หลังจากที่ไปตลาดเพื่อซื้อของกินและเครื่องดื่มกันมาเรียบร้อยแล้วทั้งหมดก็เดินทางกลับมายังบ้านของเคน เพื่อที่จะมากินดื่มกันตามประสาวัยรุ่น
และเมื่อพอเหล้าเข้าปาก องค์บากก็แทบจะเข้าสิง เสียงเฮฮาเจี้ยวจ้าวกันไปหมดและก็ไม่รู้ว่าไปเอาความกล้าที่ว่านั้นมาจากไหนเพราะจู่ๆอังเดร์ก็ทุบโต๊ะเสียดังโครมใหญ่
“เห้ย...ฉันว่าฉันมีไอเดียดีๆหวะ”อังเดร์พูดขึ้นด้วยเสียงมีเล่ห์นัย
“อะไรวะไอ้ไอเดียดีๆนั้นนะ” ภูมิถาม
“ไป..ลอง..ของ..กัน”
“ไป!” ภูมิรีบคานรับ
“พวกมึงมันบ้า!” เคนกับขิมพร้อมใจกันะโด่า
แต่ไม่ทันไร เพื่อนรัก2คนก็พากันกอดคอเดินเซซ้ายเซขวาออกไปเสียแล้ว
ด้วยความที่เคนเป็ลูกอีสานเขาจึงเป็คนเชื่อและศรัทธาเื่ภูตผีและพญานาคเป็อย่างมาก เขาไม่เห็นด้วยอย่างแรงที่เพื่อนคนนี้จะไปหาเื่ทำอะไรพิเรนท์ๆ
“เคนเรารีบตามกันไปเถอะ ฉันว่าฉันใจคอไม่ดีเลยวะแก”
ขิมพูดด้วยสีหน้าไม่สู้ดีก่อนที่จะเร่งฝีเท้าตามไปปากก็คอยะโใส่เพื่อนหนุ่มทั้งสองให้รอเธอก่อนจริงอยู่ที่อังเดร์กับภูมิไม่ได้เมามาก แต่เพราะเหล้าเข้าปากก็มักจะทำให้สองคนนี้สุดกู่กันเสมอ
“เอมไปกับเคนเถอะ อยู่นี้คนเดียวอันตราย”เคนหันไปเรียกเอมซึ่งเ้าหล่อนก็พยักหน้าก่อนที่จะรีบวิ่งมาอยู่ข้างๆเคน
“ไอ้อังเดร์ ไอ้ภูมิ เดินให้มันช้าๆหน่อยโว๊ยฉันเดินตามพวกแกไม่ทันแล้วนะ”
ขิมบ่นไปด้วยพรางเร่งฝีเท้าไปด้วย สายตาที่สอดส่องไปมาก็เห็นร่างของเพื่อนรัก2คนกำลังยืนอยู่ริมแม่น้ำโขงพร้อมกับในมือของอังเดร์ที่มีธูปมาด้วยหนึ่งกำมือ
มันจะเอาธูปมาทำอะไร..
ยังไม่ทันจะหายสงสัยก็เห็นภูมิเอาไฟแช็กขึ้นมาจุดธูปอังเดร์เรียบร้อยพร้อมกับะโถ้อยคำที่แสนจะท้าทายออกมาชนิดที่ว่าคนฟังอย่างขิมและเอมกับเคนที่พึ่งเดินตามมาถึงนั้นถึงกับขนลุกขนชันด้วยความหวาดกลัวกับการท้าทายในครั้งนี้
“พญานาค! ไหนวะพญานาค!! ถ้ามีจริงก็ออกมาให้เห็นหน่อยสิโว้ย แน่จริงก็ออกมาสิวะมึงออกมาเลยนะคืนนี้ กูไม่กลัวหรอก” อังเดร์ะโท้าท้ายด้วยความเมา
แต่เพื่อนๆกลับรู้สึกว่า
..มันได้ไปท้าทายอำนาจมืดเขาเสียแล้ว
พอพูดจบไม่ว่าเปล่าอังเดร์นำธูปในมือไปปักลงดิน
ทันทีที่ปักธูปลงดินก็เกิดลมพัดโหมกระหน่ำเรียกเราเศษฝุ่นเศษดินนั้นปลิวขึ้นมา ความแรงของลมนั้นก็ทำเอาต้นไม้น้อยใหญ่กับกับสั่นไหวไปหมด
ยิ่งบวกกับความมืดในยามค่ำคืนยิ่งทำให้รู้สึกว่า..
