ตอนที่ 5
ภาพอันตระการตาได้เริ่มปรากฏอยู่เบื้องหน้าอองที ช่องผาหินสองฝั่งเป็บ้านที่ก่อสร้างด้วยไม้หลากหลายขนาด มันถูกต่อเติมและเกาะติดบนผนังผาหินสูงตระหง่าน บ้านไม้เรียงตัวกันเป็แนวยาวตลอดเชิงผา มีชานระเบียงเชื่อมต่อกันและทางเดินบันไดสู่พื้นด้านล่าง
หากลองกวาดสายตามองผ่านๆแล้ว บ้านเรือนที่มีก็นับได้เกือบร้อยหลัง อองทีตื่นตะลึงระคนชื่นชมช่างก่อสร้างยิ่งนัก สถานที่แบบนี้เขาเพิ่งเคยพบเจอเป็ครั้งแรก ชาวบ้านที่นี่ต่างเดินขวักไขว่ไปมาคล้ายไม่สนใจผู้มาใหม่เช่นเขา หรือนี่เป็ภาพลวงตาจากไอพิษเช่นเดียวกัน
อองทีหม่อลอยชั่วขณะ จนเสียงแหลมเล็กของเด็กชายคนหนึ่งปลุกให้เขาตื่นขึ้นว่า “มีคนรอท่านอยู่ขอรับ เชิญตามข้ามา”
ชายหนุ่มกระชับดาบข้างกายแน่น เขาคลายสีหน้าลงเล็กน้อย พลางเดินตามเด็กชายผอมบางนั่นอย่างว่าง่าย
“คนผู้นั้นอยู่ในระดับใด?” อองทีเอ่ยถามความเห็นเพลิงดำ ขณะที่เขาเหลือบมองไอควันสีดำที่พันรอบข้อมือของตน
เสียงแ่เบาคล้ายผู้ที่กำลังตื่นจากจำศีลก็ตอบกลับมาว่า “ขั้นสูงระดับสูงสุด..”
“เ้ารับมือได้หรือไม่”เขาถามต่อ
เพลิงดำนิ่งเงียบชั่วขณะก่อนจะตอบชายหนุ่มกลับมา “ไม่ยาก”
เมื่อมาถึงจุดหมายแล้ว เบื้องหน้าอองทีเป็เพียงกระท่อมไม้ไผ่หลังเก่าแห่งหนึ่ง โดยรอบมีเพียงแปลงสมุนไพรเล็กๆเท่านั้น
บริเวณด้านหน้าประตูกระท่อมกลับมีรูปปั้นคล้ายสัตว์ประหลาดสองตัววางเรียงอยู่ เขาไม่รู้สึกหวาดกลัวสิ่งนั้น แต่เด็กชายผอมบางเมื่อมาส่งเขาถึงที่แล้ว กลับวิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว
ขณะอองทีเดินมาหยุดตรงหน้าประตู สักพักก็พบว่าเพลิงดำได้ทำการโอบล้อมรูปปั้นนั้นไว้อย่างจงใจ ส่วนรูปปั้นประหลาดมันพยายามขยับตัวหลายครั้งแต่ไม่เป็ผล ไอควันสีดำสนิทของเพลิงดำกดมันไว้จนรูปปั้นเริ่มปริแตกออก
พลันนั้นเสียงของคนผู้หนึ่งดังลอยมาจากด้านในพร้อมประตูกระท่อมที่ค่อยๆเปิดออก เสียงแหบชราของคนผู้นั้นทำให้เพลิงดำหยุดชะงักเล็กน้อย จากนั้นมันก็ม้วนตัวเป็เส้นสีดำมัดรูปปั้นประหลาดเข้าด้วยกันอย่างแ่า เส้นสีดำนั้นก็พลันแปรเปลี่ยนมาเป็เชือกโอบรัดรูปปั้นไว้ ก่อนเพลิงดำจะเริ่มสลายตัวออกไปจากบริเวณนั้นทันที
“เชิญท่านเ้าเมือง”เสียงนั้นลอยมาจากด้านในกระท่อม อองทีคล้ายถูกสะกดจึงได้เพียงแต่เดินตามเสียงนั้นไป ภายในกระท่อมมีเพียงตู้เก็บของเก่าๆและชั้นตำรา ตรงกลางห้องพบโต๊ะไม้เตี้ยยาววางอยู่ บนพื้นปูเพียงเสื่อขาดวิ่นตัวหนึ่งไว้เท่านั้น
ชายหนุ่มหันไปมองด้านนอกเล็กน้อยก่อนประตูกระท่อมจะปิดตัวลง คนผู้นี้หาใช่ผู้ใช้ไสยเวทย์ธรรมดา แต่มาจากเผ่ามังคาที่ร่ำลือกันว่าเก่งกาจเื่วิชาไสยเวทย์ยิ่งนัก
อองทียืนนิ่งก่อนจะโน้มตัวแล้วตอบไปทางเสียงนั้นว่า “คนของข้าไม่ชอบพวกสอดแนม จึงกระทำการไม่ควร โปรดขออภัย”
“หึๆ ไม่เป็ไร มันก็แค่อสูรรับใช้ข้าเท่านั้น หลายคราที่พวกมันน่ารำคาญเกินไป มีคนปราบพยศพวกมันให้ก็ดีเช่นกัน”
ในชั่วพริบตาเดียว เบื้องหน้าก็ปรากฏชายชราผมสีดอกเลาคนหนึ่งนั่งรออยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะไม้เตี้ยยาวนั้นแล้ว บนโต๊ะไม้มีไหสุราและจอกสุราเก่าสองใบวางอยู่ ชายชราคนนั้นทำสีหน้าเชื้อเชิญอองทีให้มาร่วมโต๊ะ อีกฝ่ายโค้งหน้าลงต่ำก่อนจะเดินมานั่งอีกฝั่งอย่างไม่เกรงใจ
ชายชราคนนั้นหยิบไหสุรารินใส่จอกให้เขาอย่างสบายใจ คล้ายว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ อองทีเคยพบเจอมันมาก่อนและคนที่อยู่ตรงหน้ากลับดูคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
“สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกปิดบังโดยเวทอำพราง แต่เกิดจากดวงตาถูกพิษหรือ” อองทีถามขึ้นอย่างสงสัย
ชายชราริมฝีปากเม้มแน่นเหมือนยอมรับ จึงเอ่ยเพื่อให้ความกระจ่างอีกฝ่ายไปว่า “ใช้ม่านอำพรางเป็ความเสี่ยงเกินไป หากมีผู้ใช้ไสยเวทย์รู้ว่ามีสถานที่เช่นนี้ จะเป็อันตรายต่อชาวบ้านทุกคน เช่นนั้น...ข้าจึงเลือกวิธีดั้งเดิมของข้าแทน มีเพียงผู้ฝึกวิชาแพทย์ขั้นสูงถึงจะรู้ว่ากำลังถูกไอพิษเล่นงาน คนของท่านเก่งกาจยิ่ง แต่เมื่อท่าน้าพบข้าและข้าก็้าพบท่าน เป้าหมายของเราก็ตรงกันแล้ว”
