ทว่าทันทีที่ผลักบานประตูไม้หนักอึ้งเปิดออก จังหวะที่เซเลส ไอวี่ และสกายกำลังก้าวเท้าเข้าไปนั้น ร่างของเซเลสกลับเดินชนเข้ากับวานอย่างจัง! แรงปะทะทำให้ร่างของเธอกระตุกและเสียหลักจนเกือบจะเซถลาล้มลงกับพื้น แต่ในวินาทีวิกฤตนั้น มือหนาของวานก็คว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของเธอไว้ได้ทันท่วงที พร้อมกับประคองตัวเธอให้กลับมายืนได้อย่างมั่นคง
วาน "ไม่เป็อะไรใช่ไหม?"
เซเลสที่ยังคงอยู่ในอาการใชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ น้ำเสียงและัันั้น... มันช่างคุ้นเคยอย่างประหลาด ความรู้สึกวูบไหวเริ่มก่อตัวขึ้นในใจอีกครั้ง ก่อนที่ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าจะเริ่มเลือนลางราวกับภาพตัดสลับ รู้ตัวอีกทีเธอก็นั่งเหม่อลอยอยู่บนเก้าอี้ประจำที่ของตนภายในห้องโถงกว้างเสียแล้ว
เธอไม่รู้ตัวเลยว่าเดินมานั่งตรงนี้ได้อย่างไร ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับน้ำเสียงของวานเมื่อครู่ ความรู้สึกที่เรียกหาบางอย่างอยู่ลึก ๆ ในใจมันกลับมาอีกครั้ง เป็ความคุ้นเคยที่แปลกประหลาดจนเธอเองยังหาคำตอบไม่ได้ ยิ่งพยายามนึกทวนว่าทำไมคนลึกลับอย่างเขาถึงทำให้เธอรู้สึกเช่นนี้ เสียงในหัวก็ยิ่งเลือนลางลงทุกที ราวกับมีม่านหมอกหนามาบดบังไว้ไม่ให้พบคำตอบ
ไอวี่ "เซเลส? เซเลส!"
เสียงเรียกของไอวี่ที่ดังอยู่ข้างหูทำให้เธอสะดุ้งสุดตัวและหลุดออกจากภวังค์ความคิด
ไอวี่ "เป็อะไรไปคะ? จู่ๆ ก็ทำหน้านิ่งไปเลย"
เซเลสกระพริบตาถี่ ๆ เพื่อเรียกสติกลับคืนมา ก่อนจะยิ้มแห้ง ๆ ให้เพื่อนสาว
เซเลส "ไม่มีอะไรค่ะ..."
เธอพยายามปัดความรู้สึกประหลาดนั้นทิ้งไป ในขณะนั้นเอง อาจารย์คาร์ลอสก็เดินเข้ามาหยุดอยู่กลางห้อง เขากวาดสายตามองนักเรียนทั้งหมดก่อนจะเอ่ยขึ้น
อาจารย์คาร์ลอส "นักเรียนมากันครบแล้วใช่ไหม?"
