เมื่อเห็นว่าสมาชิกของตระกูลส่วนใหญมากันพร้อมแล้วกังหยางจึงกล่าวขึ้น
''เอาหละเมื่อมากันครบแล้ว ที่ข้าเรียกทุกคนมาก็เพื่อจะแจ้งเื่การคัดเลือกผู้นำตระกูลในรอบสิบปี ซึ่งครั้งนี้จะครบกำหนดในหกเดือนนับจากนี้เนื่องจากกฏของตระกูลกังเรานั้นบรรพชนผู้ก่อตั้งได้กำหนดไว้ให้มีการคัดเลือกผู้นำตระกูลขึ้นทุกสิบปีเหตุผลนั้นก็เพื่อความเจริญและการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของตระกูล ซึ่งผู้าุโและผู้นำของตระกูลทุกคนก็จะมีสิทธิ์เข้า่ชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลอีกครั้งเช่นกัน"
"โดยเมื่อสิบปีก่อนหลังจากได้ผู้นำตระกูลเรียบร้อยแล้ว ผู้าุโส่วนใหญ่ได้ตกลงกันว่าการ่ชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลในคราต่อไปจะเป็การส่งตัวแทนเข้าแข่งขันเพื่อ่ชิงชัยชนะให้ตัวเองโดยให้เหตุผลว่าผู้นำตระกูลต้องสามารถเสริมสร้างผู้เยาว์ของตัวเองให้มีความสามารถมีความแข็งแกร่งขึ้น เมื่อผู้เยาว์เข้มแข็งตระกูลก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน ซึ่งถ้าหากตัวแทนของใครชนะเลิศ ผู้นั้นก็จะได้ครองตำแหน่งผู้นำเป็เวลาสิบปีโดยตัวแทนผู้เข้าแข่งขันต้องเป็บุตรชายหรือหลานชายหรือบุตรบุญธรรมหรือบุตรเขยก็ได้ที่อายุไม่เกินยี่สิบปีมีสิทธิ์ส่งเข้าร่วมแข่งขัน "
" ซึ่งตัวแทนที่เข้าแข่งขันต่อสู้กันก็จะได้รับประโยชน์ได้รับประสบการณ์ที่มีค่ายิ่งจากการต่อสู่ทั้งได้พัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไป อีกทั้งใครชนะเป็คนสุดท้ายจะเป็ผู้ชนะเลิศได้รับของขวัญได้รับสิทธิ์เข้าหอคัมภีร์เลือกวิชาฝีมือหนึ่งชนิดเพื่อฝึกปรือเมื่อการแข่งขันเลือกผู้นำตระกูลเสร็จสิ้น"
" และอีกประการ ในหนึ่งเดือนหลังจากการเลือกผู้นำตระกูลเสร็จสิ้น ก็จะมีการคัดเลือกตัวแทนเพื่อเข้าแข่งขันระดับเมืองต่อไปโดยในครั้งนี้บุตรหลานทั้งหญิงชายที่มีอายุไม่เกินยี่สิบปีทุกคนสามารถร่วมคัดเลือกได้ ซึ่งจะคัดเหลือผู้ชนะจำนวนห้าคนสุดท้ายเป็ตัวแทนของตระกูลเพื่อเข้าแข่งขันระดับเมืองกับเมืองต่างภายในอาณาจักรอสูรที่จะจัดขึ้นในทุกห้าปี"
