“โถ่ ลูกพ่อ กระดูกหักไปกี่ท่อนเนี่ย” นักพรตหน้าใสยังคร่ำครวญกับเสือแสนรัก พลางหยิบยาเม็ดที่เอวป้อนใส่ปากและโคจรพลังใส่ร่างเสือตัวใหญ่
‘ดูท่า ท่านน้าจะรักเสือตัวนี้มาก ถึงขั้นยอมให้กินยาเชื่อมเอ็นประสานกระดูก’ ฉีกุ้ยเฟยเปรยกับตัวเองในใจ
มู่หยางกวางมองสำรวจบุคคลตรงหน้า ใบหน้าเรียวเล็ก ดวงตาโตหวานฉ่ำ จมูกเรียว ริมฝีปากอิ่มสีสดใส ผิวขาวละเอียดราวกับหิมะ ความงดงามราวกับเทพธิดาจำแลง แม้ว่าจะอยู่ในชุดบุรุษก็ตามที
“ขออภัย ท่านคือ...” มู่หยางกวางทักผู้ทำลายค่ายกลของอาจารย์ไปสามด่าน
“ข้าฉีจินเหลียน เป็หลานนักพรตซือหยาง” พูดจบ เขาก็ได้ยินเสียง ‘ฮึ’ ขึ้นจมูกดังจากญาติผู้ใหญ่ที่กำลังประคบประหงมเ้าสัตว์สี่เท้าอันตรายตัวนั้น
“ข้ามู่หยางกวาง ส่วนนั่นหลี่หลิน โจวิเฉิง”
“ยินดีที่ได้พบทุกท่าน” สองฝ่ายต่างคารวะกันและกัน
“ขออภัยอีกครั้ง ไม่ทราบว่าผู้น้อยควรเรียกท่านอย่างไร”
สิ้นคำถามของมู่หยางกวาง เป็ครั้งแรกที่หลี่หลินกับโจวิเฉิงรู้สึกว่าตรงกันว่า ‘เป็คำถามแรกที่มีสาระที่สุด’
“เรียกข้าว่า...” ฉีกุ้ยเฟยหันไปหานักพรตซือหยาง
“เรียกเขาว่าฉีกุ้ยเฟย” นักพรตซือหยางตอบแทน สามหนุ่มนิ่งกันไป ก่อนที่มู่หยางกวางจะเอ่ยขึ้นเป็คนแรก
“ฉีกุ้ยเฟย เกอโฉมงามที่ทำให้แคว้นฉู่ล่มสลาย แคว้นเว่ยเสียทหารกล้าเรือนแสนแต่สุดท้ายเ้าตัวก็เลือกที่จะอยู่แคว้นจินกับฮ่องเต้ไม่เอาไหน เป็ท่านจริงหรือ” จบคำด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของฉีกุ้ยเฟย ส่วนชายหนุ่มอีกสองคนได้แต่ยืนไว้อาลัยให้กับใบหน้าของคนงามตรงหน้า
“อะแฮ่ม ทักทายกันพอแล้วกระมัง”
นักพรตซือหยางเห็นหน้าหลานก็ได้แต่สงสารระคนสมน้ำหน้า บุรุษมีตั้งมากมายแต่เ้าตัวดันไปแต่งให้กับคนไม่เอาไหนอย่างเฉินหลงซาน ที่วันๆเอาแต่ส่งลูกหลานไปบรรณาการแคว้นต่างๆเพื่อความอยู่รอดของแคว้นตัวเอง ช่างน่าสมเพชยิ่ง!
