หลี่ไหวฺอวี้ก้มศีรษะชำเลืองมองหมิงเป่าจูปราดหนึ่งพลางทำสีหน้าเย้าแหย่ยั่วโมโห
พริบตานั้นความซาบซึ้งของหมิงเป่าจูจึงมลายหายสิ้นขึงตาใส่เขาอย่างแรง ใครก่อเรื่องกัน เห็นอยู่ชัดๆ ว่าชาวบ้านเหล่านี้ไม่รู้จักสำนึกในความหวังดีของผู้อื่น
“รีบจับนางมัดส่งให้ต้าซือ” มีชาวบ้านวิ่งตามมาถึงตัวพวกเขาทั้งสองคนชายกำยำล่ำสันจำนวนหนึ่งวิ่งเข้ามาจะจับคน
“ใช่ เผานางให้ตาย เผานางให้ตาย” ชาวบ้านต่างตะโกนร้องไม่หยุดปาก
ภายในใจนึกเคียดแค้นหมิงเป่าจูอย่างถึงที่สุดมิน่าเล่าหมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อถึงหวาดกลัวเด็กผู้หญิงคนนี้นักที่แท้ก็เป็นปิศาจกลับชาติมาเกิด พวกเขาจะเก็บตัวหายนะผู้นี้ไว้ไม่ได้เด็ดขาดมิเช่นนั้นทุกคนก็จะต้องเดือดร้อนกันถ้วนหน้า
ชาวบ้านที่ควรจะเรียบง่ายจิตใจดี แต่เมื่อมีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาเกี่ยวข้องแต่ละคนก็ราวกับกลายร่างเป็นมารร้าย แม้แต่ถ้อยคำอำมหิตจะเอาชีวิตคนก็ยังสามารถเอ่ยออกมาได้อย่างคล่องปาก
หลี่ไหวฺอวี้ดึงหมิงเป่าจูมาอยู่ด้านหลังตนเองก่อนก้าวเข้าไปต่อสู้กับชายร่างใหญ่หลายคนพร้อมกัน
จะว่าไปควรเรียกว่าเป็นการบดขยี้มากกว่าจะเป็นการชกต่อยแบบธรรมดาทั่วไปปกติเห็นหลี่ไหวฺอวี้ดูเป็นคนผอมไม่น่าจะมีกำลังวังชาแต่ยามทะเลาะวิวาทขึ้นมาก็ไม่ออมมือแม้แต่น้อย
กระบวนยุทธ์มีชั้นเชิงปราดเปรียวทรงพลังแต่ละหมัดล้วนพุ่งเป้าเข้าจุดสำคัญโดยตรง
หมิงเป่าจูเห็นแล้วยังตกตะลึงอ้าปากค้าง ไม่คาดคิดจริงๆว่าคนผู้นี้จะมีวรยุทธ์ ซ้ำยังปิดบังนางมานานถึงเพียงนี้
แท้จริงแล้วไม่ใช่ว่าหลี่ไหวฺอวี้ตั้งใจจะปิดบังแต่ก่อนหน้านี้อาการบาดเจ็บยังไม่ฟื้นฟูดี ประกอบกับไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องใช้ฝีมือ
แต่บัดนี้ไม่เหมือนกัน อันตรายใกล้จะมาถึงตัวอยู่แล้ว หลี่ไหวฺอวี้เหลืออดจริงๆถึงได้ลงมือ
แม้ว่าชาวบ้านจะแข็งแรงเพียงใดก็ไม่สามารถต้านทานผู้ฝึกยุทธ์ได้เพียงไม่กี่กระบวนท่าต่างก็ล้มลงไปกองระเนระนาดบนพื้น ไม่สามารถยืดตัวตรงขึ้นมาได้อีก
คนอื่นๆ เห็นสถานการณ์ตรงหน้าก็ไม่มีใครกล้าดาหน้าเข้ามาอีก
“พวกเจ้ามัวแต่อึ้งอะไรกันอยู่ เข้าไปสิ หากนางไม่ตาย คนที่จะตายก็คือพวกเจ้าแล้ว”ท่านหมอหลี่ก็ตามมา เมื่อเห็นสถานการณ์ก็รีบเติมเชื้อไฟทันที
