ได้ยินอย่างนั้น ม่านตาของเย่หลางก็เบิกกว้างขยายออก “กราบผู้ฝึกยุทธเป็อาจารย์?” นี่ไม่ใช่สิ่งที่เย่หลางเฝ้าใฝ่ฝันหากแต่ไม่เคยมีโอกาสหรอกหรือ? ลังเลใจอยู่ชั่วครู่หนึ่งพร้อมกับที่มองไปยังชายชราซึ่งอยู่ในสภาพผอมโซคล้ายกับมัมมี่ สุดท้ายแล้วเย่หลางก็ตัดสินใจได้
จะอย่างไรชีวิตของตนในโลกยุทธจักรแห่งนี้ก็เป็เพียงช่างตัดไม้ที่ไร้ซึ่งวาสนา ไม่ว่าเื่นี้ผลจะออกมาอย่างไร ตนก็ไม่มีอะไรที่จะเสียอยู่แล้ว นึกคิดกับตัวเองได้อย่างนั้น เย่หลางก็ไม่รอช้า รีบคุกเข่าลงกราบกรานที่เบื้องหน้าของชายชราคนดังกล่าวทันที ปากก็เอ่ยขึ้น “ศิษย์เย่หลางกราบคำนับท่านอาจารย์”
เห็นถึงการกราบกรานอย่างตั้งใจของเย่หลาน ชายชราก็ผงกศีรษะอย่างรู้สึกพอใจ จากนั้นจึงหัวเราะอย่างยินดีอีกครั้ง “เด็กน้อย เมื่อเ้ากราบข้าเป็อาจารย์แล้ว ก็ขอบอกต่อเ้าอย่างไม่ปิดบัง ความจริงแล้วข้ามีเวลาเหลืออยู่ไม่มาก ด้วยเงื่อนเวลาที่เหลืออยู่คงสามารถสอนสั่งเ้าได้อย่างจำกัด”
ได้ยินถึงคำบอกกล่าวของชายชราซึ่งตนพึ่งจะกราบกรานเป็อาจารย์ เย่หลางก็รีบเอ่ยขึ้นอย่างรู้งาน “มีคำกล่าวที่ว่าพระคุณของอาจารย์หนักแน่นดังขุนเขา เป็ศิษย์อาจารย์เพียงวันเดียวก็ถือว่ามีพระคุณไปชั่วชีวิต”
หลังจากที่เย่หลางเอ่ยจบ ชายชราคนดังกล่างก็ส่งเสียงหัวเราะชอบใจออกมาอีก “มา..เข้ามาให้ข้าตรวจดูสภาพร่างกายของเ้าอีกครั้ง”
ถึงแม้ว่าจะรู้สึกหวาดเกรงอยู่บ้างหากแต่เย่หลางยังคงเลือกที่จะเดินเข้าไปหาชายชรา
“อืม..สภาพร่างกายและกระดูกถือว่ามีความเหมาะสมที่จะฝึกยุทธ ถือว่าเป็วาสนาจริงๆที่สองเราศิษย์อาจารย์ได้มาพบกัน ที่น่าเสียดายก็คือเวลาของข้าที่มีเหลืออยู่นั้นไม่มาก ไม่เช่นนั้น..” เอ่ยมาถึงจุดนี้ชายขราก็ถอนหายใจออกมา จากนั้นจึงสะบัดมือเพื่อพลิกหมุนจัดท่าร่างของเย่หลางให้นั่งลงอยู่ในท่าขัดสมาธิไม่ต่างจากตน ปากก็เอ่ยขึ้น “เด็กน้อยเย่ จากนี้ข้าจะถ่ายทอดพลังที่เหลืออยู่ของข้าให้กับเ้า ตั้งสมาธิอย่าได้วอกแวก”
“ครับท่านอาจารย์” เอ่ยกล่าวจบเย่หลางก็พลันเกิดความรู้สึกว่ามีกระแสพลังบางอย่างแทรกซึมเข้าสู่ร่างจนทั่วทั้งร่างรู้สึกผ่อนคลายเบาสบายอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
เวลาล่วงเลยผ่านไปอีกชั่วครู่ใหญ่ ชายชราก็ถอนดึงมือของตนที่ประทับอยู่บนแผ่นหลังของเย่หลางกลับมา จากนั้นจึงส่งเสียงไอออกมาอย่างอ่อนแรง