ชายชรายิ้มกริ่มเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ “...อันที่จริงคนของท่านก็เดินวนเวียนแถวนี้ พวกเขาปลอดภัยดี ท่านไม่ต้องเป็ห่วง ออกจากป่านี่ไปไอพิษก็สลายหายไปเองได้”
อองทีพยักหน้าอย่างเข้าใจ ไอพิษนี้แม้แต่ผู้ใช้ไสยเวทย์ยังััไม่ได้ คงเป็ศาสตร์ลับของเผ่ามังคาอย่างที่ไคจาบอกไม่มีผิด ดินแดนในม่านอำพรางต่างซ่อนเร้นตัวเองจากโลกภายนอก บางแห่งก็เป็เหมือนอีกโลกใบหนึ่ง แม้อองทีจะเคยท่องไปทั่วดินแดนมาแล้ว แต่เื่นี้กลับยังทำให้ชายหนุ่มรู้สึกอัศจรรย์ใจยิ่ง
อองทีขยับจอกสุรายกขึ้นดื่มจนชายชราคล้ายสีหน้าสับสนเล็กน้อย เขาเป็เพียงแค่คนแปลกหน้าสำหรับอองที หากในน้ำเหล้าถูกเขาวางยาพิษ ชายหนุ่มก็จะไม่มีโอกาสออกไปจากที่นี่
จะว่าไปแล้วเขาคงคิดมากเกินเหตุ ตัวประหลาดที่เพิ่งกำราบอสูรรับใช้นั่นก็ยังอยู่มิใช่หรือ เช่นนั้นเ้าเมืองโกนิลคนนี้ก็คงไม่ต้องเกรงกลัวสิ่งใดแล้ว
ชายชรามีนามว่ายาหลู่ เขาอาศัยที่แห่งนี้มานานกว่าสิบปีแล้ว แรกเริ่มผู้คนที่นี่ปลูกเพิงพักอาศัยแค่ชั่วคราว แต่แล้วเมื่อมีโจรป่าบุกปล้นสะดมและขับไล่ชาวบ้านออก เพราะในเชิงผาแห่งนี้มีแร่ทองคำและแร่หินหายากหลายชนิด
หัวหน้าชุมชนจึงตั้งกองกำลังกันเองโดยมียาหลู่ที่เป็ผู้ใช้ไสยเวทย์ช่วยสร้างม่านอำพรางกั้นชุมชนไว้ ต่อมาจึงกลายเป็หมู่บ้านใหญ่ขึ้นและยาหลู่จึงเปลี่ยนวิธีจากการใช้เวทย์อำพรางมาเป็วิชาลับของตนเองเพื่อปกป้องชาวบ้านทั้งหมดไว้
ยาหลู่จึงเปรียบเสมือนองค์เทพที่คอยปกปักรักษาหมู่บ้าน ชายชราเป็ทั้งครูสอนเด็ก หมอรักษา สอนวิธีทำอาวุธ เพาะปลูก ล่าสัตว์ และสอนวิชาไสยเวทย์ให้กับศิษย์หลายคน
เมื่อยาหลู่เล่ามาถึงตรงนี้ อองทีพลันก็บอกเล่าเื่ของตนที่มาเยือนถึงที่แห่งนี้ว่า “คนของท่านข้ามิอาจปล่อยไว้ เหมือนว่าเขาจะรู้เื่ดินแดนแห่งนี้มากเกินไป”
ชายชราใช้นิ้วมือััไปมาบนจอกสุรา ท่าทางครุ่นคิดเื่บางอย่าง “เ้านี่เป็กำพร้า เขาเป็ศิษย์ที่มีฝีมือคนหนึ่งของข้า แต่กลับฝ่าฝืนกฎโดยการขโมยทองคำของหมู่บ้านไปขาย ั้แ่วันนั้นเขาก็ไม่กลับมาอีกเลย เขารู้ความลับบางอย่างของข้าและสถานที่แห่งนี้ ข้าจึงสั่งให้คนอื่นออกตามหาแต่ก็ไร้วี่แวว จนกระทั่ง...” ยาหลู่ทำสีหน้าเหมือนกำลังเผชิญเื่ที่ลำบากใจ
“เสี้ยวหนึ่งของแก่นิญญาเขาไหลเวียนในตัวท่าน ช่างเป็เื่ประหลาดใจนัก”
อองทีใบหน้ากระตุกเล็กน้อย ครั้นเมื่อทบทวนดูแล้ว อีกฝ่ายเป็ถึงผู้ใช้ไสยเวทย์ชั้นสูงระดับสูงสุดย่อมมองออกถึงพลังหลายๆอย่างได้ โดยเฉพาะจากเมล็ดพันธุ์ที่ตนเองบ่มเพาะมากับมืออย่างชายโชคร้ายคนนั้น ชายชราน่าจะรู้แล้วว่าเขาสามารถดูดกลืนแก่นิญญาผู้ใช้ไสยเวทย์ได้
อองทีไม่รู้ว่าสถานการณ์ตรงหน้านี้ จะเป็เหตุให้การสอบถามเื่คำพยากรณ์จะมีอุปสรรคหรือไม่ และเขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบในการสังหารศิษย์ผู้อื่นได้เช่นกัน
ชายหนุ่มั์ตาลึกล้ำ ความคิดอันท้าทายเริ่มผุดขึ้นมา “ท่านรู้ว่าข้ามาที่นี่เพื่อ้าสิ่งใด หากท่านให้ความร่วมมือข้าก็ยินดียิ่ง แต่หากข้าไม่ได้คำตอบที่้า ข้าก็ไม่รับรองว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น”
“เหอะ นี่คือคำขู่หรือ..” ยาหลู่สบถคำอย่างไม่พอใจก่อนกล่าวต่อว่า
“ท่านเป็ถึงเ้าเมืองผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรโกนิล รบราฆ่าฟันผู้อื่นเป็ว่าเล่น การทำเช่นนั้นกับแก่นิญญาผู้ใช้ไสยเวทย์หาใช่เื่ปกตินัก แม้แต่พวกอสูรปีศาจที่ร้ายกาจที่สุดก็ไม่อาจทำได้ ท่านอย่าลืมว่ายังมีเผ่าพยัคฆ์ดำอยู่ หากพวกเขารู้ว่าท่านมีชีวิตอยู่โดยการกลืนกินแก่นิญญาผู้อื่น พวกเขาไม่อาจปล่อยท่านไว้แน่”
อองทีเมื่อได้ยินดังนั้น เขากระตุกยิ้มน้อยๆก่อนจะส่งสายตาประกายอำหิตมายังชายชรา
“หึ หากข้าเดาไม่ผิดคำพยากรณ์นั้น ท่านก็ได้มาจากคนของเผ่าพยัคฆ์ดำใช่หรือไม่ ข้าอยากรู้นักว่าคนผู้นั้นตายเช่นไร คงมิใช่ฝีมือท่านหรอกกระมัง”
ยาหลู่ไม่คาดคิดว่าชายหนุ่มจะไม่สะทกสะท้านกับเื่ไม่ธรรมดาของตัวเอง และเขาอาจจะยังไม่รู้ตัวว่ามีพลังอำนาจบางอย่างซุกซ่อนอยู่ในตัวเขา ที่สามารถกดข่มผู้ใช้ไสยเวทย์คนอื่นได้ แถมอีกฝ่ายยังเป็แค่มนุษย์ธรรมดากลับกลืนกินแก่นิญญาผู้ใช้ไสยเวทย์เหมือนอาหารว่างได้อีก
‘นี่เป็เื่ประหลาดที่สุดที่เขาเคยพบเจอแล้ว...’