คำกล่าวนี้ได้ผลจริงดังคาด บุรุษคนที่เหลือต่างวิ่งกรูเข้าไปพลางตะโกนโห่ร้อง ทว่าก็ใช้ได้แต่กำลังกายเท่านั้น
หลี่ไหวฺอวี้เข้าไปต้านทาน แต่สามกรไหนเลยจะสู้ศัตรูสี่บาทาแม้วรยุทธ์จะสูงส่งเพียงใดก็ไม่อาจต้านทานคนหมู่มากได้
ทั้งสองฝ่ายต่างสัประยุทธ์ ยุ่งเหยิงชุลมุนกันไปหมด
“พวกเจ้าหยุดให้ข้าเดี๋ยวนี้” ขณะที่สถานการณ์มาถึงจุดที่ใกล้จะเลยเถิดหัวหน้าหมู่บ้านก็มาถึง โดยมีท่านป้าจงกับหมิงเป่าอวี้ตามอยู่ด้านหลัง
พอหมิงเป่าอวี้เห็นพี่สาวก็วิ่งเข้ามาหาทันทีมองพิจารณาทั้งซ้ายขวาบนล่างจนแน่ใจว่าหมิงเป่าจูไม่ได้รับบาดเจ็บถึงถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา
“พี่หญิง ข้ากับท่านป้าจงเชิญหัวหน้าหมู่บ้านมาด้วย ท่านวางใจไม่มีปัญหาแน่นอน” หมิงเป่าอวี้ปลอบนาง
หมิงเป่าจูลูบเรือนผมของหมิงเป่าอวี้พลางหัวเราะให้กับความโง่เขลาของน้องชาย หัวหน้าหมู่บ้านมาจะมีประโยชน์อะไรเขาไม่เคยเชื่อนางมาตั้งแต่ไหนแต่ไร มาก็เท่ากับฝ่ายตรงข้ามมีคนเพิ่มขึ้นอีกคน
แต่นางก็ไม่ได้เอ่ยคำนี้ออกมา เพราะไม่อยากทำร้ายจิตใจของน้องชายที่คิดแต่จะปกป้องตนเอง
“แม่หนู เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่” ท่านป้าจงเดินเข้ามาถามด้วยความห่วงใย
“ข้าไม่เป็นไร ขอบคุณท่านป้าเจ้าค่ะ” หมิงเป่าจูเอ่ยขอบคุณด้วยใจจริง
หากมิใช่ท่านป้าเป็นคนไปเชิญ หัวหน้าหมู่บ้านก็คงไม่มาเกิดเหตุการณ์ใหญ่โตเช่นนี้ นางไม่เชื่อว่าหัวหน้าหมู่บ้านจะไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย
“เด็กโง่ ต้องมาเกรงใจอะไรกับข้า” ท่านป้าจงยิ้มให้ด้วยความเมตตาเอ็นดู
“ก่อความวุ่นวายขนาดนี้ ใช้ได้ที่ไหนกัน” หัวหน้าหมู่บ้านตวาดเสียงเข้มจนทุกคนต้องถอยหลังไป
ทั้งสองฝ่ายต่างหยุดมือ หลี่ไหวฺอวี้ถอยกลับมาอยู่ข้างหมิงเป่าจูในสภาพสมบูรณ์แต่ทางฝ่ายของชาวบ้าน ชายฉกรรจ์หลายคนนอนกองอยู่บนพื้น ไม่สามารถขยับตัวได้มีแต่เสียงร้องโอดโอยอยู่ตลอดเวลา
หัวหน้าหมู่บ้านสั่งให้คนพยุงคนเหล่านั้นกลับบ้านไปพักผ่อนแล้วก็มีคนเข้ามาเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ฟัง
“ข้าได้ยินหมดแล้ว เรื่องนี้ยังเชื่อไม่ได้ทั้งหมด” หัวหน้าหมู่บ้านพูดพลางขมวดคิ้วหันมามองหมิงเป่าจู
หากเป็นเมื่อก่อนเขาก็คงเชื่อไปแล้วทว่าหลังจากน้องสาวสกุลจงมาหาเขาและเล่าเรื่องครานั้นให้ฟัง เขาย่อมเชื่อคำพูดของนาง เพียงแต่ทางด้านนักพรต...