“ท่านอาจารย์” เย่หลางซึ่งััรู้ได้อย่างนั้นรีบหันกลับมาเอ่ยขึ้นอย่างรู้สึกเป็ห่วง
ชายชรายกมือที่ผอมแห้งขึ้นห้ามปราม ด้วยรู้ดีว่าเวลาของตนเหลืออยู่ไม่มาก “หลังจากถ่ายทอดพลังให้กับเ้า พลังชีวิตของข้าที่เหลืออยู่ก็คงเหือดแห้งจางหาย เพราะแบบนั้นนับจากนี้จงตั้งสติฟังที่ข้าจะสอนให้ดี”
“ครับท่านอาจารย์” เย่หลางตอบ
เหลือบมองเย่หลางอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ชายชราก็รีบเอ่ยบอก “ในโลกของผู้ฝึกยุทธนั้นกว้างใหญ่ไพศาล เหนือฟ้ายังคงมีฟ้า เมื่อก้าวเข้ามาสู่เส้นทางสายนี้ ก็อย่างได้จองหองถือดี เ้าต้องรู้จักซุกเก็บซ่อนงำประกายไว้ มีแต่ทำเช่นนี้จึงมีโอกาสที่จะเติบโตเปล่งประกายได้”
“ครับท่านอาจารย์” เย่หลางเอ่ยตอบ
ชายชรายิ้ม “ระดับลมปราณแรกก่อตั้ง คือบันไดขั้นแรกสำหรับผู้ฝึกยุทธ ถัดจากระดับลมปราณแรกก่อตั้งก็เป็ระดับสร้างแก่นลมปราณ ถัดจากระดับสร้างแก่นลมปราณก็เป็ระดับลมปราณที่แท้จริง ถัดจากระดับลมปราณที่แท้จริงก็เป็ระดับลมปราณิญญา ถัดจากระดับลมปราณิญญาก็เป็ระดับลมปราณราชัน ทุกระดับขั้นล้วนแล้วแต่แบ่งออกเป็สามระดับแยกย่อย ต่ำ กลาง สูง เข้าใจหรือไม่”
“ครับท่านอาจารย์ ศิษย์จะจดจำให้ขึ้นใจ” เย่หลางรับคำ
“ดี..เนื่องจากเ้าไม่มีพื้นฐานของการฝึก จากนี้ข้าผู้เป็อาจารย์จะใช้เวลาที่เหลืออยู่ช่วยชี้แนะและปรับพื้นฐานให้กับเ้า” ชายชราเอ่ย
เนื่องจากพาลพบเข้ากับวาสนาครั้งใหญ่ในคราเคราะห์ อีกทั้งยังเป็การเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ไม่เคยได้ัั ทำให้เย่หลางสามารถตั้งสมาธิเรียนรู้สิ่งที่ชายชราพร่ำสอนได้อย่างไม่รู้เบื่อ ไม่ทราบว่าเป็จำนวนกี่ครั้งแล้วที่แสงของดวงอาทิตย์ซึ่งสาดส่องเข้ามาจากเบื้องบนจางหายและปรากฎขึ้นใหม่ ที่น่าแปลกคือถึงแม้วันเวลาจะล่วงเลยผ่านไป หากแต่เย่หลางกลับไม่ได้รู้สึกหิวหรือเหนื่อยอ่อนอย่างที่ควรจะเป็เลย
“ใยต้องรู้สึกเป็กังวลกับเื่เล็กน้อย? เมื่อสำเร็จวิชา การที่เ้าจะปีนป่ายกลับขึ้นไปย่อมเป็เื่ที่ง่ายดายราวกับการพลิกหมุนฝ่ามือของตนเอง” เอ่ยกล่าวจบชายชราก็โยนของบางสิ่งออกมาให้กับเย่หลาง “รับนี้ไป”
เย่หลางเห็นอย่างนั้นก็รีบยกมือขึ้นรับวัตถุสิ่งที่ชายชราโยนมาอย่างฉุกละฮุก “ท่านอาจารย์..นี่คือ..”