" โดยครั้งนี้การแข่งขันระดับเมืองกับเมืองต่างภายในอาณาจักรอสูรครั้งต่อไปจะมีการจัดขึ้นในอีกหนึ่งปีหลังจากนี้ด้วยเช่นกัน ในครั้งนี้ทางตระกูลจะเปิดโอกาสให้ตัวแทนที่จะเข้าแข่งขันระดับเมืองทั้งห้ามีสิทธิ์ได้เข้าไปเลือกวิชาหนึ่งวิชาในหอคัมภีร์เพื่อฝึกปรือและจะได้เข้าเสี่ยงเลือกอาวุธในหอศาสตราวุธ โดยสามารถเลือกอาวุธที่ชอบหรือถนัดได้คนละหนึ่งชิ้นตามความสามารถและวาสนาของแต่ละคน"
เมื่อกังหยางกล่าวจบได้เกิดเสียงเซ็งแซ่ขึ้นมาในทันที ผู้าุโแต่ละท่านต่างแสดงสีหน้ายินดีเปี่ยมล้นต่างหันไปมองบุตรหลานตัวเองอย่างมุ่งหวัง
ผู้าุโหนึ่งหันไปมองกังหลางบุตรของตัวเองซึ่งอายุสิบแปดปีระดับยุทธระดับขุนพลระดับสามขั้นขั้นเก้า่ต้นด้วยรอยยิ้มกริ่มผู้าุโสองหันไปมองกังหลิวอายุสิบเจ็ดปีพลังยุทธขุนพลระดับสามขั้นหก่กลางและหัวร่ออย่างภาคภูมิใจ
" หึ ๆ "
ผู้าุโสามหันไปมองกังเหยาหลานชายอายุสิบแปดปีพลังยุทธขุนพลระดับสามขั้นเก้า่สูงสุด ส่วนกังหยางเพียงหันไปมองสบตากังหลงด้วยความรักและเห็นใจ เอามือลูบหัวกังหลงแล้วกล่าวเบาๆว่า
"ไม่ต้องเป็ห่วงกังเอ๋อร์ ครานี้พ่อคิดว่าจะสละสิทธิ์ พ่อจะไม่ส่งเ้าเข้าร่วมแข่งขันพ่อรับตำแหน่งผู้นำมาสิบปีแล้ว เพียงพอแล้วสำหรับตำแหน่งนี้"
กังหยางนั้นมิได้เป็คนทะเยอทะยานชอบอยู่อย่างสงบ หลังจากโชคดีได้รับคัดเลือกเป็ผู้นำตระกูลในครั้งก่อน ก็มิได้สนใจกับข้อตกลงของเหล่าผู้าุโในการตั้งกติกาการคัดเลือกผู้นำตระกูลในครั้งนี้แม้แต่น้อย หวนนึกถึงเหตุการณ์สมัยเด็กของกังหลงที่ยอมสละแม้ชีวิตช่วยเยี่ยนฟางน้องสาวจนไม่คิดห่วงแม้ชีวิตตัวเองจนสลบไสลไปเป็เวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน
จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น กังหยางและฟางเหม่ยสองสามีภรรยาจึงได้ทราบว่ากังหลงนั้นเส้นชีพจรโดนผนึกไม่สามารถโคจรลมปราณเพื่อฝึกปราณยุทธได้จากการยืนยันของแพทย์อันดับหนึ่งแห่งเมืองเนตรอสูง การตรวจชีพจร กังหลงพบว่ามีพลังชนิดหนึ่งซึ่งสูงล้ำคอยคุ้มครองชีพจรหัวใจไว้ไม่ให้รับอันตรายแต่พลังนั้นกลับผนึกชีพจรทั้งหมดไว้ ทำให้รู้สึกััชีพจรได้เพียงน้อยนิดเหมือน้าปิดบังไม่ให้ใครตรวจจับชีพจรได้ทำให้ชีพจรตีบตันไม่สามารถใช้พลังหรือฝึกฝนได้เช่นคนทั่วไป
