แม่เฒ่าหูคำนวณในใจ ถ้าหลินซือหย่วนยกจักรยานสักคันให้หลันเยวี่ย ก็เท่ากับว่าบ้านใหญ่มีจักรยานใช้แล้ว
เมื่อบ้านใหญ่มีจักรยานแล้ว ต่อไปเวลาบ้านรองกับบ้านสามจะไปไหนมาไหนไกลๆ ก็จะได้มาขอยืมกันได้
มีหรือที่จ้าวหงเหมยจะไม่รู้ทันความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของแม่สามี "แม่คะ รถน่ะ ซือหย่วนเป็นคนออกเงินซื้อด้วยเงินเก็บของตัวเองเลยนะคะ อย่าว่าแต่ยังไม่ได้แต่งงานกันเลย ต่อให้แต่งงานกันแล้ว พวกเราก็ไม่กล้าไปขอเขาตรงๆ หรอกค่ะ"
พอได้ยินแบบนั้น แม่เฒ่าหูก็เริ่มไม่พอใจขึ้นมา "ฉันได้ยินมาว่าเวลาแต่งสะใภ้เดี๋ยวนี้ บ้านฝ่ายหญิงหลายๆ บ้านจะต้องขอ สามสิ่งหมุน หนึ่งสิ่งเสียง [1] พวกเราไม่ได้ขอของพวกนั้นจากบ้านสกุลหลินเสียหน่อย แค่ขอจักรยานคันเดียวมันจะอะไรนักหนา"
จ้าวหงเหมยตอบ "มันก็ไม่ได้เป็นอะไรหรอกค่ะ แต่หนูกับพ่อของเยวี่ยเยวี่ยจะไม่ไปเอ่ยปากขอแน่ แล้วเยวี่ยเยวี่ยเองก็จะไม่ขอด้วย"
น้ำเสียงของจ้าวหงเหมยแข็งกร้าวขึ้นกว่าเมื่อครู่
แม่เฒ่าหูพลันรู้สึกว่าลูกสะใภ้ใหญ่ที่เคยอ่อนน้อมถ่อมตนในความทรงจำ ดูเหมือนจะเริ่มไม่เชื่อฟังขึ้นทุกที
คลอดลูกชายไม่ได้ก็ว่าแย่แล้ว นิสัยยังร้ายกาจขึ้นทุกวัน น่าโมโหจริงๆ!
แม้ว่าในใจแม่เฒ่าหูจะไม่พอใจจ้าวหงเหมยสารพัด แต่ก็อดกลั้นไว้ไม่ได้แสดงออกมา
เธอรู้ดีว่าถ้าทะเลาะกับจ้าวหงเหมยเข้า วันนี้อาจจะไม่ได้กินเนื้อตุ๋นตอนเที่ยงก็ได้
เธอเห็นกับตาว่าถิงถิงหยิบเนื้อชิ้นโตไปหั่น ดูท่าทางว่าเนื้อมากมายขนาดนั้นจะถูกเอาลงหม้อทั้งหมดในมื้อเที่ยงนี้
ไม่นานก็ถึงเวลาข้าวเที่ยง หูหลันเยวี่ยเดินมาจากบ้านข้างๆ เพื่อมากินข้าว แถมยังชวนย่าหลินมาด้วย
เมื่อเห็นว่าย่าหลินก็มากินข้าวด้วย แม่เฒ่าหูก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก
ถึงแม้จะมีการหมั้นหมายแล้ว แต่แม่เฒ่าหูก็ไม่ชอบที่คนบ้านสกุลหลินชอบมาเกาะกินอยู่เสมอ
ถึงแม้ในใจเธอจะมีข้อติเตียนย่าหลิน แต่บนใบหน้ากลับไม่แสดงออกแม้แต่น้อย
ทันทีที่ย่าหลินก้าวเข้ามาในบ้าน แม่เฒ่าหูก็รีบดึงอีกฝ่ายมานั่งข้างๆ อย่างสนิทสนม พร้อมกับเรียก "น้องหลิน น้องหลิน" อย่างอ่อนหวาน
จากนั้นอาหารก็ทยอยนำออกมาวางบนโต๊ะ
นอกจากหมูสามชั้นตุ๋นพะโล้หม้อใหญ่แล้ว ยังมีแกงเต้าหู้ใส่กุ้งแห้ง ผักกาดขาวตุ๋นวุ้นเส้น และผักกาดดองเผ็ดหนึ่งจาน
เมื่อเห็นหมูสามชั้นตุ๋นพะโล้หม้อใหญ่นั้น แม่เฒ่าหูก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอหลายครั้ง
ตอนที่คีบเนื้อด้วยตะเกียบ แม่เฒ่าก็ไม่ได้เกรงใจใครทั้งนั้น เธอส่งหมูสามชั้นตุ๋นพะโล้เข้าปากไปคำโตๆ
เนื้อธรรมดาก็อร่อยมากอยู่แล้ว พอเอาไปตุ๋นแล้วยิ่งมีรสชาติที่พิเศษขึ้นไปอีก
แม่เฒ่าหูกินอย่างเอร็ดอร่อย แต่ในใจกลับอดคิดถึงหลานชายสุดที่รักของตนไม่ได้