ชายชราหลับตาลงเพื่อระลึกเื่เก่าก่อนพลางเอ่ยตอบว่า “ข้าพบเจอคนผู้นั้นเมื่อห้าปีก่อน เขาเองก็สภาพใกล้ตายแล้ว ข้าจึงพากลับมารักษา จนสุดท้ายเขาร้องขอให้ข้าสังหารเขาเพื่อเป็การปลดปล่อยจากความทุกข์ทรมาน นานหลายสิบปีที่ข้าเองก็ตามหานักพยากรณ์ แต่ต้องจำใจให้เขาได้ตายอย่างสงบ”
อองทีขมวดคิ้วเป็เชิงสงสัย ในใจกลับยังรอคอยให้อีกฝ่ายเปิดเผยคำพยากรณ์ออกมา ยาหลู่รู้สึกกดดันเล็กน้อย ชายชราอยากจะหยั่งเชิงอีกฝ่ายเพื่อถ่วงเวลา สิ่งที่เขากำลังคิดอาจเป็เพียงเื่เพ้อฝันก็เป็ได้ หากคนผู้นั้นจะกลับมา...ย่อมมิใช่อยู่ในร่างปีศาจตาเดียวเช่นอีกฝ่ายแน่
ความคิดเช่นนี้ได้เกิดขึ้น เมื่อศิษย์ผู้นั้นแอบล่วงรู้ความลับบางอย่างของยาหลู่ ชายชราจึงวางแผนให้ผู้อื่นยุแยงให้เขาออกจากหมู่บ้านไป หากเขาถูกจับได้โดยผู้อื่นที่ไม่ใช่เ้าเมืองโกนิล ด้วยเวทย์อาคมขั้นสูงที่ยาหลู่สะกดเขาไว้ คงมีแต่เพียงตัวประหลาดที่อยู่ข้างกายเ้าเมืองโกนิลเท่านั้นที่จะแกะรอยตามมาถึงหมู่บ้านลึกลับแห่งนี้ได้
ยาหลู่สงบนิ่งไปชั่วขณะหนึ่ง ไม่นานเขาก็เริ่มมีเหงื่อผุดซึมทั่วใบหน้า แววตาสะท้อนโทสะสุดขีด ผิวกายคล้ายมีเส้นสีดำผุดไปมาเป็ลูกคลื่น ริมฝีปากชายชราขยับขมุบขมิบเหมือนอยากจะกล่าวสิ่งใดออกมาให้ได้
ชายหนุ่มยกไหสุราขึ้นดื่มอย่างคนหิวกระหาย เหล้าหมักของหมู่บ้านนี้ช่างถูกใจเขายิ่งนัก อองทีปรายตามองคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ชายชราไม่อาจตอบอันใดกับเขาได้แล้ว
เพลิงดำกำลังเข้าควบคุมแก่นิญญาของยาหลู่ แต่พลังผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงระดับสูงสุดหาใช่จะต่อกรได้ง่าย เพลิงดำไม่อาจเจาะเข้าไปล้วงความทรงจำอีกฝ่ายได้โดยสะดวก จึงเปลี่ยนวิธีโดยการบีบให้เข้าพูดเอง..
“ท่าน สั่ง ให้มันทำอะไรข้า..”ยาหลู่กล่าวออกมาอย่างคนสิ้นไร้เรี่ยวแรง ร่างชายชราโงนเงนไปมาคล้ายจะฟุบลงกับพื้นอยู่รอมร่อ
อองทีกระแอมไอคราหนึ่ง มองไหสุราเลิศรสที่หมดลงอย่างน่าเสียดาย ในหัวพลันคิดว่าทำอย่างไรจะให้คนของตนเข้ามาขอสุราจากหมู่บ้านแห่งนี้ได้
“ข้ามาที่นี่ตามคำเชิญของท่าน ขออภัยหากข้าล่วงเกินไปบ้าง อันที่จริงข้าก็มิได้ทำอะไร แต่เพลิงดำเขาเป็พวกร้อนใจ ทำอะไรตามใจตัวเอง คราวหน้าข้าจะลงโทษเขาเอง” ชายหนุ่มเก็บสีหน้าให้เป็ปกติ เขานั่งเท้าคางรอคำตอบจากยาหลู่อย่างเบื่อหน่าย
“ยังจะมีคราวหน้าอีกหรือ...” ชายชราแอบเถียงอยู่ในใจ
เขาไม่คาดคิดว่าจะเจอพิษสงตัวประหลาดอันไร้ที่มาเช่นนี้มาก่อน หากจะเรียกว่าเป็ปีศาจหรือภูตผีก็ไม่ใช่ หรือิญญาทรงพลังก็เปรียบไม่ได้ เพียงแค่ไอควันไร้รูปร่างจะสามารถอยู่เหนือผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงระดับสูงสุดเช่นเขาได้อย่างไรกัน
เ้าเมืองโกนิลชุบเลี้ยงตัวประหลาดนี้ไว้ใช้งาน มิน่าเล่าไม่ว่าศึกาใด แค่ได้ยินเพียงชื่อต่างก็ยอมยกเมืองให้โดยไม่ต้องรบราใดๆแล้ว
“เขาแข็งแกร่ง จะให้ข้าใช้วิธีของข้าหรือไม่” เพลิงดำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความกดดันของยาหลู่
อองทีไตร่ตรองชั่วครู่ นิ้วมือเคาะโต๊ะเบาๆเป็จังหวะ ก่อนจะตอบกลับไปว่า “ปล่อยเขา..”
