ราวกับเป็เพียงแค่ความฝัน ชายหนุ่มพบว่าตัวเองนั้นอยู่ในสถานที่ๆเขานั้นคุ้นเคยและมักจะมาเป็ประจำหลังจากที่ก้าวท้าวออกมาจากประตูมิติ สถานที่แห่่งนี้นั้นเป็สถานที่ๆเขานั้นมักจะมาเป็ประจำเพื่อพักผ่อนและผ่อนคลายในยามที่เขานั้นเจอเื่ที่ทำให้เขานั้นลำบากใจหรือเครียด
แต่กลับกันสถานที่แห่งนี้เองก็เป็จุดเริ่มต้นของเื่ราวทั้งหมด
สายตาของเขานั้นมองไปยังทิวทัศน์เบื้องล่างที่เป็เมืองใหญ่ที่มีคนหนาแน่น และเมื่อเขารู้สึกตัวอีกทีเขาก็พบกับสายตาของคนลอบข้างที่มองมาบางคนถึงกับหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปและบางคนก็ทำการไลฟ์สดตรงนั้นและเมื่อชายหนุ่มหันมาสำรวจตัวเองพลางมองไปยังคนรอบข้างอีกที เขาก็พบว่าตัวเองนั้นอยู่ในชุดรบเทพัที่มีลักษณะคล้ายกับชุดของขุนพลทหารของประเทศจีนในยุคโบราณและด้วยความที่ว่ามันทำมาจากเกร็ดของเขาเองมันจึงแข็งแกร่งจนมิมีอาวุธใดจะสามารถสร้างรอยขีดข่วนได้และอีกทั้งยังมีรูปลักษณความสวยงามที่ราวกับหลุดออกมาจากตำนานในเทพนิยาย
" แชะๆ " เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นพร้อมกับแสงแฟลชที่สว่างมาและหายไปอย่างรวดเร็วท เขาพบว่าตอนนี้ได้มีหนุ่มสาวเข้ามาถ่ายรูปเซลฟี่กับตัวเองราวกับเห็นเขาเป็ตุ๊กตามาสคอร์ตที่มีคนอยู่ข้างใน เขาชำเลืองมองไปยังคนรอบข้างชั่วครู่หนึ่งและก่อนที่มันจะยุ่งยากไปกว่านี้เขาใช้พลังของเขาทำให้เกิดฝุ่นควันกระจายไปทั่วบริเวณนั้นก่อนที่ตัวเขาเองจะอำพรางตัวเองมาพร้อมกับเปลี่ยนเป็ชุดไปรเวท และเดินจางหายไปกับฝูงชนที่มายืนดูเขา และหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นก็ทำให้เขาดังขึ้นในชั่วข้ามคืนในทันทีทันใด มีคลิปเหตุการณ์ที่เขาปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับหายไปอย่างอลังการดังว่อนไปทั้วโลกอินเทอร์เน็ตจนคนในโลกอินเทอร์เน็ตนั้นต่างพากันหาคำตอบว่าเขาเป็ใคร และอีกทั้งรายการทีวีใหญ่ยังทำข่าวเกี่ยวกับเขาอีกด้วยจนกระทั่งมีการตั้งกลุ่มเฟซบุ๊คค้นหาตัวเขาเลยทีเดียว แต่เื่ทั้งหมดที่เล่ามานี้นั้นมันจะเกิดขึ้นในภายหลัง
2 เดือนต่อมา
" นี่ลูก อย่าลืมเอาข้าวกล่องไปด้วยนะ "
