บทที่ 10
สถานที่แห่งแรกที่คิทหยุดรถลงคือ ปั๊มน้ำมันเพื่อที่จะทิ้งยางรถของรีสไว้ที่นั่น คิทได้รับสายตาที่มองมาด้วยความแปลกใจใคร่จะถามจากผู้คนในละแวกนั้น เพราะปกติแล้วถ้าเธอจะมีผู้ชายสักคนนั่งรถมาด้วยก็มักจะเป็นคนงานในไร่ซึ่งมันก็ไม่บ่อยครั้งนัก ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่ลิวหรือแฟรงค์แล้วก็มักจะเป็นตาของเธอเอง และเป็นที่ประจักษ์กับสายตาของผู้ที่ได้พบเห็นว่า รีส ทัลบอท จะต้องไม่ใช่คนที่มีอาชีพเป็นโคบาลแน่ แต่เนื่องจากเขาไม่ได้เปิดเผยตัวเองกับใคร คิทก็มองไม่เห็นว่าเธอจำเป็นจะต้องทำแทน“ต่อจากนี้จะไปไหนล่ะ? ” คิทยังคงจอดรถอยู่ในปั๊มน้ำมันแห่งนั้น“ผมอยากจะดูสิว่า พอจะว่าจ้างผู้หญิงพื้นเมืองให้ไปทำอาหารแล้วก็ทำความสะอาดบ้านให้ผมได้บ้างหรือเปล่า”“ถ้างั้น ฉันก็จะทิ้งคุณไว้ในเมืองนะ” เธอบอกขณะที่เข้าเกียร์พร้อมกับแตะฝ่าเท้าลงบนคันเร่ง“แล้วคุณจะไปไหนล่ะ? จะไปดูอะไหล่รถแทรกเตอร์ใช่ไหม? ”“ใช่” เธอเลี้ยวรถขึ้นบนเส้นทางหลวง ซึ่งมีบ้านเรือนเก่าๆ ปลูกรายเรียงอยู่ “ฉันไม่ห่วงคุณเรื่องหาคนงานหรอกเพราะว่าพอคุณเสนอก็รับรองว่าจะต้องมีคนสมัครกันเยอะแยะแน่” คิทพูดด้วยน้ำเสียงแกมเยาะ “โดยเฉพาะเมื่อใครๆ เขารู้ว่าคุณเป็นใครนั่นแหละ”“แล้วคุณพอ... จะแนะนำให้ผมไปถามใครได้บ้างไหมล่ะ? ”“ไม่มีใครเลย เรื่องนี้รู้สึกว่าคุณจะต้องช่วยตัวเองนะ บา...คุณทัลบอท” เธอรีบกล่าวแก้ชื่อที่เรียกเขาออกไปก่อนที่จะหักรถเข้าตรงข้างทางเพื่อปล่อยให้เขาลง“แล้วผมจะพบกับคุณตอนไหนล่ะ? ” รีสก้าวลงจากรถ ยืนพิงหน้าต่างอยู่พร้อมกับจ้องมองหน้าเธอ“เมืองเมโดร่าน่ะ มันไม่ได้ใหญ่โตอะไรนักหรอก” คิทบอก “พอฉันเสร็จธุระแล้ว ฉันจะเป็นคนตามหาคุณเอง”แววในดวงตาที่ฉายประกายหัวเราะนั้น เหมือนจะเยาะกับการที่เธอพยายามแสดงท่าเหนือกว่าเขาอยู่ นอกเสียจากอารมณ์ขันของเขาแล้ว คิทก็ออกจะรู้สึกพึงใจอยู่บ้างเมื่อขับรถออกจากที่นั่นเพื่อไปทำธุระของเธอต่อแต่ทว่า มันเกือบจะเที่ยงแล้ว ก่อนที่เธอจะย้อนรถกลับเข้ามาในเมือง เพราะดูเหมือนงานที่เธอรับภาระมาจากลิวจะประสบอุปสรรคไม่อย่างนี้ก็อย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้คิทหงุดหงิดใจอยู่มาก อย่างเช่นในตอนแรกก็ต้องตามหาบ้านของซอเรลล์ และหลังจากนั้น ก็จะต้องมานั่งพิจารณาว่าอะไหล่ที่เขามีอยู่จะเข้ากับรถแทรกเตอร์คันของเธอได้หรือไม่ขณะนั้น เป็นระยะเวลาที่ใกล้วัน