“อืม” หล่อนตอบ “กลีบดอกกินได้ช่วยเพิ่ม...ช่างเถอะ คุณไม่ใช่คนแบบฉัน จะกินหรือไม่กิน จะเพิ่มหรือไม่เพิ่ม ล้วนไม่มีความหมายทั้งสิ้น”
ผมหยิบกลีบดอกไม้ใส่ปาก เคี้ยวช้าๆลิ้มรสชาติความเย็นเล็กน้อยของพวกมัน ที่น่าแปลกคือกลีบดอกบางกลีบมีน้ำค้างแข็งบางๆพอเข้าปากจะรู้สึกเย็นเฉียบ ช่วยให้สติผมแจ่มใสขึ้น
หลังจากกินกลีบดอกซากุระสองกำติดต่อกันความรู้สึกผมกลับคืนสู่ความสงบนิ่งแล้ว สมองปลอดโปร่งมากสามารถเรียบเรียงเื่ราวประหลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคืนนี้
ถ้าหากจูเหิ้นสุ่ยฉวยโอกาสที่ชนะรุกโจมตีต่อผู้หญิงคนนี้ต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัยคำอธิบายเดียวคือในระหว่างการต่อสู้เขาเองก็ได้รับาเ็หนัก พะวงถึงตัวเองไม่กล้าผลีผลามบุกเข้ามาแม้ว่าเขาจะใช้วิชาพู่กันผีชี้ชะตาเขียนคำว่าตายบนอกเสื้อผู้หญิงคนนี้ก็ตาม แต่หญิงคนนี้ถอดเสื้อออกในเวลารวดเร็วคำว่าตายถูกไฟเรืองแสงเผาจนกลายเป็ขี้เถ้า เท่ากับทำลายวิชาสังหารของจูเหิ้นสุ่ย
ถ้าหากจูเหิ้นสุ่ยถอยหนีไปแล้วจะจัดการกับเื่ในบ้านเก่าได้อย่างไร ป้ากวนต้องตายหรือ
พอผมคิดถึงตรงนี้ก็พูดโพล่งออกไป“ขอให้คนของคุณปล่อยป้ากวนเพื่อนบ้านผมเถอะ”
สายตาผมคุ้นกับความมืดแล้วพอที่จะมองเห็นเค้าร่างที่เพรียวบางของผู้หญิงคนนั้นรางๆ
“ผีสมิงไม่ฟังคำสั่งฉันหรอกพวกมันเชื่อฟังเ้านายของตนเท่านั้น” หญิงคนนั้นตอบ
ผมแปลกใจ ท่านอินเก้าโทรหาคุณหนูโอริทามาชิมือถือที่ข้างตัวหล่อนจะมีเสียงริงโทน น่าจะหมายความว่าท่านอินเก้าโทรหาหล่อนหล่อนก็คือคุณหนูโอริทามาชิ
“หรือคุณไม่ใช่คุณหนูโอริทามาชิ คนแคระสองคนนั่น...ไม่ใช่คุณส่งมา”
หล่อนถอนหายใจ “ไม่ใช่ฉันแต่เื่พวกนี้ไม่เกี่ยวกับคุณ อย่าถามเลย”
ผมรู้ว่าการวิเคราะห์ของตัวเองผิดพลาดจึงนิ่งเงียบ
ผ่านไปครู่หนึ่งหล่อนจึงเอ่ยถาม“ทำไมคุณจึงช่วยฉัน”
ผมครุ่นคิดเล็กน้อย ยิ้มเจื่อนๆแล้วพูดว่า “ผมแค่ไม่อยากฆ่าใคร เพราะก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยฆ่าใคร”
แม้ว่าดาบปลายปืนที่พี่ใหญ่ทิ้งไว้จะถูกลับจนกลายเป็อาวุธแหลมคมแล้วแต่ผมแค่อยากใช้แก้แค้นศัตรูในคืนนั้น จะไม่เที่ยวฆ่าผู้บริสุทธิ์เด็ดขาด ผู้หญิงคนนี้พูดถูกผมไม่ใช่คนในแวดวงนี้ ผมไม่อาจแยกแยะถูกผิดหรือดีชั่วได้จึงพยายามไม่ฆ่าคนเพื่อเลี่ยงการทำผิดร้ายแรง