“แม้แต่แหวนมิติเ้าก็ไม่รู้จักหรือ? ช่างเป็เด็กบ้านนอกเสียจริง” เสียงแหบพร่าของชายชราเอ่ยกล่าว หากแต่ในน้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกเอ็นดูอยู่หลายส่วน
“ก่อนที่จะได้มาพบกับท่านอาจารย์ ตัวข้าเป็เพียงคนที่ตัดไม้เก็บสมุนไพรเพื่อเลี้ยงชีวิต” เย่หลางเอ่ย
ส่ายศีรษะของตนเองอย่างไม่ใส่ใจรอบหนึ่ง ชายชราก็เอ่ยต่อ “นั่นคือของวิเศษที่ไม่ทราบว่าผู้คนมากน้อยเท่าใดได้แต่ฝันถึง เก็บรักษาเอาไว้ให้ดี ขอเพียงเ้าถ่ายทอดส่งผ่านพลังปราณเข้าสู่ตัวแหวน เ้าจะพบว่าภายในนั้นเป็พื้นที่ซึ่งกล่วงโหว่และเป็อีกมิติที่พิเศษจำเพาะ เด็กน้อย เ้าทดลองดูเองเถอะ” เอ่ยกล่าวจบชายชราก็ส่งเสียงไอออกมาอย่างหนักหน่วง
“ท่านอาจารย์..ท่าน” เย่หลางที่เห็นว่าสภาพของชายแย่ลงทุกวี่วันก็รีบเอ่ยขึ้นอย่างรู้สึกเป็ห่วง แน่นอนว่าความรู้สึกเป็ห่วงที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ความรู้สึกซึ่งเสแสร้างแกล้งแสดงทำขึ้น หากแต่เป็ความรู้สึกที่กลั่นออกมาจากใจจริง ใน่เวลาหลายวันที่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกันภายในถ้ำใต้ชะง่อนผาในฐานะศิษย์และอาจารย์กับชายชรา เย่หลางนั้นััรู้ได้ถึงความรู้สึกห่วงใยและหวังดีจากชายชราอย่างไร้เงื่อนไขที่มีให้กับตน ทำให้ในหลายวันที่อยู่ด้วยกันถูกบ่มเพาะขึ้นเป็ความผู้พันอย่างเลี่ยงไม่ได้
ชายชราที่สังเกตเห็นถึงท่าที่ซึ่งเย่หลางแสดงออกยกมือขึ้นมาห้ามปรามไว้ ปากก็เอ่ยกล่าว “เด็กน้อย ด้วยลักษณะนิสัยที่อ่อนโยนของเ้าเกรงว่าในภายภาคหน้ามันจะสร้างความยุ่งยากให้กับเ้า เอาเถอะจะอย่างไรคนคำนวนมิสู้ฟ้าลิขิต ปล่อยให้เป็ไปตามกรรมเถอะ”
เพราะรู้สึกไม่เข้าใจในสิ่งที่ชายชราพยายามจะเอ่ยบอก เย่หลางจึงเลือกที่จะหันกลับมาให้ความสนใจอยู่กับแหวนมิติซึ่งชายชราหยิบโยนมาให้กับตน เมื่อเย่หลางถ่ายทอดพลังปราณของตนเข้าไปสู่ตัวแหวนอย่างที่ชายชราเอ่ยบอก ม่านตาของเย่หลางก็ต้องเบิกขยายออกอย่างรู้สึกตกในเนื่องเพราะเย่หลางนั้นััรู้ได้ถึงมิติพิเศษซึ่งคงอยู่ภายในตัวแหวน พร้อมกับมิติพิเศษที่ััรู้ได้ เย่หลางก็พบว่าภายในมิติพิเศษนั้นปรากฎข้าวของเครื่องใช้มากมายอยู่ภายใน ทั้งคัมภีร์ยุทธ ทั้งเงินทอง ทั้งตัวยาและสมุนไพรหายากต่างๆ
ใช้เวลาอยู่นานเพื่อหยั่งรู้สำรวจสมบัติที่บรรจุอยู่ภายในตัวแหวน เย่หลางก็เหลือบมองมายังสภาพของชายชราอย่างนึกสงสัยใจ
“ที่ข้าตกอยู่ในสภาพนี้เนื่องเพราะถูกผู้อื่นแพร่พิษวางยาใส่ มิใช่อดอาหาร หาไม่แล้วผู้อยู่ในระดับปราณราชันอย่างข้าจะพลาดท่าเสียทีได้อย่างไร?” ชายชราเอ่ยตอบเหมือนกับว่าสามารถอ่านข้อสงสัยที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของเย่หลางได้
“ท่านอาจารย์..” เย่หลางที่ได้ยินอย่างนั้นก็เอ่ยออกมาอย่างรู้ขุ่นแค้น
“เด็กน้อย เ้ายังอ่อนแอเกินไปที่จะคิดล้างแค้นให้กับข้า จดจำไว้ หากคิดสำเร็จกิจการใหญ่ต้องรู้จักอดทน” เอ่ยกล่าวจบชายชราก็เงยหน้าขึ้นมาเหลือบมองเย่หลางครั้งหนึ่ง “นามของข้าคือหลิวไป๋ โฉว่” เอ่ยกล่าวจบร่างของชายชราก็แน่นิ่งไป
