ขอโทษที่ผมเป็นหนุ่มสุดฮอต

    บทที่ 33 โม่เฟิงทำสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

    บทที่ 33 โม่เฟิงทำสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี


    หลังจากที่โม่เฟิงคุ้นเคยกับสมรรถนะของรถยนต์เป็นอย่างดีแล้วก็เป็นเวลาเที่ยงพอดี โม่เฟิงจึงโทรหาจูลี่ บอกว่ารออยู่ข้างล่าง จากนั้นก็ขับรถออกจากโรงรถ จอดไว้ในที่จอดรถที่สะดวกสำหรับการเข้าออกนอกตึกเฟยอวิ๋น


    เมื่อเห็นจูลี่วิ่งลงมาอย่างรีบร้อน โม่เฟิงก็โบกมือให้เธอ ในใจรู้สึกว่าการมีรถมันดีแบบนี้นี่เอง  ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนอื่นถึงบอกว่ารถสวยกับสาวงามคือของรักของผู้ชาย ที่แท้รถยนต์สามารถขับเน้นรสนิยมและบ่งบอกถึงระดับของผู้ชายได้จริง ๆ 


    ท่ามกลางสายตาที่อิจฉาของผู้คนนับไม่ถ้วน โม่เฟิงค่อย ๆ ขับรถไปยังร้านอาหารที่จองไว้ เพราะเป็นการขับรถบนท้องถนนครั้งแรก เขาจึงอดประหม่าไม่ได้


    จูลี่มองสำรวจเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น “พี่ไปเอารถมาจากไหน?”


    โม่เฟิงยิ้มอย่างลึกลับ “ฉันมีรถอยู่แล้ว แต่คิดว่าอยู่ใกล้แค่นี้ ขับรถไปก็ไม่สู้เดินเอา แถมยังได้ออกกำลังกายอีก ก็เลยไม่ได้ใช้รถ”


    จูลี่ไม่เชื่อคำพูดของโม่เฟิง แต่ในใจก็ยังดีใจ เพราะคนที่ตัวเองรักไปยืมรถมาเพื่อเธอ เธอก็รู้สึกมีหน้ามีตาไปด้วย เพียงแต่ถ้าจูลี่รู้ว่ายืมรถใครมา คงไม่ดีใจแบบนี้ ดังนั้นนี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โม่เฟิงต้องเสแสร้ง  ยิ่งไปกว่านั้นติงหรูจวินก็บอกแล้วว่า รถคันนี้เป็นของเขาแล้ว เขาก็ไม่ได้โกหกจูลี่สักหน่อย


    พ่อแม่ของจูลี่เป็นคนท้องถิ่น ดังนั้นร้านอาหารที่เลือกจึงอยู่ไม่ไกลจากตึกเฟยอวิ๋น ทำให้โม่เฟิงรู้สึกเหมือนยังไม่เต็มอิ่มกับการขับรถ แต่ก็แสดงออกมากเกินไปไม่ได้  ดังนั้นเขาจึงตัดใจไม่ขลุกอยู่แต่ในรถ แล้วเดินออกมา นี่เป็นโรคประจำตัวของมนุษย์ ของที่ได้มาง่ายเกินไป มักจะรู้สึกไม่มั่นคง รู้สึกเหมือนว่ามันอาจจะหายไปได้ทุกเมื่อ ดังนั้นจึงมักจะมีความผูกพันกับสิ่งใหม่ ๆ ที่ได้รับมาโดยไม่ทราบสาเหตุ


    พ่อของจูลี่เป็นวิศวกร ตอนนี้อยู่ในวัยใกล้เกษียณ เป็นคนที่ดูมีความรู้มาก และเป็นคนที่พูดเก่งมากในงานเลี้ยง ทำให้โม่เฟิงไม่รู้สึกกดดันเลยสักนิด แต่พ่อตาสุดท้ายก็คือพ่อตา นี่เป็นครั้งแรกที่โม่เฟิงมาพบพ่อแม่ฝ่ายหญิง ดังนั้นเขาจึงระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ


    ส่วนแม่ของจูลี่เป็นอาจารย์อยู่ที่โรงเรียนมัธยมปลายแห่งหนึ่ง ตอนนี้อยู่ในวัยเกษียณแล้วเช่นกัน ทั้งสองคนมีลูกสาวตอนแก่ จึงหวงแหนเป็นธรรมดา แน่นอนว่ารวมถึงเรื่องแต่งงานด้วย 


