ภาคพิเศษ
‘คู่หมั้นของผมกับอาหารที่ผมไม่รู้จัก’
“วันนี้ฉันจะมาทำอาหารนะ”
คนที่อยู่ๆ พูดโพล่งขึ้นมาอย่างนั้นอีกทั้งยังเอาผ้ามาจ่อตรงหน้าผมก็คือคู่หมั้นของผมเอง เธอมีชื่อว่าลีโคริสเรเดียตา ระยะนี้เธอแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนคฤหาสน์ดยุกรานันคูลาหลังนี้ค่อนข้างบ่อยขึ้นแต่ผมไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรนัก
ตอนที่ได้พบหน้ากันครั้งแรกลีโคริสทำให้ผมเกิดความรู้สึกหวั่นไหวมากกับดวงตาที่มีรูปทรงแบบหางตางอนขึ้นเธอมีไฝใต้ตาที่ดูเย้ายวนใจ รูปร่างหน้าตาดูเป็ผู้ใหญ่อีกทั้งยังตัวสูงมากสำหรับเด็กผู้หญิงที่อายุสิบขวบแต่ในเวลานี้ผมได้สูงแซงหน้าเธอไปแล้ว จึงยอมรับเื่ความสูงของเธอได้อย่างสบายใจ
แล้วผมก็ต้องขมวดคิ้วทันทีที่ร่างของเธอในชุดเช่นนั้นเคลื่อนผ่านเข้ามาอยู่ในสายตา
นั่นเพราะว่าผมดำหนานุ่มเป็ลอนของเธอถูกมัดรวบขึ้นไปด้วยเชือกหยาบๆอีกทั้งเธอยังคลุมหน้าผากด้วยผ้าสามเหลี่ยมบิดๆ เบี้ยวๆ แถมชุดกระโปรงสีแดงเข้มที่เหมาะกับเธอมากก็ถูกคลุมปิดไว้ด้วยผ้ากันเปื้อนเนื้อหนา
การแต่งกายของลีโคริสคล้ายคลึงกับชุดกระโปรงผ้ากันเปื้อนที่หญิงรับใช้ใส่กับอะไรสักอย่างหนึ่งที่เป็สีขาวๆติดอยู่บนหัว ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ชื่อเรียกอย่างเป็ทางการเหมือนกันมันเป็ชุดที่ดูผิวเผินแล้วคล้ายคลึงกัน แต่ที่จริงแตกต่างจากของจริงมาก
“ไม่มีใครให้ฉันยืมชุดผ้ากันเปื้อนเลย”
“แหงอยู่แล้วละ”
ลีโคริสสังเกตเห็นสายตาที่มองอย่างสงสัยของผมจึงทำแก้มป่องบรรดาคนในบ้านรานันคูลาก็ดูงุนงงสับสนราวกับเห็นภาพในจินตนาการที่บุตรสาวดยุกมาร้องขอว่าอยากใส่ชุดหญิงรับใช้
“แต่ฉันหาผ้าสะอาดมาทำอันนี้ได้ละ อ๊ะวางใจเถอะ ผ้าของเธอเป็ของสะอาดเรียบร้อยที่ฉันไปขอยืมมาจากพ่อบ้านละ”
เธอคลี่ผ้าที่บอกว่าเป็ของผมออกให้ดูแล้วยัดเยียดผ้าผืนนั้นมาให้ทันควัน ที่จริงมันเป็แค่ผ้าผืนยาวๆที่มีเชือกผูกกับเสื้อกั๊กแบบเรียบง่าย ผ้าผืนยาวนี้คงเป็ผ้ากันเปื้อนแบบพันรอบเอวแล้วผูกเชือกแต่ทำไมถึงต้องมีเสื้อกั๊กด้วยล่ะ
“ย่อมเป็สีดำแน่นอน”
เธอประกาศออกมาด้วยความภูมิใจเล็กๆ
“จะให้ผมใส่ไอ้นี่ แล้วให้ไปยืนในครัวเหรอ”
“ก็ดูดีออกนี่นาหากท่านรานันคูลามาเห็นเข้า ท่านต้องเห็นด้วยแน่ๆ เลยละ ถ้าผู้ชายทำอาหารได้ก็ไม่เสียหายเพราะพอเธออายุถึงสิบสองปี ก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ที่หอพักของโรงเรียนด้วยนี่นา”
ผมยอมรับว่าพ่อให้ความเอ็นดูลีโคริสเป็อย่างมากแต่นี่ก็ไม่ใช่เื่ที่ผมจะเห็นพ้องตรงกัน
“ที่หอคงมีคนครัวอยู่ด้วยนั่นแหละ...”
