บทที่1
ทรยศ
(Betray)
‘อำนาจนำมาซึ่งความรุ่งเรือง และอำนาจนำมาซึ่งความเสื่อม
อำนาจนำมาซึ่งความผาสุก และอำนาจนำมาซึ่งความแตกแยก
หนึ่งได้ หมู่มวลปรารถนา่ชิง
หมู่มวลมิอาจครองโดยแท้ หนึ่งจึงชั่วกาล
แลนั้นหนึ่งจึงต้องเป็หมู่มวล และหมู่มวลจึงต้องหลอมรวมเป็หนึ่ง
มิเช่นนั้น อำนาจจะนำมาซึ่งจุดจบ…’
…วาทกะแห่งกาลเวลา
ณประเทศรัฐเผด็จการโซเวียเนียแห่งยุโรป
‘อำนาจ’ คำๆนี้เพียงคำเดียว… เพียงสิ่งเดียวที่ต่างทำให้ผู้คนมากมายต่างปรารถนา่ชิงกันในทุกครั้งเพราะมันช่างหอมหวานและเย้ายวน อันทำให้บังเกิดการนองเื า การแย่งชิง และการล้มตายพวกเขาต่างสวมหน้ากากและใบหน้าอันจอมปลอมเข้าหากันพร้อมเมื่อมีโอกาสก็จะลงมือกำจัดอีกฝ่ายให้สิ้นซากอย่างไร้เมตตาปราณีใดๆ เพียงเพื่ออำนาจและวาสนาไม่ว่าจะเป็ญาติพี่น้อง หรือมิตรสหาย พวกเขาเ่าั้ก็อาจจะไม่ลังเลเลย ที่จะทำทุกวิถีทางแม้จะต้องสังหารหรือเปื้อนเืของผู้ใดเพื่อสรรพสิ่งที่เรียกว่าอำนาจนั้น ให้มาเป็ของตนเอง
จนอาจหลงลืมไปเสียแล้วว่าทำไปเพื่อสิ่งใดหรือเพื่อความปรารถนาใด…?
นานนับสหัสวรรษที่มนุษย์เริ่มใช้ระบอบการปกครองในหลายๆแบบแต่ไม่ว่าอย่างไหน อำนาจก็มักจะตกไปอยู่ในมือคนๆเดียวเสมอ ไม่ว่าจะเป็ไปอย่างเปิดเผยหรือไม่ก็ตามที
‘ระบอบเผด็จการ’ คืออีกหนึ่งระบอบที่เป็ระบอบการรวมอำนาจไว้ที่บุคคลเพียงหนึ่งเดียวบุรุษผู้กุมอำนาจเพียงหนึ่งแห่งระบอบเผด็จที่ทั้งประเทศ ‘จอมเผด็จการ’หลายๆคนคงรู้จักคำนี้ ไม่ว่าจะทั้งอดีตและปัจจุบัน จอมเผด็จการมักถูกมองและหมายถึงผู้ปกครองประเทศที่ชั่วช้ากดขี่ และบ้าอำนาจ
หากยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของจอมเผด็จการผู้ยิ่งใหญ่และโเี้ในประวัติศาสตร์โลกและเป็ที่รู้จักก็คงไม่พ้นใครอื่นนอกจาก ท่านผู้นำแห่งนาซีเยอรมัน อดอล์ฟ ฮิตเลอร์จอมเผด็จการชื่อก้องโลกที่พยายามโลกด้วยาอันโหดร้ายของเขาที่ทำให้ผู้คนกว่า 70 ล้านต้องสูญสิ้นชีวิตไปในไฟแห่งา พร้อมจุดจบอันแสนอนาถจากสิ่งที่เขาได้กระทำ และประเทศอันยิ่งใหญ่ที่ล่มสลาย