เพลิงดำเริ่มลดพลังตัวเองลงทันใด ก่อนจะปล่อยให้ชายชราเป็อิสระ ยาหลู่แผ่นหลังตั้งตรง ยืดกายออกเล็กน้อย พลังภายในกายเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อสำรวจความเสียหายในร่างตน
แต่กลับพบว่าพลังของเขาไม่ได้ถูกทำร้ายหรือหายไปบางส่วน ซ้ำแก่นิญญาของเขาที่เคยาเ็เรื้อรังมาั้แ่เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน มันกลับถูกรักษาและหายสนิทโดยสมบูรณ์แล้ว
‘ตัวประหลาดนี่ไม่ได้ทำร้ายข้า แต่มันกำลังรักษาข้าหรือ?’
“เพลิงดำรู้ว่าแก่นิญญาของท่านช่างน่าสงสารนัก จึงช่วยรักษาให้ เช่นนี้ข้าก็ถือว่ามีบุญคุณกับท่านแล้วใช่หรือไม่”
ครั้นเมื่อคณะเดินทางของอองทีออกจากดินแดนเปลี่ยวร้างแล้ว ทุกคนได้ไหสุราติดมือมาคนละสองสามใบ อองทีเข้าไปในหมู่บ้านเพียงลำพัง แต่ขากลับก็มีกลุ่มชาวบ้านโผล่มาตามส่ง โดยพวกเขาให้ทั้งเสบียงและสุราหมักชั้นเลิศกับคนของเ้าเมืองโกนิล อาคันตุกะคนสำคัญของยาหลู่ผู้ปกปักรักษาหมู่บ้านแห่งนี้
อองทีสั่งให้คนบางส่วนกลับไปรายงานที่เมืองโกนิล โดยอ้างเพียงว่าเขากำลังจะเดินทางไปพบสหายในเมืองแห่งหนึ่ง
ลอซูและคนคุมกันติดตามยังไม่รู้ว่าอองทีได้ล่วงรู้คำพยากรณ์มาแล้วหรือไม่ แต่หากผู้เป็นายยังไม่เปิดเผย พวกเขาก็ไม่บังอาจสอบถามโดยพลการเช่นกัน เพราะถือว่าคำทำนายจากนักพยากรณ์ย่อมเป็ความลับอันสำคัญยิ่ง
“เราจะเดินทางไปที่ใดขอรับ” ไคจาควบม้ามาหยุดอยู่ใกล้ๆอองที ขณะที่อีกฝ่ายกำลังนั่งบนอานม้าเหม่อมองฝั่งตรงข้ามบึงน้ำมาสักพักแล้ว
อองทีกำลังครุ่นคิดเื่คำพยากรณ์นั้นมาสักพัก ชายหนุ่มคิดว่าตนเองควรจบเื่เพียงแค่นี้ และไม่ควรตามหาโชคชะตาที่ขาดหายไปของเขา อองทีย่อมรู้ตัวดีเช่นกันว่า ต่อให้เขาไม่เดินตามเส้นทางของคำทำนาย ไม่ว่าช้าหรือเร็วชีวิตของเขาก็จะต้องมาถึงจุดจบอย่างแน่นอน
การที่อองทีต้องดูดกลืนแก่นิญญาของผู้ใช้ไสยเวทย์เพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อนั้น เขาไม่ได้เป็ผู้้าสิ่งนี้มาั้แ่เกิด แต่เมื่อเกือบสิบกว่าปีก่อน เ้าอองนันผู้เป็บิดาและครองอาณาจักรโกนิลในตอนนั้น เ้าเมืองได้จัดงานเลี้ยงขึ้นในอาณาจักรเพื่อเฉลิมฉลองการยึดเมืองฝั่งตะวันตกมาได้
และนั่น... คือจุดเริ่มต้นของเื่ราว มารดาเขาต้องจบชีวิตลงด้วยยาพิษจากการลอบสังหารของกลุ่มฏ กลุ่มพวกแพ้า
ในงานเลี้ยงคืนนั้น... ภาพความทรงจำที่ไม่มีวันลืมของอองที มันคือเสียงกรีดร้องผู้คนดังระงมไปทั่วบริเวณ ลูกธนูหลายลูกถูกปักเข้าไปที่ร่างของคนคุ้มกันหลายคนที่เข้ามาล้อมเด็กหนุ่มผู้หนึ่งไว้ ประหนึ่งพวกเขาเป็เกราะป้องกัน
จากนั้นไม่นานพวกเขาก็เริ่มล้มลงทีละคน จนคนคุ้มกันคนสุดท้ายถูกศรปักเข้าที่ลำคอจนเืพุ่งออกมาท่วมร่าง
เด็กหนุ่มคนนั้นคืออองที เขาไม่เพียงยืนหยัดตัวเองขณะที่ร่างกายกำลังบอบช้ำจากการถูกพิษ แต่ยังพยายามมองหาผู้เป็แม่ของตน ท่ามกลางความวุ่นวายกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า
อีกฝั่งหนึ่งพบชายร่างกำยำผู้หนึ่ง เขากำลังใช้ดาบฟาดฟันศัตรูที่มาเยือนอย่างทรหด งานเลี้ยงฉลองให้กับบุตรชายของเขาที่ชนะศึก กลับต้องมาสังเวยด้วยเืสีแดงฉานของผู้คนที่มาร่วมงาน ศึกนี้กะทันหันเกินไป พวกเขาแทบไม่ได้เตรียมแม้การป้องกันไว้ล่วงหน้า
เ้าอองนันทั้งร่างสั่นกระตุก แขนขาเริ่มไร้เรี่ยวแรง เมื่อเขาเหลือบมองอองทีบุตรชายเพียงคนเดียวของเขากำลังร่ำไห้กอดร่างสตรีคนหนึ่งไว้ มัณทราภรรยาอันเป็ที่รักของเขา นางมีาแพุพองไปทั่วร่างกายจากการถูกพิษ เขาปกป้องนางกับลูกไว้ไม่ได้..