" ครับผม " ชายหนุ่มตอบรับคำ ก่อนที่จะเดินไปหยิบข้าวกล่องที่วางอยู่บนโต๊ะที่พ่อของเขาจัดวางใว้ให้เขาก่อนจะเดินออกจากบ้านไปยังสถานที่ที่เรียกว่าโรงเรียน เป็เวลามากกว่าสองเดือนแล้วที่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ณ สถานที่ที่เขาเรียกว่าบ้าน แต่ก็ยังมีสิ่งๆหนึ่งที่ยังคงร่ำร้องอยู่ข้างในส่วนลึกของจิตใจของเขาถึงแม้มันจะอยู่ลึกเขาก็ััถึงมันได้ มันเป็ความรู้สึกที่เขานั้นพึ่งพามันตลอดในสถานที่ราวกับนรกและสิ่งๆนั้นนั่นก็คือความบ้าคลั่งกระหายเืที่ยังคงครุกกรุ่นอยู่ราวกับเปลวเพลิงที่ไม่มีวันดับที่ถึงแม้เขาพยายามที่จะสะกดมันเท่าไหร่มันก็ไม่อาจสะกดๆได้และอีกทั้งมันยังสามารถถูกปลุกขึ้นมาได้ตลอดเวลาเพียงแค่มีสิ่งกระตุ้นเล็กๆน้อยๆ และในเมื่อเป็อย่างนี้เขาก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า เขาจะอยู่ที่นี่ได้จริงๆเหรอ
เขายังจำได้ดีว่าครั้งแรกที่เขาเจอพ่อของเขานั้นเขาร้องให้ออกมาโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวและพุ่งเข้าไปกอดเขา ถึงแม้พ่อของเขาจะให้กอดได้โดยไม่ว่าอะไรก็เถอะ แต่หลังจากที่เขาได้สติเขาก็ผละออกมาด้วยความเขินอายจนแม่เขาถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาก็ตัดสินใจที่จะปิดเื่ทั้งหมดที่เขาเจอมาเป็ความลับที่ถึงแม้ใจจริงของเขานั้นอยากจะเล่าออกมาเกือบทั้งหมด พร้อมกับแต่งเื่โกหกขึ้นมาบอกแม่ของเขาทั้งที่ใจจริงของเขานั้นไม่อยากจำทำมันแม้แต่นิดเดียวแต่ที่เขาต้องทำเพราะผู้ช่วยของเขานั่นก็คือ เอร่า ที่เป็ระบบที่คอยซัพพอร์ทเขาเมื่อตอนที่เขาอยู่ที่นรกแห่งนั้น บอกเขาว่าเื่ทั้งหมดไม่ควรที่จะเปิดเผยหรือเล่าให้ใครฟังแม้แต่พ่อกับแม่ของเขาเอง
เขาเดินไปตามทางที่เขาคุ้นเคยมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนที่เขาเรียนอยู่โดยที่ไม่รีบร้อนแต่อย่างใด ไม่นานเขาก็มาถึงโรงเรียนของเขาโดยที่เหลือเวลากว่าครึ่งชั่วโมงก่อนที่จะเริ่มโฮมรูมและในระหว่างนี้เขานั้นจะไปนั่งเล่นที่โต๊ะของเขาริมหน้าต่างในห้องพร้อมกับอ่านหนังสือเรียนของเขาเพราะว่าการใช้ชีวิตในนรกแห่งนั้นทำให้เขาลืมความรู้ทั้งในหนังสือและที่เรียนมาไปจนหมดเนื่องจากสิ่งๆเดียวที่จำเป็จริงในสถานที่แห่งนั้นนั่นก็คือสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด แต่ถึงอย่างไรการทบทวนบทเรียนและความรู้ที่ลืมไปเกือบหมดมันก็ไม่ได้ยากถึงขนาดนั้น เพราะว่าเขานั้นมีระบบที่คอยช่วยเหลือเขานั่นเอง