เมื่อได้รับคำยืนยัน อาจารย์คาร์ลอสจึงให้เวลาทุกคนจัดเตรียมที่นั่งสิบนาที ก่อนจะเริ่มบทเรียนด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาอธิบายว่าการเรียนต่อจากนี้จะยกระดับจากขั้นพื้นฐานเข้าสู่ขั้นกลางอย่างเต็มตัว อาจารย์เริ่มให้ทุกคนลองคุมกระแสพลังเวทเพื่อทดสอบพื้นฐาน ซึ่งผลปรากฏว่านักเรียนทุกคนทำได้ดีตามมาตรฐานเหมือนเดิม เมื่อเห็นว่าพื้นฐานแน่นพอ อาจารย์จึงเริ่มถ่ายทอดเทคนิคการควบคุมกระแสพลังขั้นกลางทันที
บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนไปทันทีที่บทเรียนเริ่มต้นขึ้น กระแสพลังในอากาศเริ่มหนาแน่นและซับซ้อนกว่าเดิมหลายเท่า นักเรียนทุกคนต่างจดจ่ออยู่กับการหมุนเวียนพลังตามคำแนะนำ เสียงหายใจที่แ่เบาและการใช้สมาธิอย่างแรงกล้าปกคลุมไปทั่วห้องโถงหินอ่อน เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ความสำเร็จเริ่มปรากฏให้เห็น
นักเรียนบางคนเริ่มจับทางได้และควบคุมกระแสพลังขั้นกลางได้สำเร็จจนเกิดแสงสว่างวูบวาบขึ้นรอบฝ่ามือ ในขณะที่บางคนยังคงติดขัดและต้องพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่าท่ามกลางเหงื่อที่ซึมตามไรผม แต่อาจารย์คาร์ลอสก็ไม่ได้เร่งรัด เขายังคงยืนเฝ้าดูด้วยแววตาพึงพอใจ จนกระทั่งแสงอาทิตย์ยามเย็นทอดผ่านหน้าต่างเข้ามาเป็สัญญาณเตือน พร้อมเสียงกระดิ่งเวทมนตร์ที่ดังก้องขึ้น เป็อันสิ้นสุดวันแรกของการเรียนขั้นกลางอย่างเป็ทางการ
นับจากวันนั้น การฝึกฝนภายในหอศิลากลายเป็สมรภูมิอันยาวนานตลอดหนึ่งปีเต็ม ไม่เพียงแค่การควบคุมกระแสพลังภายในห้องโถงหินอ่อนเท่านั้น แต่อาจารย์คาร์ลอสยังมักพานักเรียนไปฝึกซ้อม ณ ลานทุ่งหญ้ากว้างหลังโรงเรียน เพื่อทดสอบการปลดปล่อยพลังในพื้นที่เปิดโล่ง ท่ามกลางไอพลังงานที่ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
ใน่เวลาที่ทุกคนทุ่มเทให้กับการฝึกฝนจนก้าวเข้าสู่่อายุ 16 ปี เซเลสกลับต้องเผชิญกับความลับบางอย่างที่เธอเก็บไว้เพียงลำพัง ยิ่งใกล้ถึง่เวลาสำคัญ อาการเจ็บแปลบที่หน้าอกก็มักจะกำเริบขึ้นบ่อยครั้ง เดือนละหลายต่อหลายครั้ง แม้อาการจะเกิดขึ้นเพียงครู่เดียวแล้วหายไป แต่ความรู้สึกปวดหน่วงนั้นกลับชัดเจนจนน่าใจหาย เธอได้แต่เก็บอาการไว้ภายใต้รอยยิ้มและทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้เพื่อนคนไหนต้องเป็กังวล
เมื่อการฝึกยกระดับเข้าสู่่ท้ายความแตกต่างของกระแสพลังในตัวนักเรียนแต่ละคนก็เริ่มเด่นชัดขึ้น จากนักเรียน 41 คนที่เคยร่วมฝึกฝนกันมา หลายคนพบว่าตนเองยังคุมพลังขั้นสูงให้คงที่ไม่ได้ ทำให้ต้องแยกไปฝึกฝนเพิ่มเติม จนกระทั่งเหลือเหล่านักเรียนเพียง 26 คนเท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือกอันเข้มงวดนี้
