ฉันไม่อยากเป็นตัวร้ายจริงๆ

    บทที่ 19 : ชวนมาทานข้าวที่บ้าน

    ชวนมาทานข้าวที่บ้าน
    ตอนเช้า เย่กู่เฉินออกจากบ้านด้วยรอยยิ้มแห้งๆ บนใบหน้า จนคนขับรถคนใหม่ ซึ่งเป็นชายหนุ่มอายุสามสิบต้นๆ คนหนึ่งที่มีชื่อว่าเกาเฉียงสงสัย จนอดไม่ได้ที่จะถามออกมา “นายน้อย เกิดอะไรขึ้น?”
    เย่กู่เฉินถอนหายใจ พลางโบกมือไปมา “ไม่มีอะไร แค่แม่มอบเรื่องยุ่งยากให้ทำเท่านั้น”
    ได้ฟังแบบนี้ เกาเฉียงก็ไม่ถามอีก เขาไม่มีนิสัยสอดรู้สอดเห็นเรื่องของเจ้านาย
    เย่กู่เฉินถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เรื่องยุ่งยากที่แม่ของเขามอบให้นั้น ไม่ใช่เรื่องไหนอื่นเลย นอกจากให้ชวนไป๋มู่เสวี่ยมาทานข้าวที่บ้านในวันนี้
    เย่กู่เฉินแน่นอนว่าจะลองชวนเธอดู ส่วนเธอจะมาไหมนั้น เขาเองก็ให้คำตอบไม่ได้
    เมื่อเกาเฉียงขับรถมาถึงหน้าโรงเรียน เย่กู่เฉินก็ลงจากรถ ก้าวเดินเข้าไปในโรงเรียน
    ด้วยความเย่อหยิ่งถือตัวของเย่กู่เฉินคนเก่า วันนี้ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาพูดคุยกับเขา ทำให้เขาเดินมาถึงห้องเรียนอย่างช้าๆ และสบายๆ
    วันนี้อากาศดีเป็นอย่างมาก ไม่มีแดดเลยสักนิด ท้องฟ้าเองก็ปลอดโปร่ง มีเมฆจำนวนมากลอยเอื่อยเฉื่อยอยู่ภายใต้ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่
    “เย่กู่เฉิน นายมาเช้านะ” เมื่อเดินมานั่งลงที่โต๊ะเรียนของตัวเอง สวีหยุนหนิงที่นั่งอยู่ข้างหน้าก็ขยับเก้าอี้ หันหน้ามาพูดกับเขา
    เย่กู่เฉินขมวดคิ้ว เขามองสวีหยุนหนิงอย่างไม่เข้าใจว่าผู้หญิงคนนี้ จะมาพูดคุยกับเขาทำไม เขาไม่ได้อยากพูดกับเธอเลยสักนิด
    ทั้งหมดนี้ก็เพราะว่าเขาไม่อยากมีเรื่องกับหวางเฟิงตัวเอกของเรื่อง แม้ว่าก่อนหน้านี้ หวางเฟิงจะเป็นคนเป่าหูเลี่ยหย่งและเป็นคนแนะนำให้เลี่ยหย่งรู้จักกับแก๊งสีดำ แต่เขาก็ไม่มีความคิดที่จะทำอะไรหวางเฟิงเลย
    นี่เป็นเพราะว่าหวางเฟิงยังไม่ล้ำเส้นของเขามาก หากว่าหวางเฟิงล้ำเส้นที่เขาขีดไว้ ต่อให้เป็นตัวเอกเขาก็จะฆ่าอย่างแน่นอน
    ถึงเขาจะไม่ใช่คนโหดเหี้ยม แต่เขาก็พอที่จะรู้ว่าห้ามมีความเมตตาต่อศัตรูโดยเด็ดขาด เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่า หากวันหนึ่งศัตรูแข็งแกร่งขึ้น ศัตรูอาจจะกลับมาจัดการกับเราและคนใกล้ตัวของเราได้เสมอ
    “นี่ บอกฉันหน่อยได้ไหม ทำไมนายถึงไม่อยากคุยกับฉัน” เห็นเย่กู่เฉินเงียบ ไม่คิดพูดกับเธอเลยสักนิด สวีหยุนหนิงก็พูดออกมาอีกครั้ง
    “ฉันแค่ไม่ชอบเธอก็เท่านั้น” เย่กู่เฉินตอบเสียงเรียบ “เหตุผลแค่นี้คงจะพอนะ”
    หลังพูดจบ เขาก็ไม่สนใจที่จะพูดคุยกับสวีหยุนหนิงอีก
    ใบหน้าของสวีหยุนหนิงเปลี่ยนไป เธอคาดไม่ถึงอย่างสิ้นเชิงว่าเย่กู่เฉินจะพูดออกมาตรงๆ แบบนี้ เธอพลันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา แต่ก็ไม่หน้าด้านพอที่จะพูดกับเย่กู่เฉินต่อ
    เขาพูดถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าเธอยังดึงดันที่จะพูดกับเขาต่อ มันก็ดูไม่ให้ค่าตัวเองเกินไป เธอตัดสินใจว่าต่อไปนี้ จะไม่ให้ความสนใจกับเย่กู่เฉินอีก!