มันน่ากลัว
“วู๊ววว อะไรวะ มีแค่ลมเองไม่สนุกเลย เห้ย เดี๋ยวฉันมา ไปฉี่ก่อน ไอ้ภูมิไปกัน”
ภูมิกับอังเดร์ปวดพากันกอดคอเดินแวะลงไปทางชายป่าส่วนผู้ทีสติสัมปชัยยะครบอย่างพวกขิมนั้นกลับรู้สึกไม่ดีเป็อย่างมาก ทั้งเพราะทั้งสองคนนั้นเองไปกันนานผิดปกติลมแรงๆกับเมฆหมอกค่อยค่อยๆเริ่มปกคลุมลงมาทีละน้อยๆนั้นทำให้ทุกคนรู้สึกไม่สบายใจ
มันดูผิดปกติ
แต่จะทิ้งเพื่อนก็ไม่ได้
“ไอ้เคน แกอยู่ดูแลเอมนะเดี๋ยวฉันมา”
ขิมบอกพร้อมกับกำลังจะก้าวขาเดินไปยังทิสเดียวกับที่เพื่อนสองคนพึ่งเดินไปแต่ก้ถูกรั้งข้อมือไว้ด้วยมืหนาของเพื่อนหนุ่ม
“แกจะไปไหน”
“ก็ไปตามไอ้ขี้เมาสองตัวนั้นไง”ขิมตอบ
“มันมืด”
“เออมืดแต่จะทิ้งเพื่อนที่เมาหัวทิ่มเดินเข้าป่าก็ไม่ได้ด้วยโว๊ย อันตรายกว่าอีก”
“เอางี้นะคะ เราไปพร้อมกันดีกว่าเพราะถ้าขิมไปคนเดียวเอมก็ไม่สบายใจ” เอมไกล่เกลี่ย
และในที่สุดทั้งสามคนก็พบกับอังเดร์และภูมิที่ยืนอยู่ด้านในป่า
“โน่นไง มันยืนทำอะไรกันมืดก็มืด...เห๊ยยยย..อังเดร์!! ภูมิโว้ยยยมัวทำอะไรกันอยู่วะ กลับกันได้แล้ว!!”
-ขิมะโเรียกเพื่อนไปด้วยพร้อมกับค่อยๆสาวเท้าก้าวเดินเข้าไปใกล้ๆ
“ไอ้ขิม เดินช้าๆทางมันมืดเดี๋ยวหน้าคว่ำหรอก” เคนเตือน
“ไอ้ขิม อย่าเข้ามา!!!!”
อังเดร์ะโลั่นสุดเสียงเพื่อบอกไม่ให้ขิมเข้ามาใกล้เขา
น้ำเสียงของอังเดร์นั้นทำให้เพื่อนๆรู้เลยว่ามันต้องมีอะไรผิดปกติ และน่าจะวิกฤติเสียด้วย
“อะไรของ..แก...วะ...”
เสียงที่ตั้งใจจะเปร่งออกมาเพื่อถามเพื่อนนั้นกลับค่อยๆหดหายไปกราวกับว่าถูกดูดพร้อมกับขนที่เริ่มรุกเกรียวไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า ความรู้สึกหวาดกลัวนั้นยิ่งถาโถมเข้ามาในจิตใจเมื่อปรากฏร่างของเงางูั์ตัวใหญ่สีดำสนิทแผ่แม่เบี้ยขึ้นมาดูด้านหน้าของอังเดร์และภูมิั์ตาสีแดงก่ำของมันนั้นจ้องเพื่อนทั้งสองของเธออย่างไม่ลดละราวกับว่าพร้อมที่จะจู่โจมได้ทุกเมื่อ
“ไอ้ขิม อยู่เฉยๆก่อนแบบนี้อันตรายแล้ว” เคนเตือน
“เออ...แกเคยเห็นงูตัวใหญ่ขนาดนี้รึป่าววะ” ขิมถามด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
“งูประเทศไทยที่ไหนมันจะใหญ่ขนาดนี้วะจงอางที่ใหญ่ที่สุดในโลกยังยาวแค่5.59เมตรเองนะ..แต่ไอ้งูตรงหน้าพวกเราเนี้ย...20เมตรได้มั้ง!”