เมมโมเรียลเดย์ ซึ่งหมายถึงว่าจะต้องมีนักทัศนาจรเดินกันเกะกะอยู่เต็มท้องถนนคิทกวาดสายตามองทุกใบหน้าที่ผ่านไป แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของรีส ในที่สุด เธอก็จอดรถปิคอัพลงตรงหน้าไปรษณีย์ และออกเดินตามหาเขาคิทไม่สนใจกับสายตาของบรรดานักทัศนาจรเหล่านั้น ที่มองมายังเธอด้วยความฉงนสนเท่ห์คล้ายกับจะไม่เชื่อสายตาของตัวเองว่าได้มาเห็นโคบาลผู้ชาย...หรือที่ถูกโคบาลผู้หญิงเข้าจริงๆ คิทเดินระเรื่อยไปตามถนนสอดส่ายสายตาเหลียวหน้าเหลียวหลังอยู่ตลอดเวลา มองลึกเข้าไปในร้านรวงสองข้างทาง เพื่อจะหาบุคคลที่เธอจะต้องหาให้พบ บริเวณย่านการค้าของเมืองเมโดร่านี้มีไม่กี่บล็อก และเธอก็เดินผ่านไปจนหมดสิ้นแล้วเธอเดินย้อนกลับมาที่รถปิคอัพ แต่ขณะที่เดินผ่านราฟไรเดอร์ โฮเต็ลนั้น คิทเกือบจะแน่ใจแล้วว่ารีสคงจะหมดอยาก ที่จะเสียเวลาคอยเธออยู่และคงจะอาศัยรถใครกลับไปไร่แล้วด้วยซ้ำแต่แล้ว ประตู ด้านข้างของโรงแรม ซึ่งเป็นห้องอาหารก็เปิดออก“คุณกำลังเดินตามหาผมหรือนั่น? ” รีสยืนอยู่ตรงปากประตู ความผึ่งผายของเรือนร่างแทบจะบดบังประตูไว้ทั้งบานเธอชะงักฝีเท้าลงทันที“ก็ใช่น่ะสิ เดินตามเสียแทบแย่เลย” อันที่จริงเธอไม่อยากจะยอมรับออกไปเลยว่า การตามตัวเขาในครั้งนี้มันยากลำบากขนาดไหน“ผมขี้เกียจยืนคอยคุณอยู่ก็เลยตัดสินใจว่าจะเข้ามาหาอะไรทาน มาทานด้วยกันไหมล่ะ? ” เขาถอยหลังกลับเข้าไปในประตู ยื่นแขนดันบานประตูให้เปิดกว้างไว้ ซึ่งเท่ากับทำให้คิทไม่มีทางปฏิเสธ นอกจากจะยอมรับคำเชิญเธอก้าวล่วงเข้าไปในประตูไม่ทันจะถึงสองก้าวนิ้วแข็งๆ ก็เอื้อมมาจับปลายศอกไว้ สัมผัสนั้นสร้างความแปลกใจให้กับคิทอย่างเหลือคณา รีส ทัลบอท ใช้มารยาทของผู้ดีเป็นการช่วยให้เขาได้แตะเนื้อต้องตัวเธอ และการปฏิบัติตนตามมารยาทนั้นก็ทำให้ใจคอของเธอวุ่นวายขึ้นมา เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองเขา คิทก็บังเกิดความขุ่นใจที่เห็นว่าแววในดวงตาคู่นั้นมักจะฉายแววล้อเลียนคล้ายจะหัวเราะเยาะเธออยู่ตลอดเวลา“โต๊ะผมอยู่ทางนี้” เขาพาเธอเดินไปทางด้านขวาของร้านอาหารจุดหมายปลายทางของเขาและเธออยู่ที่โต๊ะอาหารซึ่งจัดไว้สำหรับสองคน และอยู่ลึกเข้าไปทางด้านใน คิทออกจะดีใจอยู่ที่เขาเลือกที่นั่งตรงนี้ เพราะทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองได้รับความคุ้มกันอย่างดี