ซูหลิงอินนั่งยองๆ ที่พื้น เบื้องหน้ามีจิ้งจอกขาวสะบักสะบอมตัวหนึ่งนอนอยู่ ลมหายใจอ่อนระรวยเต็มที
เขายิ้มน้อยๆ เพียงแต่รอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา เยียบเย็นจนชวนผวา “เ้าตัวเล็ก อยู่ผิดฝั่งจะทำให้ชีวิตหาไม่เอาได้นะ”
จิ้งจอกตัวสั่น ไม่เหลือกระทั่งเรี่ยวแรงจะลืมตา
ซูหลิงอินโบกมือเล็กน้อย อสูรหางงูเศียรมนุษย์ตัวหนึ่งพลันเลื้อยออกจากที่มืดอย่างว่องไว ยามเคลื่อนมาถึงเ้าจิ้งจอกก็อ้าปากกว้าง ก่อนจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว
จากนั้นก็เรอออกมาด้วยความอิ่มหนำ
ซูหลิงอินมองภาพคาวเืเบื้องหน้าด้วยความเ็า ส่ายหัวเบาๆ “อยู่ไม่ได้แล้ว จากลอบทำร้ายกลายเป็สู้กันซึ่งหน้าหมดแล้ว”
อสูรคลี่ยิ้ม “นายควรทำลายที่นี่ทิ้งตั้งนานแล้ว”
“รีบไม่ได้หรอก ถึงยังไงราคาที่ต้องจ่ายของการพ่ายแพ้ค่อนข้างสูง ไอ้เกมที่ต้องตายกันไปข้างแบบนี้น่ะ…” ซูหลิงอินเอ่ยด้วยท่าทางไม่ใส่ใจ “ไปก่อนละ”
“ฉันมีพี่ชายคนหนึ่ง ด้วยความสามารถของเขา การจะทำลายตระกูลซูนั้นง่ายนิดเดียว” อสูรเอ่ยต่อยิ้มๆ
ซูหลิงอินปริปากอย่างเย็นเยียบ “อวี้เคอ ฉันไม่ชอบคนไม่เชื่อฟัง”
อวี้เคอครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วยักไหล่ “นายพูดถูก เขาเป็พวกบ้าจริงๆ”
ผู้พิพากษาหลงรักนักโทษต้องคดี จะไม่บ้าได้อย่างไร
ทว่าลงท้ายแล้วก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเขา
ซูหลิงอินไม่มีอารมณ์ฟังเขาพล่าม น้ำเสียงยังคงราบเรียบเช่นเคย “ไม่ต้องตามมา”
อวี้เคอนึกยินดีที่จะได้มีเวลาว่าง จึงกลับไปงีบต่อใต้ต้นไม้ใหญ่อย่างแช่มช้า
ซูหลิงอินเดินไปที่ริมทะเลตามลำพังอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
ราวว่ากับนี่เป็เื่ที่เขาทำจนติดเป็นิสัยมาหลายปีแล้ว
แม้ตัวเขาจะหลงลืมไปแล้วว่านิสัยนี้ของตนมันเริ่มบ่มเพาะขึ้นด้วยสาเหตุใด
ตามโขดหินริมฝั่งมีผู้คนอยู่น้อยนิด มีเพียงเรือประมงเล็กไม่กี่ลำจอดอยู่ประปราย
ซูหลิงอินยืนอยู่ตรงนี้ครู่หนึ่ง เดิมเขาไม่คิดจะทำอะไร
พอชาวประมงสวมงอบคนหนึ่งสังเกตเห็นเขาก็โบกมือให้และเอ่ยถาม “จะล่องทะเลไหม”
ซูหลิงอินพลันได้สติ เป็ครั้งแรกที่คนแถบนี้เอ่ยทักถามเขา จึงตอบออกไปอย่างใจเย็นต่างจากเมื่อก่อน “ออกไปไหนได้บ้าง” หากจะไปอีกฟากของทะเล เรือประมงลำเล็กแค่นี้คงไปไม่ได้แน่
ชาวประมงยิ้มซื่อพลางเอ่ย “ลูกสาวผมชอบบอกว่าผู้ชายที่หน้าตาดี บุคลิกดีเป็นักกวี เป็บุรุษพเนจรที่เดินทางตามหาแรงบันดาลใจสุดหล้าฟ้าเขียวกันทั้งนั้น”
ซูหลิงอินยิ้มน้อยๆ “ผมไม่ใช่นักกวี”