มู่หยางกวางเห็นอาจารย์เริ่มกลับมาปกติก็ยกยิ้มเ้าเล่ห์
“ยังเหลืออีกสามด่าน หากฉีกุ้ยเฟยยังไม่เหนื่อย เชิญกุ้ยเฟยเดิน...” พูดยังไม่ทันจบ เสียงกระเง้ากระงอดก็ดังขัดขึ้น
“หุบปากเ้าเสีย ไว้หมดเื่ยุ่งเมื่อไหร่ ข้าจะมาจัดการเ้าทีหลัง”
นักพรตหน้าใสทำหน้าบูดบึ้งใส่หลานตัวดี ยิ่งฟังเ้าศิษย์แสบเย้าแหย่ ก็พลันหงุดหงิดขึ้นมาอีกระลอก
“ท่านน้า” ฉีกุ้ยเฟยเรียกเสียงอ่อน
“ไม่ต้องมากความ มาหาข้ามีอะไร”
“ข้าพาลูกๆมาคารวะท่าน ั้แ่ชางเอ๋อร์เกิด ข้าก็ไม่มีโอกาสมาเยี่ยมท่านเลย วันนี้ข้าจึงอยากพาซิงเอ๋อร์ เยว่เอ๋อร์กับเฟิ่งเอ๋อร์มาหาท่าน”
นักพรตซือหยางพลันนึกถึงเฉินหย่งชาง เ้าตัวอ้วนจ้ำม้ำ ปากเล็กๆแดงๆนั่นที่คอยจะเผยอคล้ายจะดูดนมมารดาก็ให้คันหัวใจยิบๆ เหล่มองหลานตัวดีนิดเดียวอย่างไว้เชิง
ฉีกุ้ยเฟยลอบยิ้ม รู้จุดอ่อนว่าอีกฝ่ายชอบทุกอย่างที่ดูน่ารักและลูกของเขาก็น่ารักน่าเอ็นดูยิ่งกว่าใคร
“แล้วเ้าพวกตัวจ้อยอยู่ที่ไหนล่ะ”
“น่าจะยังอยู่แถวค่ายกลอักษรด้านล่าง ่บึงบัวปีศาจของท่าน ข้าไม่ได้ส่งสัญญาณให้ขึ้นมา เพราะคิดว่าพวกเขาคงข้ามกันไม่ได้ ตอนแรกข้าว่าจะทำลายทิ้ง...เอ่อ...ข้าแค่ห่วงกลัวพวกเด็กๆจะเป็อันตราย แต่คิดไปคิดมาก็เกรงใจท่านน้า” เขารีบอธิบายก่อนที่อีกฝ่ายจะอารมณ์เสีย
“งั้นเดี๋ยวข้าจะไปพาลูกๆมาหาท่าน ท่านน้าก็จัดการค่ายกลของท่าน...”
“เสด็จแม่!”
ฉีกุ้ยเฟยชะงัก เพ่งปราณไว้ที่หู กลัวว่าตนจะหูแว่วไปเอง บุคคลที่เหลือก็เช่นกัน เพียงแต่ร่างเพรียวของนักพรตหน้าใสะโทีเดียวก็หายไปแล้ว
“เสด็จแม่” คราวนี้ฉีกุ้ยเฟยหันขวับ ดวงตาลุกวาวยิ่งกว่าเสือร้าย
“องค์ชาย!” หวงหู่ร้องขึ้นอย่างใที่เห็นร่างน้อยพลัดตกลงไปในบึงบัว จะพุ่งตัวไปช่วย ก็ติดเหล่านักฆ่ามาสกัดกั้นไว้
“องค์ชายสิบตกน้ำ” เขาะโให้เหล่าองครักษ์ที่เหลือรีบไปช่วย ทว่าดูเหมือนทุกคนกำลังต่อสู้ติดพันกับบรรดานักฆ่าที่พุ่งโจมตีเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
เฉินเหวินซิงตั้งใจจะดึงตัวอนุชาตัวน้อยขึ้นมา หากเงาสีดำบางอย่างทำให้ต้องถอยหลังหลบอย่างรวดเร็ว พลางผลักองค์ชายเก้าให้พ้นเงาดำสายนั้นด้วย
“โอ๊ะ! เป็วรยุทธ์ด้วยหรือนี่” เสียงเล็กแหลมอุทานออกมาจากร่างเย้ายวนของสตรีชุดแดง
“เสี่ยวเยว่ เ้ารีบไปช่วยเสี่ยวเฟิ่ง ข้าจะกันนางไว้ให้”
“ฮ่าๆๆ น่าชื่นชม กล้าหาญดีแต่น่าเสียดายที่จะต้องตาย”
