51 2-2
ตอนที่ 82 กายาสวรรค์คลั่ง
เหนียวเหนี่ยวสูดหายใจลึก ปั้นสีหน้าพินิจพิเคราะห์และอธิบายต่อว่า
“อัตลักษณ์วิญญาณกลายพันธุ์ เกิดจากองค์ประกอบธาตุภายในที่วิวัฒนาการ ซึ่งในความเป็นจริง อัตลักษณ์วิญญาณจำพวกนี้จะไม่มีทางอยู่ร่วมกับอัตลักษณ์วิญญาณอื่นๆภายในร่างกายเดียวกันได้ กล่าวคือ หากภายในร่างกายของท่านมีอัตลักษณ์วิญญาณกลายพันธุ์อยู่แล้ว ย่อมจะต้องไม่มีอัตลักษณ์วิญญาณธาตุอื่นเจือผสมอยู่ด้วย”
“ต่อให้เป็นยอดปรมาจารย์สำแดงใช้ศาสตร์มนตราวิเศษวิโสปานใด เพื่อย้ายอัตลักษณ์วิญญาณกลายพันธุ์จากร่างหนึ่งสู่อีกร่าง ท้ายที่สุดแล้ว ตัวมันจะไม่สามารถปรับให้เข้ากับอัตลักษณ์วิญญาณอื่นๆที่มีอยู่ในร่างกายเดิมได้ เสมือนกับการปลูกถ่ายอวัยวะที่เกิดสภาวะความไม่เข้ากัน”
“แต่ที่น่าแปลกก็คือ ในร่างกายของนายหญิง อัตลักษณ์วิญญาณกลายพันธุ์ดังกล่าว กลับสามารถปรับเข้ากับอัตลักษณ์วิญญาณธาตุอื่นๆได้อย่างน่าอัศจรรย์”
เหลิงหยุนเจียวพยักหน้ารับฟังคำอธิบายของเหนียวเหนี่ยวอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ทว่าจวบจนตอนนี้ อีกฝ่ายก็ยังมิได้ให้คำตอบแก่นางเลย
นางลูบคางเบาๆ และตัดบทเอ่ยถามไปตามตรงว่า
“แล้วที่การเลื่อนขั้นของข้าล้มเหลว เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องอัตลักษณ์วิญญาณเยี่ยงไร?”
เหนียวเหนี่ยวพยักหน้าตอบ พร้อมปั้นสีหน้าเคร่งขรึมอธิบายต่อว่า
“มีเพียงเหตุผลเดียวที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ก็คือ กายาสวรรค์คลั่ง”
“...” ได้ยินคำนี้เสมือนเลยจุดปลายสุดของขอบเขตความรู้อันไกลโพ้นของเหลิงหยุนเจียวไปแล้ว
หากกล่าวว่าปัญหาอยู่ที่ร่างกายมีสภาวะผิดปกติเยี่ยงไร นางยังพอที่จะหาหนทางแก้ไขได้บ้าง
แต่นี่เป็นปัญหากับอัตลักษณ์วิญญาณภายในโดยตรง ทั้งยังมีกายาสวรรค์คลั่งเข้ามาพัวพันอีก
เช่นนี้แล้ว นางจะเริ่มแก้ไขที่ตรงไหนเล่า?
“ตอบมาเพียงแค่ว่าข้าควรแก้ไขเยี่ยงไร?”
“....” พบเจอคำถามนี้เข้าไป เหนียวเหนี่ยวถึงกับปิดปากเงียบตอบไม่ถูกเช่นกัน แต่ท้ายที่สุดจึงค่อยให้คำตอบอย่างไม่แน่ใจนักว่า
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน”
“...” เหลิงหยุนเจียวถึงกับปวดขมับรู้สึกปวดเศียรขึ้นมาทันที จิตใจภายในยุ่งเหยิงปั่นป่วนไปหมด
หากแม้กระทั่งเหนียวเหนี่ยวยังไม่รู้ว่าจะต้องแก้ไขเยี่ยงไร แล้วใครที่ไหนยังจะสามารถช่วยนางได้อีกเล่า?
“ฟังว่า ในกายาสวรรค์คลั่งจะกอปรไปด้วยอัตลักษณ์วิญญาณทุกธาตุรวมไว้อยู่ แต่ในยามนี้ท่านมีเพียงแค่สี่ หรือไม่แน่ว่านายหญิงอาจจะมีอัตลักษณ์วิญญาณกลายพันธุ์ธาตุอื่นอยู่อีก?”
“นายหญิง หากตัวท่านเป็นกายาสวรรค์คลั่งจริง นั่นย่อมแสดงว่ามีอัตลักษณ์วิญญาณสองธาตุที่หายไปจากกายนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่า จะถูกใครบางคนขโมยไป”
“....”
เหลิงหยุนเจียว ไฉนชีวิตเจ้าจึงได้บัดซบถึงเพียงนี้? ฝึกปรือพลังลมปราณมิได้ยังไม่พอ นี่ยังจะถูกขุดขโมยอัตลักษณ์วิญญาณที่อยู่ในกายไปอีก!