“ท่านอาจารย์… ท่านอาจารย์..” เย่หลางซึ่งััรู้ได้ถึงสิ่งผิดปกติเอ่ยเรียกออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า หากแต่ครั้งนี้ชายชรากลับไม่ได้มีปฎิกริยาตอบกลับมาแต่อย่างไร เมื่อเป็อย่างนั้นเย่หลางก็รู้ได้ทันทีว่าชายชรานั้นจากไปแล้ว จากไปอย่างไม่มีวันกลับ รู้ได้อย่างนั้นเย่หลางก็เดินเข้าไปคุกเข่าคับนับส่งดวงิญญาของชายชราให้จากไป “ขอท่านอาจารย์อย่าได้เป็ห่วง ทุกคำสอนของท่านอาจารย์ ศิษย์จะจดจำไว้จนขึ้นใจ” ขณะที่เอ่ยกล่าว น้ำตาก็หยาดหยดลงมาอย่างไม่อาจควบคุม
เนื่องจากสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆที่อยู่ในแหวนมิติซึ่งหลิวไป๋ผู้เป็อาจารย์ทิ้งไว้ให้ ทำให้เย่หลางสามารถที่จะฝึกฝนและใช้ชีวิตอยู่ภายในถ้ำใต้ชะง่อนผาของหุบเหวไร้ก้นได้อีกสักระยะ
เวลาล่วงเลยผ่านไปอีกสองอาทิตย์ เย่หลางที่ฝึกฝนวิชาและปรับพื้นฐานจนแน่ใจแล้วว่าตนเองมีขีดความสามารถมากพอที่จะไต่เส้นเถาวัลย์เพื่อกลับขึ้นไปยังเบื้องบนได้ก็เตรียมตัวที่จะจากไป หันมองมายังร่างไร้ิญญาซึ่งไม่ปรากฎเค้าลางของการเน่าเปื่อยบุบสลาบของหลิวไป๋ครั้งหนึ่งอย่างลังเล เย่หลางก็เดินเข้ามาคุกเข่าลงเพื่อคับนับร่างของหลิวไป๋ใหม่ “ท่านอาจารย์ ขออภัยที่ศิษย์ไร้ความสามารถ ไม่อาจที่จะนำร่างของท่านอาจารย์กลับขึ้นไปพร้อมกับศิษย์ได้” โขกคำนับให้กับหลิวไป๋อยู่สามครั้ง เย่หลางก็หันกลายและะโออกจากถ้ำไปเพื่อปีนป่ายกลับขึ้นไปยัง้า
ปีนป่ายตามเส้นเถาวัลย์กลับขึ้นมาอย่างยากเย็น เย่หลางก็นำพาตัวเองลงจากเขากลับมายังบ้านหลังน้อยของตน เมื่อกลับมาถึงบ้านหลังน้อยของตนที่ตีนเขา เย่หลางก็นั่งลงอย่างซึมเซาพร้อมกับที่ถอนหายใจออกมาอย่างไม่รู้ว่าตนสมควรที่จะทำอย่างไรดี ในตอนนี้ตนเองไม่ใช่คนตัดไม้เก็บสมุนไพรที่ไร้วาสนาอีกต่อไปแล้ว หากแต่กลายเป็ผู้ฝึกยุทธซึ่งมีอนาคตไม่สิ้นสุด นึกคิดไปนึกคิดมาว่าสมควรจะเอาอย่างไรกับตัวเองดี เย่หลางก็พลันตระหนักรู้ได้ถึงข้อเท็จจริงประการหนึ่ง นั่นก็คือในคราครั้งนี้ตนเองกลับใช้ชีวิตอยู่ภายในโลกยุทธจักรแห่งนี้อย่างเนิ่นนานยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
“หรืออาจสืบเนื่องมาจากร่างกายของเราเกิดการพัฒนาเปลี่ยนแปลง ในระหว่างฝึกพลังปราณก็เลยไม่รู้สึกเหนื่อยอ่อนเหมือนกับที่ผ่านมา?” เมื่อตระหนักรู้ว่าตนเองอยู่ในโลกแห่งยุทธจักรเนิ่นนานถึงเพียงนี้ แล้วอีกฝากฝั่งในโลกของความเป็จริงนั้นเวลาจะล่วงเลยผ่านไปเท่าไรแล้ว? ทันทีที่เกิดความสังสัยขึ้น เย่หลางก็พลันเกิดความรู้สึกกังวลขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก หากว่าร่างกายของตนเองที่ฝั่งนั้นเกิดเป็อะไรขึ้นมา แล้วอย่างนั้นแม่ที่กำลังป่วยหนักในโรงพยาบาล น้องสาวทั้งสองที่กำลังอยู่ในเรียน ทั้งหมดใครจะเป็คนดูแล? นึกคิดตั้งคำถามกับตังเองอย่างหวั่นวิตกเสร็น เย่หลางก็พลันรีบะโขึ้นยังตั่งเตียงเพื่อข่มตาของตัวเองให้หลับลง