“คุณเป็คนที่แปลกมาก เคียดแค้นคนญี่ปุ่นอย่างเราแต่กลับช่วยฉันไว้ ไม่ขัดแย้งกันหรือ” หล่อนถามอีก
ผมย้อนถาม “เมื่อกี้คุณพูดเองไม่ใช่หรือในหมู่คนญี่ปุ่นก็มีคนดี ในหมู่คนจีนก็มีคนไม่ดี”
“แล้วคุณตัดสินยังไงว่าฉันเป็คนดีหรือคนไม่ดี”เธอซักถามต่อ
ผมสั่นหัว “ไม่รู้สิ”
ตอนที่จู่ๆ จูเหิ้นสุ่ยโจมตีหญิงคนนี้ถึงกับไม่เสียดายที่จะใช้อาวุธ แน่นอนว่าไม่คำนึงถึงความเป็ความตายของผมการกระทำที่ไม่คำนึงถึงวิธีการเพื่อบรรลุเป้าหมาย ย่อมไม่อาจทำให้คนยอมรับได้ดังนั้นผู้หญิงคนนี้ในฐานะฝ่ายตรงข้ามของจูเหิ้นสุ่ยไม่แน่ว่าจะถูกขีดแบ่งเป็คนเลว
คำว่าเหตุผลนั้นขึ้นกับว่ามองด้วยเหตุผลของฝ่ายไหน
ที่ผมช่วยหล่อน ไม่หวังการขอบคุณแค่ทำให้ใจสงบ
“ขอบใจนะ...” สามคำนี้ลอยมาจากจุดที่ห่างออกไปสิบกว่าก้าวแล้วหล่อนจึงจากไปอย่างไร้สุ้มเสียง
“นี่ เดี๋ยวก่อนสิ คุณชื่ออะไร”ผมะโขึ้น อยากตามไป แต่ไม่รู้ว่าหล่อนหายไปทางไหนสิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียงกลิ่นหอมของดอกซากุระบนตัวหล่อนเท่านั้น
“เอ้กอีเอ้ก เอ้ก...” พ่อไก่ของเพื่อนบ้านขันแจ้งว่าใกล้เช้าแล้วดังขึ้นในความมืดมีแสงสว่างปรากฏขึ้นตรงหน้าผม ที่แท้ผมยังอยู่ในห้องด้านทิศเหนือในบ้านเก่าใต้ฝ่าเท้ายังคงเป็อิฐปูพื้นสี่เหลี่ยมที่แข็งแรง
‘ทั้งหมดที่เกิดขึ้นทั้งการดำดิ่งความมืด การต่อสู้อย่างดุเดือด ดอกซากุระ...ล้วนเป็มายากลผมอยู่ในบ้านเก่าตลอดเวลา’ ผมตื่นขึ้นอย่างเต็มที่แล้ว เผชิญหน้ากับความอำมหิตที่ท่านอินเก้ากับพวกนำมาอีกครั้ง
ท่านอินเก้ายังคงโทรออกหลายรอบ ราวกับคุณหนูโอริทามาชิคนนั้นเป็เหมือนผู้ช่วยชีวิต
“เลิกโทรได้แล้ว โทรไม่ติดหรอก”คนแคระหญิงคนนั้นพูด
ท่านอินเก้าหันมามองผมดวงตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ผมสั่นหัวอย่างเ็า “ไม่ต้องมองผมหรอกผมไม่รู้อะไรทั้งสิ้น”
“ฉันตกลงกับ...คุณหนูโอริทามาชิแล้วเธอ้าของเธอ ฉัน้าของฉัน ฉันผาดโผนในจี่หนานมาหลายสิบปีหรือว่าจะถูกเด็กที่อายุยี่สิบกว่าหลอกแล้ว” ท่านอินเก้าพูดอย่างหดหู่
เขาได้รับกรรมสนองแล้ว ในเมื่อเลือกทางที่สมคบกับเสือย่อมต้องแบกรับกับอันตรายที่จะถูกเสือกิน
“พวกแกไม่มีประโยชน์แล้ว ฆ่าให้หมด!” คนแคระหญิงพูดเสียงแหลม
สามคนที่มากับท่านอินเก้าไม่ยอมอยู่รอความตายวิ่งไปที่ประตูใหญ่พร้อมกัน
“ฆ่าซะ ฆ่าซะ...” คนแคระหญิงะโสั่งติดๆกัน
