำกระจายอยู่แว่วๆ
ทำให้ตอนนี้เหลือกันอยู่หกคน คือคิริน ฮิวโก แจสเปอร์ เคนท์ อลัน และบาร์รอน ครั้งพบว่าทุกคน้าไปด้วยกันคิรินก็ไม่ได้ห้าม ก่อนจะพากันออกจากบ้าน แต่ก็ไม่ลืมะโบอกพี่ใหญ่อย่างคาลวินไว้ว่าตนไปไหนกัน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องห่วงมาก
"เอาล่ะไหนดูสิค่ายของบาร์รอนจะเป็อย่างไงบ้างนะ" ไม่ทันได้ไปไหนไกล คิรินก็ฉายแววซนออกมาอย่างปิดไม่มิด เนื่องจากค่ายของบาร์รอนก็เป็อีกสถานที่หนึ่งที่คิรินสนใจ อยากไปเช่นเดียวกัน
อีกทั้งั้แ่มาอยู่ยุคนี้คิรินก็ไม่ค่อยได้ไปไหนมากนัก ดังนั้นจะตื่นเต้นก็ไม่แปลกใจ โดยมีบาร์รอนคอยกุมขมับอยู่ด้านหลังพร้อมกับถอนหายใจออกมาเบาๆ แต่ก็เดินตามหลังไปเงียบๆ เช่นเดิม
ต่อไปน้องจะไปป่วนค่ายแล้ว55555
สำหรับนิยายเื่นี้มันเป็ที่สโลไลฟ์แข่งกับเต่า ดังนั้นจะช้าก็ไม่แปลก เพราะไรท์ชิลมาก555 แต่ก็ขอบคุณทุกคนนะคะที่ติดตามกันมา เจอกันตอนหน้าค่ะ♡♡
#ครัวของคิริน