ไม่ว่าจะเป็นบ้านรองหรือบ้านสาม พวกเขาจะไปมีโอกาสได้กินหมูสามชั้นตุ๋นพะโล้ได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่ช่วงเทศกาลสำคัญ ก็นานๆ ทีถึงจะได้กินเนื้อสักครั้ง แถมยังต้องเอาไปผัดรวมกับผักเท่านั้นอีก
"เยวี่ยเยวี่ย แกกับน้องสาวอีกสองคนไม่มีพี่น้องผู้ชายแท้ๆ ต่อไปพวกแกต้องสนิทสนมกับลูกชายของอารองกับอาสามให้มากๆ นะ" แม่เฒ่าหูเตือนหูหลันเยวี่ยกับน้องสาวแบบอ้อมๆ ว่าเวลาพวกเธอกินเนื้อ ก็แบ่งปันน้ำแกงให้ญาติๆ ได้ซดบ้างก็ยังดี
มีหรือหูหลันเยวี่ยจะไม่รู้ความหมายในคำพูดของแม่เฒ่า
เธอยิ้มบางๆ ให้แม่เฒ่า "คุณย่า พี่น้องท้องเดียวกันแท้ๆ ยังอาจจะผิดใจกันเพราะที่ดินไม่กี่แปลง หรือเงินไม่กี่หยวนเลยนะคะ นับประสาอะไรกับญาติๆ พวกเราสามคนพี่น้องรักใคร่กลมเกลียว ช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็พอแล้ว ส่วนคนอื่น ถ้าเข้ากันได้ก็คบกันไป ถ้าเห็นว่าอีกฝ่ายมีเจตนาร้าย ไม่ว่าจะเป็นญาติหรืออะไรก็ตาม เลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยงค่ะ"
แม่เฒ่าหูขมวดคิ้วเล็กน้อย "ยัยหนู ทำไมถึงปากร้ายได้ขนาดนี้ ฉันพูดคำเดียวก็จะต่อปากต่อคำฉันสิบคำเลยหรือไง"
จากนั้นแม่เฒ่าหูก็มองไปทางย่าหลินที่ก้มหน้าก้มตากินข้าวอยู่เงียบๆ "น้องหลิน ยัยหนูเยวี่ยเก่งกาจขนาดนี้ ก็มีแต่เธอนั่นแหละที่ใจเย็นพอจะรับมือได้"
ย่าหลินส่งสายตาอ่อนโยนมองไปยังหลันเยวี่ยที่กำลังกลอกตาใส่แม่เฒ่าหู "ฉันชอบที่หนูเยวี่ยเป็นคนตรงไปตรงมาแบบนี้ออกจะตายไป"
หลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จ แม่เฒ่าหูก็เรอเอิ้ก และออกจากบ้านใหญ่ไป
เธอไม่ได้ตรงกลับบ้านของตนเอง แต่ไปที่บ้านรอง
ตอนนี้บ้านของอารองหูก็เพิ่งกินข้าวเที่ยงกันเสร็จพอดี หูหลิงหลิงก็กำลังเก็บกวาดโต๊ะอยู่
ข้าวเที่ยงของบ้านอารองนั้นเรียบง่ายมาก มีแค่แป้งจี่ม้วนกินกับไชโป๊วผัด
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน แม่เฒ่าหูก็สังเกตเห็นว่าบรรยากาศในบ้านลูกชายคนรองไม่ค่อยดีนัก
"แม่มาได้จังหวะพอดีเลย ช่วยหนูกับพ่อเขาอบรมสั่งสอนหลานชายสุดที่รักของแม่หน่อยสิคะ" อาสะใภ้รองยังไม่ทันชวนแม่เฒ่านั่งพักให้หายเหนื่อยก็เริ่มบ่นถึงหูเจี้ยนเซ่อที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องและกำลังง่วนอยู่กับการซ่อมนาฬิกาควอตซ์เก่าๆ
สาเหตุที่บรรยากาศของบ้านรองไม่ดีนั้น มีต้นเหตุมาจากเขา
เมื่อก่อนหูเจี้ยนเซ่อเคยนำเงินเดือนที่ได้รับมามอบให้ที่บ้านแต่โดยดี
แต่ช่วงหลังๆ มานี้เขาไม่ยอมทำแบบนั้นอีกแล้ว แต่ภายใต้การกดดันอย่างหนักหน่วงของแม่ เขาถึงยอมมอบเงินเดือนมาให้ แต่ให้แค่ครึ่งเดียว
หูเจี้ยนเซ่อได้เงินเดือนละแปดหยวน เขาให้ที่บ้านแค่สี่หยวนเท่านั้น ส่วนอีกสี่หยวนที่เหลือเขาไม่ยอมให้อย่างเด็ดขาด