ผมคิดว่าท่านอินเก้าคงเลือกที่จะหนีเช่นกันแต่ท่ามกลางความวุ่นวายนั้นเขากลับก้มลง ยกฝาโลงที่หนักอึ้งพลิกตกลงไปบนพื้น
ป้ากวนเชิญยอดฝีมืออย่างท่านอินเก้ากับพวกมาเพื่อจัดการกับจักจั่นสลักหน้าผีแต่ทุกคนกลับหวั่นเกรงแมลงประหลาดตัวนี้ ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามถึงตอนนี้ฝาโลงตกลงบนพื้นแล้วจักจั่นตัวนั้นคงต้อง...เพิ่งเกิดเสียงดังโครมจากการที่ฝาโลงตกลงบนพื้นในอากาศก็มีเสียงดังหึ่งๆ เงาดำวาบผ่านไปจักจั่นประหลาดบินออกจากโรงเย็นตรงไปที่เพดานห้องแล้ว
ผมเงยหน้ามอง จักจั่นเกาะบนขื่อบ้านแล้วหัวต่ำหางสูง เกาะนิ่งไม่ขยับเขยื้อน
ท่านอินเก้าทำเช่นนั้นในยามวิกฤตทำให้เกิดความวุ่นวายหนักขึ้นเพื่อหวังเอาตัวรอด แต่พอเป็เช่นนี้ทุกคนในที่นี้จึงต่างตกอยู่ในอันตรายแล้ว
ผมหยิบไม้ง่ามหนังสติ๊กออกมาพาดลูกแก้วใส่แล้ว
จักจั่นประหลาดเกาะอยู่ในเงามืดที่แสงไฟส่องไม่ถึงจึงเล็งยิงได้ลำบาก ผมอยากรอให้มันบินโฉบลงมาก่อน ค่อยยิงมันกลางอากาศ
“สือโถว รีบออกไป อย่าอวดเก่งอันตรายถึงตาย!” ป้ากวนะโบอก
ประตูถูกคนแคระกับคนของท่านอินเก้าปิดตายอยากออกไปก็ทำไม่ได้ ผมเลยถอยหลังสามก้าว หลบอยู่ที่มุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือกลั้นลมหายใจ รอโอกาสโจมตี
ผมเดาว่าจูเหิ้นสุ่ยคงไปจากบ้านเก่าไกลแล้วเพราะสาเหตุบางอย่างเขาพยายามสังหารหญิงชาวญี่ปุ่นคนนั้น แต่สองฝ่ายมีพลังฝีมือใกล้เคียงกันเขาสามารถเล่นงานศัตรูหนึ่งพัน แต่ตัวเองก็สูญเสียแปดร้อย จึงต้องล่าถอยไปก่อน
“ต้องพึ่งตัวเองแล้ว!”ผมถอนหายใจอย่างไม่รู้ตัว
สิบปีมานี้ทุกครั้งที่ผมเผชิญเื่เดือดร้อนจะพูดประโยคนี้กับตัวเองชีวิตคนบนโลก นอกจากพ่อแม่พี่น้องเราแล้วคนอื่นล้วนไม่มีใครยื่นมือมาช่วยอย่างไม่เห็นแก่ตัว สัญชาตญาณของมนุษย์เป็เช่นนี้ย่อมไม่ใส่ใจในเื่ที่ไม่เกี่ยวกับตนดังนั้นผมจึงไม่ค่อยได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นในยามยากมักจะมีชีวิตอยู่ในความมืดมน
ผมหายใจเข้าลึกๆ สามครั้ง รวบรวมสติจ้องจักจั่นตัวนั้นไม่วางตา ไม่ว่าจะอย่างไร มันคือต้นตอของหายนะทั้งหมด การกำจัดมันเท่ากับขจัดภัยพิบัติทั้งหมดในคืนนี้
ป้ากวนกำลังร้องเรียกท่านอินเก้ากำลังร้องเรียก สามคนที่มากับเขาก็กำลังร้องเรียกผมปรับลมหายใจของตัวเอง ค่อยๆ เข้าสู่สภาวะที่ลืมตัวเองในแบบที่ไม่รับรู้เื่รอบข้างอย่างสิ้นเชิง
