เช้าวันนี้ เทียนหลง แบกตะกร้าใบหย่อมขึ้นหลังข้างในใส่สมุนไพรติดตามจางเหว่ย เดินทางเข้าเมือง นี่เป็ครั้งแรกที่เขาออกจากบ้านสู่โลกใหม่ที่เขาไม่เคยพบพาน ตลอดเส้นทาง เดินตามทางน้อยเป็ถนนเล็กๆกว้างพอประมาณรถม้าขนาดเล็กสามารถผ่านได้ ทิวทัศน์ตลอดทางสวยงามมีลำธารไหลผ่านมากมายหลายสาย ข้างทางเป็หมู่บ้านชนบทมีบ้านปลูกรวมกันเป็กลุ่มๆไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะปลูกห่างไกลกันพอสมควรบนถนนมีผู้คนสัญจรไปมาไม่น้อย ทุกคนพอเห็นจางเหว่ย ก็โบกมือทักทายอย่างสนิทสนม ต่างมองเทียนหลงด้วยความประหลาดใจปู่จางแนะนำให้รู้ว่า เป็หลานชายของเขาที่มาอยู่ด้วยทุกคนเรียกชื่อของเขาด้วยมิตรไมตรี ส่วนชื่อของชาวบ้านเ่าั้ เทียนหลงจำได้ไม่กี่คน เดินมาได้สองชั่วโมงม ก็เข้าเขตเมือง
‘เมืองสุ่ย’ จัดเป็เมืองชนบทเล็กๆ ของอาณาจักรหยกขาวแต่ตัวเมืองจัดเป็เมืองขนาดเล็กที่ได้มาตรฐานระดับหนึ่ง ตัวเมืองล้อมรอบด้วยคูน้ำกว้างถึงหกเมตร ก่อกำแพงสูงสี่เมตร กำแพงยาวข้างละสองร้อยเมตรมองไม่เห็นว่าลึกขนาดไหน ทางข้ามคูเข้าประตูเมืองกว้างถึงสิบเมตรกว้างพอให้รถม้าขับสวนกันได้สบายๆ ที่ประตูมีกองทหารรักษาการณ์ทหารประจำการดูคึกคักมีพลัง ใส่ขุดทหารคลุมด้วยเกราะอ่อน ท่าทางเข็มแข็งขึงขังพอควรถึงแม้ไม่ต้องจ่ายภาษีเข้าเมือง ขอเพียงเป็คนแปลกหน้า บางครั้งทหารรักษาการณ์เห็นผิดปรกติก็หยุดเพื่อสอบถามความเป็มา ผ่านเข้าเมืองไม่ยึดอาวุธเห็นบางคนถึงกับสะพายธนูกำหอกเดินเข้าเมืองตามสบายเมื่อทหารเห็น จางเหว่ย ก็ผงกศีรษะทักทายปล่อยผ่านไม่สอบถามอะไร
หลังจากเข้าเมือง ตัวเมืองถูกแบ่งเป็ส่วนๆด้วยถนนแนวลึกสี่เส้นทางส่วนแนวขวางพอมองเห็นแต่ไม่รู้ว่ามีจำนวนเท่าไร ภายในเมือง คึกคักจอแจผู้คนเดินกันขวักไขว่ บางคนสวมเสื้อผ้า เลิศหรูเป็ผ้าไหมประดับดิ้นเงิน บางคนนั่งรถม้าผ่านไปช้าๆข้างถนนประกอบด้วยร้านค้า และบ้านเรือนใหญ่โต จางเหว่ยพาเทียนหลงมาที่ตลาดกลางแจ้งแห่งหนึ่ง ตรงมาที่มุมหนึ่งของตลาด เป็แผงค้าหัวมุมพอดีบนแผงว่างเปล่า แล้วก็เริ่มเอาสมุนไพรจากตะกร้าบนหลังของตัวเองและเทียนหลงมาวางเพื่อจำหน่าย หลังจากช่วยกัน สาละวนจัดสมุนไพรจนเสร็จ จางเหว่ยก็บอกว่านี่เป็แผงขายสมุนไพรที่เขาเช่าเหมารายปี ตลาดที่นี่เปิดทุกวันแต่ร้านค้าไม่แน่นอน อย่างเช่นแผงขายสมุนไพร ถ้าเขาไม่มาแผงก็ว่างเปล่า