แต่ลีโคริสฟังความไม่เห็นดีเห็นงามของผมอย่างเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาพลางพันผ้ากันเปื้อนสีดำรอบเอวของผม ทั้งให้ผมใส่เสื้อกั๊กทับเสื้อเชิ้ตอีกทีเราอยู่ใกล้ชิดกันขนาดนี้ ผมควรจะดุเธอดีหรือว่าควรจะรู้สึกเคลิบเคลิ้มดีผมมักลังเลเื่นี้เสมอ
อย่างน้อยก่อนที่เราจะเข้าโรงเรียนหรือเปิดตัวในสังคมชั้นสูงซึ่งเพิ่มโอกาสที่ผู้ชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกันจะได้เข้ามาติดต่อพบปะกับเธอมากขึ้นผมคงต้องแก้ไขความไม่รู้จักระวังตัวของเธอให้หายเสียก่อน
ลีโคริสไม่ได้ล่วงรู้ถึงความในใจที่ซับซ้อนของผมเลยเธอพึมพำออกมาว่า “เหมือนการ์ซง[1]เลยน่ารักจัง” ครึ่งแรกของประโยคที่พึมพำคืออะไรผมเองก็ไม่เข้าใจ แต่คำว่า ‘น่ารัก’นั้นห้ามใช้กับผู้ชายที่กำลังอยู่ในวัยอ่อนไหวง่ายอย่างเด็ดขาด จริงๆผมอยากให้เธอเลิกใช้คำนั้นไปเลยอย่างสุดใจแต่ก็ไม่อยากถูกกล่าวหาว่าเป็ผู้ชายใจแคบ
ที่ไม่อยากถูกกล่าวหาว่าใจแคบไม่ได้เป็เพราะผมระคายเคืองจิตใจที่ถูกชมว่าน่ารักหรอกแต่เพราะผมถูกเธอดึงแขนให้เข้ามาในครัวต่างหาก
“อาหารที่จะให้ทำวันนี้คือ ‘ข้าวต้ม’ นะ”
“มันคืออะไรน่ะ”
“ถ้าให้ฉันอธิบายเื่รสชาติด้วยปากเปล่าก็เป็เื่ยากลองทำดูเลยจะง่ายกว่า”
การสอนทำอาหารของเธอจึงเริ่มขึ้นด้วยเหตุนี้
ขั้นตอนการทำ เริ่มจากล้างมือให้สะอาดล้างผักและธัญพืชที่หน้าตาดูไม่คุ้นตา หั่นให้มีขนาดพอเหมาะแล้วใส่ลงไปในหม้อ
เธอบอกให้ผมหั่นกระทั่งผักซึ่งมีรสเปรี้ยวจัดที่ผมไม่ชอบเมื่อถามว่า “ใส่ของแบบนี้ลงไปได้ด้วยเหรอ” เธอก็ตอบกลับมาว่า “ขาดไม่ได้เลยเพราะเป็วัตถุดิบที่สำคัญมาก”วันนี้ผมคงต้องยอมก้าวไปตามจังหวะของเธออย่างเต็มรูปแบบและผมเองก็คงคาดหวังอะไรไม่ได้เลยสักอย่างด้วย จึงรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก
พวกเราประกอบอาหารกันได้ไม่นาน ‘ข้าวต้ม’ ก็เสร็จเรียบร้อย ผมนึกถึงรสเปรี้ยวของวัตถุดิบที่เกลียดขณะตักใส่จานเล็กอย่างหวาดๆ
“เดี๋ยวก่อน!”