    เป็นเวลาเดียวกันกับที่อาจารย์ประจำชั้นเข้ามา และคาบเรียนก็เริ่มต้นขึ้น
    เวลาผ่านไปจนถึงช่วงพักกลางวัน เย่กู่เฉินรีบออกจากห้องไปยังห้องพิเศษเพื่อไปหาไป๋มู่เสวี่ย
    การกระทำแบบนี้ของเขาแทบจะเป็นกิจวัตรประจำของเขาไปแล้ว
    หลังเข้ามาในห้องพิเศษ เขาก็ทักทายและร่วมรับประทานอาหารกลางวันฝีมือเธอ เมื่อรับประทานเสร็จ เขาก็ช่วยรักษาให้เธอพูดได้หนึ่งชั่วโมงเหมือนเดิม
    โดยครั้งนี้ เขาไม่แสร้งหน้าซีดแล้ว เพราะใช้แต่มุกเดิมๆ มันก็ซ้ำซากจำเจ
    “มู่เสวี่ย ตอนเย็นเธอว่างไหม?” เย่กู่เฉินลังเลอยู่สักพักก็ถามออกมา
    “ว่างนะ นายจะชวนฉันไปไหน?” ไป๋มู่เสวี่ยไม่ลังเลที่จะบอกว่าตัวเองว่าง เพราะเธอว่างมากในทุกๆ วัน แทบไม่มีอะไรให้ทำเลย เวลาส่วนมาก เธอก็ใช้ไปแต่กับการอ่านนิยาย
    “ชวนไปทานข้าวที่บ้านฉัน เธอไปไหม?” เย่กู่เฉินพูด
    “ทานข้าวที่บ้านนาย?”
    “ใช่” เย่กู่เฉินพยักหน้า
    “ที่บ้านนายเหรอ?” ไป๋มู่เสวี่ยคิดกับตัวเอง บอกตามตรงว่าเรื่องนี้ทำให้เธอประหลาดใจที่เขามาชวนเธอไปทานข้าวที่บ้านแบบนี้
    อย่างไรก็ตาม แม้จะประหลาดใจ เธอก็พยักหน้าเป็นการตอบตกลงที่จะไป เมื่อวานกับเมื่อวันก่อน เธอได้ชวนเขาไปพบแม่ของเธอ รวมถึงชวนไปดูหนัง เขายังไป แล้วเมื่อเขาชวนเธอไปทานข้าวที่บ้านเธอจะไม่ไปได้ยังไง
    เย่กู่เฉินอดไม่ได้ที่จะยิ้ม หลังจากที่ไป๋มู่เสวี่ยตกลง
    เวลาค่อยๆ ผ่านไปจนถึงช่วงเลิกเรียน เย่กู่เฉินตอนนี้กำลังยืนรอไป๋มู่เสวี่ยอยู่ที่รถกับเกาเฉียง
    เขายืนรออยู่ไม่นานก็เห็นไป๋มู่เสวี่ยเดินมา แต่เธอไม่ได้เดินมาคนเดียว ข้างๆ เธอมีหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งอายุอยู่ในช่วงยี่สิบสี่ยี่สิบห้าปีเดินตามมาด้วย
    เธอมีใบหน้าที่สวย แม้จะไม่เท่าไป๋มู่เสวี่ย แต่ก็เป็นคนที่สวยมากคนหนึ่งไม่ผิดแน่ นอกจากนี้หญิงสาวคนนี้ยังอยู่ในชุดสูทสีดำ
    ‘น่าจะเป็นบอดี้การ์ดของมู่เสวี่ย’ เย่กู่เฉินคิดในใจ ด้วยความที่ไป๋มู่เสวี่ยมีที่มาที่ไปลึกลับ และแม่ของเธออย่างจ้าวหยา ก็ดูเป็นคนมีฐานะ การที่เธอจะมีบอดี้การ์ดสักคน ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย
    แต่ที่แปลกก็คือช่วงสองวันที่ผ่านมา เขาก็ไม่เห็นเลย จนกระทั่งวันนี้ ถึงได้เห็น แต่แน่นอนว่าเขาไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องนี้มากนัก
    เกาเฉียงมองไป๋มู่เสวี่ยอย่างตกตะลึงในความสวย จนเวลาผ่านไปครู่ใหญ่เขาถึงดึงสติกลับมาได้ ภายในใจของเขานั้นคิดไม่ถึงเลยว่าในโลกนี้จะมีคนที่สวยมากขนาดนี้อยู่
    “เสี่ยวลี่?” ทันใดนั้นเกาเฉียงที่เริ่มมองเห็นหญิงสาวสวยที่มากับไป๋มู่เสวี่ย เขาก็ตกตะลึงไป ก่อนอุทานออกมา
    “รุ่นพี่เกา?” หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าเสี่ยวลี่มองเกาเฉียงอย่างประหลาดใจ
    “รู้จักด้วย?” เย่กู่เฉินมองเกาเฉียงอย่างสงสัย
    เกาเฉียงรีบพยักหน้า “รู้จักครับ เธอเคยอยู่ในหน่วยพิเศษเดียวกันของกองทัพเหมือนกับผม มีชื่อว่าจูอวี้ลี่ครับ”
    “บังเอิญจริงๆ คิดไม่ถึงว่าจะได้มาเจอรุ่นพี่เกาอีกครั้ง” จูอวี้ลี่ยิ้มเล็กน้อย
    “นั่นสิ บังเอิญจริงๆ” เกาเฉียงยิ้มแห้งๆ ออกมา เขายังจำได้ว่าเขาเคยสารภาพรักกับจูอวี้ลี่ แต่เธอแน่นอนว่าปฏิเสธเขา ตั้งแต่นั้น ต่างปลดประจำการและไม่ได้พบกันอีก
    “เข้าไปคุยกันในรถเถอะ ตรงนี้คนเยอะ” เย่กู่เฉินพูด เมื่อเห็นว่าความสวยของไป๋มู่เสวี่ยกับจูอวี้ลี่เริ่มดูงดูดสายตามากมาย
    อีกสามคนพยักหน้าและรีบขึ้นรถ เกาเฉียงนั่งที่นั่งคนขับ จูอวี้ลี่นั่งข้างๆ ส่วนเย่กู่เฉินกับไป๋มู่เสวี่ยนั่งเบาะหลัง
    เย่กู่เฉินจิ้มไปที่คอของไป๋มู่เสวี่ย เพื่อทำให้เธอพูดได้ โดยครั้งนี้เขาทำให้เธอพูดได้ห้าชั่วโมง ถือเป็นของขอบคุณที่เธอตอบรับคำชวนมาทานข้าวที่บ้านของเขา
    “เธอตื่นเต้นเหรอ?” เย่กู่เฉินถาม เมื่อเห็นไป๋มู่เสวี่ยกำสองมือแน่นเล็กน้อย
    “อืม” เธอพยักหน้า เธอจะไม่ตื่นเต้นได้ยังไง เมื่อต้องไปพบกับพ่อแม่ของเย่กู่เฉิน
    ดวงตาคู่สวยของจูอวี้ลี่ถึงกับสว่างขึ้น เมื่อเธอได้ยินเสียงพูดของไป๋มู่เสวี่ย ถึงเธอจะได้ยินเรื่องนี้มาจากจ้าวหยาแล้ว แต่เมื่อมาพบกับตัวเอง เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอัศจรรย์ใจ
    คิดไม่ถึงเลยว่าในโลกนี้จะมีคนที่รักษาให้ไป๋มู่เสวี่ยที่พูดไม่ได้มาตลอดให้พูดได้
    ‘ดูท่าว่านายน้อยคนโตตระกูลเย่คนนี้ จะไม่ธรรมดาเหมือนที่พี่จ้าวหยาบอก’ จูอวี้ลี่คิดในใจอย่างเงียบๆ
    จบบทที่ 19