สตรีเสียงแหลมเงื้อมือหมายตวัดที่ลำคอหนุ่มน้อย เฉินเหวินซิงถอยหลบได้ทัน หากเล็บยาวของนางก็ฝากรอยกรีดที่ลำคอขาวจนโลหิตสีแดงไหลออกมาจนน่าใ
“เสด็จพี่!” องค์ชายเก้าพะว้าพะวังระหว่างพี่กับน้อง
“ไม่ต้องห่วงข้า รีบช่วยเสี่ยวเฟิ่ง”
นางแสยะยิ้มพลางเลียหยาดเืสีแดงที่เล็บอย่างอารมณ์ดี
“ไม่เลว หลบฝ่ามือข้าได้ แต่กระบวนท่าหน้า เ้าคงไม่โชคดีเช่นนี้ ลาก่อนเด็กน้อย”
กรงเล็บยาวสีดำกำลังจะตวัดลำคอเล็กอีกครั้ง เฉินเหวินซิงใช้บาทาล่องลอยตามที่ฉีกุ้ยเฟยสอน ทว่ายังฝึกได้ไม่เท่าไหร่ความเร็วจึงไม่มาก ดูท่าเขาจะจบสิ้นชีวิตในวันนี้
“เสด็จแม่” เขาร้องออกมาพลางหลับตา
ทว่าแรงดึงมหาศาลทำให้เขาต้องลืมตา กรงเล็บนั้นคว้าได้แต่ลม ส่วนร่างเขาถูกโยนไปทางใดก็ไม่รู้ รู้แต่เขาถูกใครสักคนรับไว้ ก่อนที่ร่างตนนั้นจะค่อยๆลอยลงมายังพื้น เขาไม่ได้สนใจมากไปกว่าร่างของน้องชายที่ยังอยู่ในบึงบัวที่กำลังถูกดูดลงไปใต้น้ำ
ใบหน้ากระดำกระด่างเผยรอยยิ้ม เมื่อเห็นมารดาดึงน้องชายคนเล็กขึ้นจากบึงบัว ลืมเสียสนิทว่าตอนนี้ตนกำลังอยู่ในอ้อมกอดของใครบางคน กระทั่งรู้สึกได้ถึงััที่ลำคอ นิ้วของเขาผู้นั้นแตะลงตรงาแ
“ถูกพิษด้วยหรือ”
ดวงตากลมโตเหลือบมอง บุรุษหน้าหล่อเหลานี่เป็ใคร เขาถามใคร ใครถูกพิษ?
คำถามมากมายกำลังมลายหายแทนที่ด้วยความปวดแสบปวดร้อนที่ลำคอจนน้ำตาไหล มือน้อยเจ็บจนเผลอบีบชายเสื้อของคนแปลกหน้าแน่น
“เจ็บ...ข้าเจ็บ...เสด็จแม่” คำพูดสุดท้ายก่อนที่สติของเขาจะค่อยๆดับลง
ร่างน้อยถูกสกัดจุดยั้งพิษไม่ให้กระจายสู่หัวใจทันที ดวงตาดุร้ายเหลือบมองสตรีชุดแดงที่กำลังยืนประจันหน้ากับนักพรตซือหยาง ร่างสูงใหญ่ตัดสินใจก้มลงดูดเืที่ลำคอเด็กหนุ่มตัวบาง ฉีกุ้ยเฟยหันมาเห็นถึงกับชะงักใ ก่อนจะพาบุตรชายทั้งสองวิ่งเข้ามาหา
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
มู่หยางกวางไม่ตอบ ยังคงดูดเืสีดำที่คอของคนตัวเล็กต่อไป พักหนึ่งเขาถึงเงยหน้าขึ้น มองเล็บที่ดำคล้ำเมื่อครู่กลายเป็สีแดงเรื่อ พลางกัดนิ้วตัวเองจนเืออกและบีบเืใส่ปากคนไม่ได้สติ
“กุ้ยเฟยอย่าห่วงไปเลย ไว้ใจศิษย์พี่เถอะ” หลี่หลินเดินเข้ามาบอกให้ฉีกุ้ยเฟยคลายกังวล
ใบหน้าเข้มดุของมู่หยางกวางหันมาหาฉีกุ้ยเฟย พลางส่งร่างน้อยในอ้อมแขนคืนสู่มารดา
“เขาไม่เป็อะไรแล้ว” พลางมองไปยังเด็กน้อยตากลมอีกสองคน คิ้วพาดเฉียงขยับเข้าหากันเล็กน้อย ใบหน้าเล็กเรียวนั่นก็เต็มไปด้วยปานสีดำ