ขิมใมากกับเหตุการณ์ตรงหน้าและยิ่งทำให้ขวัญเสียเข้าไปให้เลยนั้นก็คือ การที่งูั์ตัวนั้นมันชูคอขึ้นสูงตั้งท่าเหมือนว่าพร้อมที่จะจู่โจมเต็มที่
เธอต้องทำยังไง
ต้องทำยังไงที่จะไล่งูตัวนั้นไป
ต้องทำยังไงไม่ให้เพื่อนเธอโดนคาบไปกิน
ขิมค่อยๆก้มลงหยิบก้อนหินขึ้นมาก้อนหนึ่งที่มีขนาดประมาณกำมือนึงและตั้งท่าว่าจะปาใส่ แต่ทว่าเ้างูตัวนั้นกลับเห็นอาการประทุษร้ายของเธอก่อนเพราะมันหันมาแล้วส่งเสียงขู่ฟ่อๆใส่เธอทันที
“อย่าได้ริอาจแตะต้องนาง ถอยออกไปบัดเดี๋ยวนี้!!”
เสียงที่แสนจะขึ้นหูนั้นดังขึ้นอยู่ไม่ไกลขิมหันไปมองตามเสียงที่มาจากฝั่งริมน้ำโขงก็พบกับชัยยะนาคราช
บุรุษคนเดียว คนเดิมที่เธอเคยเห็นมาก่อนหน้านี้
เพียงแค่รอบนี้เธอไม่ได้ฝัน แต่เธอเห็นเขาจริงๆ
แต่ทว่าั์ตาที่เคยดูอบอุ่นนั้นบัดนี้กลับฉายแววโรจน์ มันเป็สายตาที่มีพลังอำนาจที่ไม่ว่าใครก็ต้องสยบให้กับเขาคนนี้
งูั์ตัวนั้นเมื่อได้เห็นชัยยะนาคราชก็เริ่มแสดงออกถึงความกลัวและค่อยล่าถอยออกไป
โล่งอก
เสียงถอนหายใจดังเฮือกใหญ่นั้นแทบจะหลุดออกมาจากปากของทุกคนรวมไปถึงขิมด้วยเพราะเอาเข้าจริงเธอก็กลัวถูกคาบไปกินเหมือนกันงูด้วยใหญ่ขนาดนั้น
ขิมปราดสายตาไปมองชัยยะนาคราชอีกครั้งวันนี้เขาไม่ได้แต่งตัวแบบที่เธอเคยเห็นครั้งแรก แต่เขากลับแต่งตัวเหมือนวัยรุ่นหนุ่มทั่วไปบนโลกมนุษย์เสื้อยืดสีดำสวมทับด้วย Blazerกับกางเกงขายาวสีเดียวกันและรองเท้าผ้าใบสีขาว
การแต่งกายของชัยยะนาคาในคราวนี้นั้นมันดูเรียบงาน
เรียบหรูดูแพง
แต่เท่ชัวร์!!
“นี้..เออ...คุณมาได้ยังไง”ขิมถามขึ้น แต่ชัยยะนาคราชก็ได้แต่เพียงแค่ส่งยิ้มก่อนที่จะส่งกระแสจิตเป็เสียงไปหาขิมเพื่อให้เธอได้ยินคนเดียว
‘ข้าก็อยู่กับเ้าตลอด’
“แต่งตัวปกติกับเขาก็เป็”ขิมหัวเราะแก้เขิน
‘พญานาคแบบพวกข้าก็ตามเทรนด์เป็เหมือนพวกเ้านั้นละอยู่มาตั้งกี่ร้อยกี่พันปีจะมัวแต่ล่าหลังได้เยี่ยงไร’
ขิมส่งเสียงจิ๊กจ๊ะด้วยความหมั่นไส้
“ไอ้ขิม..ใครวะแกรู้จักหรอ”เคนที่เดินตามหลังมาพร้อมๆกับเพื่อนที่เหลือก็ได้ถามขึ้น
“เออ.....” ขิมไม่รู้จะอธิบายยังไงเธอไม่ได้เตรียมความพร้อมที่ต้งต้องมานั่งแก้สถานการณ์แบบนี้
“ผมชื่อชัยยุทธ” ชัยยะนาคราชเอ่ยขึ้นมาอย่างสุภาพ
“คุณรู้จักกับขิมหรอครับ”เคนยังคงถาม
“ครับ เธอเป็...”
