สนมรักของเจิ้นวันวันคิดแต่จะหาตังค์ [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 37 ยอดฝีมือในยุทธภพ

             หลี่ไหวฺอวี้ก้มศีรษะชำเลืองมองหมิงเป่าจูปราดหนึ่งพลางทำสีหน้าเย้าแหย่ยั่วโมโห

             พริบตานั้นความซาบซึ้งของหมิงเป่าจูจึงมลายหายสิ้นขึงตาใส่เขาอย่างแรง ใครก่อเรื่องกัน เห็นอยู่ชัดๆ ว่าชาวบ้านเหล่านี้ไม่รู้จักสำนึกในความหวังดีของผู้อื่น

             “รีบจับนางมัดส่งให้ต้าซือ” มีชาวบ้านวิ่งตามมาถึงตัวพวกเขาทั้งสองคนชายกำยำล่ำสันจำนวนหนึ่งวิ่งเข้ามาจะจับคน

             “ใช่ เผานางให้ตาย เผานางให้ตาย” ชาวบ้านต่างตะโกนร้องไม่หยุดปาก

             ภายในใจนึกเคียดแค้นหมิงเป่าจูอย่างถึงที่สุดมิน่าเล่าหมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อถึงหวาดกลัวเด็กผู้หญิงคนนี้นักที่แท้ก็เป็นปิศาจกลับชาติมาเกิด พวกเขาจะเก็บตัวหายนะผู้นี้ไว้ไม่ได้เด็ดขาดมิเช่นนั้นทุกคนก็จะต้องเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

             ชาวบ้านที่ควรจะเรียบง่ายจิตใจดี แต่เมื่อมีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาเกี่ยวข้องแต่ละคนก็ราวกับกลายร่างเป็นมารร้าย แม้แต่ถ้อยคำอำมหิตจะเอาชีวิตคนก็ยังสามารถเอ่ยออกมาได้อย่างคล่องปาก 

             หลี่ไหวฺอวี้ดึงหมิงเป่าจูมาอยู่ด้านหลังตนเองก่อนก้าวเข้าไปต่อสู้กับชายร่างใหญ่หลายคนพร้อมกัน

             จะว่าไปควรเรียกว่าเป็นการบดขยี้มากกว่าจะเป็นการชกต่อยแบบธรรมดาทั่วไปปกติเห็นหลี่ไหวฺอวี้ดูเป็นคนผอมไม่น่าจะมีกำลังวังชาแต่ยามทะเลาะวิวาทขึ้นมาก็ไม่ออมมือแม้แต่น้อย

             กระบวนยุทธ์มีชั้นเชิงปราดเปรียวทรงพลังแต่ละหมัดล้วนพุ่งเป้าเข้าจุดสำคัญโดยตรง

             หมิงเป่าจูเห็นแล้วยังตกตะลึงอ้าปากค้าง ไม่คาดคิดจริงๆว่าคนผู้นี้จะมีวรยุทธ์ ซ้ำยังปิดบังนางมานานถึงเพียงนี้

             แท้จริงแล้วไม่ใช่ว่าหลี่ไหวฺอวี้ตั้งใจจะปิดบังแต่ก่อนหน้านี้อาการบาดเจ็บยังไม่ฟื้นฟูดี ประกอบกับไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องใช้ฝีมือ

             แต่บัดนี้ไม่เหมือนกัน อันตรายใกล้จะมาถึงตัวอยู่แล้ว หลี่ไหวฺอวี้เหลืออดจริงๆถึงได้ลงมือ 

             แม้ว่าชาวบ้านจะแข็งแรงเพียงใดก็ไม่สามารถต้านทานผู้ฝึกยุทธ์ได้เพียงไม่กี่กระบวนท่าต่างก็ล้มลงไปกองระเนระนาดบนพื้น ไม่สามารถยืดตัวตรงขึ้นมาได้อีก

             คนอื่นๆ เห็นสถานการณ์ตรงหน้าก็ไม่มีใครกล้าดาหน้าเข้ามาอีก 

             “พวกเจ้ามัวแต่อึ้งอะไรกันอยู่ เข้าไปสิ หากนางไม่ตาย คนที่จะตายก็คือพวกเจ้าแล้ว”ท่านหมอหลี่ก็ตามมา เมื่อเห็นสถานการณ์ก็รีบเติมเชื้อไฟทันที