ประเทศรัฐเผด็จการโซเวียเนียประเทศเผด็จการแห่งสุดท้ายของยุโรปที่ประชาธิปไตยต่างเฟื่องฟูประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบเผด็จการมาั้แ่สมัยาโลกครั้งที่สองจากท่านผู้นำคนแรกผู้กุมอำนาจของประเทศหลังจากปกครองด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จมานานนับสิบปี เขาก็ได้ลาโลกนี้ไป พร้อมส่งทอดอำนาจของเขามาสู่ลูกชายคนโตของเขา ดีออนวอลเลอร์ ชายหนุ่มผู้ที่จะขึ้นเป็จอมเผด็จการคนใหม่แห่งรัฐโซเวียเนีย
ดีออนวอลเลอร์ เขาคือลูกชายคนโตของ โคลด์ วอลเลอร์ อดีตท่านผู้นำแห่งรัฐเผด็จการโซเวียเนียผู้ล่วงลับดีออนนั้นเป็ชายหนุ่มอายุ 20 ปี มีเส้นผมและดวงตาสีดำสนิท ใบหน้าคมสันโดยทั่วไปถือว่าหน้าตาดีมากเลยทีเดียว ตัวเขานั้นเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับการปกครองั้แ่อายุเพียง7 ปี ถือเป็หนึ่งในบุคคลที่เรียกได้ว่ามีศักยภาพและอัจฉริยะภาพในตำแหน่งผู้สืบทอดอันดับหนึ่งของโซเวียเนียโดยที่ไม่ได้มาเพียงเพราะว่าเขาเป็ลูกชายของท่านผู้นำแต่เป็เพราะความสามารถอันเยี่ยมยอดของตัวเขาเองล้วนๆ
ดีออนเป็คนที่ภายนอกนั้นดูเ็าและดูจะเข้าถึงได้ยากไปสักหน่อย ด้วยบุคลิกภายนอกแบบนี้จึงทำให้หลายคนนั้นเกรงกลัวและไม่กล้าเข้าหาเขานัก บวกกับการที่เขาได้ชื่อว่าจะต้องสืบทอดอำนาจและขึ้นเป็จอมเผด็จการในอนาคตด้วยแล้วแต่ความเป็จริงนั้นไม่ใช่แบบนั้นเลย ดีออนนั้นเป็คนอ่อนโยนและมีจิตใจที่ดีเขานั้นใส่ใจในเื่ของความเป็อยู่ของประชาชนและพยายามยกคุณภาพชีวิตและพัฒนาประเทศให้ดีขึ้นเสมอๆไม่ได้เป็เช่นดั่งจอมเผด็จการอื่นๆ ที่พอขึ้นมามีอำนาจก็มักกดขี่ข่มเหงประชาชนเสวยสุขอยู่ในอำนาจ แต่กับดีออนนั้นไม่ใช่ เขาไม่ได้้าแบบนั้นเขาคิดอยู่เสมอว่า การที่คนเราใช้อำนาจแบบนั้น มันนั้นย่อมไม่ยั่งยืนในไม่ช้าอำนาจนั้นก็จะถูก่ชิงไปจากความโกรธแค้นที่คนผู้นั้นได้ก่อขึ้น และจุดจบเช่นนั้นคนอย่างเขาก็ไม่ใคร่ที่จะปรารถนานัก…
ดีออนนั้นมีน้องชายอยู่อีกคนหนึ่งชื่อโลเวล วอลเลอร์ โลเวลนั้นคือลูกคนเล็กของโคลด์ที่เกิดจากภรรยาอีกคนหนึ่งซึ่งเป็ภรรยารองที่พอคลอดโลเวลออกมาเธอก็เสียชีวิตไป แม่ของดีออนจึงรับโลเวลมาเลี้ยงและดูแลแทน
ถึงแม้โลเวลจะเป็ลูกของภรรยาน้อยของโคลด์ก็ตามทีโลเวลนั้นเป็ลูกที่โคลด์ไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไรนัก โคลด์นั้นมักให้ความใส่ใจกับดีออนมากกว่าเนื่องจากเพราะความสามารถอันเป็เลิศของดีออนถึงแม้ความสามารถของโลเวลจะไม่ได้เทียบเท่าดีออนแต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีแต่ก็ยังไม่ได้ความสนใจจากโคลด์อยู่ดี นั่นคงเป็อีกหนึ่งความทรงจำแย่ๆในวัยเด็กของโลเวลแต่กระนั้น ณ ตอนนี้มันก็คงไม่ได้เป็สิ่งสำคัญอะไรอีกแล้ว