หลังจากนั้นโฮมรูมก็ได้เริ่มขึ้นพร้อมกับการเช็คชื่อนักเรียนแต่ละคนหลังจากที่คาาบโฮมรูมเสร็จอาจารย์ที่ปรึกษาก็เดินออกจากห้องไปและแทนที่ด้วยอาจารย์สอนวิชาอื่นที่ทยอยเข้ามาสอนตามชั่วโมงและเวลาก็ล่วงเลยมาถึงคาบสุดท้ายของวันในขณะที่เขากำลังเรียนอยู่นั้นเขาก็จับััได้ถึงอะไรบางอย่างอยู่ห่างออกไปจากโรงเรียนของเขาที่รู้สึกไม่ชอบมาพากลและด้วยความรู้สึกนี้นั้นมันดันไหทำให้ความกระหายเืและความบ้าคลั่งในจิตใจของเขาเริ่มตอบสนองซึ่งมันให้เขารำคาญใจแทบจะตลอดเวลาจนเขาไม่มีสมาธิในการเรียนเขาพยายามอดทนกับมันแสร้งทำเป็ว่ามันไม่มีตัวตนและหลังจากนั้นได้ไม่นานเขาก็หมดความอดทน เขาไม่รอช้า เขาใช้สกิล [เงามายาลวง์] สร้างภาพลวงตาของตัวเองขึ้นในที่นั่งของตัวเอง และลบกลิ่นอายตัวเองไม่ให้ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นรับรู้ได้และเดินออกมาจากห้องไป หลังจากที่ออกมาจากห้องเขาใช้ความรู้สึกในการตรวจจับกลิ่นอายอันไม่ชอบมาพากลและหลังจากที่เขาตรวจจับมันได้เขาก็รีบมุ่งหน้าไปทันที ด้วยอะไรไม่ทราบในขณะที่เขากำลังเดินทางไปยังจุดหมายนั้นความกระหายเืและความบ้าคลั่งก็เริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆเขาเริ่มรู้สึกถึงมันได้อย่างชัดเจนมากขึ้นจากแต่ก่อนที่ััได้เพียงเลือนราง เขารีบเร่งความเร็วมากขึ้นจนในที่สุดเขาก็มาถึงสถานที่ที่เขานั้นคิดว่าััถึงมันได้ เบื้องหน้าเขานั้นเป็อาคารร้างที่มีร่องรอยของการสึกกร่อนจากการที่ไม่ได้รับการดูแลมาเป็เวลานานตั้งอยู่รอบอาคารมีรถจอดเรียงรายซึ่งเมื่อลองนับดูรวมๆแล้วมีเกือบ 100 คัน ตรงหน้าทางเขาตึกร้างนั้นมีกลุ่มชายชุดสูทยืนอยู่อย่างเป็ระเบียบพวกเขาสวมแว่นดำเพื่อปกปิดดวงตาและรอบๆอาคารเองก็มีกลุ่มคนที่อยู่ในชุดที่แปลกตายืนถืออาวุธาและคอยตรวจตราพื้นที่รอบๆแต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ที่มาของความรู้สึกไม่ชอบมาพากลที่เขารู้สึกได้ เขาเริ่มใช้ความสามารถในการตรวจจับของเขาค้นหาที่มาของสิ่งไม่ชอบมาพากลที่คอยรบกวนความสงบสุขของเขาและหลังจากนั้นเขาก็พบว่าสิ่งๆนั้นมันอยู่ในอาคารลึกลงในชั้นใต้ดินไปเกือบ 20 เมตรและเมื่อเขาลองเพ่งจิตรอีกครั้งก็พบว่าสิ่งนั้นๆถูกบรรจุอยู่ในกล่องนิรภัยที่มีความทนทานถึงขนาดสามารถทนแรงะเิจากมิสไซน์ได้ และหลังจากที่ออกจากสมาธิเขาก็พบว่าตอนนี้มีกลุ่มคนอีกกลุ่มกำลังล้อมรอบเขาและอาคารและเมื่อเขาลองจับััอีกทีก็พบว่ามีเกือบ 300 คน และอีกทั้งคนเ่าั้ยังพกอาวุธาอีกด้วย
" อืม " เขาเอามือกุมคางพร้อมกับครุ่นคิดหาทางว่าจะจัดการยังไง เพราะว่าตอนนี้ไม่ได้มีเพียงเขาคนเดียวที่้าจัดการกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและทันใดนั้น