             คำกล่าวนี้ได้ผลจริงดังคาด บุรุษคนที่เหลือต่างวิ่งกรูเข้าไปพลางตะโกนโห่ร้อง ทว่าก็ใช้ได้แต่กำลังกายเท่านั้น

             หลี่ไหวฺอวี้เข้าไปต้านทาน แต่สามกรไหนเลยจะสู้ศัตรูสี่บาทาแม้วรยุทธ์จะสูงส่งเพียงใดก็ไม่อาจต้านทานคนหมู่มากได้

             ทั้งสองฝ่ายต่างสัประยุทธ์ ยุ่งเหยิงชุลมุนกันไปหมด

             “พวกเจ้าหยุดให้ข้าเดี๋ยวนี้” ขณะที่สถานการณ์มาถึงจุดที่ใกล้จะเลยเถิดหัวหน้าหมู่บ้านก็มาถึง โดยมีท่านป้าจงกับหมิงเป่าอวี้ตามอยู่ด้านหลัง 

             พอหมิงเป่าอวี้เห็นพี่สาวก็วิ่งเข้ามาหาทันทีมองพิจารณาทั้งซ้ายขวาบนล่างจนแน่ใจว่าหมิงเป่าจูไม่ได้รับบาดเจ็บถึงถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา

             “พี่หญิง ข้ากับท่านป้าจงเชิญหัวหน้าหมู่บ้านมาด้วย ท่านวางใจไม่มีปัญหาแน่นอน” หมิงเป่าอวี้ปลอบนาง

             หมิงเป่าจูลูบเรือนผมของหมิงเป่าอวี้พลางหัวเราะให้กับความโง่เขลาของน้องชาย หัวหน้าหมู่บ้านมาจะมีประโยชน์อะไรเขาไม่เคยเชื่อนางมาตั้งแต่ไหนแต่ไร มาก็เท่ากับฝ่ายตรงข้ามมีคนเพิ่มขึ้นอีกคน

             แต่นางก็ไม่ได้เอ่ยคำนี้ออกมา เพราะไม่อยากทำร้ายจิตใจของน้องชายที่คิดแต่จะปกป้องตนเอง

             “แม่หนู เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่” ท่านป้าจงเดินเข้ามาถามด้วยความห่วงใย

             “ข้าไม่เป็นไร ขอบคุณท่านป้าเจ้าค่ะ” หมิงเป่าจูเอ่ยขอบคุณด้วยใจจริง

             หากมิใช่ท่านป้าเป็นคนไปเชิญ หัวหน้าหมู่บ้านก็คงไม่มาเกิดเหตุการณ์ใหญ่โตเช่นนี้ นางไม่เชื่อว่าหัวหน้าหมู่บ้านจะไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย

             “เด็กโง่ ต้องมาเกรงใจอะไรกับข้า” ท่านป้าจงยิ้มให้ด้วยความเมตตาเอ็นดู

             “ก่อความวุ่นวายขนาดนี้ ใช้ได้ที่ไหนกัน” หัวหน้าหมู่บ้านตวาดเสียงเข้มจนทุกคนต้องถอยหลังไป

             ทั้งสองฝ่ายต่างหยุดมือ หลี่ไหวฺอวี้ถอยกลับมาอยู่ข้างหมิงเป่าจูในสภาพสมบูรณ์แต่ทางฝ่ายของชาวบ้าน ชายฉกรรจ์หลายคนนอนกองอยู่บนพื้น ไม่สามารถขยับตัวได้มีแต่เสียงร้องโอดโอยอยู่ตลอดเวลา 

             หัวหน้าหมู่บ้านสั่งให้คนพยุงคนเหล่านั้นกลับบ้านไปพักผ่อนแล้วก็มีคนเข้ามาเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ฟัง

             “ข้าได้ยินหมดแล้ว เรื่องนี้ยังเชื่อไม่ได้ทั้งหมด” หัวหน้าหมู่บ้านพูดพลางขมวดคิ้วหันมามองหมิงเป่าจู

             หากเป็นเมื่อก่อนเขาก็คงเชื่อไปแล้วทว่าหลังจากน้องสาวสกุลจงมาหาเขาและเล่าเรื่องครานั้นให้ฟัง เขาย่อมเชื่อคำพูดของนาง เพียงแต่ทางด้านนักพรต...

