ตอนที่31 ต้องฆ่านาง!
“อยู่ในเรือนบุปผาโปรยปรายจนกว่าเจ้าจะคิดออก”
หลี่หวงจูงมือจวิ๋นอี้ไปพาอีกฝ่ายไปทานข้าว
จวิ๋นอี้เงียบปากลงดวงตาที่หม่นหมองไร้แววยิ่งทวีความเทาทึบเพิ่มอีกหลายส่วน
ณลานกว้างหน้าเรือนหลัก
หานชิงจับจ้องไปยังศพของพี่ชายตังเองด้วยความไม่อยากเชื่อสายตาที่จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นลานหน้าเรือน เสี้ยวพริบตาที่เป็นนางถึงขั้นตกตะลึงจนใบหน้าซีดเผือด
เมื่อวานพี่ใหญ่ยังมีชีวิตชีวากระฉับกระเฉงอยู่เลยมิใช่รึ? ไฉนวันนี้ถึงนอนกลายเป็นศพแข็งไปเสียแล้ว!?
ฮูหยินรองที่ได้ยินเสียงกรีดร้องลั่นก็รีบพาจวิ๋นรั่วกับประมุขตระกูลอย่างจวิ๋นจ้านมากันทันทีพอมาถึงก็พบเห็นเหาชิงกำลังคุกเข่าต่อหน้าศพของพี่ชายคนโตด้วยสีหน้าเหม่อลอยไร้สติ
ร่างของหานกวงไม่ขยับเขยื้อนแล้วแถมยังเน่าเปื่อยเละ จะเห็นได้ชัดว่าตอนตาย อีกฝ่ายไม่ได้ตายดีเลย
“ทำไม...พี่ใหญ่ตายแล้ว...ทั้งพ่อและแม่ข้า...แม้แต่พี่น้องทุกคน...ล้วนตายสิ้นแล้วข้า...ข้าไม่เหลือญาติสักคนแล้ว...”
จู่ๆน้ำตาสายหนึ่บงก็รินไหลออกมาจากดวงตาของหานชิงน้ำเสียงของนางแหบแห้งปราศจากเรี่ยวแรง
ทั่วทั้งใบหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยความโศกเศร้า
ทว่าเพียงปราบตาเดียวฮูหยินรองก็พึงทราบว่าแผนการทั้งหมดล้มเหลว สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจที่สุดคือหานกวงผู้มีระดับชั้นแกร่งกล้า ไฉนถึงมาตายสภาพเช่นนี้ได้? หรือเป็นไปได้ไหมว่า...นังแพศยาจะมียอดฝีมือผู้สูงส่งคอยหนุนหลัง?
นางขบฟันแน่นกดังกรอดด้วยความเจ็บแค้นใจพลางสบถกับตัวเองว่า
‘หานชิง!นังโง่!เรื่องง่ายๆเช่นนี้กลับทำล้มเหลวเสียได้!แถมหาใช่แค่พลาดพลั้งแต่ยังก่อความวุ่นวายใหญ่โตจนต้องลำบากคนอื่นอีก!’
จวิ๋นรั่วที่ยืนอยู่ข้างๆพบเห็นภาพฉากศพเน่าเปื่อย น้ำหนองไหลเยิ้มเช่นนี้ นางก็อดที่จะอยากอาเจียนมิได้
สภาพศพของหานกวงหาได้สมบูรณ์นักเนื่องจากยังมีผงพิษที่สูดดมไปตกค้างในร่างกายทำให้พอเสียชีวิตลงไปทำให้ซากศพเริ่มเน่าเปื่อยเร็วขึ้นถ้ามิใช่เพราะใบหน้าที่ยังคงรูปลักษณ์สมบูรณ์กว่าครึ่งคงไม่มีใครจำได้เช่นกันว่าเป็นใคร
และจวิ๋นจ้านนั้น...ยามนี้ปั้นสีหน้าช่างซับซ้อนยิ่ง
เมื่อเขาพบเห็นภาพฉากนี้เขาก็เข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
เขาไม่เหลือเรี่ยวแรงมากพอที่จะเอ่ยปากตำหนิหานชิงภรรยาของเขาแต่ใจหนึ่งก็รู้สึกเกรี้ยวโกรธจนจุกอก ทั้งๆ ที่กำชับกับนางไปแล้วว่าอย่าไปยั่วโมโหคนในเรือนบุปผาโปรยปรายแล้วแท้ๆ ไฉนพูดแล้วถึงไม่ฟังเล่า!