เทียนหลง ก็มองไปรอบๆ ข้างร้านเขาเป็ร้านขายเนื้อสัตว์แต่ไม่ใช่เนื้อหมูหรือเนื้อวัว เขาเห็น หนังสัตว์กับหัวที่วางอยู่บนแผงเป็สัตว์แปลกตาไม่เคยเห็น คนขายเป็หญิงกลางคนท่าทางใจดีดูจากหน้าตา อายุน่าจะใกล้ห้าสิบปีกำลังมองมาที่เขา ท่าทางแปลกใจ จางเหว่ย หันไปทักนี่คือ ป้าฟางจื่อขายเนื้อสัตว์อสูร สามีของป้าเป็พรานล่าสัตว์อสูรชื่อฟางโหว สัตว์อสูรบนแผงล้วนล่ามาจากเชิงเขาอินทรีกำสรวจ ว่าแล้วก็ชี้ให้เขาดูยอดเขาที่ห่างไกลออกไปหลังจากนั้นก็แนะนำ เทียนหลง ให้ ฟางจื่อ รู้จัก
่เช้าวันนั้น เทียนหลง วุ่นอยู่กับการขายสมุนไพรกับ จางเหว่ยเงินตราที่ใช้กัน คือ เบี้ย,เหรียญทองแดงกับเหรียญเงิน เป็ส่วนใหญ่ ค่าของเงิน
100 เบี้ย เท่ากับ 1 เหรียญทองแดง
1000 เหรียญทองแดง เท่ากับ 1 เหรียญเงิน
1000 เหรียญเงิน เท่ากับ 1 เหรียญทอง
สำหรับเหรียญทองนั้นเขา ยังไม่เคยเห็นกลับกันวันนี้ จางเหว่ยขายสมุนไพร ได้เงินเป็เหรียญเงินไม่น้อย เขารู้จากการฟังและสังเกตว่า เงินห้าร้อยเหร๊ยญทองแดงสามารถสั่งอาหารบนเหลาชั้นหนึ่ง สำหรับคนสี่คนได้หนึ่งมื้อใหญ่ แต่จางเหว่ยบอกว่านี่ยังไม่ใช่ ชนิดของเงินที่มีค่าสูงสุด ยังมีชั้นของ ก้อนผลึก กับ หินเทพ แม้แต่จางเหว่ย เองก็เคยใช้ ผลึกคราม เท่านั้นในชีวิตยังไม่เคยใช้ หินเทพเพราะมันมีค่าสูงยิ่งนัก
่เที่ยง การค้ายิ่งคึกคักมีลูกค้าจากตระกูลใหญ่ทยอยมารับสมุนไพรที่สั่งจองเอาไว้ หลังจากลูกค้าลดลงพ่อค้าแม่ค้า ก็นำเสบียงอาหารออกมากินและเริ่มพูดคุยกัน การสนทนาที่พาดพิงถึงเทียนหลง มีมากมาย
“จางเหว่ย หลานของเ้า ยิ้มเก่งนักแค่ลูกค้าเห็นหน้าเด็กน้อยนี่ ก็ต่อราคาไม่ลงแล้ว” …..
“เฒ่าจางหลานเ้าคนนี้ฉลาดนัก ข้าเห็นเด็กน้อยนี่ค้าขาย คิดเงิน...ทอนเงินรวดเร็วนัก...“
คุยไปคุยมา ฟางจื่อ ก็ทักว่า “นี่ ลุงจาง หลานเ้าอายุกี่ปีแล้ว ไปลงทะเบียนรึยัง”
จางเหว่ย อุทานออกมา “ใช่ ข้าลืมไปสนิทเลย เดี๋ยวตลาดวายข้าจะเลยไปที่ว่าการเมือง จัดการเื่นี้ให้เสร็จ” ……บ่ายแก่ๆพอตลาดวาย จางเหว่ยเก็บของที่เหลือเพียงนิดหน่อย แล้วนำสมุนไพรห่อหนึ่งยื่นให้ฟางจื่อที่แผงข้างๆ “สมุนไพร เสริมหยางข้าฝากให้ อาโหว ต้มยานี่กิน เข้าใกล้หน้าหนาวแล้วในป่ามีความเย็นสะสมกันเอาไว้ดีกว่าแก้นะ” แล้วหันมาเรียก เทียนหลง ให้กลับยังไม่ทันพ้นตลาด ฟางจื่อะโไล่หลัง “พรุ่งนี้เช้า ให้เทียนหลงไปเอา ซุปหมีหิมะ ที่บ้านข้าด้วยนะ” …เทียนหลง งงๆ “บ้านตระกูลฟาง อยู่ใกล้ๆบ้านเรานั่นและ” ปู่จางเฉลย
เดินชมเมืองเลี้ยวไปเลี้ยวมาช้าๆ จนมาถึง หน้าที่ว่าการเมืองปู่จางตรงเข้าไปแจ้งความประสงค์ที่เ้าหน้าที่ แล้วนำเทียนหลง เข้ามาด้านใน “หลานข้าอายุเข้าเกณฑ์เข้าศึกษาในสถานศึกษาประจำเมือง ข้าพาหลานมาลงทะเบียน “ ตามข้อบังคับของอาณาจักรหยกขาว กำหนดให้ชาวบ้านทุกครัวเรือนส่งบุตรหลานเข้าศึกษา เมื่อเด็กมีอายุ ห้าขวบถึงหกขวบปี”