เมื่อศัตรูเริ่มล่าถอย กองกำลังจากค่ายทหารบุกเข้ามากำราบพวกกลุ่มฏไร้ที่มาได้ทัน เหล่าแขกผู้มาเยือนถูกสังหารไปหลายสิบคน บางรายถูกพิษไม่ทราบชนิดและสิ้นลมเพียงไม่กี่อึดใจ
เ้าอองนันออกคำสั่งให้พาตัวอองทีออกไปจากงานเลี้ยงแห่งนี้เร่งด่วน พร้อมร่างไร้ิญญาของมัณทรา เ้าอองนันไม่อาจโศกเศร้าได้นานเกินไปที่ต้องสูญเสียภรรยา เขายังมีบุตรชายอีกคนที่ต้องรีบเร่งรักษา
ภายหลังจากอองทีเริ่มพิษกำเริบ เขามีสภาพไม่ต่างจากซากศพ ใบหน้าคล้ำดำ ดวงตาทั้งสองข้างมีเืซึมไหลออกมาไม่หยุด หากมิใช่เขาที่ถือครองของล้ำค่าสืบต่อมาจากบรรพบุรุษของตระกูล ก็ไม่อาจรอดพ้นจากพิษร้ายแรงชนิดนี้ได้ ผู้คนเล่าลือกันว่าทายาทเพียงคนเดียวของเ้าเมืองโกนิล อีกไม่นานคงดับสิ้นไปพร้อมกับผู้เป็มารดาเป็แน่
ต่อมาเ้าอองนันประกาศปิดเมือง และส่งทหารคุ้มกันชายแดนเข้มงวดขึ้น กองกำลังทหารบางส่วนถูกส่งไปประจำการตามเผ่าต่างๆ พร้อมหัวเมืองน้อยใหญ่ที่เคยสวามิภักดิ์ให้กับอาณาจักรโกนิล พวกฏหลายกลุ่มถูกไล่ล่าสังหารจนแทบสิ้น
อองทีนอนไม่ได้สติอยู่ร่วมสามเดือน ผู้คนต่างก็คิดว่าเขาเหมือนตายจากโลกนี้ไปแล้วกึ่งหนึ่ง โดยไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าตอนนี้ดวงตาทั้งสองข้างของเขามืดบอด และคงไม่อาจกลับมาเป็เหมือนเดิมได้อีก นอกเหนือจากจะมีปาฏิหาริย์อย่างเดียวเท่านั้น
เหตุการณ์ลอบสังหารครั้งนี้ผู้อยู่เื้ัก็นับว่าวางแผนมาได้อย่างแยบยล โดยไม่มีใครรับรู้เื่นี้แม้แต่น้อย ต่อมาเ้าอองนันออกคำสั่งสังหารสายลับทุกคนที่อยู่ต่างเมือง ในข้อหาทำงานผิดพลาด แต่ข้ารับใช้คนสนิทกลับเห็นแย้งโดยเรียกให้พวกเขากลับมาที่เมืองโกนิลก่อน จากนั้นจึงส่งสายลับใหม่ไปแทน
การแทรกซึมไปยังเมืองต่างๆของสายลับ ถือเป็กลศึกที่เ้าอองนันเก็บชัยชนะทางการรบมานับครั้งไม่ถ้วน เขาชุบเลี้ยงสายลับั้แ่พวกนั้นยังเป็เด็กที่เพิ่งหัดเดิน จากนั้นจึงซื้อตัวมาฝึกฝนจนฝีมือเก่งกาจ พวกเขาจึงยอมอุทิศชีวิตเพื่อเ้าอองนัน และเพื่ออาณาจักรโกนิล
เ้าอองนันยืนนิ่งสงบอยู่หน้าห้องแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่บริเวณเรือนพักหลังสุด เขาถอนหายใจมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง แววตาสะท้อนความปวดร้าวอย่างชัดเจน ขณะที่เขากำลังจะขยับเท้าเข้าไปในห้อง ผู้มาจากด้านในเปิดประตูห้องออกมาก่อนแล้วจึงโน้มตัวเล็กน้อย พลางเอ่ยด้วยสีหน้ากังวล
“อองนัน เ้าอย่าได้ทำเช่นนี้เลย มันเสี่ยงเกินไป” ผู้มานั้นเป็ชายชราผู้หนึ่ง ผมสีดำสลับขาวถูกมวยเป็แกนแล้วม้วนไว้กลางหัว ติ่งหูมีบางอย่างคล้ายก้นหอยหนีบไว้จนปลายติ่งหูเริ่มยานลง ชุดผ้าดิบสีขาวปักลายของชายชรา บ่งบอกถึงฐานะของหมอใหญ่าุโประจำโรงแพทย์
เ้าอองนันพอได้ฟังกลับนิ่งไปชั่วครู่ เขาท่าทีอ้ำอึ้งคล้ายอยากจะกล่าวบางอย่างแต่ไม่กล้า “ข้า..มีลูกชายเพียงคนเดียว แม่ของเขาก็จากไปแล้ว ข้าจะผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับแม่เขาไม่ได้ หรือต่อให้ข้าต้องควักดวงตาให้เขา ข้าก็ยินดี”
ชายชราพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เขาเคารพการตัดสินใจทุกอย่างของเ้าอองนัน ไม่มีพ่อแม่คนใดที่จะปล่อยให้ลูกของตนต้องพิการไปตลอดชีวิต ยิ่งหากเป็ทายาทคนสุดท้ายผู้สืบสายเืของผู้นำอาณาจักรโกนิลแล้ว ต่อให้เ้าอองนันต้องฆ่าล้างคนนับพันหมื่น เขาย่อมทำได้โดยไม่ลังเล
ทว่าภายหลังจากอองทีหายป่วยด้วยอาการถูกพิษ ดวงตาของชายหนุ่มกลับมามองเห็นได้เพียงข้างเดียว ส่วนเ้าอองนันผู้เป็บิดาได้ออกตรวจพื้นที่ชายแดน จนถูกโจรป่าเร่ร่อนอีกกลุ่มดักซุ่มสังหาร หลังจากเหตุการณ์นั้นก็ไม่มีใครเคยพบศพเ้าเมืองโกนิล บ้างก็ว่าเขาถูกจับตัวไป หรือลือกันว่าร่างเ้าอองนันถูกนำไปทำพิธีไสยเวทย์ชั้นต่ำเพื่อสาปแช่ง
ต่อมาไม่นานเ้าอองทีบุตรชายเ้าอองนันได้ขึ้นเป็เ้าเมืองโกนิลแทน จากนั้นเขาได้นำทหารออกศึกทลายซุ้มโจรและพลักดันเผ่าเร่รอนออกจากพื้นที่ให้ไกลเขตแดนอาณาจักรโกนิล
ขณะนั้นท่าเรือและด่านสำคัญหลายแห่งถูกปิด จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาร่วมปี เมื่อความวุ่นวายสงบลง อาณาจักรโกนิลได้เปิดดินแดนค้าขายอีกครั้ง จนกลับมารุ่งเรืองได้ถึงปัจจุบัน
ผู้ใดเล่าจะรู้ว่าผู้นำแห่งอาณาจักรโกนิล เื้ักลับล่าสังหารผู้ใช้ไสยเวทย์นอกรีดและดูดกลืนแก่นิญญาพวกเขา เพื่อที่จะหล่อเลี้ยงพลังชีวิตของตนให้อยู่ได้ อองทีไม่ได้ปรารถนาเื่เช่นนี้ แต่หากเขาไม่ทำร่างกายก็ต้องเ็ปทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็