อันชีพจรของบุคคลนั้นมีทั้งหมดห้าสิบสี่จุด พร์ในการฝึกยุทธของแต่ละคนความก้าวหน้าแต่ละระดับขึ้นอยู่กับจุดชีพจรที่เปิดั้แ่แรกเกิดใครที่จุดชีพจรเปิดเป็จำนวนมากเท่าใดพร์และความก้าวหน้าในการฝึกยุทธก็จะมากขึ้นตามจำนวนจุดชีพจรที่เปิดั้แ่แรกเกิดและขนาดของเส้นชีพจรยิ่งมีขนาดใหญ่และหนาเท่าใดความก้าวหน้าแบบก้าวะโในการฝึกยุทธก็ยิ่งมีความแตกต่างกันมากเท่านั้น
ในพิภพนี้ตามตำรานั้นบ่งบอกว่าเส้นชีพจรที่พบเจอมีสามชนิด ชนิดแรกเส้นชีพจรมีสีขาวเรียกว่าชีพจรขุนพลจะเป็เส้นชีพจรพื้นฐานที่พบเจอในคนกลุ่มคนปกติทั่วไปหากฝึกยุทธคนคลุ่มนี้สามารถฝึกยุทธได้สูงสุดแค่ระดับชั้นขุนพล
ชนิดที่สองเส้นชีพจรสีแดงเรียกว่าเส้นชีพจรราชันย์เส้นชีพจรจะหนาและใหญ่กว่าชีพจรขุนพลห้าเท่าคนที่มีเส้นชีพจรนี้แต่กำเนิดมีน้อยมากซึ่งมีประมาณหนึ่งในล้านของคนทั่วไปผู้มีชีพจรราชันย์จะสามารถฝึกยุทธสูงสุดไปถึงระดับครึ่งก้าวสู่จักรพรรดิ์า
ส่วนชีพจรชนิดที่สามมีสีทองเรียกว่าชีพจรจักรพรรดิาเส้นชีพจรจะหนาและใหญ่กว่าชีพจรราชันย์สิบเท่าเป็เส้นชีพจรที่น้อยครั้งจะพบเจอโอกาสจะพบเจอมีเพียงหนึ่งในร้อยล้านคนเท่านั้น สำหรับในพิภพนี้แล้วเป็เพียงชีพจรในตำนานที่เป็เพียงคำเล่าขานเท่านั้น
แม้ความก้าวหน้าจะแตกต่างกันมากมายแต่ความยากลำบากในการฝึกปรือก็ยิ่งลำบากต่างกันด้วยยิ่งชีพจรมีระดับสูงความยากในการฝึกก็ยิ่งมากขึ้นตามลำดับเช่นกัน แต่หากแม้นฝึกฝนได้หากอยู่ในระดับยุทธเดียวกันหรือใกล้เคียงกันชีพจรที่แตกต่างกันส่งผลให้ความแข็งแกร่งและความสามารถยิ่งแตกต่างกันจนดุจฟ้ากับเหวเลยทีเดียว..!!
กังหยางเป็ผู้นำตระกูลกังรุ่นที่สิบมีระดับยุทธที่ปราณขุนพลระดับแปดขั้นเก้า่สูงสุด นับเป็จอมยุทธอันดับต้น ๆ ของเมืองเนตรอสูร พอตรวจจับเส้นชีพจรของกังหลงก็แปลกใจเนื่องจากไม่สามารถตรวจจับได้พบเพียงเส้นชีพจรอันเลือนลางจนแทบจะััไม่ได้ยามใช้พลังปราณของตัวเองถ่ายเทเข้าสู่ร่างกังหลงก็ไม่สามารถถ่ายเทพลังปราณได้เช่นปกติทั่วไปเหมือนพลังปราณหายสาบสูญไปดุจถ่ายเทเข้าสู่หุบเหวลึกลำ้และไม่สามารถโคจรพลังปราณในร่างกังหลงได้ เหมือนว่าพลังไม่อาจรวมตัวกันได้
