สายลมเย็นของต้นเดือนธันวาคมพัดหวิวผ่านหู ราวกับมีใครบางคนกระซิบแ่เบามากับลมหนาวว่า ‘คำว่าตลอดไปไม่มีจริง’
ความรัก ความจริงใจ ความเสมอต้นเสมอปลาย หรือความห่วงใยอันบริสุทธิ์...
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็เพียงข้อต่อรองที่คนสองคน
สรรหามาเพื่อรั้งให้ความรักยั่งยืน แต่ท้ายที่สุดแล้ว “เวลา” เท่านั้นที่จะเป็คำตอบว่า ความสัมพันธ์ของคุณ
จะจบลงที่คำว่า คนรัก /เพื่อน/ หรือแค่คนคุ้นเคย
สำหรับเรย์...
ผมคงทำได้แค่ห่วงหาเขาอยู่ห่างๆ แม้ทุกครั้งที่พยายามจะลืม
สมองส่วนลึกจะคอย ฉายภาพความทรงจำครั้งที่เราเคยรักกัน ขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม
ระยะเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา อาจไม่ได้ยาวนานที่สุดในชีวิตใคร... แต่มันคือ่เวลาที่ทำให้ผมมี “ความสุขมากที่สุด” เท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะพึงมีได้
ความรักที่ควรจะสวยงามและอบอุ่น ทว่ากลับต้องถูกปิดตายซ่อนเร้นเอาไว้ไม่ให้ใครได้รับรู้
บางครั้งมันก็ปวดร้าวเกินกว่าจะแบกรับ...
บางสังคมอนุญาตให้ผู้ชายเป็เพื่อนรักที่สนิทกันมากๆ ได้
แต่บางสังคมก็ไม่อนุญาตให้เรารักกันอย่างลึกซึ้ง?
นั่นคือความจริงอันโหดร้าย ที่ขีดเส้นแบ่งแยกความรักของเราออกจากโลกของความเป็จริงอย่างไม่ให้โอกาส
ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา
ผมรู้ตัวอยู่เสมอว่าวันหนึ่งระหว่างผมกับเรย์จะต้องถึงกาลอวสาน ทว่าผมก็ยังเฝ้าภาวนาให้รักครั้งนี้เจริญเติบโตต่อไป
ทั้งที่รู้ดีว่ามันเป็ได้เพียง ‘ไม้ดัด’ ในกระถางแคบๆ ที่ไม่มีวันได้แตกกิ่งก้านสาขาอย่างสง่างามเหมือนต้นไม้ชนิดอื่น
เมื่อความรักเดินทางมาถึงทางตัน ผมจึงต้องยอมปล่อยให้มันเป็ไป... พยายามปรับสภาพใจให้ยอมรับความจริงที่ปรึกษาใครไม่ได้
เพราะในสายตาคนรอบข้าง ไม่มีใครรู้เลยว่าผมรักผู้ชาย ผมจึงต้องเก็บซ่อนความช้ำนี้ไว้กับความมืดมิดของค่ำคืน
สำหรับการเป็ผู้ชายสักคน... การต้องเสียน้ำตาให้กับผู้ชายอีกคนคงไม่เป็ไรหรอกมั้ง?
แม้ศักดิ์ศรีและความเป็ชายจะคอยกัดกร่อนจนผมแทบไม่อยากรับรู้ความรู้สึกนั้น
แต่น้ำตาก็ยังคงพรั่งพรูออกมาอย่างไม่ขาดสายในคืนที่ผมอ่อนแอที่สุด... คืนที่จะถูกจดจำฝังใจไปอีกแสนนาน
เื่ราวระหว่างผมกับเรย์ กำลังจะสิ้นสุดลงในนาทีนี้ ผมทอดถอนลมหายใจรินรดความเงียบ มองออกไปเบื้องหน้าด้วยความสับสน...
พรุ่งนี้ผมจะทำอย่างไร? จะอยู่ต่อไปได้อย่างไรในวันที่ไม่มีเขา?
ผมเงยหน้ามองขึ้นไปเหนือยอดตึกสูงเสียดฟ้า เห็น ดวงจันทร์เสี้ยว ที่กำลังโน้มเกี่ยวขอบฟ้าอยู่รำไร ราวกับจะบ่งบอกว่าราตรี ที่แสนทรมานนี้ กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว
ชีวิตคนเราก็คงไม่ต่างกัน... แม้คืนนี้จะมืดมิดเพียงใด แต่ผม จะรอให้ถึง วันที่ดวงจันทร์ส่องสว่างไสวเต็มดวงขึ้นมาอีกครั้ง
แต่ตอนนี้... ผมคงต้องถามตัวเองว่า ดวงจันทร์ในใจของผมจะยังคงหม่นแสงแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนกัน?