เพราะนับั้แ่ที่ชายหนุ่มฟื้นตื่นจากความตายกลับมา ขุมพลังปริศนาในร่างของเขาก็กลับปรากฏขึ้น สิ่งนี้มัน้าพลังจากแก่นิญญาของผู้ใช้ไสยเวทย์ มันกลืนกินแก่นิญญาราวกับอาหารชั้นดีเพื่อการดำรงอยู่ของตัวมัน
เพลิงดำคือสิ่งที่ถูกปลุกตัวตนขึ้นมาจากบางสิ่งในร่างอองที มันเองก็ไม่อาจประเมินขุมพลังปริศนาที่อยู่ในร่างของอีกฝ่ายได้ชัดเจน คล้ายว่าสิ่งนี้้าสั่งสมพลังผู้อื่นไว้เพื่อรอเวลาอันสมควร อองทีอาจเป็เพียงพาหะที่จะช่วยให้มันสำเร็จภารกิจในครั้งนี้เท่านั้น
กลับมาที่ริมบึงน้ำจุดพักม้าของคณะเดินทาง
อองทีเมื่อได้ยินคำถามจากไคจาจึงหันมาตอบอย่างอารมณ์ดีไปว่า “เ้าเดินทางไปแดนทางเหนือบ่อย ข้าคิดว่าเ้าน่าจะรู้จักผู้คนและสถานที่ดีกว่าข้า พวกเราไปหาความสำราญกันที่นั่นเถิด อีกอย่างท่าเรือลำเพาที่แดนทางเหนือ ข้าก็ไม่ได้ไปนานหลายปีแล้วไม่รู้ตอนนี้เป็เช่นไรบ้าง”
ไคจาพยักหน้ารับ ก่อนจะหันทิศทางม้าไปยังกลุ่มที่อยู่ด้านหลัง พวกเขาจะค้างคืนกันที่นี่ การเดินทางไปยังแดนทางเหนืออาจต้องวางแผนให้ถี่ถ้วน ทั้งเื่สายลับที่ติดตามมา หรือจะเป็พวกนักฆ่ารับจ้างจากศัตรูของเ้าเมืองโกนิล ทุกอย่างล้วนอันตรายและมีความเสี่ยง
ไคจาในฐานะที่คุ้นเคยกับแดนทางเหนือมากที่สุด ทุกอย่างเขาต้องรอบคอบและไม่อาจประมาทได้
การเดินทางระหว่างแดนเหนือกับแดนใต้ หาก้าขนสินค้าหรือผู้คนจำนวนมาก ก็ต้องนั่งเรือสำเภาจากท่าเรือหลักของแต่ละแห่ง แม้ทางเรือจะใช้ระยะเวลาแต่ก็เป็ที่นิยมสำหรับนักเดินทาง หาก้ารีบเร่งอาจเปลี่ยนเป็เส้นทางบกที่ต้องใช้ม้าเร็วเดินทางแทน แต่ถ้าเป็เพียงรถม้าลากหรือเกวียนอาจกินระยะเวลามากกว่าช่องทางอื่น
อองที้าเดินทางด้วยเรือสำเภา กลุ่มคนคุ้มกันบางส่วนต้องแยกกันเดินทางเพื่อง่ายต่อการหลอกล่อศัตรู และไม่ให้เป็จุดเด่นมากเกินไป โดยอองทีจะเดินทางไปกับไคจาและเบียงตอ
ส่วนลอซูนำคนคุ้มกันเดินทางไปในเส้นทางบก ส่วนที่เหลือให้เดินทางด้วยเรือสำเภาลำอื่นติดตามมา
ภายในห้องอันโอ่อ่าแห่งหนึ่ง พบสตรีเปลือยกายสองคนกำลังบีบนวดให้บุรุษที่นั่งเอนหลังอยู่บนเตียง พวกนางพูดคุยสัพเพเหระกันอย่างสนุกสนาน ขณะที่ชายหนุ่มผู้นั้นกำลังคลี่อ่านสารลับที่เพิ่งได้มาจากคนผู้หนึ่งอยู่
ั์ตาของเขาเป็ประกายก่อนจะยกยิ้มอย่างพอใจ ชายหนุ่มฉีกสารลับนั้นออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วโปรยมันลงบนเรือนร่างอันงดงามของสตรีทั้งสองคนทันใด
ชายหนุ่มดึงตัวหญิงงามข้างกายอีกคนมาโถมทับร่างเอาไว้ เขาซุกใบหน้าของตนบนเนินอกอวบอิ่มของนางอย่างหิวกระหาย
“ข่าวจากแดนทางใต้หรือเพคะ” นางเอ่ยถาม
“เ้าอองทีพบผู้ถือครองพยากรณ์แล้ว ครานี้ข้าคงต้องลงมือเอง” เขาตอบนาง พลันประกบริมฝีปากนางไว้ แล้วจึงกดทับร่างงามเพื่อเร่งจังหวะความสุขสมต่อ
ในคืนพระจันทร์เต็มดวงคืนหนึ่ง เกาลัดในชุดนอนแขนขายาวรุ่มร่าม เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกจนทำตัวเองตกเตียงลงมา
หญิงสาวร้องเสียงโอดครวญเล็กน้อยก่อนที่จะใช้มือทุบไปมาที่หน้าอกของตนเบาๆ เกาลัดฝันแปลกประหลาดมาหลายคืนต่อเนื่องกันแล้ว โดยไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะสื่อความหมายว่าอะไร
ในฝันนั้นเกาลัดอยู่ในใจกลางของาใหญ่ที่หนึ่ง มีการฆ่าฟันและการนองเื จนพื้นที่สนามรบเต็มไปด้วยเืสีแดงฉาน แต่ที่น่าแปลกกว่านั้น เกาลัด..คือหนึ่งในนักรบที่กำลังยืนอยู่กลางสมรภูมินั้น
ฝั่งตรงข้ามของหญิงสาวปรากฏชายหนุ่มในชุดนักรบ เขาสูงสง่า รูปหน้าหล่อเหลา ดวงตาคล้ายกำลังอ่อนล้าเต็มทน แต่ข้างกายกลับยังถือดาบเล่มยาวไว้อย่างมั่นคง ปลายคมดาบชี้ลงพื้นจนพบหยดเืกองเป็วงกว้าง
มันไม่ใช่เืของผู้อื่น.. แต่มันคือน้ำเืที่ซึมไหลออกมาจากท่อนแขนอันแข็งแกร่งของเขาเอง
ในความฝันนั้น เกาลัดจำไม่ได้นักว่านานเท่าไหร่ที่เขายืนประจันหน้ามองตน พลันในความรู้สึกส่วนลึก เกาลัดจะต้องสังหารคนผู้นี้ให้จงได้ แต่เมื่อหญิงสาวเริ่มขยับกาย อีกฝ่ายก็คว้างบางอย่างพุ่งออกมาทันใด เกาลัดรู้เพียงว่าสิ่งนั้นเป็รูปทรงสีเงินและสะท้อนแสง มันคือกริชเล่มหนึ่ง
กริชนั้น.. พุ่งเสียบเข้าตำแหน่งหัวใจของเกาลัดอย่างรวดเร็ว หญิงสาวรับรู้แต่เพียงว่ามันเ็ปและแสบสะท้านไปทั่วทั้งร่าง เธอจึงได้เพียงแต่ฟุบกายนั่งลง มองความตายของตนที่กำลังใกล้เข้ามาถึง
เกาลัดพลันเงยหน้าขึ้นมอง แต่กลับเห็นอีกฝ่ายร้องไห้ เขากำลังเสียน้ำตาให้กับความตายของเธอหรือไร หรือเขาแค่ร้องไห้ดีใจที่ฆ่าศัตรูได้เท่านั้น..