‘วันนี้คือวันสำคัญ’นั้นคือเสียงในความคิดของชายหนุ่มผู้ซึ่งกำลังทำใบหน้าเคร่งเครียดและจ้องมองอ่านคำสุนทรพจน์บนแผ่นเอกสารในมืออยู่ในขณะนี้
ดีออนนั้นกำลังนั่งอยู่บนโต๊ะทำงานในห้องของพ่อเขาไม่สิ... อดีตต่างหาก พ่อเขาได้จากไปแล้ว เป็เวลานานกว่า 40 ปีที่ชื่อและอำนาจของโคลด์ วอลเลอร์ ได้เข้าครอบงำประเทศนี้ จากความทรงจำทั้งหมดั้แ่วัยเด็ก พ่อของเขานั้นเรียกได้เลยว่าไม่ใช้ผู้นำที่ดีเท่าไหร่นักโคลด์นั้นอาจเรียกได้ว่าหลงอยู่ในอำนาจอันมากล้นของเขา พร้อมด้วยการปกครองประเทศด้วยกำลังทหารและคำประกาศิตที่จะสังหารคนทุกผู้ที่ต่อต้านโคลด์ได้ทำเช่นนั้นมาตลอด จนถึงในวันที่เขาได้จากไปเมื่อ 3 เดือนก่อนหน้านี้
เสียงถอนหายใจจากชายหนุ่มที่กำลังรู้สึกกดดันเล็กน้อยกับพิธีขึ้นสืบทอดตำแหน่งเผด็จการของเขาที่กำลังจะเริ่มในอีกไม่นานนักนับจากนี้ ซึ่งดีออนนั้นก็เป็อย่างนี้มาั้แ่เช้าแต่ไม่นานนั้นเขาก็ลุกขึ้นจากโต๊ะ พร้อมหยิบเสื้อโค้ทสีดำที่พาดไว้กับเก้าอี้ด้านหลังขึ้นมาสวมใส่และเดินไปที่ประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ตรงด้านหน้าโต๊ะทำงาน เพื่อเดินออกไปจากห้องและมุ่งสู่เวทีปราศรัยด้านล่างอาคารทำเนียบรัฐบาลที่เขาอยู่ในขณะนี้ เพื่อเตรียมการงานเป็ครั้งสุดท้ายให้เสร็จสิ้น
เมื่อคิดถึงเื่อดีตมันก็ทั้งเป็เื่น่าเศร้าและตลกร้ายในเวลาเดียวกัน ที่เมื่อสองปีก่อนหน้าในตอนที่แม่ของดีออนซึ่งป่วยโรคมะเร็งได้จากไปพ่อของเขาซึ่ง่หลังจากแต่งงานก็เริ่มไม่ค่อยสนใจแม่ของเขาเท่าใดนักแถมยังมีภรรยาน้อยเพิ่มขึ้นอีกคน พ่อของเขานั้นกลับหลงอยู่ในอำนาจกับความคิดเื่การรักษาอำนาจไว้จนแม้แต่ตอนที่แม่ของโลเวลตายเขายังไม่แม้แต่จะมีท่าทีเศร้าใจเลยแม้แต่น้อยแต่ยังคงเอาแต่ทำงานอยู่เช่นเดิม การที่พ่อเขาพอจะใส่ใจดูแลเขาอยู่บ้าง มันก็คงอาจไม่ใช่เพราะเขาเป็ลูกชายคนโปรดแต่อย่างใดแต่เป็เพราะ้าจะแน่ใจว่าอำนาจที่เขาอุตส่าห์ทุ่มเทรักษาฟูมฟักจะไม่ตกเป็ของคนนอกตระกูลต่างหากเขาเองก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่านั่นเรียกได้ว่าเป็การแสดงความรักอย่างหนึ่งของพ่อหรือเปล่าหรือมันอาจจะใช่และไม่ใช่ในเวลากันก็ได้