ท่ามกลางความหนาวเหน็บและหยาดน้ำตาที่ระเบียงดาดฟ้าคืนนั้น...
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็เรือที่อัปปางลงกลางมหาสมุทรที่มองไม่เห็นฝั่ง
แต่แล้ว... แรงสั่นะเืเบาๆ จากกระเป๋ากางเกงก็ทำให้ผมสะดุ้งเล็กน้อย
ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา หน้าจอที่สว่างวาบขึ้นมาท่ามกลางความมืดทำเอาผมต้องหยีตา
แสงสว่างนั้นไม่ได้มาจากดวงจันทร์เสี้ยวบนฟ้า แต่มันมาจาก "ใครอีกคน"
ที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร
[Direct Message]
Taejune: "안녕 (An-nyeong) คุณกันต์... ที่นั่นหนาวไหม?"
Taejune: "ที่โซลหิมะตกแล้ว ผมจะถ่ายรูปมาให้ดู"
เขาส่งรูปภาพใบหนึ่งมา... มันคือภาพท้องฟ้าตอนกลางคืนของโซล
ที่มีเกล็ดหิมะสีขาวโปรยปรายลงมา ต้องแสงไฟข้างทาง ดูราวกับละอองดาวที่ตกลงมาจากฟ้า
และ ที่มุมภาพ มีมือของเขาที่สวมถุงมือไหมพรมสีเทาชูนิ้วเป็รูปตัว V (Victory) อย่างร่าเริง
Taejune: "ผมเห็นดวงจันทร์...แล้วนึกถึงคุณ
" Taejune: "Google บอกว่า... 'Moon is beautiful, isn't it?' (ดวงจันทร์สวยดีนะ?)"
ผมมองข้อความภาษาอังกฤษที่เขาพยายามแปลมาให้ มันเป็ประโยคที่คนญี่ปุ่นมักใช้แทนคำว่า
"ฉันรักคุณ"
โดยนัยสำคัญ... ไม่รู้ว่าเขาตั้งใจหรือแค่ความบังเอิญของระบบแปลภาษา
แต่มันกลับทำให้ก้อนเนื้อที่อกซ้ายที่เพิ่งถูกบีบคั้นจนแหลกลาญ...
กลับมาเต้นในจังหวะที่แ่เบาแต่ทว่าอบอุ่นอย่างประหลาด
ผมปาดน้ำตาที่แก้มทิ้ง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ลมหนาวที่เชียงใหม่ยังคงพัดอยู่
แต่ทำไมคราวนี้ผมกลับไม่รู้สึกสั่นสะท้านเหมือนเมื่อครู่
"คุณจะอยู่เป็เพื่อนผม...ในคืนที่ผมไม่มีใครได้จริงๆ ใช่ไหม แทจุน"
ผมพิมข้อความตอบกลับไปสั้นๆเป็ภาษาอังกฤษที่ผมพอจะจำได้
Gun: "Yes, it's very cold here... but the moon is beautiful too."
ไม่ถึงอึดใจ ข้อความถัดไปก็เด้งขึ้นมา
Taejune: "อย่าร้องไห้... ผมส่ง 'ความอบอุ่น' ไปให้แล้วนะ"
ผมชะงัก... เขารู้ได้อย่างไรว่าผมกำลังร้องไห้? หรือว่าหน้าตาของผมมันแสดงออกผ่านตัวอักษรที่สั่นเครือของผมไปถึงเขา?
แสงตะวันรุ่งที่บ้านเชิงดอย
สายลมหนาวยังคงทะยาน ลอดผ่านม่านหน้าต่างบ้านพักอิงูเา ผ้าม่านสีขาว พลิ้วไหวไปตามแรงลมช้าๆ
เมื่อมองลอดผ่านหน้าต่างออกไป แดดอ่อนยามเช้าทอแสงประกายเป็ทางยาว ดูสวยงามและอบอุ่น
ผมยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียงหลังจากตื่นขึ้นมาั้แ่ 7 โมงเช้า จนขณะนี้เข็มนาฬิกาเดินไปถึงเลข 9 แล้ว
หมอกสีขาวโพลนภายนอก ยังไม่จางหายไปเสียทีเดียว ทว่าผมเชื่อว่าอีกไม่ช้ามันคงจะค่อยๆ สลายตัวไปตามแรงของแสงแดดที่เริ่มจัดจ้าขึ้นทุกขณะ
ผมเพิ่งอาบน้ำเสร็จแต่ยังไม่ได้สวมเสื้อผ้า
ทำเพียงนั่งชันเข่ากอดผ้าห่มผืนหนาสีขาวนวลเอาไว้
สายตายังคงทอดถอนมองไปที่ทิวทัศน์เบื้องหน้า...