             หมิงเป่าจูตะลึงพรึงเพริด หัวหน้าหมู่บ้านมองมาที่นางไม่ผิดแน่ถึงอย่างไรนางก็เป็นศูนย์กลางของเรื่องนี้แต่แววตาล้ำลึกเช่นนั้นคล้ายว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องอยู่

             ยิ่งไปกว่านั้นหากนางฟังไม่ผิดที่หัวหน้าหมู่บ้านบอกว่าเรื่องนี้เชื่อไม่ได้ทั้งหมด หมายความว่าไม่อาจเชื่อคำพูดของนักพรตทั้งหมดได้จะใช่อย่างที่นางเข้าใจหรือไม่

             ท่าทางท้องฟ้าจะหลั่งฝนเป็นโลหิตเกิดนิมิตหมายอันน่าอัศจรรย์เสียแล้ว!

             “ท่านไม่ต้องลำบากใจ คำกล่าวของนักพรตจะจริงเท็จประการใดข้าสามารถพิสูจน์ได้” หลี่ไหวฺอวี้มองหัวหน้าหมู่บ้านพลางเอ่ยปาก

             เขาคาดเดาได้ว่าหัวหน้าหมู่บ้านคิดอะไรอยู่เขาต้องการแน่ใจว่าเป็นพรสวรรค์แท้จริงหรือเป็นเพียงการต้มตุ๋นหลอกลวงแค่ทดสอบดูก็รู้แล้ว

             หลี่ไหวฺอวี้มองทุกคนอย่างไม่เกรงกลัวลากหมิงเป่าจูเดินไปทางแท่นบูชาพร้อมกัน

             เมื่อเห็นทั้งสองคนย้อนกลับมาสู่ร่างแหแทนที่จะหลบหนีทุกคนต่างก็คลำไม่ถึงศีรษะ [1] ไปชั่วขณะลืมสิ้นว่าต้องใช้เชือกมัดคนไว้ ยังเดินตามกลับไปเป็นแถว 

             หัวหน้าหมู่บ้านอยากรู้ว่าเขาจะทำสิ่งใด จึงเดินตามไปด้านหลัง 

             “ดูจากท่วงท่างามสง่าเหนือสามัญของท่านผู้นี้คาดว่าคงเป็นต้าซือที่ทุกคนต่างกล่าวขวัญอยู่กระมัง”

             “เป็นข้าเอง”

             นักพรตไม่รู้ว่าหลี่ไหวฺอวี้คือผู้ใดก็นึกว่าคงเป็นชาวบ้านธรรมดาทั่วไป เมื่อได้ยินถ้อยคำยกย่อง ก็วางมาดหยิ่งผยองสะบัดแส้ทีหนึ่ง ใบหน้าแทบจะเชิดขึ้นฟ้า

             “ได้ยินว่าต้าซือเหยียบเมฆาเดินทางมาไกลถึงที่นี่ผู้มีพลังวิเศษเช่นนี้ย่อมจะเป็นเซียนโดยแท้” ตามมาด้วยถ้อยคำเยินยออีกประโยค 

             “ผู้บำเพ็ญพรตในป่าลึกส่วนใหญ่ต่างรู้วิถีนี้ทั้งนั้นทว่าก็เป็นเพียงแค่ทักษะเล็กน้อยไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง” เมื่อถูกหลี่ไหวฺอวี้ตบสะโพกม้า[2] สองสามที เขากลับแสดงความถ่อมตัว

             “พลังวิเศษเช่นนี้ คนบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างพวกเราไม่เคยเห็นมาก่อน ต้าซือจะช่วยแสดงอภินิหารให้พวกเราชมเป็นขวัญตาได้หรือไม่”หลี่ไหวฺอวี้พูดพลางยิ้มมุมปาก

             ทุกคนต่างกระตือรือร้นขึ้นมาพวกเขายังไม่เคยเห็นเซียนเหาะเหินเดินอากาศมาก่อน ลืมเรื่องหมิงเป่าจูไปจนหมดสิ้นต่างคล้อยตามและต้องการสัมผัสอภินิหารของต้าซือ

             “เอ้อ... เรื่องนี้...”