ลุงคนโตหานกวงได้สิ้นใจตายลงไปแล้วซึ่งเขาผู้นี้เป็นถึงนักอัญเชิญชั้นสูงและยังเกิดในตระกูลนักฆ่าทว่าตอนนี้กลับนอนแน่นิ่งบนแผ่นพื้นอันแสนเย็นเฉียบ สภาพช่างอเนจอนาถนัก
นักฆ่ายอดฝีมืออย่างเขาใครจะไปคิดว่าจะต้องมีจุดจบเช่นนี้กัน
นอกจากนี้เองณ ปัจจุบันตระกูลหานไม่เหลือใครอีกต่อแล้วไพ่ตายสุดท้ายที่หนุนหลังหานชิงได้แตกสลายเป็นเสี่ยงเล็กเสี่ยงน้อยในชั่วพริบตา
“จวิ๋นหลี่หวง...”
ทุกคนต่างเอ่ยขานชื่อนี้โดยพร้อมเพรียงต่างน้ำเสียงต่างความรู้สึกกันออกไป
“ข้าจะฆ่านาง!”
หานชิงดวงตากลมโตสีแดงก่ำราวกับเลือดนางแผดจิตสังหารออกมาจากภายในก้นบึ้งหัวใจพร้อมพุ่งไปยังเรือนบุปผาโปรยปรายโดยไม่สนอะไรอีกต่อไป
ต้องฆ่ามัน!ต้องฆ่ามันเพื่อแก้แค้นให้พี่ใหญ่!แก้แค้นให้อี้เอ๋อร์!!
ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว
ฮูหยินรองกับจวิ๋นรั่วยังคงยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเหลือกันอยู่สองคน ณ ตรงนั้นโดยเฉพาะกับฮูหยินรองที่เวลานี้ยิ่งเห็นทุกอย่างวุ่นวายโกลาหลไปหมดนางก็ยิ่งชูอกยืดขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ
“สุนัขกัดกับสุนัขช่างเป็นละครฉากหนึ่งที่น่าอภิรมย์นัก”
ฮูหยินรองระเบิดหัวเราะเยาะเสียงดังลั่นแม้ว่าผลลัพธ์จะแตกต่างจากจากตอนแรกที่คาดเอาไว้ ทว่าตอนนี้นางก็ยังรู้สึกว่าตนยังไม่แพ้
จวิ๋นรั่วยืนนิ่งขบริมฝีปากแน่นเหลือบสายตามองไปทางแม่ของนาง สายตาที่สาดสะท้อนเจือแววไม่ค่อยสบายใจ
“ท่านแม่ ดวงตาของน้องสาม...”
“มันตาบอดแน่นอน เว้นเสียแต่เทพหงสาจุติลงมาช่วยชาตินี้อย่าได้เห็นแสงตะวันอีกเลย!”
ฮูหยินรองที่ได้ยินคำถามของบุตรสาวตัวเองก็พลางคิดไปว่านางน่าจะกังวลกลัวว่าดวงตาของจวิ๋นอี้จะหายดีเป็นปกติ
จวิ๋นรั่วใจหายวาบตกลงไปยังตาตุ่มทว่ากลับปิดปากเงียบไม่พูดไม่จา
ภายในเรือนบุปผาโปรยปรายในตอนนี้มีเพียงสามรับใช้สองคนกับหลี่หวงและจวิ๋นอี้เท่านั้น
แน่นอนว่าสาวรับใช้สองคนนี้ไม่ใช่คนที่ฮูหยินใหญ่และฮูหยินรองส่งมาแต่ได้มาจากตลาดค้าทาสที่นางไปซื้อมาในคืนงานประมูล
คนรับใช้ที่มารับอาสาเรื่องอาหารปกติไม่ค่อยปรากฏตัวต่อหน้าหลี่หวงเท่าไหร่
สำหรับสาวรับใช้สองคนนั้นที่ฮูหยินทั้งสองส่งมาหนึ่งในนั้นคือผู้ทรยศ พอหลี่หวงจับได้ก็นำนางคนนั้นมากรอกพิษใส่ปากทำให้ร่างกายเป็นอัมพาตและโยนทิ้งป่าข้างจวนไปแล้วคาดว่าศพของนางในปัจจุบันคงถูกหมาป่าเจ้าถิ่นกัดกินจนไม่เหลือซากแล้ว
ส่วนสาวรับใช้อีกคนที่หานชิงส่งมาก็ถูกหลี่หวงเฉดหัวไล่ไปแล้ว
ตอนนี้ท่าทีของหานชิงที่มีต่อนางเริ่มเป็นไปในทางลบมากกว่าทางบวกดังนั้นนางจึงไม่อยากเก็บตัวปัญหาไว้ใกล้มือ