" ติ้งๆ "
เสียงการแจ้งเตือนดังขึ้นข้างในหัวพร้อมๆกับดวงตาของเขาที่เบิกกว้างขึ้น เขารีบเปิดหน้าสีฟ้าโปร่งแสงขึ้นมาและเช็คกล่องข้อความในทันที
[ ภารกิจเก็บกู้สิ่งแปลกปลอม ระยะเวลา 1 ชม. รางวัล:เพิ่มค่าสเตตัสทุกอย่างขึ้น 1000 แต้ม บทลงโทษหากภารกิจไม่สำเร็จ:ถูกส่งกลับไปยังที่ดินแดนแห่งการพิพากษา 8 ชม. ]
และหลังจากที่เขาอ่านจบก็ปิดมันลงพร้อมกับหลับตาและหายใจเข้าลึกๆ ใน่สองเดือนที่ผ่านมานี้นั้นเขาไม่ได้รับการแจ้งเตือนหรือข้อความอะไรจากระบบเลยถึงแม้เขาจะเปิดเช็คมันทุกวันพร้อมกับถามเอร่าที่เป็ระบบผู้ช่วยซัพพอร์ทส่วนตัวก็ยังไม่มีอะไรเลย
และหลังจากที่เขาไล่ลำดับเหตุการณ์พร้อมกับใช้สันนิษฐานต่างๆเขาก็ได้ข้อสรุปว่า ระบบอาจจะไม่้าให้เขาทิ้งความสามารถในการต่อสู้และเอาตัวรอดไปจึงจัดการส่งเควสมาให้เขาทำเพื่อขัดสนิมที่อาจจะขึ้นมาหลังจากที่ห่างหายไปนาน หลังจากที่เขาคิดได้แบบนั้น เขาก็หายสงสัยและเริ่มดำเนินการทำเควสในทันที
เขาใช้สกิล [หมอกอสูรมายา] พลางกายและกระจายไปทั่วพื้นที่รอบๆรวมถึงตึกร้าง ก่อนที่จะเดินเข้าไปทางตึกร้างอย่างช้าๆ
สกิลหมอกอสูรมายานั้นเป็สกิลที่จะทำการลดการมองเห็นและการรับรู้รวมถึงถ้าศัตรูอ่อนแอกว่าตัวเองก็จะสร้างภาพลวงตาขึ้นมาหลอกล่อให้ศัตรูติดอยู่ในนั้นและไม่สามารถออกมาได้และทำการเปิดเผยตำแหน่งของศัตรูให้แก่ผู้ใช้ สกิลนี้นั้นเป็สกิลที่เขาได้มาจากการใช้สกิล กลืนกิน ที่จะทำการดูดความสามารถของศัตรูตัวนั้นมาเป็ของตัวเอง จากอสูรเงามายาที่เป็หนึ่งใน 72 อสูรที่คอยควบคุมเขตต่างในแดนแห่งการพิพากษา และหลังจากที่คนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างตกอยู่ในภวังค์ของหมอกเขาก็เดินเข้าไปอย่างช้าๆสบายๆพร้อมกับตรวจหาร่องรอยของเป้าหมายในภารกิจ และหลังจากนั้นไม่นานเขาก็มายืนอยู่หน้าตู้เซฟที่สามารถทนแรงะเิจากมิสไซน์ได้ เขาเอามือกุมคางและเดินไปรอบๆตู้เพื่อสำรวจสิ่งรอบข้างและหาของเล่นอย่างไม่รีบร้อนราวกับมีเวลาทำเควสอย่างไม่จำกัดหลังจากที่เดินไปรอบๆที่ซึ่งกินเวลาไปเกือบๆ 20 นาที เสียงเอราก็ดังขึ้น
[ ขณะนี่คุณเหลือเวลาในการดำเนินเควสอีก 10 นาที บทลงโทษจะมีผลเมื่อหมดเวลาหรือเควสล้มเหลวในทันที ]
หลังจากที่เสียงเตือนหายไปเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก็พบว่าตอนนี้นั้นได้เวลาต้องกลับบ้านแล้ว เขาจึงไม่รอช้าทำการใช้มือเปล่ากระชากประตูนิรภัยที่หนักเป็ตันๆลงมาพร้อมกับเข้าไปหยิบเป้าหมายของเควสและมองสำรวจสิ่งที่ที่อยู่รอบๆซึ่งปรากฏว่ามันไม่มีอะไรเลยนอกจากเป้าหมายของเควส หลังจากที่เขาได้มันมาเขาก็ทำการเก็บมันลงไปในช่องเก็บของมิติพร้อมกับเสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นอันเป็ความหมายว่าเควสได้สิ้นสุดแล้ว หลังจากนั้นเขาจึงทำการลบล่องลอยของเขาด้วยการใช้สกิลพ่นไฟทำลายตู้เซฟนิรภัยและทำลายสิ่งลอบข้างพร้อมกับออกไปจากที่แห่งนั้นในทันที แต่ก่อนที่จะจากไปนั้นเอร่าได้แนะนำเขาว่าควรจะทำการทำลายตึกด้วยเพื่อทำการลบหลักฐาน เนื่องจากเขาอาจจะโดนแกะรอยและอาจจะถูกเปิดเผยตัวตนจากการใช้กล้องวงจรปิดที่อยู่ข้างในและนอกตัวอาคารชายหนุ่มลองทบทวนคำแนะนำดูและเมื่อเขาทบาวนเสร็จก็เห็นด้วยและลงมือทำการทำลายตึกในทันทีถึงแม้เขาจะไม่อยากทำอะไรที่มันเป็การทำให้เื่เอิกเกริกมากนัก หลังจากที่ทำลายตึกเสร็จเขาก็กลับไปหยิบกระเป๋าที่โรงเรียนและกลับบ้านเขาในทันที
หลังจากที่เขาจากไปกองกำลังที่ล้อมรอบสถานที่แห่งนั้นในตอนนั้นก็ได้ทำการบุกเข้าไปเพื่อจับกุมกลุ่มคนเป้าหมาย แต่สิ่งที่พวกเขาพบก็คือกลุ่มคนที่เป็เป้าหมายอยู่ในสภาพไร้สติและตึกก็ถูกทำลายลงจนไม่สามารถหาหลักฐานอะไรได้ พวกเขาตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและก่อนที่เป้าหมายจะได้สติพวกเขาจึงทำการจับกุมและสอบถามแต่ก็ไม่ได้ความอะไรเลยจนสุดท้ายพวกเขาจึงทำการปิดพื้นที่พร้อมกับทำการส่งคำขอไปยังศูนย์กลางเพื่อขอความช่วยเหลือ
ในตอนเย็นของวันนั้นชายหนุ่มได้นั่งทานอาหารเย็นพร้อมกับพ่อของเขาอย่างมีความสุขทั้งสองพูดคุยเื่สัพเรเหระกันเรื่อยเปื่อยจนเวลาล่วงเลยมาถึง 4 ทุ่มที่ซึ่งเป็เวลาที่เขาต้องเข้านอน เขาก็ขอตัวลาพ่อของเขาเพื่อไปเข้านอน ที่ซิึ่งเป็ที่ๆเดียวที่เขานั้นได้หลับอย่างเต็มอิ่มในความรู้สึกของเขา เนื่องจากการอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งการพิกากษาทำให้เขาต้องตื่นตัวแทบจะตลอดเวลาเนื่องจากสถานที่แห่งนั้นความประมาทคือความตาย หลังจากที่เขาล้มตัวลงไปบนเตียงเขาก็หยิบวัตถุที่เป็เป้าหมายของภารกิจเมื่อตอนบ่ายขึ้นมาดูพร้อมกับใช้ความสามารถประเมินเพื่อตรวจสอบว่ามันคืออะไรและก็ต้องผิดหวังและโยนมันกลับเข้าไปในช่องเก็บของเนื่องจากเขาไม่สามารถรู้อะไรจากมันได้เลยแม้แต่ชื่อของมัน เขาหลับตาและสูดหายใจลึกก่อนที่จะปล่อยให้ความหลับใหลเข้ามาทำหน้าที่ของมัน