ไม่ต้องเผชิญกับสีหน้าและสายตาของผู้คนที่ชอบสอดส่ายเข้ามาในเรื่องของคนอื่น มีกาแฟกับน้ำเย็นตั้งอยู่ในที่นั่งตรงหน้าเก้าอี้ตัวหนึ่ง คิทจึงเดินเลยไปนั่งตรงเก้าอี้ฟากตรงข้าม ดึงเก้าอี้ออกและทรุดตัวลงนั่งเองก่อนที่รีสจะทันเข้าช่วย“เอ๊ะ... นี่คุณจะไม่ถอดหมวกออกหรอกหรือ? ” น้ำเสียงทุ้มๆ นั้นเยาะเธอขึ้นอีกแล้ว มือของเขายังจับอยู่กับพนักเก้าอี้ตัวที่เธอนั่ง และคิทก็ดึงมันเข้าไปใกล้โต๊ะ“ไม่”“ถ้ากับผู้หญิงคนอื่นนะ ผมก็คงจะเดาว่าการที่ต้องทำอย่างนี้ก็เพราะว่าผมเผ้ายุ่งเหยิง ไม่อยากจะให้ใครเห็น เว้นเสียแต่ว่าจะได้ทำผมให้มันสวยที่สุดเสียก่อน” รีสเดินกลับไปทรุดตัวลงนั่งตรงข้าม “แต่เมื่อมากับคุณผมก็อยากจะเดาเอาว่าการที่คุณทำอย่างนี้ก็เนื่องมาจากความดื้อรั้นไม่อยากจะให้ตัวเองทำตามระเบียบของสังคมมากกว่า”“คุณอาจจะพูดถูกก็ได้นะ” คิทคล้อยตามเอาง่ายๆรอยย่นตรงมุมปากของเขากดลึกลง แฝงรอยยิ้มอย่างเห็นขันกับคำตอบของเธอ“เออ...อาหารที่ผมสั่งไปเขายังไม่ได้เอามาให้เลย ว่าแต่คุณจะทานอะไรล่ะ? ”“ฉันเอาแซนด์วิชดีกว่า” เธอตอบไปตามที่ใจต้องการเพราะเวลานี้รู้สึกตัวเองกำลังหิว และป่านนี้เนทก็คงจะทำอาหารกลางวันกินเองไปเรียบร้อยแล้ว การรับประทานเสียให้เสร็จๆ จากที่นี่ ยังดีกว่าจะต้องรีบร้อนหาอาหารกลางวันเมื่อกลับไปถึงไร่แล้วรีสส่งสัญญาณเรียกพนักงานเสิร์ฟหญิง เมื่อได้เมนูมาแล้ว คิทก็กวาดตามองไปตามรายการแซนด์วิชคร่าวๆ ก่อนที่จะสั่งอาหาร ไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะชวนรีสพูดคุยอะไรทั้งสิ้นกวาดตามองดูทิวทัศน์ของตะวันตกที่วาดไว้บนฝาผนัง ซึ่งดูเหมือนมันจะเข้ากับบรรยากาศของร้านอาหารตามชนบทแห่งนี้ได้อย่างดี ระหว่างกึ่งกลางของภาพวาด คือภาพถ่ายของเทดดี้ รูสเวลล์ ประธานาธิบดีคนที่ยี่สิบหกของสหรัฐอเมริกาและเป็นเจ้าของไร่ปศุสัตว์แห่งแรกบนแผ่นดินแห่งความชั่วร้ายนี้ ซึ่งประมาณว่าจะเป็นในสมัยเดียวกันกับที่ มาควิส เดอมอเรส และบารอนคนแรกซึ่งเข้ามาตั้งไร่ปศุสัตว์ ฟลายอิ้งอีเกิ้ลขึ้น“คิท? ...” มีเสียงผู้หญิงร้องเรียกชื่อขึ้น “คิท บอนเนอร์ใช่ไหมนั่น? ”เธอหันขวับไปมองผู้หญิงผมสีบลอนด์ซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน และกำลังเดินเข้ามาใกล้โต๊ะด้วยท่าทางไม่แน่ใจอยู่ แววแห่งการปกป้องกระจายขึ้นบนใบหน้าของคิทราวกับมีหน้ากากมาสวมใส่ลงทันที