ช่างเถอะ...ยังไม่ใช่เวลามาสืบหา เขายังมีเื่ที่สนใจกว่า
“ขอบคุณเ้ามาก” ฉีกุ้ยเฟยรีบรับร่างบุตรชายมาไว้ในอ้อมอก
“คนพวกนั้น ปล่อยเป็หน้าที่อาจารย์กับพวกเรา” หลี่หลินเอ่ย ก่อนเดินตามมู่หยางกวางไป
“กรงเล็บมาร เฉียวเสี่ยวอิงแห่งพรรคเบญจพิษ”
“เป็ข้าเอง รู้แล้วก็เตรียมตัวตายได้”
เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายเป็เด็กหนุ่ม ไม่เป็ศิษย์ปลายแถว ก็คงเป็พวกเด็กรับใช้แห่งเขาหลิงซาน กรงเล็บในมือถูกส่งออกไปหมายเอาชีวิต ทว่ากรงเล็บของนางกลับคว้าได้เพียงอากาศอีกครั้ง
“หึๆ นึกว่าจะร้ายกาจเหมือนที่ได้ยิน ข่าวลือก็คือข่าวลือ รังแกได้เฉพาะเด็กเล็กสินะ” หนุ่มน้อยหน้าใสพูดด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ทำให้เฉียวเสี่ยวอิงโมโหจนหน้าแดงก่ำ เร่งใช้พลังปราณให้กรงเล็บงอกยาวขึ้นและเพิ่มความเร็ว
ทว่า...กึก...เป๊าะ!
กรี๊ด! เสียงกรีดร้องลั่นหุบเขา ทำให้เหล่านักฆ่าและองครักษ์ต่างหยุดมือกันชั่วขณะ
กรงเล็บยาวสีดำถูกมือของบุรุษหน้าใสรวบกำและดึงออกอย่างง่ายดาย เืสีแดงพุ่งกระฉูดจากปลายนิ้วทั้งสิบ หนุ่มน้อยมองเล็บสีดำในมือด้วยดวงตาว่างเปล่า หักและโยนทิ้งราวกับขยะ ใช้ปราณขับพิษที่อยู่ที่เล็บของนางออกอย่างสบาย
“เ้า! ข้าจะฆ่าเ้า”
“ของเล่นของเ้าน่าเบื่อ ลองของเล่นของข้าดูไหม ข้าว่าเ้าน่าจะชอบ”
เส้นใยสีใสค่อยๆโผล่ออกจากมือนักพรตซือหยาง เฉียวเสี่ยวอิงเบิกตากว้าง นั่นมัน...
“ไหมสังหาร ไม่รู้ว่าเ้าเคยได้ยินหรือไม่” เพียงพริบตาเดียว เส้นไหมมากมายปักทะลุเฉียวเสี่ยวอิงทั่วทั้งร่าง ตรึงนางไว้กลางอากาศ
“จะ..เ้าจะทำอะไร” นางมารดิ้นรนอย่างทรมาน
“ข่าวลือความร้ายกาจของกรงเล็บมารควรจะจบลงได้แล้ว” พลัน เส้นไหมเ่าั้ก็ฉีกกระชากร่างสตรีเย้ายวนตรงหน้าออกเป็ชิ้นเล็กๆ ร่วงกระจายตกเต็มพื้น
“ถ้าชอบคาวเืกันนัก ข้าก็ยินดีต้อนรับสู่เขาหลิงซาน” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม ท่ามกลางโลหิตสีแดงที่สาดกระจายและกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
อย่าว่าแต่นักฆ่าที่ยืนตะลึง พวกองครักษ์เองก็มีอาการไม่ต่างกัน องค์ชายน้อยทั้งสองต่างซุกหน้าเข้ากับอกฉีกุ้ยเฟย ส่วนศิษย์ทั้งสามและฉีกุ้ยเฟยต่างมองเหตุการณ์ตรงหน้าราวกับเป็เื่ปกติ
“ไม่เห็นป้ายด้านล่างหรือ ว่าข้าไม่รับแขกและแขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างพวกเ้า ที่ไม่ได้เป็ญาติฝ่ายไหนกับข้า ยังกล้าเข้ามา เพราะฉะนั้นก็อย่าได้ออกไปเลย”