เมื่อจนปัญญาจึงไปตามแพทย์ฮูโต๋ที่มีฝีมือทางการรักษาดีที่สุดแห่งเมืองเนตรอสูรมาตรวจสอบ แพทย์ฮูโต๋แห่งเมืองเนตรอสูรผู้ซึ่งมีคำร่ำลือว่าวิชาแพทย์เลิศล้ำพลังยุทธก็สูงส่งไม่อาจวัดคำนวนได้ ซึ่งอยู่ใน่ปราณครึ่งก้าวสู่ราชันย์ขั้นเก้าเกือบ่สูงสุดที่อีกไม่นานก็จะทะลวงสู่ปราณราชันย์เป็ผู้ที่จะสามารถเหาะเหินได้ด้วยปีกยุทธซึ่งต่อไปอาจจะเป็ราชันย์คนแรกของเมืองเนตรอสูรก็เป็ได้ แต่ไม่สนใจเื่ชื่อเสียงลาภยศเพียงหลงไหลในวิชาแพทย์เพียงอย่างเดียวนับเป็นักปรุงโอสถที่มีพร์แห่งเมืองเนตรอสูร
ตอนแพทย์ฮูโต๋ได้ตรวจชีพจรของกังหลงด้วยวิชาเแพทย์ที่เลิศล้ำก็พบว่าชีพจรหัวใจของกังหลงได้ถูกผนึกไว้ด้วยพลังยุทธที่สูงส่งทำให้ชีพจรดูบางเบาจนไม่สามารถจับได้และปกปิดชีพจรไม่ให้ตรวจสอบได้ว่าเป็ชีพจรชนิดใดทำให้กังหลงไม่สามารถฝึกยุทธให้เกิดความก้าวหน้าได้เช่นคนทั่วไป หากฝึกยุทธก็ไปได้แค่ขั้นขุนพลระดับหนึ่งหรือสองเท่านั้น
จากการตรวจสอบแพทย์ฮูโต๋ก็ได้แต่ฉงนใจไม่แน่ใจว่าเป็เพราะเหตุใด เนื่องจากเส้นชีพจรของกังหลงถึงแม้จะเบาบางจนเกือบจะตรวจจับไม่ได้ว่ามีเส้นชีพจรอยู่ บางครั้งจะปรากฎให้เห็นเพียงชั่ววูบคลับคล้ายคลับคลาว่าจะมีขนาดเส้นที่ใหญ่มากอย่างที่ไม่เคยพบเจอของใครมาก่อนเส้นชีพจรที่เลือนลางนี้คล้ายโดนอะไรทับหรือผนึกไว้ที่แพทย์ฮูโต๋ตรวจพบััได้อย่างผิวเผินนั้นเพราะได้ทุ่มเทพลังปราณที่มีทั้งหมดของตนเข้าตรวจสอบ
หากชีพจรถูกปิดผนึกด้วยมิใช่เหตุจากธรรมชาติแต่กำเนิดแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ปิดผนึกเส้นชีพจรไว้ต้องเป็พลังยุทธที่สูงส่งจนแพทย์ฮูโต๋มิอาจคำนวนได้พลังยุทธระดับนี้มิเคยประกฎมาก่อนในอาณาจักรเนตรอสูร เหตุนี้นับเป็ข้อสงสัยแก่แพทย์ฮูโต๋ประการหนึ่งแต่ก็มิอาจหาคำอธิบายได้ว่ามากกว่านี้ เป็ผู้ใดทำการผนึกชีพจรของกังหลงซึ่งั้แ่ยังเป็เพียงแค่เด็กทารกและเพราะเหตุใดถึงได้ทำเช่นนี้
แต่ถ้าความเข้าใจของแพทน์ฮูโต๋ถูกต้อง หากสามารถปลดผนึกที่ปิดผนึกชีพจรหัวใจหรือสิ่งที่กดทับไว้ได้ จนชีพจรเปิดเผยออกมาโคจรไหลเวียนได้ตามปกติ จากลักษณะชีพจรนั้นถ้ากังหลงได้ฝึกปรือปราณยุทธยามนั้นมิทราบจะมีความแข็งแกร่งปานใด
แพทย์ฮูโต๋ได้บอกเหตุดังกล่าวนี้แก่กังหยางและบอกว่าว่ากังหลงไม่เป็อะไรที่สลบยังไม่ฟื้นเพียงเพราะอาจโดนผนึกชีพจรไว้ด้วยพลังยุทธที่สูงล้ำทำให้ชีพจรเหมือนจำศีลไม่อาจแสดงพลังได้และการผนึกนี้จะทำให้กังหลงไม่สามารถฝึกยุทธขั้นสูงได้นอกจากจะปลดผนึกที่ผนึกชีพจรหัวใจออกเสียก่อนเท่านั้น..!!