เสียงลีโคริสฟังดูเร่งร้อน ผมจึงหยุดมือ
“ฉันจะลองชิมดูก่อน ถ้าเกิดรสชาติแปลกๆขึ้นมาละก็ คงเจ็บใจแย่”
ข้อแก้ตัวของเธอช่างฟังดูไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย
แม้ลีโคริสจะมีหน้าที่สอนแต่ในเมื่อผมเป็คนทำอาหารนี้เอง ต่อให้รสชาติออกมาแปลกๆ เธอก็ไม่เห็นจะต้องอาย
ในที่สุดเจตนาที่แท้จริงของเธอก็กระจ่างชัดผมคาดการณ์ไว้แล้วว่าคงเป็แบบนั้น
กล่าวคือนับั้แ่เกิดเหตุการณ์ที่ผมเกือบถูกวางยาพิษเมื่อครั้งก่อนหน้านี้คนรอบข้างก็พากันเอาใจใส่เื่อาหารการกินของผมคนที่รับผิดชอบห้องครัวเอ่ยปากว่าจะทดสอบอาหารด้วยตัวเองก่อนว่ามีพิษหรือไม่และถึงขั้นไม่จัดซุปขึ้นมาวางบนโต๊ะรับประทานอาหาร
ผมคิดว่าไม่จำเป็ต้องทำแบบนั้นก็ได้แต่พูดไปก็ไม่มีใครฟัง
อีกทั้งปริมาณอาหารก็ไม่ได้ลดลง
แต่เป็เื่น่าสมเพชที่ผมมักจะรู้สึกหดหู่เวลารับประทานอาหารมื้อเย็นดูเหมือนลีโคริสเองก็เข้าใจความเศร้าซึมเงื่องหงอยนั้นอย่างแจ่มแจ้ง
“...อืม ใช้ได้ทีเดียว”
เมื่อลีโคริสชิมทดสอบว่ามีพิษหรือไม่เพื่อผมเสร็จแล้วก็พูดอย่างนั้นจากนั้นจึงล้างจานใบเล็กที่ใช้แล้วกับน้ำสะอาดและยื่นให้
“เธอจะลองชิมดูด้วยไหม”
ทั้งที่ลีโคริสถึงขนาดบังคับให้ผมทำอาหารแท้ๆแต่เธอมาทำหน้าไม่มั่นใจแบบนี้จะไม่ขี้โกงไปหน่อยเหรอ
ผมเห็นลีโคริสเหลือบตาขึ้นเล็กน้อยด้วยความสูงที่ต่างกันและมองผมรู้สึกตื่นเต้นพลุ่งพล่านขึ้นมาจนทำอะไรไม่ถูก ความรู้สึกนั้นซับซ้อนอย่างมาก ทั้งอยากจะดูแลทะนุถนอมเธอให้ดีทั้งอยากจะแกล้งเล่น
“ขอกินหน่อยสิ”
พอผมพูดขึ้นมาอย่างนั้นแล้วก็อ้าปากเล็กน้อย เธอทำท่าทางดูลำบากใจอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด
แต่สุดท้ายลีโคริสก็ยอมยื่นจานใบเล็กที่ใส่‘ข้าวต้ม’ ปริมาณเล็กน้อยมาใกล้ปากของผม
รสเปรี้ยวกำลังดีผสานกับรสหวานธรรมชาติจากธัญพืชแผ่ซ่านอยู่ในปาก
ไม่เลวเลย
เสียงดังเอื๊อกในลำคอแล้วผมก็รู้สึกได้ถึงความหิว
คู่หมั้นที่สุดแสนจะใจดีและชอบดูแลเอาใจของผม
‘ถ้าเป็สิ่งที่เธอยื่นให้ต่อให้เป็ยาพิษ ผมก็ยินดีที่จะลิ้มลอง’คำพูดที่เคยได้ยินที่ไหนสักแห่งผุดขึ้นมาในหัว
ถ้าผมเอ่ยเป็คำพูดออกมาจริงๆคงถูกลีโคริสดุว่าประมาทไม่เข้าเื่แน่ๆ
(จบภาคพิเศษ ‘คู่หมั้นของผมกับอาหารที่ผมไม่รู้จัก’)
[1] garçon เป็ภาษาฝรั่งเศส แปลว่าบริกรชาย
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ readawrite
https://bit.ly/3kRniGc