    ดังนั้นเมื่อพวกเขาได้ยินเรื่องของโม่เฟิง ก็รีบขอพบเขาทันที เพราะลูกสาวของพวกเขาเพิ่งจะเริ่มทำงาน อาจถูกหลอกได้ง่าย ดังนั้นพวกเขาจึงอยากจะมาดูให้แน่ใจ พ่อของจูลี่คุยกับโม่เฟิงทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องดินฟ้าอากาศ ไปจนถึงเรื่องสถานการณ์บ้านเมือง เพื่อทดสอบความรู้ของเขา ส่วนแม่ของจูลี่ก็คอยสังเกตพฤติกรรมของโม่เฟิงตลอดเวลา เพื่อดูว่าเขามีข้อบกพร่องอะไรหรือไม่


    แน่นอนว่าจูลี่ดูออกว่าพ่อแม่ของเธอคิดอย่างไร แต่เธอก็พูดอะไรไม่ได้ เพราะพ่อแม่เลี้ยงดูเธอมามากกว่ายี่สิบปี ตอนนี้ทั้งคู่อยากให้เธอไม่ถูกหลอกเท่านั้น ดังนั้นตอนนี้จูลี่ได้แต่หวังว่าโม่เฟิงจะไม่เผยพิรุธออกมามากเกินไป

    ไม่นานพ่อของจูลี่ก็เข้าเรื่อง “โม่เฟิง นายรู้จักกับลี่ลี่ลูกสาวของฉันได้ยังไง?”


    โชคดีที่โม่เฟิงเตรียมตัวมาล่วงหน้า ไม่งั้นเขาคงเอาตะเกียบจิ้มคอตัวเองตายไปแล้ว จะให้เขาไปบอกพ่อแม่ของจูลี่ว่าอย่างไรล่ะว่าเขาทั้งล่อลวง ทั้งบังคับเอาความบริสุทธิ์ของลูกสาวพวกคุณไป 


    หากเขาพูดอย่างนั้น ประการแรก พ่อแม่ของจูลี่ต้องหันหลังกลับไปแน่ ๆ แล้วยังอาจจะฟ้องร้องโม่เฟิงด้วย ประการที่สอง ถ้าโม่เฟิงพูดอย่างนั้น เขาก็เป็นไอ้โง่เต็มขั้นแล้ว 


    ดังนั้นหลังจากสบตากับจูลี่แล้ว โม่เฟิงก็เริ่มแต่งเรื่องขึ้นมาอย่างไม่ลังเล “คุณลุงครับ ผมกับลี่ลี่รู้จักกันตอนสัมภาษณ์งานที่บริษัท ตอนนั้นผมเห็นเธอครั้งแรกก็รู้สึกหลงรักเธอแล้วครับ หลังจากนั้นผมก็พยายามทำความรู้จักกับเธอ และเราก็พบว่าเราสองคนเข้ากันได้ดี ก็เลยคบกันครับ หลังจากนั้นความจริงก็พิสูจน์แล้วว่าเราสองคนเหมาะสมกันจริงๆ ครับ”

    แน่นอนว่าพ่อแม่ของจูลี่ไม่ได้ยินอะไรผิดปกติ เพราะเรื่องแบบนี้มันก็สมเหตุสมผลอยู่แล้ว พ่อแม่ทุกคนต่างก็คิดว่าลูกของตัวเองดีที่สุด ดังนั้นเมื่อมีคนมาตกหลุมรักลูกของตัวเองตั้งแต่แรกเห็น ปฏิกิริยาแรกของพวกเขาก็คือ เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว แน่นอนว่าไม่รวมถึงคนที่ดูแล้วไม่น่าไว้ใจ 


    แม่ของจูลี่ยิ้มให้โม่เฟิงแล้วถามว่า “โม่เฟิง ที่บ้านมีใครบ้างเหรอ?”


    โม่เฟิงคีบอาหารให้จูลี่ ก่อนมาจูลี่กำชับเป็นพิเศษว่าเธอชอบกินอาหารจานนี้ ตอนสำคัญต้องหาโอกาสคีบอาหารให้เธอ เพื่อเอาใจพ่อแม่ ดังนั้นการกระทำของโม่เฟิงจึงทำให้พ่อแม่ของเธอพอใจ ทั้งคู่พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม


    ในขณะนี้ โม่เฟิงเช็ดปากด้วยผ้าเช็ดปากเบา ๆ แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม        “คุณลุงคุณป้าครับ คือพ่อแม่ของผมอยู่ต่างประเทศครับ ช่วงนี้คงยังไม่กลับมา และผมก็เป็นลูกคนเดียว เรื่องรายได้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรครับ ตอนนี้ผมกับจูลี่ทำงานที่บริษัทเดียวกัน และบริษัทเฟยอวิ๋นก็เป็นบริษัทใหญ่ที่มีชื่อเสียง งานก็มั่นคง ดังนั้นผมจึงหวังว่าคุณลุงกับคุณป้าจะอนุญาตให้เราคบกันต่อไปครับ!”