ถึงแม้่เวลาที่ผ่านมาแม่ของเขาจะแม้ไม่ได้รับการเอาใจใส่จากพ่อ แต่แม่ของเขา… อลิเซีย วอลเลอร์ ไม่สิ…นั้นเป็ชื่อที่พ่อของเขาตั้งให้หลังจากตอนลักพาตัวแม่ของเขามาต่างหากชื่อจริงๆของแม่เขาคือ อัญนารี สุริยาลัยหญิงสาวชาวไทยที่พ่อเขาลักพาตัวมาตอนพ่อของเขาไปเยือนประเทศนั้นเมื่อ 20 ปีก่อน และเพราะด้วยการแต่งงานของเขาทั้งสอง หาใช่เกิดด้วยความรักของทั้งสองฝ่ายไม่แม่ของเขาจึงไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อยว่าพ่อเขานั้นจะมอบทั้งความรัก ทรัพย์สินเงินทอง สมบัติต่างๆมากมายที่พ่อเขานั้นยัดเยียดให้ แม่ของเขาก็ไม่ได้้ามันเลยสักนิดจนพ่อเขานั้นประชดประชันด้วยการไม่สนใจและกักบริเวณแม่ให้อยู่แต่ในบริเวณคฤหาสน์เท่านั้นเวลาจะไปไหนก็ทั้งยังต้องขออนุญาตและมีคนติดตามไปด้วยตลอดเวลา พร้อมทั้งยั่วยุโดยการมีภรรยาน้อยอีกคนเสียอีก
่เวลาที่ผ่านมากว่า20 ปีที่พวกเขานั้นอยู่ด้วยกัน พ่อของเขานั้นรู้ดีอยู่เต็มอกและเข้าใจเป็อย่างดีว่าสิ่งที่แม่เขานั้น้ามากที่สุดในชีวิตนั้นเป็เพียงสิ่งง่ายๆพื้นๆที่คนธรรมดาทุกคนนั้นสามารถมีได้แต่มันไม่ใช่สิ่งที่พ่อเขาสามารถจะให้แม่ได้เลยแม้แต่น้อยแต่กลับเป็ที่่ชิงมันมาจากเธอต่างหาก
‘อิสรภาพ’ คำสี่พยางค์สั้นๆง่ายๆเท่านั้นแหละคือสิ่งที่แม่้า เป็ความปรารถนาที่แม่ไม่เคยได้รับ จนได้ถึงในวันที่เธอได้จากไปเมื่อสองปีก่อนในวันนั้นเขาและโลเวลกับข้ารับใช้ที่สนิทกับแม่นั้นต่างมารวมตัวกันอยู่ในห้องนอนของเธอ ร่างกายของเธอนั้นดูซูบผอม ใบหน้าซีดขาว จากโรคร้ายที่เธอต้องเผชิญตลอดมาเขากับโลเวลกุมมือของเธอไว้ ห้องนั้นมีแต่เสียงสะอื้นด้วยความเศร้าของข้ารับใช้ที่อยู่ปรนนิบัติมานานหลายปีแม้จะดูทรุดโทรมลงมากจากอาการป่วยแต่ใบน้าของแม่ในวันนั้นกลับยังคงดูงดงามและแจ่มชัดมากกว่าวันไหนๆเธอจ้องมองมายังเขาและโลเวลและค่อยๆขยับริมฝีปากอย่างช้าๆและเอ่ยออกมาอย่างแ่เบาว่า
“พวกลูกอย่าเศร้าไปเลยนะ ไม่ว่าใครก็ต่างต้องจากไปไม่ว่าวันใดก็วันหนึ่ง มันขึ้นอยู่กับเวลาก็เท่านั้นเองความตายน่ะสำหรับแม่แล้วมันไม่ได้น่ากลัวหรอกนะ เพราะว่าความตายนั้นมันก็เป็แค่จุดจบและการเริ่มต้นอีกครั้งก็แค่นั้นเองและที่สำคัญ…ในวันนี้น่ะนะเป็วันที่ความปรารถนา ที่แม่นั้นเฝ้ารอคอยนั้นกำลังจะเป็จริงอิสรภาพที่แม่เฝ้ารอมาตลอด…”