“ฉันเป็ลูกพี่ลูกน้องของเขาเขาเป็ญาติฝั่งแม่ เขาพึ่งกลับมาจากต่างประเทศเขาเห็นว่าเรามาที่นี้เลยตั้งใจจะตามมาด้วย”
ขิมรีบโกหกคำโตพูดสวนชัยยะนาคราชขึ้นไปทันที เพราะกลัวว่าเขาจะเผลอพูดอะไรแปลกๆออกไป
ญาติเนี้ยนะ...
น้องจากพี่ชายแท้ๆของมัน2คน
มันจะไปมีญาติเพิ่มได้ที่ไหนกัน!
“แกเนี้ยนะมีญาติ” อังเดร์ทวนถามซ้ำจนขิมเอามือฟาดเข้าไปที่ไหล่เสียหนึ่งที
“เออ มันก็ต้องมีสิวะญาติอ่ะแกนะน่ะไม่ต้องมาพูดมากเลย ไอ้ตัวดี สร้างแต่ปัญหา”
ขิมพูดไปพร้อมกับดึงหูของอังเดร์ไป ซึ่งนั้นก็ทำให้อังเดร์ถึงกับต้องร้องโอดโอยเพราะความเ็ป
“เพลาๆมือหน่อยเดี๋ยวหูเพื่อนเธอมันก็ขาดกันพอดี”
ข้อมือเล็กของขิมนั้นถูกมือใหญ่ของชัยยะนาคราชคว้าไว้อังเดร์ถึงกับรีบขอบคุณที่เขาช่วยดึงมือพิฆาตของขิมออกไปได้
“ผมว่า..เราออกจากที่นี้กันก่อนดีกว่าเพราะมันอันตราย”
ชัยยะนาคราชเสนอซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย
มีเพียงแค่เคนที่เป็คนที่เงียบที่สุดเขาไม่ถามอะไรต่อมากมาย
เขารู้สึกประหลาดใจ
เขารู้สึกว่าคนที่ชื่อชัยยุทธคนนี้แปลกและดูต่างออกไปจากคนอื่นๆทั่วไป ..และที่สำคัญ..เคนรู้สึกคุ้นหน้ากับชัยยุทธแปลกๆเหมือนเคยเห็นที่ไหนแต่เขาก็นึกไม่ออก
เขามั่นใจว่าขิมไม่มีญาติที่ไหนอีกแล้วแน่ๆ
แต่อีกสิ่งที่มั่นใจเลยก็คือ ขิมและชัยยุทธรู้จักกัน
และชัยยุทธไม่มีวันจะทำร้ายขิม..