ขณะที่เกาลัดเริ่มปะติดปะต่อความฝันของตัวเองอยู่นั้น ลมพายุด้านนอกเริ่มก่อตัว ท้องฟ้าปรากฏเมฆครึ้มฝน ไฟทุกดวงในบ้านก็ดับลงอย่างฉับพลัน แรงดึงดูดพิเศษกลุ่มหนึ่งพาดผ่านเกาลัดไป จนหญิงสาวต้องรีบคว้าไฟฉายมาจากลิ้นชักแล้วพุ่งตัวออกจากห้องในทันที
เกาลัดไม่อยากให้ทุกคนในบ้านต้องตื่นตระหนก เธอจึงแอบหยิบกุญแจและย่องมาที่ห้องเก็บของสำคัญด้านล่าง
มีบางอย่างกำลังร้องเรียกให้เกาลัดตามไป..
ภายในห้องเก็บของพบกองหนังสือและของใช้ของนิรุตผู้เป็พ่อเกาลัด กำไลได้เก็บของสำคัญและเครื่องเรือนประเภทต่างๆไว้ในห้องนี้ และไม่อนุญาตให้ใครเข้ามาวุ่นวาย เกาลัดส่องไฟฉายไปทั่วห้องเพื่อประเมินความเป็ไปได้บางอย่าง
แรงดึงดูดนั้นไม่ใช่การเรียกหา.. แต่มันคือพลังของบางสิ่งที่กำลังเชื่อมต่อมายังตัวเกาลัดโดยตรง
ขณะที่เกาลัดกำลังควานหาสิ่งนั้น ลิ้นชักช่องล่างสุดปรากฏแสงสีทองเล็ดลอดออกมา มันริบหรี่จนเกาลัดแทบไม่ทันสังเกตเห็น เมื่อเปิดดูก็พบว่าในนั้นเป็กรอบรูปเก่าและมีดสั้นโบราณเล่มหนึ่งวางอยู่
ภายใต้กรอบรูปนั้นเป็ภาพเขียนลายเส้นอันวิจิตร สวยงามและให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวในเวลาเดียวกัน เกาลัดกลับรู้สึกประหลาดคล้ายกับเคยพบสถานที่แห่งนี้มาก่อนในความฝัน
หรือนี่คือสิ่งที่กำลังตามหา..
สักพักหญิงสาวจึงรีบถือกรอบรูปและมีดสั้นกลับมายังห้องของตนอย่างรวดเร็ว เมื่อสายฝนเริ่มตกปรอยลงมาบ้างแล้ว พายุก็พลันอ่อนกำลังลง แต่ไฟฟ้ากลับยังดับชั่วคราว เกาลัดจึงจุดเทียนแท่งใหญ่ไว้สองสามเล่มบนโต๊ะ เพื่อที่จะให้แสงสว่างมากที่สุด
เกาลัดกำลังวิเคราะห์ความรู้สึกอันแปลกประหลาด เธอจึงเดินควงมีดสั้นโบราณเล่มนั้นไปมา ก่อนจะลองคำนวณน้ำหนักคร่าวๆ รวมทั้งลักษณะเบื้องต้นของมัน ด้ามจับสีดำมีลวดลายแปลกตา ปลอกมีดเคลือบสีทองขุ่นมัว
หญิงสาวยังไม่สามารถชักมีดสั้นออกมาจากฝักได้ แต่หากจะใช้ตัวช่วยอย่างอื่น ทั้งตัวมีดอาจเกิดความเสียหายได้เช่นเดียวกัน อีกฝ่ายจึงได้แต่เพียงวางมันไว้และหันมาสนใจภาพวาดนี้แทน
เกาลัดแกะภาพออกมาจากกรอบรูปอย่างระมัดระวัง กระดาษแผ่นหนาสีขาวหม่น เนื้อกระดาษคล้ายไม่ค่อยพบเห็นในตลาดปัจจุบัน เธอลองกวาดสายตาดูรายละเอียดของภาพเก่าชิ้นนี้ แต่มันกลับไม่ได้สื่อความหมายอะไรมากนัก เป็เพียงภาพเขียนของทุ่งหญ้าและผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่เท่านั้น
เมื่อรู้ว่าสิ่งนี้ไม่น่าจะมีอะไรน่าสนใจ เกาลัดจึงหันมาหยิบมีดสั้นขึ้นมาเพื่อหวังจะชักมันออกอีกครั้ง แต่เธอกลับถูกบางอย่างบนด้ามมีดบาดนิ้วจนเกิดแผล พร้อมหยดเืที่กระเด็นออกมาเปื้อนภาพวาดในทันที เกาลัดเผลอเช็ดคราบเืบนเสื้อของตนเองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรู้สึกเย็นวูบขึ้นมาอย่างผิดปกติ
เมื่อเกาลัดปลายตามองไปยังภาพเขียน ก็พบว่าภาพของทุ่งหญ้านั้นเริ่มขยับไปมาตามแรงลม ร่างของหญิงสาวคนนั้นค่อยๆก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างอิสระ
เธอพยายามขยี้ตาตัวเองหลายครั้ง แต่ก็ยังพบว่าภาพเขียนนั้นยังสามารถเคลื่อนไหวได้อยู่..
‘ต้องเป็อภินิหารของเสือขาวแน่ๆ..’ เกาลัดแอบรำพึงในใจ
ระหว่างนั้นปรากฏเสียงฝีเท้าของใครบางคน คล้ายกำลังเดินอย่างเร่งรีบตรงมายังห้องของเกาลัด เสียงเปิดประตูกระแทกดังพร้อมร่างเปียกชุ่มของผู้หญิงคนหนึ่ง เป็กำไล..
นางเดินปรี่เข้ามาพร้อมกับมีดปอกผลไม้ขนาดเล็ก มืออีกข้างคว้าจับแขนของเกาลัดไว้ อีกฝ่ายะโออกไปเสียงดังขึ้นว่า “ข้าจะไม่ยอมให้ลูกของข้าเป็เหยื่อของเ้าอีก เ้าเสือขาวโง่!”