น้ำตาของดีออนและโลเวลเริ่มไหลรินอาบแก้มโลเวลนั้นแม้จะไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่อลิเซียนั้นก็เลี้ยงดูโลเวลอย่างดีราวกับลูกแท้ๆ พร้อมมอบความรักของแม่เช่นเดียวกับดีออนฉะนั้นโลเวลจึงถึงได้รู้สึกผูกพันกับอลิเซียมากกว่าใครอื่นมากกว่าพ่อแท้ๆที่ไม่แม้แต่จะสนใจเขา
“ลาก่อนนะ ลูกรักของแม่ จนกว่าจะถึงวัน…ที่เราได้พบกันอีกครั้ง…” อลิเซียค่อยๆหลับตาลงอย่างช้าๆไม่นานนักดวงตานั้นก็ปิดสนิทลงพร้อมกับเสียงหายใจสุดท้ายที่หลุดลอยไปของอลิเซีย
แม้จะเป็วาระสุดท้ายแต่อลิเซียเธอนั้นก็ยังจากไปพร้อมกับรอยยิ้มใน่เวลาที่เธอได้จากไปทั่วทั้งห้องมีแต่เสียงร่ำไห้และน้ำตาแห่งความโศกเศร้า
หลังจากแม่ของดีออนนั้นได้จากไปพ่อของเขาจอมเผด็จการหยิ่งยโสและทระนง ก็กลับเปลี่ยนไปเป็คนละคนพ่อของเขาในตอนแรกที่ดูเหมือนจะไม่สนใจแม่อีกแล้วแต่สุดท้ายเมื่อรู้เื่ที่เธอได้จากไปแล้วจริงๆ พ่อเขาก็แสดงอาการหมดอาลัยตายอยากในชีวิตพ่อเขานั้นเริ่มดื่มเหล้าร่ำอย่างหนัก ไม่สนใจการบริหารบ้านเมืองหรือแม้กระทั่งอำนาจอีกแล้วจนสุขภาพนั้นทรุดโทรมและโรคร้ายเริ่มเข้ารุมเร้า พ่อของเขาเป็แบบนั้นมากกว่าสองปีจนสุดท้ายพ่อเขาที่ตรอมใจเื่แม่ก็จากโลกนี้ตามแม่ของเขาไปอย่างไม่มีวันหวนกลับเช่นกัน
ฉะนั้นมันจึงเป็เื่น่าเศร้าและตลกร้ายที่จอมเผด็จการผู้โเี้ผู้ปกครองประเทศด้วยความความกลัว กลับต้องมาตรอมใจตายให้กับผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่แม้แต่จะเคยมอบความรักจริงๆให้กับเขาเลยแม้เพียงสักครั้ง
เอี๊ยด…
ดีออนหลุดจากภวังค์ความคิดถึงเื่ในอดีตเมื่อเขาได้ยินเสียงแง้มประตูออกในขณะที่เขากำลังจะเดินไปเปิดมันพร้อมชายหนุ่มผมสีทองคนหนึ่งที่เดินเข้ามาภายในห้อง
“โลเวล?” ดีออนขานเรียกชื่อคนที่เข้ามาในห้อง ซึ่งโลเวลนั้นก็เดินเข้ามาหาดีออนด้วยรอยยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“เป็ไงบ้างครับพี่ยังไม่รีบไปเตรียมตัวอีกเหรอครับ”
“ฉันก็กำลังไปนี่แหละพอดีเมื่อกี้กำลังอ่านคำสุนทรพจน์อยู่น่ะ” ดีออนเอ่ย ก่อนที่อีกฝ่ายจะตอบกลับมาว่า