             นักพรตหน้าถอดสีเมื่อเห็นรอยยิ้มแฝงเจตนาร้ายของหลี่ไหวฺอวี้ถึงรู้ว่าตนเองหลงกลเข้าแล้วเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำขอร้องอย่างกะทันหัน ก็ไร้การตอบสนองไปชั่วขณะ ไม่รู้จะทำอย่างไร 

             ในที่สุดหมิงเป่าจูก็รู้เป้าหมายของหลี่ไหวฺอวี้หัวหน้าหมู่บ้านก็เข้าใจเช่นกัน เห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของนักพรตก็รู้ผลแล้ว 

             “แฮ่ม! ต้าซือเหยียบเมฆเดินทางมากว่าพันลี้ ทั้งยังมาทำพิธีเบิกแท่นบูชาสูญเสียพลังไปมาก อีกประเดี๋ยวก็ต้องช่วยพวกเราปราบปิศาจยังไม่เหมาะที่จะสูญเสียพลังตอนนี้รอไว้มีโอกาสค่อยเชิญต้าซือมาแสดงอภินิหารให้ชมเถอะ”

             ท่านหมอหลี่ใช้ความคิดอย่างรวดเร็วลอบก่นด่าในความเจ้าเล่ห์ของหลี่ไหวฺอวี้พลางคิดหาทางรับมือ

             หัวหน้าหมู่บ้านมองหลี่ฟู่กุ้ย ก่อนถอนหายใจลึกๆนับว่าเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว แต่พวกชาวบ้านยังคงไม่รู้เรื่อง

             แม้ว่าเขาจะออกมาอธิบายตอนนี้ทุกคนอาจปล่อยหมิงเป่าจูไปชั่วคราวเพราะเคารพเชื่อถือในตัวเขามาตลอดหลายปีแต่หลังจากนี้ก็จะหาทางจับผิดนางทุกวิถีทาง สร้างปัญหาไม่จบไม่สิ้น

             ไม่สู้มาดูกันว่าเจ้าหนุ่มคนนี้จะมีวิธีแยบยลในการแก้ปัญหาอย่างไรค่อยว่ากันอีกทีหัวหน้าหมู่บ้านครุ่นคิดพลางมองไปที่หลี่ไหวฺอวี้ซึ่งสุขุมมั่นคงราวกับภูผา

             “ใช่ ใช่ ข้านักพรตสูญเสียพลังไปมากวันนี้ต้องสงวนพละกำลังไว้เพื่อปราบปิศาจก่อนวันหน้าพวกเจ้ายังมีโอกาสเปิดหูเปิดตากับวิชาเหาะเหินเดินอากาศอย่างแท้จริง”นักพรตรีบรับสมอ้าง

             “ต้าซือเหนื่อยมากแล้วยิ่งไปกว่านั้นพวกเราก็เพิ่งเห็นอิทธิฤทธิ์ของกระบี่เทพกันไปมิใช่หรือสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ก็คือการกำจัดดาวหายนะผู้นี้”

             “ใช่แล้ว พวกเราจะมีชีวิตที่ดีได้ ตราบใดที่กำจัดดาวหายนะทิ้ง”

             สิ่งที่ทั้งสองคนกล่าวสมเหตุสมผล ชาวบ้านจึงเชื่ออย่างล้ำลึกโดยปราศจากข้อกังขาไม่มีใครสร้างความลำบากใจให้ต้าซือตอบแทนที่เขาเพียรพยายามอย่างหนักเพื่อนำพาสันติสุขมาสู่หมู่บ้านของพวกตน

     

             เชิงอรรถ

             [1] คลำไม่ถึงศีรษะ มาจากสำนวนพระสูงสองจั้งคลำไม่ถึงศีรษะท่าน หมายถึงงุนงง จับต้นชนปลายไม่ถูก

             [2] ตบสะโพกม้า เป็นสำนวน หมายถึงประจบสอพลอมีที่มาจากราชวงศ์หยวน ชาวมองโกลมักทักทายกันด้วยการตบสะโพกม้าของอีกฝ่ายสำรวจความสมบูรณ์ของม้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง แล้วกล่าวอย่างติดปากว่าม้าดีเพื่อให้เจ้าของดีใจ ต่อมาคนก็เริ่มไม่สนใจดูว่าม้าดีจริงหรือไม่เพียงกล่าวชื่นชมเอาใจ

    นิยายแนะนำ

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828