ขณะนี้ผมอยู่ห่างจากจักจั่นราวหกเมตรถ้ามันบินโฉบลงมา ระยะห่างจะลดลงเหลือสี่เมตร ตอนที่ผมฝึกยิงหนังสติ๊กที่ทะเลสาบต้าิเคยยิงผีเสื้อและแมลงปอในระยะสี่เมตรร่วงมาแล้วสำหรับผมแล้วในระยะสี่เมตรนั้นยิงไม่พลาดแน่
เวลาราวกับหยุดนิ่งไปแล้วขนาดตัวของจักจั่นในสายตาผมใหญ่ขึ้นทุกขณะ ผมค่อยๆ มองเห็นหัวสีดำ หลังสีเหลืองและหางแหลมของมันยังรู้สึกได้ว่าปีกมันเริ่มขยับขึ้นลงอย่างช้าๆ กำลังจะบินโฉบลงมา
ทันใดนั้นผมนึกถึงเดือนกรกฎาในฤดูร้อนที่แสงแดดแผดเผาบริเวณทะเลสาบต้าิใบบัวสีเขียวสดขึ้นเป็พรืด ปกคลุมผิวทะเลสาบกว่าครึ่งบนต้นหลิ่วริมฝั่งจักจั่นร้องไม่หยุดร้องจนนักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่มาเยือนรู้สึกหงุดหงิดนั่นคือแบบฉบับของฤดูร้อนในจี่หนาน ชาวจี่หนานดั้งเดิมต่างชินกับสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัดนี้ใส่เสื้อแขนกุด เดินโบกพัดเหงื่อโชกพร้อมกับหาความสำราญของตน
“จี่หนานเป็สถานที่ที่ดี...”ในใจผมรู้สึกภาคภูมิใจ ในฐานะที่เป็คนจี่หนาน ผมจำเป็ต้องสู้เพื่อปกป้องจี่หนานเพื่อปกป้องสภาพแวดล้อมที่สงบสุขนี้เหมือนบทเพลงในยุคาต่อต้านญี่ปุ่นที่ร้องว่า “ปกป้องบ้านเกิดปกป้องแม่น้ำเหลือง ปกป้องประเทศจีน”
ชาวบ้านทั่วไปแสวงหาชีวิตที่สงบสุขมีสุขภาพแข็งแรงพวกเขาไม่ใส่ใจกับการการฆ่าฟันหลั่งเืและคมหอกคมดาบที่เกิดขึ้นเื้ัในเวลากลางวันแสกๆเพราะพวกเขาไม่มีความสามารถที่จะไปจัดการกับเื่เหล่านี้ยิ่งมีความสามารถมากก็ยิ่งมีความรับผิดชอบมากขึ้น ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่สามารถจัดการเื่เหล่านี้จึงต้องให้ยอดฝีมือทำเื่เหล่านี้แทน
ผมปรารถนาที่จะเป็ยอดฝีมือแบบนี้สละชีวิตเพื่อจี่หนานบ้านเกิด แต่จะไม่อวดดีสร้างผลงาน เอาอย่างเหล่ามือกระบี่และจอมยุทธ์ในสมัยโบราณเสร็จเื่ก็จากไป ซ่อนเร้นผลงานและชื่อ
เหมือนอย่างคืนนี้ ขณะที่ท่านอินเก้ากับพวกยุ่งกับการหลบหนีป้ากวนถูกมัดไว้ สองคนแคระเริ่มลงมือสังหาร ผมสลัดความกังวลทั้งหมดออกไปเพ่งสมาธิเพื่อรับมือกับจักจั่นประหลาดที่ปรากฏขึ้นลึกลับในโลงเย็นของปู่
ทันใดนั้นจักจั่นประหลาดตัวนั้นก็เคลื่อนไหวแต่ขณะที่มันยังกางปีกไม่เต็มที่ ขายังไม่ออกจากขื่อบ้าน ผมเอนตัวไปข้างหลังดึงหนังสติ๊กออกแล้ว