ในลานหลังเรือนบุปผาโปรยปรายหลี่หวงกำลังฝึกปรือเพลงกระบี่อยู่อย่างตั้งอกตั้งใจในขณะที่จวิ๋นอี้นั่งนิ่งอยู่เงียบๆ ไม่ใกล้ไม่ไกล
เนื่องจากเขาไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้อีกต่อไปแล้ว จวิ๋นอี้เริ่มทำใจปลงได้ในระดับหนึ่งจากที่ร้องไห้โวยวายรับสภาพตัวเองในปัจจุบันมิได้ บัดนี้ได้นั่งนิ่งดูสงบลงเยอะ
เขากำลังนั่งเพ่งสมาธิฟังเสียงอวดดัง ‘วืดวาด’ ของคมกระบี่ที่ฉีกผ่านห้วงอากาศทั้งยังมีสุ้มเสียงของฝีเท้าจากหลี่หวงกำลังรำเพลงกระบี่กระทบใบหญ้าเสียงลู่ลมโบกสะบัดพัดผ่านกิ่งไม้จนเกิดเสียงเสียงเหล่านี้แล่นผ่านใบหูเข้าไปในห้วงความคิดอันว่างเปล่าของจวิ๋นอี้ยามนี้แค่นั่งฟังเสียงรอบตัวอย่างสงบโดยไม่คิดอะไรอื่น
อย่างน้อยก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่จวิ๋นอี้รู้สึกอุ่นใจได้ถ้าได้ยินเสียงเหล่านี้แสดงว่าหลี่หวงยังอยู่ข้างๆ เขา
หลี่หวงถือตำรากระบี่ไว้ในมือหนึ่งส่วนอีกมือก็กำลังร่ายรำกระบี่เทพฤทัย นางฝึกปรือตามตำราสอนอย่างตั้งอกตั้งใจ
กระบี่เทพฤทัยเป็นกระบี่ยาวที่สตรีนิยมใช้
สำหรับผู้หญิงโดยทั่วไปช่วงแรกที่ฝึกจะรู้สึกว่ากระบี่เหล่านี้หนักมือเป็นอย่างมาก แต่สำหรับหลี่หวงนางถือเหวี่ยงไปมาได้อย่างสบายๆ
บนตัวคมกระบี่เป็นสีเงินทั้งเล่มพอนำส่องสะท้อนกับแสงจะแผดปรากฏสีสันหลากหลายสาดกระจายดูน่าพิศวงมองผ่านสายตาดูงดงามอย่างบอกไม่ถูก
ในเวลาเดียวกันฮูหยินใหญ่หานชิงรีบวิ่งตรงเข้ามาถึงหน้าประตูเรือนบุปผาโปรยปรายแต่กลับเห็นฮั่วหยางยืนตระหง่านกอดอกขวางไว้อยู่รอบกายาปรากฏเพลิงบัวโลหิตลุกโชนปะทุขึ้น
“ไสหัวไปไอ้เด็กเหลือขอ!”
หานชิงในยามนี้ไม่สนอะไรอีกแล้วนางรีบโบกมือไล่อีกฝ่ายราวกับเป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่ง
“ข้าไม่สามารถปล่อยให้เจ้าเข้าไปได้แม้แต่แมลงวันสักตัวก็มิอาจอนุญาต!”
ฮั่วหยางเร่งเร้าเพลิงบัวโลหิตรอบกายจนปะทุเดือดดาลบับบังคับให้หานชิงร่นถอยหลังออกไปได้ในพริบตา
“ท่านอสูรศักดิ์สิทธิ์!ข้าเพียงต้องการให้เจ้านายของท่านอธิบายเรื่องหานกวงแก่พวกเราฟังก็เท่านั้น!ไฉนเขาถึงตายกลายเป็นศพอยู่ในจวนจวิ๋นของเราได้!”
จวิ๋นจ้านที่รีบวิ่งติดตามหานชิงมาเร่งเข้ามาฉุดร่างของภรรยามิให้โดนเพลิงบัวโลหิตแผดเผาและกล่าวอธิบายทันที
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วจวิ๋นจ้านหาได้สนไม่ว่าหานกวงจะตายอย่างไรแต่เพียงต้องการหาข้ออ้างพบปะกับนักหลอมโอสถลึกลับคนนั้น
“หึม!แล้วเจ้าคิดว่าเพราะสาเหตุใด? เกรงว่าไม่ต้องไถ่ถามนายท่านคงทราบดีอยู่แก่ใจ?”
ฮั่วหยางเค้นเสียงเย็นชาสะท้านเข้าใส่ต่อหน้าเขาแบบนี้แล้ว แม้แต่จวิ๋นจ้านยังไม่คิดที่จะพูดด้วยความสัตย์จริง
“นายท่านเคยลั่นวาจาเอาไว้ผู้ใดบุกรุกเรือนบุปผาโปรยปราย ผู้นั้นตายสิ้น!”