    หลังจากพูดจบ โม่เฟิงก็รู้สึกซาบซึ้งใจ ถ้าเขามีลูกสาว เขาจะต้องให้ลูกสาวแต่งงานกับผู้ชายแบบนี้แน่นอน จากนั้นโม่เฟิงก็ลุกขึ้นยืนรินชาให้พ่อแม่ของจูลี่ ยกชาขึ้นดื่มกับพวกเขาอย่างนอบน้อม พิธีการแนะนำตัวในครั้งนี้ก็ใกล้จะจบลงแล้ว


    เห็นได้ชัดว่าพ่อแม่ของเธอยังไม่วางใจ พ่อของจูลี่ยิ้มแล้วถามว่า “โม่เฟิง ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่ไว้ใจให้นายคบกับลี่ลี่หรอกนะ เพียงแต่สังคมสมัยนี้มันเป็นแบบนี้แหละ ปากก็บอกว่าไม่ถือเรื่องฐานะ แต่จริงๆ แล้วก็ต้องดูว่าทั้งสองฝ่ายเหมาะสมกันรึเปล่า ดังนั้นถ้าลุงถามคำถามที่ไม่สะดวกตอบ นายก็อย่าถือสาเลยนะ ลุงไม่ได้ห้ามไม่ให้นายคบกับลี่ลี่ แค่อยากรู้แผนการในอนาคตของพวกเธอเท่านั้นเอง”


    โม่เฟิงเผยรอยยิ้มที่สุภาพ พยักหน้าแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไรครับ คุณลุงกับคุณป้ามีอะไรก็ถามมาได้เลยครับ ยังไงซะ การที่คุณลุงคุณป้าวางใจลี่ลี่ ก็เท่ากับวางใจผมครับ”

    พ่อของจูลี่ยิ้ม เห็นได้ชัดว่าเขาพอใจกับท่าทีของโม่เฟิงมาก เพราะเด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยมีใครเคารพผู้ใหญ่แล้ว เขาจึงพูดอย่างช้า ๆ ว่า “ตอนนี้เมืองกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว พวกเธอมีความคิดเห็นอย่างไรกับการซื้อบ้าน ซื้อรถ”


    ในขณะนี้ จูลี่ที่กำลังกินข้าวอยู่นั้นก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย พ่อแม่ที่จบการศึกษาสูงขนาดนี้ แต่กลับถามคำถามที่ดูเหมือนไม่มีรสนิยมเลย 


    จูลี่จึงออดอ้อนแม่ของเธอเบา ๆ หวังว่าแม่จะห้ามพ่อไม่ให้ถามต่อ แต่เห็นได้ชัดว่าแม่ของเธอก็สนใจคำถามนี้เช่นกัน อาจกล่าวได้ว่าพ่อแม่ทุกคนต่างก็เป็นห่วงเรื่องนี้ มันไม่เกี่ยวอะไรกับระดับการศึกษา แต่มันเป็นเพราะความรับผิดชอบต่อลูก เพราะถ้าลูก ๆ ไม่ได้ดี พ่อแม่ก็เป็นห่วงและเป็นทุกข์ใจไปด้วย


    แม่ของจูลี่จึงเคาะหัวของจูลี่เบา ๆ ยิ้มให้โม่เฟิงด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย “เด็กคนนี้ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก หลังจากนี้นายช่วยดูแลเธอหน่อยนะ อย่าทะเลาะกันล่ะ”


    โม่เฟิงรีบโบกมือปฏิเสธ “พูดอะไรอย่างนั้นล่ะครับ ไม่ต้องเกรงใจผมขนาดนั้นหรอก ในเมื่อผมจีบจูลี่แล้ว แน่นอนว่าผมต้องยอมรับในนิสัยของเธอ อีกอย่างผมก็ไม่ได้รู้สึกว่านิสัยของจูลี่ไม่ดีตรงไหน เราคบกันมานานแล้ว ไม่เคยทะเลาะกันเลยสักครั้ง ส่วนเรื่องซื้อบ้าน ตอนนี้ผมยังไม่มีแผน แต่ผมมีรถ เดี๋ยวถ้าพวกคุณว่าง ผมจะพาไปเที่ยวในเมืองหนานผิง ถ้าวันไหนหยุดเดี๋ยวผมจะพาไปเที่ยวแถวชานเมืองหนานผิงด้วย ส่วนเรื่องซื้อบ้าน เป็นเพราะว่างานของผมเพิ่งจะมั่นคง ทุกอย่างยังไม่ได้ลงตัว ถ้าซื้อบ้านตอนนี้ คงเป็นภาระพอสมควร แต่ผมรับรองว่าถ้าเราแต่งงานกัน ผมจะซื้อบ้านให้จูลี่ที่เมืองหนานผิงแน่นอนครับ!”