แน่นอนว่า "วาน" คือผู้ที่โดดเด่นที่สุด แกนพลังของเขาอยู่ในระดับ S มาั้แ่วันแรกที่เข้าเรียนและคงที่ไม่มีเปลี่ยนแปลงตลอดหนึ่งปีเต็ม ซึ่งสำหรับทุกคนในหอศิลานั้นถือเป็เื่ปกติของการวัดระดับแกนพลังที่้าความสม่ำเสมอ ทว่าความจริงที่ไม่มีใครล่วงรู้คือ วานจงใจกดพลังที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้ให้อยู่ในระดับ S เพียงเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็จริง พลังภายในแกนของเขาอาจทะลุขีดจำกัดไปไกลจนเกินกว่าที่ใครจะคาดถึง แต่เขาเลือกที่จะปิดบังมันไว้อย่างมิดชิดเพื่อให้ดูกลมกลืนไปกับคนอื่น
จนกระทั่งเสียงกระดิ่งเวทมนตร์ดังกังวานก้องทั่วหอศิลาอีกครั้งเพื่อต้อนรับอรุณรุ่งของภาคเรียนที่สอง บรรยากาศภายในห้องโถงวันนี้เงียบเชียบและตึงเครียดกว่าครั้งไหน ๆ นักเรียนทั้ง 26 คนที่ฝ่าฟันเกณฑ์ความเสถียรมาได้สำเร็จ ต่างยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าผลึกแก้ววัดระดับพลังที่ดูวิจิตรและซับซ้อนกว่าอุปกรณ์ที่เคยใช้ในวันแรก
ครั้งนี้ไม่ใช่การวัดระดับแกนพลังทั่วไป แต่งานนี้คือบททดสอบความสมดุลระหว่าง "แกนพลังระดับ S" กับ "ปริมาณกระแสพลัง" ที่ไหลเวียนทั่วร่าง หากใครคุมพลังไม่ได้จนเกิดความแปรปรวน ผลึกแก้วจะแสดงผลด้วยแสงสีขาวซีดที่กะพริบถี่รัวราวกับเปลวไฟจวนเจียนจะดับ ซึ่งเป็สัญญาณเตือนว่าร่างกายของผู้นั้นยังไม่อาจรองรับพันธสัญญาแห่งัได้
อาจารย์คาร์ลอสกวาดสายตามองลูกศิษย์ด้วยแววตาคมกริบ "เริ่มได้"
สกายก้าวออกไปเป็คนแรก เขาแตะฝ่ามือลงบนผลึกแก้วอย่างมั่นคงเพียงชั่วครู่ แงสีทองสว่างไสวแผ่ออกมาเป็ออร่าอันนิ่งสนิทบ่งบอกถึงความเสถียรที่สมดุล ตามมาด้วยเบลล่าและแคสเซียที่ก้าวขึ้นไปทดสอบไล่เลี่ยกัน ทั้งคู่แสดงศักยภาพระดับ S ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม จากนั้นไอวี่จึงก้าวขึ้นไปทดสอบ เธอตั้งสมาธิมั่นก่อนจะแตะผลึกแก้วจนเกิดแสงสีทองสว่างไสวที่ชัดเจน
ตามด้วยวาน เมื่อเขาแตะััลงไป แสงสีทองนั้นกลับเข้มข้นและหนักแน่นกว่าใครเพื่อน ออร่าที่แผ่ออกมาเจิดจ้าจนเพื่อนร่วมชั้นต้องหรี่ตาลงด้วยความแสบตา สะท้อนถึงพลังที่เหนือเกณฑ์มาตรฐานแม้จะแสดงผลเป็ระดับ S เช่นเดียวกัน