เมื่อจำได้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือเพื่อนร่วมชั้นเรียนทันทีที่ผู้หญิงผมบลอนด์คนนั้นมองเห็นหน้าคิทเต็มตา เจ้าหล่อนก็เผยอยิ้มออกมา“เธอจริงๆ นั่นแหละ คิท” เธอพูดด้วยน้ำเสียงแสดงความยินดี “ฉันนั่งอยู่ตรงโต๊ะตัวนั้นตอนที่เธอเดินเข้ามา ฉันยังพูดกับเพื่อนเลยว่า ผู้หญิงคนนั้นหน้าเหมือนคิท บอนเนอร์จัง แล้วก็เล่าให้ฟังด้วยว่าเราเคยไปโรงเรียนด้วยกัน แต่ไม่แน่ใจว่าจะใช่เธอจริงๆ หรือเปล่า”“สวัสดี คาโรลีน” คิททักตอบด้วยเสียงแข็งๆ รู้สึกระแวงกับการที่เพื่อนสาวพยายามที่จะเข้ามาทักทายเธอจนถึงโต๊ะ“นี่มันนานเท่าไหร่แล้วนี่ที่เราไม่ได้เจอกัน” คาโรลีนเปล่งเสียงหัวเราะกลั้วคำพูดออกมา “ตั้งแต่เราเรียนจบใช่ไหมนี่? ”“ก็คงจะอย่างนั้นละมั้ง” คิทผงกศีรษะรับคิทจ้องมองหน้าเพื่อนสาวเต็มตา หวนรำลึกนึกไปถึงความเป็นเพื่อนที่คาโรลีนแสดงออกเมื่อครั้งที่เรียนหนังสือด้วยกันมา แต่คิทเป็นคนใจแข็ง เช่นเดียวกับความใจแข็งที่เธอมอบให้กับทุกคนที่เข้ามาใกล้ตัว ชอบที่จะแยกตัวอยู่อย่างไม่ข้องเกี่ยวกับใคร แต่กระนั้น ท่าทีของคาโรลีนเมื่อได้พบกันในครั้งนี้ก็ยังสำแดงออกถึงความจริงใจทั้งที่ไม่ได้พบกันมานานมันเป็นความรู้สึกที่ช่วยให้ใจอบอุ่นขึ้น รอยยิ้มบางๆ จึงฉาบขึ้นบนเรียวปาก“เธอสบายดีหรือคิท ท่าทางสุขภาพจะสมบูรณ์ดีนี่? ” ดวงตาคู่สีฟ้ากวาดไปทั่วใบหน้าที่คล้ำด้วยแดดลมของคิท“ฉันสบายดี แล้วเธอล่ะ? ” เธอย้อนถาม“สบายมาก แต่งงานแล้วด้วย” เจ้าหล่อนยกมือข้างซ้ายขึ้นให้ดูแหวนแต่งงาน “เวลานี้ฉันเป็นคาโรลีน ควินแลนแล้วนะ ไม่ใช่เนสบิทท์อย่างเก่า แต่ว่ายังไม่มีลูก บ็อบกับฉันมีความเห็นว่าเราควรจะรอเวลาอีกสักสองปี ค่อยคิดตั้งครอบครัวกัน”“ฉันก็ขออวยพรให้เธอทั้งสองคนมีความสุขด้วยนะ” คิทแสดงน้ำใจ และทันใด ก็เหลือบไปเห็นรีสที่กำลังยืนอยู่อย่างให้เกียรติเพื่อนเธอข้างโต๊ะอาจจะเป็นตอนช่วงใดช่วงหนึ่งในระหว่างการทักทายกันนั้นที่เขาได้ยืนขึ้นโดยที่เธอไม่ทันเห็น เพราะกำลังมุ่งความสนใจไปอยู่ที่คาโรลีน แววในดวงตาคู่สีน้ำตาลเป็นประกายพราว และกำลังมองมาทางเธออยู่ และด้วยสีหน้าที่เธออ่านไม่ออก แต่แล้วคิทก็สำนึกขึ้นมาว่าเธอกำลังจ้องหน้าเขานานเกินไปเสียแล้ว เห็นได้ชัดว่าตลอดเวลาที่ผ่านไปเขาได้สำรวจความรู้สึกของเธออยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้เธอหน้าแดงเรื่อขึ้น เมื่อนึกถึงว่าเขาใช้เวลาเหล่านั้น อ่านความรู้สึกส่วนตัวของเธออยู่ตลอดเวลา