“งั้นไปนั่งเรือวนเล่นในน่านน้ำใกล้ๆ นี้ก็ได้ ตอนนี้อากาศดี ทะเลยามเย็นแบบนี้น่าดูสุดๆ เลยละ!” ชาวประมงพูดยิ้มๆ “เมื่อก่อนตอนลูกสาวผมยังเด็ก ผมพาเธอออกทะเลอยู่บ่อยๆ เด็กนั่นมีความสุขมาก”
เพราะอยู่ในวังวนของการแก่งแย่งชิงดีมาเนิ่นนาน จริงใจหรือเสแสร้ง ซูหลิงอินมองออกในปราดเดียว
อีกทั้งอากาศแบบนี้มัน…
โดยไม่รู้ตัว ที่แท้ฤดูร้อนมาถึงแล้ว แสงอาทิตย์สาดส่องเจิดจ้าเหลือเกิน
ซูหลิงอินคล้อยตามขึ้นมาอย่างประหลาด ตอบรับคำเชิญชาวประมงโดยไม่คิดอะไรให้มากความ “รบกวนด้วย”
…บางสิ่งที่ถูกลิขิตไว้ เรียกว่าวาสนา
คลื่นแสงภายใต้ดวงอาทิตย์นั้นแยงตามาก ซูหลิงอินรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
เขาเจอหินั์ก้อนหนึ่งกลางทะเล จึงให้ชาวประมงหยุดพาย
“ขอบคุณครับ ผมกลับเองได้”
ในสายตาชาวประมง อย่างไรซูหลิงอินก็ยังเป็เด็ก พอเอ่ยประโยคนี้จึงถูกมองว่าอวดเก่ง ชาวประมงบอกว่าอีกหนึ่งชั่วโมงจะมารับ ก่อนจะพายเรือหายไปอีกฟากของทะเล
ซูหลิงอินไม่มีอารมณ์จะเถียงกับอีกฝ่าย
อันที่จริงสำหรับเขาแล้ว เหตุการณ์นี้เป็เพียงความคิดปุบปับ ตนไม่ได้มีเป้าหมายที่ชัดเจน จึงนั่งลงตามแนวโขดหินั์อย่างคนไม่มีอะไรทำ
เวลานี้เขากลับชะงักเล็กน้อย รู้สึกเหมือนภาพเหตุการณ์นี้คุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก ยากจะอธิบาย เหมือนเป็ความรู้สึกที่ทึกทักเอาเองอย่างไรอย่างนั้น
ผิวน้ำทะเลพราวระยับเงียบสงบอย่างเป็ปรากฏการณ์ แม้แต่คลื่นยังดูราบเรียบจนคล้ายกับกลัวว่าจะรบกวนนักเดินทาง
….ความเงียบสงบถูกทำลายลงฉับพลัน
ซูหลิงอินขมวดคิ้ว ก่อนจะระแวดระวังขึ้นมา
เขาแค่อยากหาที่พักผ่อนหย่อนใจ กลับไม่ได้รับแม้แต่ความสบายใจ ไม่ว่าที่ไหนล้วนไม่ใช่ที่ของเขา โลกใบนี้ช่างโหดร้ายและลำเอียงต่อเขานัก
ในทะเลไม่เคยมีอะไรดีเลย
ทว่าแม้แต่ซูหลิงอินเองก็คงคิดไม่ถึงว่าเขาที่ยังไม่ทันเคลื่อนไหวใด เพียงนั่งอาบแดดอย่างเงียบเชียบ กลับดึงดูดความสนใจของเผ่าพันธุ์ลึกลับที่สุดในมหาสมุทรเสียได้
เงือกตัวหนึ่ง
เงือกแสนงดงามเป็ที่สุด ราวกับ์ประทานพรอย่างไรอย่างนั้น
ที่สะดุดตาที่สุดเห็นจะเป็ดวงตาสีน้ำเงินคู่สวย ลุ่มลึกราวกับสามารถบรรจุทั้งมหาสมุทรเอาไว้ในนั้น มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
พันปีก่อน เงือกเคยเป็จ้าวแห่งมหาสมุทรอย่างไม่ต้องสงสัย แม้ว่าต่อมาจะเลือกเร้นกายโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งยังไม่เคยก่อกรรมทำเข็ญ แต่กระนั้นก็ใช่ว่าจะมาดูถูกกันได้
เงือกนั่นเกยอยู่บนโขดหินครึ่งตัว สายตามองจดจ้องซูหลิงอิน
“è molto tempo che non ci sivede…”
…ไม่เจอกันนานเลย