นี่คือเช้าวันใหม่
และนั่นคือแสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างให้เห็น ความเป็ไปของชีวิตได้ชัดเจนยิ่งกว่าเมื่อคืน
และนี่... ก็คงจะเป็ชีวิตใหม่จริงๆ ที่ผมต้องเริ่มดำเนินต่อไป
บ้านหลังนี้คุณพ่อซื้อไว้หลายปีก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต
ผมนำมารีโนเวทและปรับปรุงจนสวยงามขึ้นมาก จากจุดที่ผมนั่งอยู่ มองเห็นูเาสองลูกทอดตัวเหลื่อมซ้อนกัน
ทางทิศเหนือ มีผืนป่ากว้างโค้งโอบล้อมรอบตัวบ้าน พร้อมด้วยดอกไม้เมืองหนาวหลากสายพันธุ์ที่ชูช่อสดใส
ทุกครั้งที่มาเชียงใหม่ ผมมักจะเลือกมาพักที่บ้านเชิงดอยแห่งนี้เสมอ
เพราะความสงบเงียบ และโรแมนติกของมัน หมอกสีขาวที่กระจายตัวบางๆ ยิ่งทำให้บรรยากาศดูราวกับภาพฝัน
แม้ที่นี่ จะไม่ได้ตั้งอยู่บนยอดดอยสูงเสียดฟ้า อย่างชื่อเรียก
แตู่เาสองลูกที่โอบกอดอยู่เื้ัก็ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัย
เมื่อคืนนี้ผมจำได้เพียงว่าขับรถออกมาจากโรงแรมที่เรย์จัดงานแต่งงาน ตอนราวๆ ตีสอง
ข้ามผ่านแม่ริมตรงดิ่งมายังที่นี่... ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประคองสติพาตัวเองมาถึงบ้านเชิงดอยได้อย่างไร
แต่ก็ต้องขอบคุณสติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดนั้น ที่พาผมมาซุกตัวใต้ผ้าห่มนุ่มๆ และตื่นมาพบกับแสงแดดที่สวยงามเช่นนี้
ที่นี่จะไม่มีเรย์ คอยอยู่เคียงข้างเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว... แต่ผมรู้ดีว่า ผมสามารถอยู่คนเดียวได้อย่างอบอุ่นใจ
เสียงเรียกเข้าจากสมาร์ทโฟนเครื่องหรูดังขัดจังหวะความคิด ผมเอื้อมมือไปรับสายทันที
“กันต์! อยู่ไหนเนี่ย พี่โทรไปั้แ่เมื่อคืน ทำไมไม่รับสาย!”
เสียงของ ‘พี่แอ๋ว’
ดังแหวออกมาตามสาย อย่างร้อนรน
“กันต์อยู่เชียงใหม่ครับพี่...”
ผมตอบเสียงเรียบ พยายามปรับน้ำเสียงให้ดูปกติที่สุด
“ไอ้อั๋นบอกพี่ว่า กันต์ลาพักร้อนไม่มีกำหนดเหรอ? ทำไม... มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?
น้ำเสียงของพี่แอ๋วเต็มไปด้วยความอาทรอย่างเช่นเคย
แกมักจะบอกเสมอว่า รักและห่วงใยผมเหมือนน้องชายแท้ๆ และพี่แอ๋ว ก็เสมอต้นเสมอปลายมาตลอด
ทุกครั้งที่ผมลาพักหรือมาสาย แกจะเป็คนช่วยจัดการเื่ที่ออฟฟิศให้เสมอ แต่สำหรับการมาเชียงใหม่แบบกะทันหันครั้งนี้
ผมไม่ได้บอกแกเลยล่วงหน้าเลย
“ไม่มีแล้วครับพี่... ปัญหาตอนนี้เคลียร์จบหมดแล้ว”
“เอ้า! แสดงว่าก่อนหน้านี้มีน่ะสิ?”
พี่แอ๋วรีบสวนกลับตามสไตล์คนช่างสังเกต
“ก็นิดหน่อยครับ... แต่ตอนนี้เรียบร้อยแล้วจริงๆ”
“เื่แฟนหรือเปล่ากัน?” พี่แอ๋วถามต่อด้วยความเอ็นดู
“อ๋อ... ช่างมันเถอะนะ ผู้หญิงน่ะมีอีกตั้งมากมาย ถ้าคนเก่าเขางี่เง่านัก ก็อย่าไปสนใจ ปล่อยๆ ไปซะ”
ผมลอบยิ้มขื่นๆ กับคำปลอบใจนั้น
พี่แอ๋วคงไม่รู้หรอกว่าแฟนที่ผมเคยบอกว่าอยู่ที่เชียงใหม่... ไม่ใช่ ‘สาวเหนือ’ อย่างที่ใครๆ ในบริษัทจินตนาการกัน
บรรดาพี่ๆ วิศวกรและสถาปนิก ที่ออฟฟิศมักจะวาดภาพแฟนของผมว่า เป็สาวผมยาว ขาว สวย และหุ่นดี ตามสเปกยอดนิยม
ซึ่งผมก็ทำได้แค่ เออออไปตามนั้นเพื่อให้ชีวิตในที่ทำงานดำเนินไปอย่างราบรื่น
“จัดสาวขาวๆ มาฝากพวกหื่นหอนที่ออฟฟิศสักคนด้วยนะกัน!”