    แน่นอนว่าโม่เฟิงไม่กล้าพูดอะไรมากเกินไป เพราะตอนนี้พ่อแม่ของจูลี่สามารถถามคำถามเรื่องซื้อบ้าน ซื้อรถได้ขนาดนี้ พวกเขาก็คงกล้าขอให้ดูโฉนดที่ดิน ถึงตอนนั้นโม่เฟิงคงปวดหัวตายแน่ ๆ อีกอย่างแบบนี้มันก็ดูสมจริงมากกว่า เพราะคนเพิ่งทำงานได้สองปีจะซื้อทั้งบ้านทั้งรถ คิดยังไงก็น่าเหลือเชื่อ คนอื่นก็คงไม่เชื่อ ยิ่งพ่อแม่ของจูลี่เป็นคนมีการศึกษาสูงขนาดนี้ คงไม่ใช่คนโง่แน่ ๆ ถ้าเขาพูดจาโอ้อวดเกินไป พวกเขาต้องดูออกอย่างแน่นอน


    หลังจากนั้น พวกเขาก็พูดคุยกันถึงเรื่องงานของโม่เฟิง แต่เนื่องจากบริษัทเฟยอวิ๋นเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหนานผิง พวกเขาจึงค่อนข้างวางใจ บวกกับการพูดจาของโม่เฟิงก็ดูน่าเชื่อถือ และจากพฤติกรรมบางอย่างของเขา ก็เห็นได้ชัดว่าเขารักและดูแลลูกสาวของพวกเขามาก ไม่มีนิสัยเสียอะไร ดังนั้นสุดท้ายแล้ว พ่อแม่ของจูลี่ก็พอใจกับโม่เฟิง มาก


    ในที่สุดโม่เฟิงก็ผ่านด่านนี้ไปได้ ทั้งเขาและจูลี่ต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะการพบปะกันในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่โม่เฟิงคนเดียวที่ประหม่า จูลี่เองก็เช่นกัน ผู้ชายที่เธอเลือก ถ้าพ่อแม่ไม่ชอบ เธอก็ลำบากใจ โชคดีที่โม่เฟิงฉลาด ยืมรถมา ไม่งั้นวันนี้อาจจะแย่ก็ได้


    เนื่องจากจูลี่ยังต้องไปทำงาน งานเลี้ยงจึงจบลงอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าโม่เฟิงเป็นคนจ่ายเงินตามระเบียบ จากนั้นก็ไปเอารถที่โรงรถ แล้วพาจูลี่กับพ่อแม่ของเธอไปส่งจูลี่ที่ทำงานก่อน แล้วค่อยไปส่งพ่อแม่ของเธอกลับบ้าน


    ที่หน้าบ้านของจูลี่ โม่เฟิงมอบใบชาที่ติงหรูจวินเตรียมไว้ให้พ่อของเธอ แม้ว่าพ่อของจูลี่จะปฏิเสธ แต่สุดท้ายเขาก็รับไว้ ในใจก็ยิ่งพอใจโม่เฟิง มากขึ้น ได้คะแนนเพิ่มขึ้นไปอีก 


    การพบปะพ่อแม่ฝ่ายหญิงที่มักเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ ก็ถือว่าโม่เฟิงทำสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และโชคดีที่ไม่มีอุปสรรคใดใด 


    ในระหว่างนั้น โม่เฟิงก็ตระหนักได้ว่าด้วยความสามารถของเขาก่อนที่จะเข้าทำงานที่บริษัทเฟยอวิ๋น การจะแต่งงานมีภรรยาสักคน คงไม่ต่างอะไรกับการไปอัญเชิญพระไตรปิฎก 


    ดังนั้นโม่เฟิงในตอนนี้จึงตระหนักได้ว่าหากต้องการจะยืนหยัดอยู่ในเมืองใหญ่ เขาต้องมีรายได้มากพอ ไม่งั้นก็ได้แค่เป็นชนชั้นล่าง แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการยืมรถ ก็ไม่มีใครช่วย ตอนนี้โม่เฟิงเริ่มปรารถนาอำนาจและเงินทองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


    อาจกล่าวได้ว่าแผนการอบรมสามีของติงหรูจวินประสบความสำเร็จแล้ว เพียงแต่ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร คงไม่มีใครคาดเดาได้  เพราะเรื่องความรักของโม่เฟิงดูท่าทางจะผันผวนไม่น้อย



    นิยายแนะนำ

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320