หมิงเป่าจูตะลึงพรึงเพริด หัวหน้าหมู่บ้านมองมาที่นางไม่ผิดแน่ถึงอย่างไรนางก็เป็นศูนย์กลางของเรื่องนี้แต่แววตาล้ำลึกเช่นนั้นคล้ายว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องอยู่
ยิ่งไปกว่านั้นหากนางฟังไม่ผิดที่หัวหน้าหมู่บ้านบอกว่าเรื่องนี้เชื่อไม่ได้ทั้งหมด หมายความว่าไม่อาจเชื่อคำพูดของนักพรตทั้งหมดได้จะใช่อย่างที่นางเข้าใจหรือไม่
ท่าทางท้องฟ้าจะหลั่งฝนเป็นโลหิตเกิดนิมิตหมายอันน่าอัศจรรย์เสียแล้ว!
“ท่านไม่ต้องลำบากใจ คำกล่าวของนักพรตจะจริงเท็จประการใดข้าสามารถพิสูจน์ได้” หลี่ไหวฺอวี้มองหัวหน้าหมู่บ้านพลางเอ่ยปาก
เขาคาดเดาได้ว่าหัวหน้าหมู่บ้านคิดอะไรอยู่เขาต้องการแน่ใจว่าเป็นพรสวรรค์แท้จริงหรือเป็นเพียงการต้มตุ๋นหลอกลวงแค่ทดสอบดูก็รู้แล้ว
หลี่ไหวฺอวี้มองทุกคนอย่างไม่เกรงกลัวลากหมิงเป่าจูเดินไปทางแท่นบูชาพร้อมกัน
เมื่อเห็นทั้งสองคนย้อนกลับมาสู่ร่างแหแทนที่จะหลบหนีทุกคนต่างก็คลำไม่ถึงศีรษะ [1] ไปชั่วขณะลืมสิ้นว่าต้องใช้เชือกมัดคนไว้ ยังเดินตามกลับไปเป็นแถว
หัวหน้าหมู่บ้านอยากรู้ว่าเขาจะทำสิ่งใด จึงเดินตามไปด้านหลัง
“ดูจากท่วงท่างามสง่าเหนือสามัญของท่านผู้นี้คาดว่าคงเป็นต้าซือที่ทุกคนต่างกล่าวขวัญอยู่กระมัง”
“เป็นข้าเอง”
นักพรตไม่รู้ว่าหลี่ไหวฺอวี้คือผู้ใดก็นึกว่าคงเป็นชาวบ้านธรรมดาทั่วไป เมื่อได้ยินถ้อยคำยกย่อง ก็วางมาดหยิ่งผยองสะบัดแส้ทีหนึ่ง ใบหน้าแทบจะเชิดขึ้นฟ้า
“ได้ยินว่าต้าซือเหยียบเมฆาเดินทางมาไกลถึงที่นี่ผู้มีพลังวิเศษเช่นนี้ย่อมจะเป็นเซียนโดยแท้” ตามมาด้วยถ้อยคำเยินยออีกประโยค
“ผู้บำเพ็ญพรตในป่าลึกส่วนใหญ่ต่างรู้วิถีนี้ทั้งนั้นทว่าก็เป็นเพียงแค่ทักษะเล็กน้อยไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง” เมื่อถูกหลี่ไหวฺอวี้ตบสะโพกม้า[2] สองสามที เขากลับแสดงความถ่อมตัว
“พลังวิเศษเช่นนี้ คนบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างพวกเราไม่เคยเห็นมาก่อน ต้าซือจะช่วยแสดงอภินิหารให้พวกเราชมเป็นขวัญตาได้หรือไม่”หลี่ไหวฺอวี้พูดพลางยิ้มมุมปาก
ทุกคนต่างกระตือรือร้นขึ้นมาพวกเขายังไม่เคยเห็นเซียนเหาะเหินเดินอากาศมาก่อน ลืมเรื่องหมิงเป่าจูไปจนหมดสิ้นต่างคล้อยตามและต้องการสัมผัสอภินิหารของต้าซือ
“เอ้อ... เรื่องนี้...”