“เหรอครับผมก็ว่าพี่ทำอะไรอยู่ตั้งนาน พี่น่ะชอบประหม่ากับเื่เล็กน้อยพวกนี้นี่จังนะครับจะไหวไหมครับเนี่ยกับพิธีวันนี้”โลเวลหยอกล้อและขำออกมาเล็กน้อย ที่พี่ชายแสนเพียบพร้อมของเขากลับประหม่ากับเื่เล็กๆเพียงแค่นี้ทั้งที่ในยามปกติพี่เขาก็ช่างมีภาพลักษณ์ที่ดูน่าเคารพนับถือซะขนาดนั้น
โลเวลนั้นเป็ชายหนุ่มอายุ19 ปี เขามีเส้นผมสีทองกับดวงตาสีฟ้าเหมือนพ่อต่างจากดีออนที่มีเส้นผมและั์ตาสีดำเหมือนแม่ เนื่องจากพวกเขานั้นถูกอลิเซียเลี้ยงมาด้วยกันจึงทำให้ทั้งสองนั้นเป็พี่น้องที่ถือว่าสนิทสนมกันมากแม้โลเวลจะชอบบ่นเื่พ่ออยู่บ่อยๆก็เถอะนะ ซึ่งก็อาจจะเพราะตัวเขาเองรู้สึกเหมือนถูกไสส่งไปสักหน่อยนั้นแหละนะ
“ทำอะไรกันอยู่เหรอคะหนุ่มๆ” เสียงใสเสียงหนึ่งแทรกเข้ามา ดีออนและโลเวลจึงหันกลับไปมองที่ต้นเสียงนั้นในทันที
“เปล่าหรอกครับมาเรีย พวกเราแค่คุยกันนิดหน่อยน่ะ” ดีออนหันไปบอกหญิงสาวผมทองั์ตาสีฟ้าสดใสใบหน้างดงามที่เข้าตามมาอีกคนในห้องด้วยน้ำเสียงอย่างสนิทสนม
“เฮ้อ…ก็นึกว่ามีเื่อะไร เห็นให้ฉันรออยู่ที่ห้องรับรองตั้งนาน” หญิงสาวถอนหายใจเล็กน้อยจากความเบื่อหน่ายในการรอ
“เอ้าเหรอครับ ขอโทษด้วยหวังว่าคุณจะไม่โกรธผมนะ คู่หมั้นคนงามของผม” ดีออนกล่าวแหย่หญิงสาวเบื้องหน้าอย่างขำๆซึ่งเหมือนจะทำให้เ้าตัวรู้สึกอย่างเขินอายเล็กน้อย
หญิงสาวผู้ดูจะสนิทสนมกับอนาคตผู้นำเผด็จการคนต่อไปผู้นี้มีนามว่ามาเรีย ซานเดอร์ หรือคู่หมั้นของดีออนนั่นเอง แม้การหมั้นหมายของทั้งคู่จะเป็การหมั้นทางการเมืองที่พ่อของพวกเขาตกลงกันั้แ่ที่ทั้งคู่ยังเด็กก็เถอะแต่ถึงอย่างนั้นดีออนก็มอบความรักและความเอาใจใส่ให้แก่มาเรียด้วยใจจริงของเขามาตลอดเสมอมา
ในขณะนั้นโลเวลที่เห็นการหยอกล้อเล็กๆของทั้งสองก็รู้สึกหงุดหงิดในความหวานเล็กน้อยและได้กล่าวขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“อะแฮ่มๆผมว่าพี่รีบออกไปเตรียมตัวดีกว่ามั้งครับ อีกไม่นานงานพิธีก็จะเริ่มแล้ว ถ้าหากท่านผู้นำคนใหม่มาสายซะเองในวันแต่งตั้งนี่คนทั้งประเทศคงได้หัวเราะเยาะกันพอดีล่ะครับ”ด้วยน้ำเสียงที่ดูจะประชดเล็กน้อยของโลเวล ก็ได้ทำให้ชายหนุ่มเอ่ยตอบกลับมาทันที