ที่ทำงานของเขานั้นมีอาหารให้กินและมีที่พักให้ แถมสบู่สำหรับล้างมือก็ยังเป็นของที่หน่วยงานแจกให้
อาสะใภ้รองจึงรู้สึกว่าลูกชายของตนไม่จำเป็นต้องเก็บเงินไว้กับตัว
เมื่อครึ่งเดือนก่อน หูเจี้ยนเซ่อได้รับเงินเดือนอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ยอมให้เงินเดือนแม้แต่ครึ่งเดียว และยืนกรานที่จะเก็บเงินทั้งหมดไว้ในกระเป๋าของตัวเอง
เพื่อไม่ให้แม่เอาเงินไป เขาจึงโกหกคนในครอบครัวว่าหน่วยงานไม่ได้จ่ายเงินเดือนตรงเวลา แต่จะสะสมไปจ่ายรวมกับเดือนหน้า
เดิมทีอาสะใภ้รองก็คลางแคลงใจในเรื่องนี้อยู่แล้ว เธอจึงให้อารองไปทำธุระที่ตำบล แล้วแวะไปสอบถามเรื่องการจ่ายเงินเดือนของหน่วยงานที่ลูกชายทำงานอยู่
หลังจากยืนยันได้ว่าหูเจี้ยนเซ่อโกหกคนในครอบครัว อารองก็โกรธมาก เขาตั้งใจจะลากลูกชายกลับบ้าน แต่ก็กลัวว่าเรื่องจะบานปลายจนลูกชายถูกไล่ออก
ถึงแม้งานของลูกชายจะได้เงินเดือนน้อยมาก แต่คนในครอบครัวก็ไม่อยากให้เขาตกงาน
เพราะพวกเขาทุกคนต่างหวังว่าสักวันหนึ่งหน่วยงานจะบรรจุหูเจี้ยนเซ่อจากพนักงานชั่วคราวเป็นพนักงานประจำ
เมื่อได้บรรจุเป็นพนักงานประจำแล้ว เขาก็จะถือชามข้าวเหล็กของรัฐ
หูเจี้ยนเซ่อคิดว่าคนในครอบครัวยังไม่รู้เรื่องที่เขาโกหก ดังนั้นหลังจากที่หน่วยงานหยุดพัก เขาก็กลับมาที่บ้าน
ตอนที่มาถึงบ้านก็เกือบเที่ยงแล้ว
บนโต๊ะอาหาร อารองกับอาสะใภ้รองก็พูดเรื่องนี้กับลูกชายคนโตของตนอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อรู้ว่าปิดบังเรื่องโกหกไม่ได้แล้ว หูเจี้ยนเซ่อก็ยอมรับว่าเขาโกหก
อาสะใภ้รองบอกให้เขานำเงินเดือนออกมา หูเจี้ยนเซ่อก็ควานหาในตัวอยู่นาน สุดท้ายก็หาออกมาได้แค่สองหยวนห้าเหมาเท่านั้น
เขาใช้เงินเดือนจนเหลือแค่สองหยวนห้าเหมาแล้ว
เพียงแค่ครึ่งเดือน เขาก็ใช้เงินไปห้าหยวนห้าเหมา ทั้งๆ ที่หน่วยงานก็มีอาหารให้กินและมีที่พักให้ เขายังใช้เงินไปมากมายขนาดนี้
อารองกับอาสะใภ้รองจึงต้องถามหูเจี้ยนเซ่อว่าเอาเงินไปใช้ทำอะไร ไม่ว่าพ่อแม่จะซักถามอย่างไร ลูกชายก็ไม่ยอมบอกว่าเขาเอาเงินไปใช้จ่ายอะไรบ้าง
เมื่อได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว ถึงแม่เฒ่าหูจะรักหลานชายคนนี้มากแค่ไหน เธอก็ไม่ได้เข้าข้างหูเจี้ยนเซ่อ
"เจี้ยนเซ่อ บอกย่ามาซิ แกเอาเงินพวกนั้นไปใช้ทำอะไร" แม่เฒ่าหูคิดว่าถ้าตนเองเป็นคนถามในฐานะย่า หลานชายสุดที่รักคงจะพูดความจริง
เชิงอรรถ
[1] สามสิ่งหมุน หนึ่งสิ่งเสียง (三转一响) หมายถึง เครื่องใช้ฟุ่มเฟือยที่ผู้หญิงต้องการจากฝ่ายชายก่อนแต่งงาน เพราะการมีสิ่งเหล่านี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีและการใช้ชีวิตที่ทันสมัย ประกอบด้วย ของที่หมุนได้สามอย่าง เช่น จักรยาน จักรเย็บผ้า พัดลม หรือนาฬิกาข้อมือ และของที่มีเสียงหนึ่งอย่างคือวิทยุ