นักพรตหน้าถอดสีเมื่อเห็นรอยยิ้มแฝงเจตนาร้ายของหลี่ไหวฺอวี้ถึงรู้ว่าตนเองหลงกลเข้าแล้วเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำขอร้องอย่างกะทันหัน ก็ไร้การตอบสนองไปชั่วขณะ ไม่รู้จะทำอย่างไร
ในที่สุดหมิงเป่าจูก็รู้เป้าหมายของหลี่ไหวฺอวี้หัวหน้าหมู่บ้านก็เข้าใจเช่นกัน เห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของนักพรตก็รู้ผลแล้ว
“แฮ่ม! ต้าซือเหยียบเมฆเดินทางมากว่าพันลี้ ทั้งยังมาทำพิธีเบิกแท่นบูชาสูญเสียพลังไปมาก อีกประเดี๋ยวก็ต้องช่วยพวกเราปราบปิศาจยังไม่เหมาะที่จะสูญเสียพลังตอนนี้รอไว้มีโอกาสค่อยเชิญต้าซือมาแสดงอภินิหารให้ชมเถอะ”
ท่านหมอหลี่ใช้ความคิดอย่างรวดเร็วลอบก่นด่าในความเจ้าเล่ห์ของหลี่ไหวฺอวี้พลางคิดหาทางรับมือ
หัวหน้าหมู่บ้านมองหลี่ฟู่กุ้ย ก่อนถอนหายใจลึกๆนับว่าเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว แต่พวกชาวบ้านยังคงไม่รู้เรื่อง
แม้ว่าเขาจะออกมาอธิบายตอนนี้ทุกคนอาจปล่อยหมิงเป่าจูไปชั่วคราวเพราะเคารพเชื่อถือในตัวเขามาตลอดหลายปีแต่หลังจากนี้ก็จะหาทางจับผิดนางทุกวิถีทาง สร้างปัญหาไม่จบไม่สิ้น
ไม่สู้มาดูกันว่าเจ้าหนุ่มคนนี้จะมีวิธีแยบยลในการแก้ปัญหาอย่างไรค่อยว่ากันอีกทีหัวหน้าหมู่บ้านครุ่นคิดพลางมองไปที่หลี่ไหวฺอวี้ซึ่งสุขุมมั่นคงราวกับภูผา
“ใช่ ใช่ ข้านักพรตสูญเสียพลังไปมากวันนี้ต้องสงวนพละกำลังไว้เพื่อปราบปิศาจก่อนวันหน้าพวกเจ้ายังมีโอกาสเปิดหูเปิดตากับวิชาเหาะเหินเดินอากาศอย่างแท้จริง”นักพรตรีบรับสมอ้าง
“ต้าซือเหนื่อยมากแล้วยิ่งไปกว่านั้นพวกเราก็เพิ่งเห็นอิทธิฤทธิ์ของกระบี่เทพกันไปมิใช่หรือสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ก็คือการกำจัดดาวหายนะผู้นี้”
“ใช่แล้ว พวกเราจะมีชีวิตที่ดีได้ ตราบใดที่กำจัดดาวหายนะทิ้ง”
สิ่งที่ทั้งสองคนกล่าวสมเหตุสมผล ชาวบ้านจึงเชื่ออย่างล้ำลึกโดยปราศจากข้อกังขาไม่มีใครสร้างความลำบากใจให้ต้าซือตอบแทนที่เขาเพียรพยายามอย่างหนักเพื่อนำพาสันติสุขมาสู่หมู่บ้านของพวกตน
เชิงอรรถ
[1] คลำไม่ถึงศีรษะ มาจากสำนวนพระสูงสองจั้งคลำไม่ถึงศีรษะท่าน หมายถึงงุนงง จับต้นชนปลายไม่ถูก
[2] ตบสะโพกม้า เป็นสำนวน หมายถึงประจบสอพลอมีที่มาจากราชวงศ์หยวน ชาวมองโกลมักทักทายกันด้วยการตบสะโพกม้าของอีกฝ่ายสำรวจความสมบูรณ์ของม้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง แล้วกล่าวอย่างติดปากว่าม้าดีเพื่อให้เจ้าของดีใจ ต่อมาคนก็เริ่มไม่สนใจดูว่าม้าดีจริงหรือไม่เพียงกล่าวชื่นชมเอาใจ