“แม่คะ เื่นี้อาจไม่ได้เกี่ยวกับพยัคฆ์ขาวนะคะ” เกาลัดเอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างร้อนรน จนกำไลผู้เป็แม่สะบัดมือออกแล้วต่อว่าขึ้นทันที
“เหอะ ลูกบอกว่าไม่เคยรู้จักมัน แม่เคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าเสือขาวตัวนี้มันเป็ตัวอันตราย มันกำลังจะพรากลูกไปจากแม่..”
กำไลพลันทุบอกตัวเองอย่างคนคับแค้นใจ ก่อนจะมองไปยังภาพเขียนและมีดสั้นโบราณที่วางอยู่บนโต๊ะ เมื่อเห็นภาพวาดกำลังเคลื่อนไหว นางกัดฟันกรอดพลางยกยิ้มพูดขึ้นว่า “ได้..ถ้าเ้าอยากทำเช่นนี้ ข้าก็จะทำให้เ้าถูกปิดตายตลอดกาลในร่างของนางเอง”
เมื่อสิ้นเสียงของกำไล นางเหลียวมองลงมาก็พบว่าเกาลัดมีแผลที่นิ้วมือ นางจึงหันปลายคมมีดที่ถือมานั้น กรีดลงฝ่ามือตนเองจนเืสีแดงเริ่มทะลักออกมาทันใด
เกาลัดพยายามฉุดดึงผู้เป็แม่ เธอร้องห้ามปรามอีกฝ่ายอยู่หลายประโยค เมื่อกำไลเริ่มได้สติขึ้นมา นางมองบุตรสาวตนที่อยู่ตรงหน้าอย่างรู้สึกผิด แต่นั่นไม่อาจทำให้ความตั้งใจของกำไลหายไป นางยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อชิงของวิเศษกลับมา แต่ฟ้ากลับลิขิตให้นางมาอยู่ในภพภูมิแห่งนี้ แต่ผู้ที่รับผลกรรมนั้นกลับนั้นกลับเป็ลูกสาวของนางเอง
“เกาลัด จับมือแม่ไว้” กำไลยื่นมือที่เปื้อนเืออกมา นางส่งสายตาให้เกาลัดจับมันไว้ แต่อีกฝ่ายกลับลังเลไปชั่วขณะ เธอรีบควานหากระดาษทิชชู่เพื่อที่จะเช็ดเืบนมือให้กับผู้เป็แม่
กำไลมองการกระทำของเกาลัด นางพลันตะคอกเสียงดังไปว่า “ลูกต้องเชื่อใจแม่! นี่คือสิ่งเดียวที่แม่จะปกป้องลูกไว้ได้”
“ปกป้องหรอคะ หึ ก็เพราะแม่ไม่ใช่หรอที่ทำให้คุณพ่อต้องตาย!” เกาลัดพลันสะอื้นร้องไห้ขึ้นมา
กำไลเริ่มตัวสั่นเทิ้ม นางส่ายหน้าทั้งน้ำตาแล้วเอ่ยตอบว่า “แม่สาบานว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตายของพ่อนะ เอาล่ะ จากนี้ไปแม่สัญญาว่าจะเล่าเื่อดีตทุกอย่างให้ลูกฟัง แล้ว.. แล้วเราก็จะมาแก้ปัญหามันด้วยกัน ดีไหม”
ขณะที่เกาลัดยืนเหม่อลอยครุ่นคิดเื่ราวที่ผ่านมาอยู่นั้น มือข้างที่มีแผลของตนเองก็ถูกกำไลจับแน่นไว้แล้ว หญิงสาวรับรู้เพียงแต่ว่ามือของผู้เป็แม่เย็นเฉียบปานน้ำแข็ง มีของเหลวบางอย่างวิ่งวนกลางฝ่ามือ และคล้ายกับว่าร่างกายของเธอกลับเร่งตอบสนองสิ่งนั้นอย่างรวดเร็ว
เกาลัดยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ส่วนใบหน้าของกำไลกลับเริ่มซีดเผือด ร่างกายนางผ่ายผอมลงอย่างเห็นได้ชัด สติของกำไลแทบกระเจิดกระเจิง เมื่อแรงดูดมหาศาลจากตัวเกาลัด มันเริ่มสูบกลืนพลังทั้งหมดของกำไลอย่างไม่ปรานี
ชั่วขณะนั้นเงาร่างสีขาวดำกลุ่มหนึ่งพยายามดิ้นออกมาจากตัวเกาลัด แต่มันกลับถูกไอพลังสีแดงเข้าควบคุมไว้ในทันใด
ไม่นานนักเศษเสี้ยวไอพลังจันทราสีเืก็ถูกถ่ายโอนมายังร่างเกาลัดได้อย่างสมบูรณ์
เมื่อกำไลถูกสูบพลังจนหมดสิ้น นางล้มพับลงพื้นอย่างคนไร้เรี่ยวแรง ทั้งร่างสั่นกระตุกเป็ระยะ กว่าที่เกาลัดจะกลับมาได้สติ ก็พบว่ากำไลอยู่ในสภาพไม่ค่อยดีแล้ว เธอร้องเรียกผู้เป็แม่เสียงดังพลางเขย่าตัวอีกฝ่ายไปมา
แววตาแน่วนิ่งของกำไลมองมายังลูกสาวตัวน้อยของตน จากนี้ไปทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับโชคชะตาแล้ว..
เมื่อแสงจากหลอดไฟในห้องเริ่มกะพริบเปิด เกาลัดจึงพบว่าร่างกายตนเองค่อยๆเลือนหายกลายเป็ฝุ่นควัน
ในระหว่างนั้นเอี้ยงกำลังวิ่งเข้ามาจากด้านนอก ก่อนอีกฝ่ายจะรีบตรงเข้ามาประคองร่างของกำไลที่นอนตัวสั่นอยู่กับพื้นอย่างรวดเร็ว
เกาลัดไม่รู้ว่าเื่ประหลาดแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ภายหลังจากที่ััมือของกำไล เืเหนียวข้นผู้เป็แม่เหมือนทำปฏิกิริยาบางอย่าง จนหญิงสาวพลันเห็นภาพซ้อนของใครคนหนึ่งลอยเข้ามาในหัวสมอง นักรบที่เกาลัดเคยเห็นในความฝันที่ผ่านมา ชายผู้ถือดาบคนนั้น..
ในห้วงเวลาสุดท้าย เกาลัดปรายตามองเอี้ยงและกำไล ก่อนร่างกายที่กำลังสลายเป็ฝุ่นควันของตน จะถูกภาพเขียนที่วางอยู่บนโต๊ะนั้นกลืนหายเข้าไป
พลันนั้นภาพเขียนก็หยุดเคลื่อนไหว หลงเหลือเพียงรอยเืสีจางของเกาลัด..
>โปรดติดตามตอนที่6<