“หรือว่านี่คือนักพรตซือหยาง / นักพรตที่เอาชนะประมุขมารมู่ เหยี่ยนจิ้ง / ดูท่าพวกเราคงไม่รอด” เสียงเซ็งแซ่เกิดขึ้นในหมู่นักฆ่า
นักพรตซือหยางปล่อยพลังปราณเปิดประตูค่ายกลแหตาข่ายฟ้าครอบคลุมทั่วหุบเขา
“เ้าทำอะไร” หนึ่งในนักฆ่าถามเสียงสั่น เมื่อััได้ถึงแรงเคลื่อนบนพื้นดิน ต้นไม้และโขดหินเริ่มสับเปลี่ยนตำแหน่ง
นักพรตหน้าใสไม่ตอบแต่เลือกจะเดินไปดูอาการเฉินเหวินซิง
“พวกเ้าจัดการต่อ ข้าจะนั่งดูอยู่ตรงนี้ ถ้าทำได้ดี จะเลื่อนเวลาลงเขาของพวกเ้าให้เร็วขึ้น”
“เหลือเท่าไหร่” มู่หยางกวางถาม ดวงตาดำมีประกายแดงพาดผ่านแวบหนึ่ง
“ต้องดูว่าพวกเ้าทำได้ดีแค่ไหน เร็วสิ ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ”
มู่หยางกวางจิ๊ปากอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย ก่อนมองไปยังแขกที่ไม่ได้รับเชิญของเขาหลิงซาน เขาหักมือดังกร๊อบ ดวงตาดุร้ายเปล่งประกาย
“นานเท่าไหร่แล้วที่ข้าไม่ได้ฝึกมือ พวกเ้ามาได้จังหวะ คนของพรรคเบญจพิษข้าจัดการเอง” ท้ายประโยคเขาหันไปบอกหลี่หลินกับโจว ิเฉิง
หยวนเจิ้งได้ยินดังนั้นก็ให้โมโห เขาเป็หนึ่งในหัวหน้าสาขาของพรรคเบญจพิษ ต่อให้เฉียวเสี่ยวอิงตาย ก็ใช่ว่าเขาจะด้อยฝีมือเช่นนาง ชายวัยกลางคนผมสองสีะโมาประจันหน้ากับมู่หยางกวาง บรรดาลูกน้องในพรรคต่างใจชื้นที่หัวหน้าตนออกหน้าอย่างไม่เกรงกลัวอีกฝ่าย ใจก็เริ่มหึกเหิมเป็อย่างมาก
“พวกเ้าไม่ต้องกลัว คนของพวกเรามีไม่ใช่น้อย พวกมันมีแค่ไม่กี่คน พวกเราร่วมกันสู้ ไม่มีทางที่จะแพ้”
“พูดมากน่ารำคาญ เข้ามาพร้อมกันเลยก็ได้”
“เ้าเด็กปากดี วันนี้ข้าจะสั่งสอนเ้าให้รู้ถึงความร้ายกาจของข้า”
หยวนเจิ้งจู่โจมด้วยท่าไม้ตายทันที ‘ฝ่ามือแมงมุมดำ’ ฝ่ามือเขากลายเป็สีดำและมีขนขึ้นคล้ายกับขาแมงมุม แม้จะไม่ได้ััเนื้อตัวของมู่หยางกวาง ทว่าเส้นใยสีดำก็พุ่งออกไปพร้อมกับควันสีดำที่มีกลิ่นคล้ายกำมะถัน
คนสำนักอื่นที่เผลอสูดดมถึงกับแสบจมูก แสบตา เริ่มแสบไปยังทางเดินหายใจและระบบภายใน หลายคนลงไปดิ้นพล่านที่พื้น หลี่หลินและโจวิะโถอยห่าง พวกองครักษ์ที่ไปอารักขาฉีกุ้ยเฟยกับองค์ชายพลอยได้อานิสงฆ์ของนักพรตซือหยางที่ครอบปราณป้องกันเอาไว้ ขณะรอชมฝีมือลูกศิษย์