หากอ้างอิงจากคำอธิบายนี้ของเหนี่ยวเหนี่ยว ทุกอย่างก็จะเป็นไปตามหลักทฤษฎีพื้นฐานและยังสามารถแถลงไขได้อีกด้วยว่า เหตุใดนางจึงเลื่อนขั้นสู่ระดับต่อไปมิได้
ตามหลักแล้ว ยามที่ผู้ฝึกปรือจะทะลวงขอบเขตเพื่อเลื่อนขั้นพลัง จำเป็นจะต้องเติมเต็มพลังวิญญาณตามธาตุนั้นๆให้ตรงกับคุณสมบัติของอัตลักษณ์วิญญาณที่มีอยู่ในตัว หากขาดตกไปเพียงธาตุใดธาตุหนึ่ง ทุกอย่างจะล้มเหลวในทันที
ในยามนี้ อัตลักษณ์วิญญาณภายในกายของนางได้สูญหายไปสองธาตุ จึงเป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใดนางจึงไม่สามารถทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตปราณจิตขั้นกลางได้เสียทีนั่นเอง
เฉพาะผู้ที่มีอัตลักษณ์วิญญาณอยู่ในกายเท่านั้น จึงจะสามารถฝึกปรือลมปราณได้ และการช่วงชิงอัตลักษณ์วิญญาณของผู้อื่นไปเช่นนี้ ย่อมไม่ต่างอะไรกับการตัดอนาคตของคนผู้นั้นเลยทีเดียว
“เป็นฝีมือไอ้บัดซบไร้ยางอายผู้ใดกัน!?”
เมื่อได้รับรู้เรื่องราวเช่นนี้ เหลิงหยุนเจียวก็ถึงกับเดือดดาลจนเลือดขึ้นหน้า
เหนียวเหนี่ยวรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยขึ้นมา แล้วช่วยซับเหงื่อปลอบประโลมเจ้านายของตนโดยไว ทั้งยังกล่าวปลอบประโลมให้ใจเย็นลงอีกว่า
“นายหญิง อย่าเพิ่งด่วนสรุปอันใดนัก เพราะหากอัตลักษณ์วิญญาณที่ว่าถูกช่วงชิงไปจริงๆ นี่ย่อมจะส่งผลกระทบไปถึงสติสัมปชัญญะของตัวท่านโดยตรง จนต้องกลายเป็นคนบ้าเสียสติในที่สุด”
“แต่เท่าที่เห็นในยามนี้ สติสัมปชัญญะและความคิดความอ่านของท่านยังคงสมบูรณ์ดี เพราะเหตุนี้ข้าจึงได้บอกแต่แรกว่าข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก และไม่อยากด่วนสรุปตัดสินเช่นกัน”
“...” เหลิงหยุนเจียวขยับริมฝีปากสีแดงฉ่ำเปิดออกเล็กน้อย แต่ก็เพิ่งตระหนักรู้ตัวว่า ตนเองก็ไม่รู้จะกล่าวอันใดออกไปอีกเช่นกัน
แล้วอัตลักษณ์วิญญาณทั้งสองธาตุของนางในยามนี้ จะเป็นตายร้ายดีเยี่ยงไรแล้ว?
หากเกิดปัญหาขึ้นกับพวกมันขึ้นมาเล่า? ชั่วชีวิตนี้นางคงต้องติดอยู่ที่ขอบเขตปราณจิตขั้นต้นไปจนวันตายอย่างนั้นรึ?
แต่ทันใดนั้น จู่ๆนางก็สัมผัสได้ถึงรัศมีแรงกดดันขุมใหญ่ที่ปรากฏขึ้นจากด้านหลัง เหลิงหยุนเจียวใจสั่นกระตุกอย่างแรง ร่างทั้งร่างสะดุ้งเฮือกกลับสู่สภาวะตื่นตัวอีกครั้ง
“นั่งขัดสมาธิให้มั่น มุ่งจิตดิ่งสู่จุดตันเถียน เลือกดูดซับเพียงพลังธาตุหยวนในอากาศเข้าไป ระหว่างโคจรลมปราณ ให้ไล่จากเหนือศีรษะลงมา ส่วนที่เหลือก็เข้าญาณตามปกติ”
ได้ยินสุ้มเสียงอธิบายอย่างเป็นลำดับขั้นตอนของโม่เฉิยหยวนดังขึ้น เหลิงหยุนเจียวจึงค่อยๆสงบจิตใจเข้าสู่สภาวะความเป็นกลาง แล้วหลับตาขัดสมาธิปฏิบัติตามที่อีกฝ่ายบอกทันที
พลังธาตุหยางคือดวงตะวัน ดูดซับพลังวิญญาณเหล่านั้นเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่า เหลิงหยุนเจียวจึงเริ่มเพ่งจิตบังคับให้กระแสพลังเหล่านั้นเริ่มโคจรจากบริเวณศีรษะไล่ลงมาอย่างเป็นลำดับ ลำเรียงผ่านเส้นลมปราณทั่วทั้งร่าง กระทั่งในที่สุดก็สามารถผลักดันพลังธาตุหยางในบริเวณเหล่านั้นลงสู่จุดตันเถียนได้
แทบจะในทันใด เหลิงหยุนเจียวพลันสัมผัสได้ทันทีว่า จุดตันเถียนของนางเริ่มร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายร้อนประหนึ่งว่ากำลังถูกทะเลเพลิงเดือดแผดเผา
เหงื่อเย็นไหลซึมผุดออกจากร่างผ่านทุกอณูทั่วร่างกายของนาง ความเสถียรระหว่างกระบวนการดูดซับพลังวิญญาณเหล่านี้ ถูกควบคุมโดยพลังลมปราณของโม่เฉินหยวนอีกทีหนึ่ง ทำให้แม้จะสร้างความเจ็บปวดต่อร่างกายของเหลิงหยุนเจียวไปบ้าง แต่โดยรวมแล้ว ทุกอย่างก็ดำเนินผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
พลังวิญญาณธาตุหยางอันร้อนระอุ ถูกขัดเกลาจนบริสุทธิ์กลายเป็นหยดลมปราณเหนียวหนืด ก่อนจะถูกเก็บสั่งสมไว้ในจุดตันเถียนของนางต่อไป