เสียงพี่ที่ทำงาน หัวเราะร่ามาตามสาย
“เดี๋ยวพี่จะหาทางเคลียร์เื่วันลาที่เหลือให้เอง เที่ยวให้สนุกนะ”
“ครับพี่... ผมมาเชียงใหม่รอบนี้ เห็นสาวๆ สวยๆ เยอะเลยครับ”
ผมตอบรับพลางมองออกไปที่ทิวเขาเบื้องหน้า
ผมโกหก...!
เพราะความจริงแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เคยนึกสนใจสาว ๆ คนไหน
เพราะหัวใจของผมมีให้แค่เรย์คนเดียว...
แม้ว่าในตอนนี้สถานะของเราจะเปลี่ยนไปแล้ว และผมก็รู้ดีว่าตัวเองไม่มีวันกลับไปชอบผู้หญิงได้อีก
แต่หน้ากาก ‘หนุ่มเ้าเสน่ห์’ ในที่ทำงานก็ยังเป็สิ่งที่ผมต้องสวมมันไว้
“พักผ่อนให้สบายใจนะกันต์ แล้วค่อยกลับมาลุยงานต่อ” พี่แอ๋วบอกทิ้งท้ายด้วยความเอ็นดู
แกคงไม่รู้เลยว่าตอนนี้สภาพจิตใจของผมมันพังจนอยากจะลาพักร้อนไปยาวๆ แบบไม่มีกำหนด
อยากจะให้ความอิสระกับตัวเองได้เยียวยาแผลใจ ถ้าพี่แอ๋วรู้ว่าผมคิดจะทิ้งงานไปนานขนาดนั้น แกคงจะด่าผมหูชาแน่ๆ
แต่สำหรับพี่สาวที่น่ารักที่สุดคนนี้ ผมยอมให้แกบ่นแค่คนเดียวก็แล้วกัน
“จะกลับกรุงเทพฯ เมื่อไหร่ล่ะเรา?” พี่แอ๋วถามต่อ
“คงอีกสักพักครับพี่...”
“สักพักนี่คือยังไง? จะอยู่นานเลยเหรอ?” น้ำเสียงแกเริ่มแปลกใจ
“ผมไม่รู้ครับ... เอาไว้ถ้าผมพร้อมจะกลับไปทำงานเมื่อไหร่ ผมจะบอกพี่เอง”
“ทำไมถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้นะเรา...” พี่แอ๋วพึมพำ ก่อนจะะโเรียกใครบางคนข้างตัว
“เออ! กันต์... ไอ้ อั๋น มันบอกว่าอยากคุยด้วยแน่ะ”
“คุณอั๋นเหรอครับ? จะคุยกับผมทำไม?”
หัวใจผมกระตุกวูบ อั๋นคือคนที่บอกพี่แอ๋วเื่ผมลาพักร้อนไม่มีกำหนด เขาจงใจสังเกตผมอยู่หรือเปล่า?
“ไม่รู้สิ ลองคุยกันเองดูแล้วกันนะ”
ผมแปลกใจไม่น้อยที่จู่ๆ อั๋นจะขอคุยสายกับผม เพราะตอนอยู่ที่ทำงาน เราสองคนเรียกได้ว่าเป็คู่ปรับตัวฉกาจ
เป็เกาเหลาชามโต ที่แทบจะไม่เคยมองหน้ากันตรงๆ ด้วยซ้ำ
อาจเป็เพราะไม่ชอบขี้หน้ากันเป็ทุนเดิม หรือเพราะวีรกรรมกวนประสาท ที่เขามักจะหาเื่ มาแหย่ให้ผมอารมณ์เสียอยู่บ่อยครั้ง
แต่ในขณะเดียวกัน... บางครั้งผมก็รู้สึกถึงสายตาของเขาที่แอบมองมาเงียบๆ แต่ผมก็ไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเองว่าคนอย่าง ‘นายอัศวิน’
จะมาสนใจอะไรในตัวผม
(โปรดติดตามตอนต่อไป)