เมื่อถึงคิวของเซเลส ซึ่งเป็คนสุดท้าย เธอสูดลมหายใจลึก ก้าวเข้าไปแตะผลึกแก้ว ความรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกแล่นริ้วขึ้นมาอีกครั้ง แต่เธอรีบเค้นสมาธิกดกระแสพลังที่พุ่งพล่านให้ไหลเวียนเข้าสู่สมดุลสอดประสานกับแกนพลังให้เป็เนื้อเดียว ผลึกแก้วพลันเปลี่ยนจากความใสกระจ่างเป็แสงสีทองสว่างไสวที่แผ่ขยายออกมารอบทิศ ไร้ซึ่งอาการกะพริบหรือแปรปรวนใด ๆ สะท้อนถึงความสมบูรณ์แบบของระดับ S อย่างแท้จริง
อาจารย์คาร์ลอสพยักหน้ายอมรับหลังจากเห็นผลลัพธ์ของคนสุดท้าย "ผ่านทุกคน... พลังของพวกเ้าเสถียรเพียงพอที่จะก้าวเข้าสู่พิธีอัญเชิญัในวันพรุ่งนี้ พักผ่อนให้เต็มที่ เพราะคืนนี้เป็คืนสุดท้ายที่พวกเ้าจะได้ใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์ธรรมดา"
เมื่ออาจารย์เดินจากไป บรรยากาศที่เคยเกร็งกริบก็พลันแปรเปลี่ยนเป็เสียงซุบซิบด้วยความตื่นเต้น หลายคนไม่อยากจะเชื่อว่าตนเองจะผ่านการฝึกที่หนักหน่วงมาได้จนถึงจุดนี้
ทว่า ท่ามกลางความตื่นเต้นนั้น แคสเซีย วิเวียน และลูซี่ ก็เดินเข้ามาเผชิญหน้ากับฝ่ายเซเลส เบลล่าเดินตามหลังมาหยุดยืนจ้องมองด้วยแววตาดูแคลน เธอไม่ได้มองเพียงอาฆาตไอวี่เท่านั้น แต่สายตายังไล่มองนักเรียนคนอื่นที่ไม่ใช่ชนชั้นขุนนางด้วยความขัดใจ
เบลล่า "ไม่นึกเลยนะว่าตระกูลพ่อค้าอย่างพวกเธอจะมีปัญญามาถึงจุดนี้ได้ ฉันล่ะสงสัยจริง ๆ ว่ามาตรฐานของโรงเรียนหลวงคืออะไร ถึงได้ปล่อยให้คนประเภทนี้ผ่านเข้ามาในพิธีสำคัญได้"
ในจังหวะที่เบลล่าพูดจบ แคสเซียกลับเดินแทรกปาดหน้าออกไปอย่างจงใจ ทำให้ทั้งคู่หยุดชะงักและจ้องหน้ากันด้วยความไม่พอใจ ทันใดนั้น วิเวียนและลูซี่ที่เดินตามหลังแคสเซียมาก็หัวเราะคิกคักพลางซุบซิบ
วิเวียนและลูซี่ "ก็คงจะจริงอย่างที่ท่านเบลล่าพูดนั่นแหละนะ เห็นทีพิธีวันพรุ่งนี้คงจะมีแต่เื่น่าขัดตา"
ไอวี่ที่ได้ยินดังนั้นถึงกับกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ เธอพ่นลมหายใจออกมายาวเหยียดก่อนจะคลายหมัดลง แล้วรีบวิ่งเข้าไปกอดแขนเซเลสด้วยใบหน้าเป้วนยิ้ม
ไอวี่ "ในที่สุดพวกเราก็สำเร็จกันหมดแล้วนะเซเลส ไม่อยากจะสนใจพวกนั้นหรอก เอาเวลาไปอยู่กับเธอดีกว่า"
ไอวี่พูดพลางหันไปส่งยิ้มให้สกาย แต่แล้วเธอก็ต้องชะงักเมื่อเห็นวานที่ยืนอยู่ด้านหลังในระยะที่ใกล้ผิดปกติ
ไอวี่ "หึ เ้าหมอนี่อะไรกันเนี่ย ทำไมถึงได้ชอบเดินเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ เลยล่ะ"
ไอวี่มองวานด้วยความประหลาดใจ แต่เมื่อเห็นว่าวานยังคงจงใจขยับเข้ามาประชิดเซเลสอีก เธอจึงทำได้เพียงขมวดคิ้วสงสัย ก่อนที่พวกเซเลสจะแยกตัวออกไปเพื่อกลับไปพักผ่อน โดยปล่อยให้เบลล่าและแคสเซียยังคงยืนจ้องหน้ากันด้วยความคุกรุ่น ก่อนจะแยกย้ายกันไปตามทางของตน