“เมื่อคืนมีคนจ้องจะเอาชีวิตนายท่าน!หากไม่ฆ่าทิ้งคงปล่อยให้มันชิงลงมือก่อนกระมัง?”
ฮั่วหยางรู้สึกเกรี้ยวโกรธอย่างมากเมื่อนึกย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อคืนมันกำลังนอนหลับอยู่ในห้วงมิติอสูรจึงไม่สามารถกระโดดออกมาช่วยนายท่านของมันได้ทันท่วงทีจนเจ้านายของมันต้องตกอยู่ในอันตรายท้ายที่สุด...นี่ถือเป็นความประมาทของตัวเองเองเช่นกัน!
โชคยังดีที่เจ้านายของมันได้รับการช่วยเหลือจากชายหน้าสวยดั่งสตรีมิฉะนั้นมันคงนั่งร้องไห้รู้สึกผิดจนไม่เหลือน้ำตาแล้ว
ปัจจุบันนายท่านได้มอบหมายภารกิจเอาไว้ ไม่ว่ายังไงมันจะต้องทำให้สำเร็จ!
มันไม่สามารถทำให้เจ้านายต้องผิดหวังได้อีกแล้ว!
“ทว่าเรื่องนี้ยังมิทราบที่มาที่ไปสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์โปรดเรียนเชิญนายท่านออกมาเถิดไม่ว่ายังไงเราอยากถามต่อหน้ามากกว่า”
ฮั่วหยางไม่จำเป็นต้องไว้หน้าสองคนนั้นอีกต่อไปร่างน้อยยืนกอดอกแน่นไม่พูดไม่จา แม้จะไม่ได้ลงมือเคลื่อนไหวอะไรแต่ถ้าจวิ๋นจ้านหรือแม้แต่หานชิงก้าวเข้ามาอีกแม้แต่ก้าวเดียวมันจะใช้เพลิงบัวโลหิตเผาให้เป็นจุณทันที!
ณลานภายใน
“พี่หลี่หวง ข้างนอกดูเหมือนจะมีเรื่องเสียงดังวุ่นวายมากเลย”
ปัจจุบันความสามารถในการได้ยินของจวิ๋นอี้ค่อนข้างเฉียบคมมากเพียงสุ้มเสียงหนึ่งหลุดรอดออกมาแค่เล็กน้อย เขาก็ได้ยินในทันที
“อืม”
หลี่หวงกรนเสียงหนึ่งตอบและฝึกกระบี่ของนางต่อไป
นางเองก็ได้ยินเสียงจากตัวเรือนด้านนอกนานแล้วเช่นกันหลังจากเลื่อนขั้นกลายมาเป็นนักอัญเชิญชั้นกลาง ปฏิกิริยาเชิงตอบสนองของสัมผัสทั้งห้าของนางล้วนเฉียบคมขึ้นทุกด้านหูของนางสามารถได้ยินเสียงจ่ากทุกสารทิศ
“แล้วเกิดอะไรขึ้นรึ?”
แม้จวิ๋นอี้จะได้ยินแต่ใช่ว่าจะสามารถฟังทุกคำพูดได้อย่างชัดเจน
“พ่อกับแม่เจ้ากำลังแหกปากโวยวายอยู่หน้าทางเข้าเรือนแต่ถูกฮั่วหยางขวางเอาไว้”
“ท่านพ่อกับท่านแม่มาแล้วรึ?”
“เจ้าอยากพบพวกเขา?”
แค่หลี่หวงได้ฟังก็พึงทราบประโยคนี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมหนึ่งในจิตใจของจวิ๋นอี้
“...พี่หลี่หวงพาข้าไปได้หรือไม่?”
หลี่หวงเก็บกระบี่เข้าฝักและจจูงมือของจวิ๋นอี้เดินออกไปที่หน้าประตู
ไปดูหน่อยเถอะ...ก็ดีเหมือนกัน
อย่างน้อยที่สุดก็จะได้ให้จวิ๋นอี้มองเห็นความเป็นจริงสักทีเผื่อว่าจะเข้าใจอะไรมากยิ่งขึ้น
“หลี่หวง”
จวิ๋นจ้านยังคงยืนนิ่งวิตกกังวลไม่กล้าเหยียบย่างก้าวเข้าไปต้องมาเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ที่ครอบครองไฟวิเศษเช่นนี้ต่อให้เป็นเขาคงต้องตายเช่นกัน
แต่ทันใดนั้นเขาก็เห็นหลี่หวงกำลังเดินตรงออกมาทางนี้