ทุกเมือง จัดตั้งสถานศึกษา เพื่อให้ความรู้พื้นฐานการเรียนการสอนในสถานศึกษาประจำเมืองนั้น ไม่ว่าเมืองใหญ่หรือเมืองเล็กล้วนมีเนื้อหา และกระบวนวิชาเหมือนกันแบ่งเป็สามระดับ ได้แก่ ระดับต้น ระดับกลางและระดับสูง หลังจากเรียนจบการศึกษาภาคบังคับนี้แล้ว หาก้าเรียนสูงกว่านี้ก็ให้ไปสอบเข้าตามหัวเมืองใหญ่ จะมีสถานศึกษาระดับสูง ประจำเมืองตั้งอยู่ทั้งภาคบังคับ และระดับสูง เล่าเรียนฟรีแต่มีเงื่อนไขคือ ระดับสูงต้องสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียนหลังจากจบระดับสูงแล้ว หาก้ารับราชการ ต้องเดินทางไปสอบเข้าเรียนในสถานศึกษารัฐบรุษที่เมืองหลวงหลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถแล้ว
แต่ถ้าเป็ลูกหลาน คหบดี หรือผู้ร่ำรวย้าให้บุตรหลานเรียนอยู่กับบ้านก็ทำได้ แต่ต้องมาลงทะเบียนเอาไว้ วิธีนี้เป็ที่นิยมตามหัวเมืองใหญ่เพราะสามารถเสาะหา อาจารย์ที่มีชื่อเสียงมาสอนให้บุตรตนเอง เป็การเฉพาะหรือส่งเข้าเรียนในสำนักศึกษา สำนักวิทยายุทธ์ หรือ นิกายระดับสูง อย่างไรก็ตามการจะเข้าเรียนในสำนักเหล่านี้มีการแข่งขันสูงมาก เมืองสุ่ยเป็เมืองขนาดเล็ก แต่มีตระกูลคหบดีอยู่ไม่น้อยส่วนใหญ่จะส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนประจำเมือง นอกจากจะส่งบุตรธิดาเข้าสถานศึกษาประจำเมืองแล้วมักจะจ้างอาจารย์จากเมืองใหญ่ มาสอนพิเศษเสมอ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็เข้าเรียนในภาคบังคับในสำนักศึกษาประจำเมือง หรือ เรียนเองที่บ้าน ต้องทำการแจ้งล่วงหน้าก่อนหนึ่งรอบการเรียนลงทะเบียนวันนี้ ต้องรอผ่านหน้าหนาวไป เริ่มเรียนในฤดูใบไม่ผลิหน้า
ขณะที่เทียนหลง กำลังจะลงทะเบียน เ้าหน้าที่ด้านนอก ก็วิ่งกระหืบกระหอบมาแย่งสมุดลงทะเบียนไปจากมือจางเหว่ยแล้วตะคอกว่า “เ้ารอก่อนให้บ้านสกุลหลี่ลงทะเบียนก่อน” ชั่วอึดใจหนึ่งเ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งทำหน้าบาน กระตือรือร้น เดินนำชายกลางคน ท่าทางภูมิฐานสวมเสื้อผ้ามีราคาตามหลังด้วยเด็กชาย สามคน เด็กหญิง อีกหนึ่งคน ชายกลางคนนี้เป็พ่อบ้านสกุลหลี่มีแซ่หลี่เช่นกัน นับเป็เครือญาติห่างๆของสกุลหลี่ พอชายกลางคนเห็นหน้า จางเหว่ยก็เชิดหน้าพูด
“นึกว่าใคร!ตาเฒ่าขายสมุนไพรนี่เองจงรีบนำหลานกะโหลกกะลาของเ้ามาคำนับ คุณชายและคุณหนูตะกูลข้าเสียก่อน เพื่อว่าเ้านายน้อยของข้าจะเมตตาช่วยเหลือหลานของเ้าบ้าง ยามร่ำเรียน” เด็กน้อยทั้ง3 ต่างวางท่าภูมิฐานเชิดหน้า ท่วงทีหยิ่งยโสยิ่ง กลับเป็เด็กหญิงตัวน้อยสายตาจ้องมองมาที่เทียนหลงแล้วทักขึ้นอย่างมีไมตรีว่า “เ้าชื่ออะไร ข้าชื่อหลี่ซวนซวนยินดีที่จะได้เรียนวิชาด้วยกัน“