หยวนเจิ้งยิ้มได้ไม่นาน ก็เริ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อเห็นใยแมงมุมดำที่เกาะตามร่างกายมู่หยางกวางเริ่มละลาย ลูกแมงมุมที่แฝงไปกับเส้นใยร่วงหล่นตายเกลื่อนพื้น ควันพิษสีดำที่เขาจงใจพุ่งใส่กลับทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้เลย
“ความสามารถแค่นี้คิดจะล้มพรรคัทมิฬ ข้าว่าพรรคเบญจพิษสมควรหายไปจากยุทธภพได้แล้ว อยู่ไปก็เสียชื่อพรรคมาร”
“เ้าเป็ใคร” หยวนเจิ้งตื่นตระหนกขึ้นมาบ้าง
“จะบอกให้ก่อนเ้าตาย เ้าจะได้ตายตาหลับ ข้าแซ่มู่ นามหยางกวาง ลูกชายคนเดียวของมู่เหยี่ยนจิ้ง” เขาประกาศกร้าวร่างกายคล้ายมีประกายสีแดงออกมาจากลำตัว ดวงตาค่อยๆเปลี่ยนเป็สีแดง
“นี่เ้า! พรรคัทมิฬสมคบคิดกับฝ่ายธรรมะ คิดจะทรยศพรรคมารงั้นรึ” หยวนเจิ้งชี้หน้าชายหนุ่มอย่างใ
“น่าขัน เ้านี่มันทั้งแก่ทั้งเลอะเลือน มองยังไงว่าเ้านั่น...เอ่อ...อาจารย์ข้าเป็ฝ่ายธรรมะ ฆ่าเฉียวเสี่ยวอิงศพอนาจขนาดนั้น ฝ่ายธรรมะอย่างเ้าหน้าไม้ไผ่หลี่หลินคงไม่ยินดีรับหรอก จริงหรือไม่” เขาแสยะยิ้มถามศิษย์น้อง บุตรชายของเ้าสำนักกระบี่ไร้เงา พรรคฝ่ายธรรมะอันดับหนึ่งในยุทธภพ
หากใบหน้าเ้าของฉายา ‘หน้าไม้ไผ่’ ที่มู่หยางกวางเป็คนตั้งไม่ตอบ มีเพียงคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยและคลายลง
“ฝ่ามือแมงมุงดำอยู่กับเ้าก็ไร้ประสิทธิภาพ งั้นเอามาไว้ที่ข้าเถอะ”
เพียงชั่วพริบตา ร่างสูงหนากำยำก็หยุดอยู่ตรงหน้าหยวนเจิ้ง มือหนาประสานมือทั้งสองข้างกับคนตรงหน้า
“นี่เ้า!” หยวนเจิ้งเบิกตากว้าง พยายามขัดขืนแต่ไม่สำเร็จ พลังปราณของตนที่ฝึกมานับสิบๆปีกำลังถูกขโมย
“ไม่! อย่าเอาวรยุทธ์ของข้าไป เ้าเด็กเลว เ้าหัวขโมย”
มู่หยางกวางยกยิ้มด้านหนึ่งหาได้ใส่ใจคำด่าทอ ค่อยๆดูดพลังปราณและวิชาของอีกฝ่ายจนหมดสิ้น หยวนเจิ้งลงไปกองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง
“เ้ามันไร้ยางอาย เอาพลังข้าคืนมา”
“ย่อมได้” เขาซัดฝ่ามือแมงมุมดำที่ทรงอานุภาพกว่าใส่ร่างหยวนเจิ้ง
อ๊าก!
“แสบ...อ๊าก...ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย...อ๊ากกก”
หยวนเจิ้งลงไปดิ้นทุรนทุรายบนพื้น ไม่ต่างจากนักฆ่าคนอื่นที่ตายไปก่อนหน้านี้ด้วยพิษแมงมุมดำ ไม่นานนักร่างนั้นก็นิ่งไป โลหิตสีดำไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด
พวกที่เหลือเห็นดังนั้น ต่างวิ่งหนีกระจายกันไปทุกทิศทาง
นักพรตซือหยางแห่งเขาหลิงซาน มีเพียงผู้าุโในสมัยก่อนเท่านั้นที่รู้ฉายาเต็มๆของนักพรตประหลาดผู้นี้ ‘นักพรตเทวมาร’