มีเสียงดังพึ่บจักจั่นประหลาดกางปีกบินออกจากขื่อ มันพุ่งลงมาเร็วมาก ทั้งยังโฉบลงมาหาผมโดยตรง ชั่วพริบตาก็เข้ามาอยู่ในระยะโจมตีของผมที่สี่เมตร
ผมกางนิ้วโป้งและนิ้วชี้มือขวาลุกแก้วพุ่งแหวกอากาศออกไป
จักจั่นทั่วไปไร้ความรู้สึกนึกคิดหลบการโจมตีอย่างสายฟ้าแลบของผมไม่ได้เด็ดขาดผมกระทั่งนึกว่าลูกแก้วที่พุ่งไปหาด้วยความเร็วสูงจะทำให้ตัวมันแหลกเหลวในชั่วพริบตาไม่เป็ภัยในภายหลัง แต่การวิเคราะห์ของผมเกิดความผิดพลาดอย่างน่ากลัวปรากฏว่าจักจั่นหลบไปทางขวา บินเป็รูปโค้งเล็กน้อยอย่างแยบยล หลบหลีกลูกแก้วไปได้โผลงมาต่อ
ผมรีบวางลูกแก้วลูกที่สองทันทีแต่สายไปแล้ว ยังไม่ทันยกหนังสติ๊กขึ้น จักจั่นประหลาดมาถึงตรงหน้าแล้ว
ป้ากวนส่งเสียงผิวปากหวีดแหลมขึ้นทันทีเสียงดังเสียดแทงหูอย่างต่อเนื่อง
จักจั่นประหลาดถูกเสียงผิวปากดึงดูด มันบินผ่านเส้นผมของผมไปเลี้ยวกลางอากาศ บินตรงไปหาป้ากวน
ผมฉวยโอกาสทันที ง้างหนังสติ๊กครั้งที่สองยิงลูกแก้วลูกที่สองออกไป
ครั้งนี้การฝึกฝนอย่างยากเย็นสิบกว่าปีไม่สูญเปล่าลูกแก้วยิงถูกจักจั่นอย่างแม่นยำ ลูกแก้วพาจักจั่นเสียบเข้าไปในผนังด้านตะวันตกสูงเหนือศีรษะป้ากวนเพียงครึ่งเมตร
ผมวิ่งไปแก้เชือกปล่อยป้ากวนลงมา
“สือโถว อันตรายมาก รีบหนีไป” ป้ากวนไม่ได้คลายความวิตกสีหน้าเครียดยิ่งขึ้น
มีเสียงดังซู่ๆ บริเวณที่ลูกแก้วเสียบเข้าไปเกิดควันสีเขียวเข้มลอยอวล กลิ่นประหลาดแสบจมูกลอยออกมาจากที่นั่น
ถ้าคิดจะหนีออกไปต้องออกไปทางประตูแต่ขณะนี้ท่านอินเก้ากับอีกสามคนขวางประตูไว้ ยืนแข็งทื่ออยู่ที่นั่น ราวกับถูกมนตร์สะกด
ผมดึงตัวป้ากวนบุกเข้าไปในห้องด้านตะวันตกะโขึ้นไปบนโต๊ะไม้ริมหน้าต่าง แล้วถีบหน้าต่างให้เปิดออก
“ป้าครับ ป้าไปก่อน!” ผมดึงป้ากวนมาผลักออกไปทางหน้าต่าง
ผมสามารถมองเห็นทุกอย่างในลานบ้านผ่านช่องหน้าต่างไม่รู้ว่าในเพิงพิธีศพมีคนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นตั้งเมื่อไหร่ ผู้ชายคนนี้สวมแจ็คเก็ตหนังสีดำหวีผมเรียบแปล้ รองเท้าหนังมันวาว มองแวบเดียวก็ดูออกว่าเป็คนรวยที่ดูภูมิฐาน
เขายืนอยู่ด้านตะวันออกของเพิงพิธีศพคาบซิการ์มวนโตที่มุมปาก สองมือสอดอยู่ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต มองมาที่ประตูห้องด้านเหนืออย่างไม่ใส่ใจ
คนแบบนี้มาปรากฏตัวในบ้านเก่าที่ซอมซ่อแบบนี้ดูไม่เข้ากันเลยแต่ดูท่าทางเขาแล้ว ต้องตั้งใจมาเพราะเื่คืนนี้โดยเฉพาะ