ระหว่างทางชู หยาง ก้าวเดินขึ้นไป ก็มีสมบัติที่พอจะเก็บไว้ได้เช่นแหวนมิติรวมถึงต้นไม้สมุนไพรที่จำเป็ในการหลอมโอสถรักษาต่างๆ อาวุธระดับราชันย์หรือแม้กระทั่งหินประหลาดเขาก็เก็บมันไว้ กระทั่งเคล็ดลับวิชาระดับกลาง ที่พอจะนำไปไว้ที่ห้องเก็บคัมภีร์ของตระกูล
หลังจากที่ ชู หยาง ก้าวมาถึงจุดสูงสุดของขั้นบันได์ ทันใดนั้นเองบริเวณอากาศที่ว่างเปล่าค่อยๆมีกำลังลมปราณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องชู หยางได้นั่งสมาธิเพื่อดูดพลังลมปราณทั้งหมดทันที แสงสีรุ้งนภาให้พุ่งตรงไปยังได้ชัดทำให้บุคคลที่อยู่บริเวณด้านล่างแต่ละชั้นต่างๆได้มองเห็นว่ามีคนหนึ่งคนขึ้นไปบุคคลหนึ่งขึ้นไปชั้นสุดสูงสุดแล้ว มันเป็ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานับพันปีั้แ่มีการค้นพบว่ามีช่องว่างมิตินี้เกิดขึ้นแต่ละคนงั้นมองหน้าไปพบกับความไม่เชื่อว่าจะมีใครสักคนหนึ่งสามารถและเขาคนนั้นคือใคร
หลังจากทุกคนรวบรวมสติได้กับเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดนี้ หลายคนสนใจงานประจำประจำตระกูลกระทั่งส่งไปให้สำนักเพื่อให้เตรียมตัวตรวจสอบว่าสมบัติที่อยู่ชั้นบนสุดมันคืออะไรกันแน่เพราะเหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลยผู้คนจำนวนมากกำลังสงสัยและเผชิญเหตุการณ์เช่นเดียวกันทุกคนต่างคาดหวังว่าจะได้ต้องหรือบีบบังคับเพื่อเอาสมบัติชิ้นนั้นมาเป็ของตนเองหรือของตระกูลรู้เื่ความลับของชั้นบนสุด
ลู่ เม่ย เม่ย กำลังนั่งอยู่ ชั้น 5000 ตอนนี้นางทะลวงพลังขั้นจิติญญาขั้นต้นแล้ว กำลังสื่ออสูรจิติญญาของตนอยู่ไม่ได้สนใจเื่ภายนอกหรือสิ่งอื่นใดที่เกิดขึ้นพระนางคิดว่าคงไม่มีใครไปถึงก่อนตนแน่ๆ แม่นางมาเป็ยาเสพติดและสื่อสารกับิญญาของนางแล้วนางให้ลืมตาขึ้นภาพกดตรงหน้าคือแสงสีรุ่งนภาขึ้นไปยังชั้นบนแสดงว่ามีคนขึ้นไปแล้ว หรือว่าเป็เขากันนะ จากนั้นนางรวบรวมลมปราณแล้วเร่งความเร็วเพื่อขึ้นไปยังจุดสูงสุดทันที
ทันที่นางขึ้นไปถึงสุดสูงสุดนั่นเค้าเขาอยู่ข้างในนั้น เสียงของนางใไม่คิดว่าชู หยาง จะมาก่อนตนจริ งๆและไม่คิดว่าเขาจะมีคุณสมบัติกับนางหลังจากสื่อกับอสูรจิติญญาแล้ว เสียงตุ้มๆบางของนางกับอาการใที่เห็น ชูหยาง กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่นั้นก็ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับพูดว่า เ้าแพ้แล้วแม่นางลู่
เ้าทำสัญญากับข้าไว้แล้ว หวังว่าเ้าจะรักษาสัญญา
ลู่ เม่ย เม่ยไม่มีคำกล่าวใดๆ กิริยาของนางตอนนี้หน้าแดง และเขินอายมากนางไม่แพ้ใครมาก่อนและไม่เคยมีใครนอกจากบิดาและมารดา พี่เลี้ยง รวมถึงองค์รักของบิดานางเท่านั้น ที่เคยเห็นใบหน้าของนาง ดังนั้นนางจึงประหม่ามากกับการที่ ต้องให้ใครสักคนเห็นใบหน้านาง
ก็รักษาสัญญาด้วยการเอาผ้าคลุมหน้าของนางออก เผยให้เห็นความงดงามเทียบเท่ากับช่าน ช่าน ซึ่งแปลกประหลาดเหลือเกินว่าทำไมทั้งสองคนถึงงดงามได้ถึงเพียงนี้วินาทีที่ชู หยางเห็นใบหน้านาง ถึงกับว่าทั้งสองนั้นช่างคล้ายกันซะเหลือเกิน ถ้าเปรียบความงดงามทั้งสองเหมื่องดั่ง จันทราและดวงอาทิตย์ที่ต้องมีเคียงคู่กันตลอด สว่างไสวและผ่อนคลาย
หลังจากฟื้นคืนสติจากเหตุเหตุการณ์ใบหน้าของ ลู่ เม่ยเม่ย เขาก็เอาผ้าคลุมไปหน้าของตนออกเช่นเดียวกันพอได้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลา ขาว มันเป็ประตูที่ต้องใช้ 2 คนผลักซึ่งมีรูปหยินและหยางปรากฏอยู่ด้วย ซึ่งแน่นอนต้องใช้คนสองคนซึ่งเป็ผู้ชาย 1 และผู้หญิง 1 คนสำหรับการเปิดประตูบานนี้เพื่อเข้าไปในสถานที่ที่สถานที่ไม่รู้จัก
ชู หยาง กล่าวในใจเรียกเป็ชะตาลิขิตระหว่างข้ากับนางก็เป็ได้
ชู หยางกล่าวกับลู เม่ยเม่ยว่า ประตูเข้าไปนั้นจะต้องใช้ฝ่ามือทั้งสองและเืดวงคู่เพื่อก้าวผ่านเข้าไปในประตูทันทีที่ทั้งคู่หันมามองกันก็ตอบตกลงเพื่อนเอามือไปทาบแล้วก็มีสิ่งหนึ่งเหมือนดึงเืในตัวออกไปหนึ่งหยดเพื่อเป็สัญลักษณ์ว่าทั้งคู่้าเข้าไปในตำหนัก ทันทีที่เข้าไปในตำหนักนั้นความสวยงามความเรียบง่าย อลังการก็เกิดขึ้น สู้อย่างเดินไปเรื่อยๆจนทิศทางของตำหนักด้วยสีหน้าที่สงสัยว่าสถานที่นี้คือที่ใดกันแน่เพราะทันทีที่เขาก้าวขึ้นมาชั้นบันไดทั้งหมดก็หายไปเหลือเพียงทางเข้าประตูเท่านั้นที่หลงเหลืออยู่ มีคลื่นพลังบางอย่างที่อยู่ในตำหนักกำลังเฝ้ามอง
ตรงกลางบริเวณตำหนักมีป้ายขนาดใหญ่เขียนไว้ว่าเคล็ดวิชาัทยานฟ้า และหงส์ร่ายรำ