เด็กชายเสื้อน้ำเงิน รูปร่างใหญ่เกินเด็กคนหนึ่งทำท่าโอหังดุร้ายส่งเสียงดังอย่างไม่พอใจ “ซวนซวนเ้าไปพูดกับมันทำไร เสียศักดิ์ศรียิ่งนัก” พร้อมหันมาตะคอกเทียนหลง “เ้าเด็กเหลือขอ...อยู่ให้ห่างๆน้องข้าไว้หาก ไม่ใช่ต้องพิมพ์มือลงทะเบียน พวกข้า ไม่มีวันมาเจอคนชั้นต่ำอย่างเ้าเด็ดขาด” ตลอดเวลานั้นทั้ง จางเหว่ยและเทียนหลง นิ่งเงียบไม่พูดจาหากแต่ เทียนหลงถึงกับยังมีรอยยิ้มบนใบหน้าแบบโง่ๆ หลังจากสกุลหลี่ลงทะเบียนเสร็จแล้ว ก็เดินออกไปโดยมีเ้าหน้าที่ทำท่ากุลีกุจอออกไปส่ง
“นับว่าข้าได้เห็นแล้ว เทียนหลง คิดไม่ถึงเ้าจะสุขุมและสงบนิ่งได้ขนาดนี้ ตัวข้านะ แก่แล้ว..ช่างเถอะ แต่เ้าเนี่ย….นะ...เฮอะๆๆ...นิ่งใช้ได้เลย”
หลังจากลงทะเบียนเสร็จ ปู่จาง หันมาพูดกับเขา “ไป..กินข้าวกันวันนี้..ไปหาอาหารอร่อยๆกิน ก่อนเ้าจะเบื่อกับข้าวฝีมือข้า จนผ่ายผอมเสียก่อนฮ่าๆๆๆ” บนเหลาสุรา ทั้งสองคน สั่งกับข้าวมาเต็มโต๊ะเทียนหลงคีบโน้นกินนี่ กินดุจพายุบุแคม ส่งเสียงอ้อมแอ้ม ทั้งที่ข้าวยังเต็มปาก “อร่อย...อร่อยมาก” พอใกล้อิ่มก็เริ่มวิเคราะห์ส่วนประกอบของอาหาร
มองเห็นจางเหว่ย ชอบอาหารผัดจานหนึ่งเป็พิเศษแอบจำไว้ตั้งใจจะทำให้ ปู่จางกินสักมื้อหนึ่ง ในโลกเก่าเขาเป็นักเดินป่าตัวยง เื่อาหารการกินฝีมือไม่เป็รองใครทุกทริปเขามักเป็คนลงมือยามอยู่บ้านก็ออกมือ ทำกินไม่ได้ขาด
ชั้นล่างของเหลาสุรา มีผู้คนมากหน้าหลายตาบางคนเป็พ่อค้าเดินทางค้าขาย แต่ส่วนใหญ่เป็ขาวตลาดร้านถิ่น มาหาข้าวกินและนั่งสนทนากันส่วน้า เป็ห้องพิเศษ ทุกห้องติดระเบียงประตูห้องมีผ้าม่านปิดบังผู้ใช้บริการ้าส่วนใหญ่ หากไม่ใช่คหบดีก็เป็พ่อค้าใหญ่บางครั้งก็เป็ขุนนางประจำเมืองมาดื่มกิน วันนี้ห้องชั้นบนมีผู้มาใช้บริการบางตามีลูกค้าเพียงสองห้องเท่านั้น
กำลังกินดื่มสนทนากันอย่างออกรส ทันใดนั้น เพล้ง....โครมพร้อมโต๊ะในมุมหนึ่งแตกกระจาย ข้าวปลาอาหารกระจายเกลื่อนเต็มโต๊ะ ด้านข้างมีชาวบ้านสองคนกำลังยืนตัวสั่นกึกๆ ห่างไปเพียงสอง่แขน มีชายกรรจ์ร่างั์สูงเกือบ สองเมตรใส่เสื้อผ้าสีเหลืองตุ่นแบบเดียวกันหน้าตาคล้ายคลึงกัน ท่าทางเป็แฝดยืนอยู่ สองคน หน้าถลึงมึนตึงท่าทางดุร้ายบนหลังของคนด้านขวาสะพายดาบขนาดใหญ่ในมือของคนด้านซ้ายถือกระบอกเขี้ยวสุนัขดูจากสภาพ น่าจะเป็คนด้านซ้ายออกมือใช้กระบองเขี้ยวสุนัข ทุบทำลายโต๊ะอาหาร คนสะพายดาบยื่นมือออกไป บีบคอชายกลางคนไว้หนวดหร็อมแหร็มยกจนร่างลอยจากพื้นแล้ว ตวาดว่า “มันอยู่ที่ใด คนที่มอบถุงเงินนี้ให้เ้า มันอยู่ที่ใด...!”
"มีเื่....แล้ว"