มีแค่เื่นี้ทำเขามั่นใจในความรู้สึก
“ท่านจะบ้าหรอโผล่มาแบบนี้เดี๋ยวความก็แตกหรอก” ขิมเข้าไปเดินข้างๆชัยยะนาคราชก่อนจะทำเสียงซุบซิบให้เขาได้ยิน
“ถ้าช้ากว่านี้เธอถูกโฉบไปฆ่าพอดีแล้วฉันจะเอาหน้าที่ไหนไปบอกพ่อแม่เธอที่โน่นได้ละ”
ขิมฝั่งแล้วก้เลิ่กคิ้วเล็กน้อย “พ่อแม่”ที่ชัยยะนาคราชพูดถึง คงเป้น2คนที่เธอเคยเห็นตอนฝัน
“เขาสั่งให้ท่านมาหรอ” ขิมยังคงถาม
แต่ก็ถูกนิ้วชี้ของชัยยะนาคราชดีดป๊อกเข้าที่กลางหน้าผากเข้าจนได้
“เปล่า เพราะแรกเริ่มเดิมที่ข้าก็ทำแบบนี้มาตลอด”
“คอยตามสาวเนี้ยนะ” ขิมแซว
แต่ชัยยะนาคราชกลับยิ้มมันเป็รอยยิ้มที่อ่อนโยน
“เฉพาะเ้าคนเดียว”เขาพูดพร้อมกับใช้นิ้วมือจิ้มไปที่หน้าผากของร่างเล็กอีกครั้ง
ดวงหน้างามถึงกับแดงระเรื่อด้วยความอาย
“นาคบ้า”ขิมบ่นอุบอิบพร้อมกับเอามือปิดหน้าผากของตัวเองไว้
“ว่าแต่คุณชัยยุทธพักที่ไหนหรอครับ”ภูมิถามขึ้นในขณะที่กำลังนั่งอยู่ในรถ
“ผมพึ่งมาถึงก็มัวแต่เดินเล่นไปทั่วยังไม่ทันได้จองที่พัก”
“งั้นไปพักบ้านผมไหมคุณชัยยุทธบ้านผมยังมีห้องอีกหลายห้อง” เคนเสนอ
“ถ้าไม่เป็การรบกวนนะครับ”ชัยยุทธตอบตกลง
“หักเกรงใจคนอื่นบ้างสิคุณ”ขิมแขวะเข้าให้ แต่ชัยยะนาคราชกลับส่งเสียงหัวเราะอย่างชอบใจ
“งั้นเพื่อเป็การตอบแทน ผมจะเป็ไกด์นำเที่ยวและแนะนำสถานที่ให้เองในจังหวัดนี้ไม่มีที่ไหนที่ผมไม่รู้จัก”
“คุณชัยยุทธดูเชียวชาญเื่ในท้องถิ่นจังนะครับทั้งที่พึ่งบินกลับมาจากต่างประเทศมาแท้ๆ” ภูมิถาม
“สมัยเด็กเขาอยู่ที่นี้พึ่งจะไปเรียนต่างประเทศเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เอง แกนี้ก็ช่างสงสัย” ขิมแก้ต่างแทน
“เอ้าก็ฉันอยากรู้นี้หว่า”
ยามดึกในคืนนั้น..บัดนี้ชัยยะนาคราชในร่างของชายหนุ่มนามว่าชัยยุทธกำลังยืนรับลมอยู่ที่นอกระเบียงก็พลันปรากฏเห็นงูใหญ่สีดำตัวเดิมมาอยู่ตรงหน้าที่พักของเคน มันยังคงดูเคียดแค้นและมองยังไงก็ดูไม่เป็มิตร
“ถ้าหากข้าเตือนแล้ว แต่ท่านไม่เชื่ออย่ามาหาว่าข้าไร้เมตตา”
ั์ตาคมเข้มที่เคยดูอ่อนโยนเมื่ออยู่ต่อหน้าขิมบัดนี้กลับส่องประกายสีแดงฉานและส่องแสงเรืองรองอย่างน่ากลัว
‘ข้าไม่ทราบว่าพวกเขาเป็สหายของท่านชัยยะนาคราช’
เสียงที่แหบพล่าและสั่นเครือนั้นดังมาจากทางฝั่งของงูใหญ่ตัวนั้น
“เมื่อรู้แล้วก็จงกลับไปซะพวกเขาเป็บริวารของข้า ใครก็ไม่มีสิทธิ์ยุ่ง”
‘ข้าต้องขออภัยด้วยขอรับท่านชัยยะนาคราช’
“ไปซะแล้วอย่าได้กลับมาอีก”ชัยยะนาคราชพูดด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น
‘ขอรับ’
เมื่อสิ้นเสียงร่างของงูั์ตัวนั้นก็ค่อยๆหายไปหลงเหลือไว้เพียงแต่ความเงียบสงัด และเงาของใครบางคนที่ยืนหลบอยู่ด้านหลังประตู