“โธ่…ฉันรู้แล้วน่า” ดีออนที่โดนโลเวลตักเตือนจึงละจากการสนทนา และค่อยๆเริ่มเตรียมก้าวเดินต่อไปที่ประตูพร้อมเอ่ยกับหญิงสาวตรงหน้าก่อนว่า “งั้นคุณไปรอผมที่ห้องรับรองก่อนแล้วกันนะ เดี๋ยวพอเสร็จพิธีเราค่อยมาคุยเื่งานแต่งของเรานะครับ”
“เข้าใจแล้วค่ะจะให้ผู้หญิงคนเดียวรั้งผู้นำคนไว้มันก็คนไม่ดีล่ะนะ” มาเรียหยอกชายหนุ่มเล็กน้อยซึ่งก็ดูจะทำให้โลเวลที่ฟังอยู่ยิ้มเล็กๆออกมาเล็กน้อย“แล้วเดี๋ยวฉันจะรีบตามไปทีลานพิธีแล้วกันนะคะ”
“อืมไว้เจอกันที่พิธีแล้วกันนะ โลเวล มาเรีย”ดีออนโบกมือเล็กน้อยก่อนที่จะเดินออกไปจากห้อง
ดีออนนั้นเดินมาอย่างสบายอารมณ์ในหัวของเขาตอนนี้ต่างคิดแต่เื่ของอนาคต เขานั้นวาดฝันถึงอนาคตที่สดใสเขาจะแต่งกับคนที่เขารักและปกครองประเทศนี้ด้วยความเที่ยงธรรม พร้อมทั้งเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ความรุ่งเรืองและยุคสมัยใหม่เขาคิดอยู่เสมอว่าชีวิตของเขาจะต้องไม่เหมือนกับพ่อที่ปกครองประเทศด้วยความกลัวและบ้าอำนาจกับชีวิตที่พังทลายเขาจะต้องไม่เป็แบบนั้นเด็ดขาดแม้มันจะยากเย็นแค่ไหนเขาจะไม่เป็เหมือนอย่างพ่อแน่นอน นั้นแหละคือความปรารถนาในชีวิตของเขา ด้วยเส้นทางนี้เขาจะเปลี่ยนแปลงวิถีแบบนี้เอง
ในขณะที่เขากำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่นั้นตัวของเขานั้นก็ไม่ได้สังเกตบุคคลหนึ่งที่กำลังเล็งปืนอยู่ด้านหลังของเขาสักนิดแม้แต่น้อยจนกระทั่ง
ปัง!…
แล้วด้วยเสียงดังหนึ่งและควาเ็ปก็ได้ปลุกเขาขึ้นจากความคิดเขาก้มลงมองดูเสื้อตรงหน้าอกที่ค่อยๆย่อมไปด้วยเื เขาเอามือข้างหนึ่งขึ้นมากุมแผลที่ถูกยิงเข้าเอาไว้ก่อนที่มืออีกข้างจะชักปืนจากเอวออกมาและหันเล็งไปยังคนร้ายที่ยิงเขาจากด้านหลังหมายจะยิงตอบโต้ แต่เขาก็ต้องช็อค เมื่อเห็นคนสองคนทางด้านหลังนั้น อันคนหนึ่งกำลังเล็งปืนมายังที่เขาอยู่
“โลเวล…มะ…มาเรีย!!” ปืนของดีออนแทบหลุดจากมือเขา เมื่อเห็นทั้งสองคนตรงหน้าในหัวตอนนี้เต็มไปด้วยคำถามมากมาย ว่าทำไมกัน ทำไมคนสองคนที่เขาไว้ใจมากที่สุดถึงได้จะฆ่าเขากันล่ะ เขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด! นี่มันไม่ควรจะเกิดขึ้นสิไม่มีวันจะเกิดขึ้นได้
‘ทำไมล่ะ แล้วทำไมกัน ทำไมทั้งสองคนถึงได้…’
ปัง!…ปัง!…
ยังไม่ทันที่ดีออนจะหายช็อคกับเื่ตรงหน้านี้โลเวลก็เหนี่ยวไกปืนยิงะุอีกสองนัดเข้าที่หน้าอกกับลำตัวของดีออนอย่างรวดเร็ว
ร่างของดีออนล้มลงกับพื้นเืจากตัวของเขาไหลนองไปบนพื้นหินอ่อนของทางเดิน เปลี่ยนพื้นหินอ่อนสีขาวนั้นให้ย่อมไปด้วยสีแดงชานของโลหิตจากร่างกายที่ค่อยๆเย็นลงในมือดีออนยังคงกำปืนในมือไว้แน่น เขาค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาและเล็งปืนในมือไปที่โลเวลที่ดูจะไม่คิดที่จะหลบวิถีะุของปืนในมือเขาเลยแม้แต่น้อย แต่ตอนนั้นเขากลับยิงคนตรงหน้าเขาไม่ลงเมื่อนึกเื่ราวในอดีตที่ผ่าน ตลอดหลายปีที่พวกเขาอยู่เคียงข้างกัน
ปุ๊บ…
เสียงปืนของดีออนหล่นลงจากมือเขาเงยหน้าขึ้นไปสบตากับโลเวลและมาเรียก่อนจะหุบลงพื้น ด้วยความอ่อนแรง ภาพในอดีตที่ไม่ว่าจะเป็ความสุขและความทุกข์ต่างเริ่มเวียนวนย้อนมาและเป็เป็ภาพเหตุการณ์อันแสนเ็ปอย่างที่สุดเบื้องหน้าที่กำลังลางเลือน
“ทะ…ทำไม?...” ดีออนกล่าวด้วยน้ำเสียงอันอ่อนแรง กับหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นลงอาบแก้ม นี่เป็ครั้งที่สองที่เขาร้องไห้ออกมาในชีวิตั้แ่เด็กเขาถูกสอนให้เป็ผู้นำที่เข้มแข็งจะต้องไม่อ่อนไหวกับเื่เล็กน้อยและจงอย่างได้แสดงความอ่อนแอออกมาแต่มีเพียงตอนที่แม่ของเขาตายเท่านั้นที่เขานั้นร้องไห้ และเพียงในเวลาแห่งจุดจบนี้เพียงเท่านั้น…
แม้ััแห่งความตายนั้นค่อยๆเข้าใกล้ขึ้นมาเรื่อยๆร่างกายอันไร้เรี่ยวแรงที่เริ่มเย็นลงและเปลือกตาที่ค่อยๆหนักขึ้น แต่ก่อนที่สติของชายหนุ่มนั้นจะดับวูบไปแต่เขายังคงได้ยินเสียงอันแ่เบาที่เปล่งออกมาจากผู้ที่ได้ลงมือสังหารเขาพร้อมหญิงสาวที่เขารักที่ได้เบี่ยงหน้าหนีไปจากภาพของเขา ณ เวลานี้
“ลาก่อนนะครับ…พี่ชาย…”โลเวลกล่าวด้วยเสียงที่เ็าและปะปนไปด้วยด้วยความเศร้าอยู่ลึกๆกับปืนในมือที่สั่นระรัว ในขณะที่กำลังยืนมองดีออนที่นอนจมกองเือยู่เบื้องหน้า
สติของดีออนค่อยๆพร่าลงเรื่อยๆดวงตาของเขาปิดลงอย่างช้าๆ ภาพของน้องชายและคู่หมั้นของเขานั้น ก็ค่อยๆลางเลือนลงและดับวูบไปท่ามกลางในความมืดที่เข้าปกคลุมห้วงแห่งความคิดของดีออนั้นมีเพียงคำถามเดิม ที่ถามซ้ำไปซ้ำมาอยู่เช่นนั้นเขาเฝ้าเพียงแต่คิดถึงเหตุผล เหตุผลที่พวกเขา เหล่าคนที่เขาไว้ใจที่สุด พวกเขาได้กระทำการสังหารเขาอย่างโหดร้ายโดยไม่แม้แต่จะบอกสาเหตุให้เขาได้รู้แม้แต่สักคำเดียว
‘ทำไมล่ะ…ทำไมกัน? ทำไมนายกับเธอถึงได้…ทรยศฉันล่ะ!...’