อักขระเวทย์โบราณ
การเพิ่มรายชื่อของทั้งสองคนเข้าเเผนผังของตระกูลหวังนั้นเป็พิธีที่ศักสิทธิ์เป็อย่างมากเเละต้องใช้เวลาจัดเตรียมพิธีการนี้อยู่ไม่น้อยท่านตาของเขาจึงเห็นว่าหลังจบงานประลองของเเคว้นสิ้นสุดลงจะมีกำหนดพิธีการนี้อีกครั้ง หวังจิ่งหลงที่มีศักดิ์เป็ตาของหนิงอ้ายนั้นนับได้ว่าเป็อีกคนที่มีชื่อเสียงไม่น้อยเลยทีเดียวอีกทั้งได้รับการยอมรับในโลกผู้ฝึกตนเเละในยุทธภพว่ามีพลังิญญาระดับสูงที่เเข็งเเกร่งค่อนข้างมากโดยที่ระดับพลังิญญาในตอนนี้ของหวังจิ่งหลงอยู่ในระดับราชันขั้นสูงซึ่งอีกขั้นเดียวก็จะก้าวเข้าสู่พลังิญญาระดับเทพยุทธ์ที่ว่ากันว่ามีน้อยคนนักที่ถึงระดับดังกล่าวได้
ด้วยเพราะต้องใช้เวลาในการฝึกตนหลายร้อยปีเลยทีเดียวอีกทั้งต้องใช้ทรัพยากรทั้งผลึกธาตุรวมไปถึงกระดูกิญญาของสัตว์อสูรในการเพิ่มระดับพลังิญญาที่ต้องใช้จำนวนมหาศาล ด้วยเหตุนี้ตัวคนที่มีพลังิญญาระดับเทพยุทธ์มักจะมุ่งละทิ้งทางโลกไม่ข้องเกี่ยวกับเื่ราวในยุทธภพมุ่งฝึกตนเเละบำเพ็ญเพียรโดยว่ากันว่าเป็หนทางไปสู่พลังิญญาระดับเทพเซียนในตำนานได้นั่นเอง
''หนิงอ้ายเ้าทำการศึกษาบทเวทย์โดยที่ยังไม่ได้เรียนรู้อักษรเวทย์พื้นฐานใช่หรือไม่??''หวังจิ่งหลงเอ่ยถามหลานของตนหลังจากที่ทานสำรับเช้ากันเสร็จสิ้นเเละทั้งสามคนได้ปลีกตัวกันมายังศาลากลางจวน โดยที่ที่นั่งด้านข้างหนิงอ้ายนั้นมีลู่ซีนั่งอยู่ติดกัน
''ข้าศึกษาบทเวทย์ระดับเซียนเคล็ดวิชาสยบอัสนีเมฆาที่เป็เคล็ดวิชาลับของตระกูลหวังเป็บทเวทย์เเรกขอรับ...''หนิงอ้ายเอ่ยยอมรับด้วยความเขินอายไม่น้อย
''เเล้วเ้าละลู่ซี...เคยได้ศึกษาอักษรเวทย์มาก่อนบ้างหรือไม่??''หวังจิ่งหลงเอ่ยถามหลานบุญธรรมของตนด้วยคำถามเดียวกันที่ถามกับหนิงอ้าย
''พอได้ศึกษามาบ้างเเต่ก็ไม่ได้เชี่ยวชาญเท่าไหร่นักขอรับ...''ลู่ซีเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าที่เขินอายเช่นกัน
''บทเวทย์ในเเต่ละประเภทนั้นจะมีความเเข็งเเกร่งเเละมีจุดเด่นที่เเตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้บทเวทย์นั้นจะมีการใช้ในสถานการณ์ไหนหรือจะนำมาปรับใช้ให้เข้ากับความสามารถของตนได้เพียงใด...''
''ซึ่งการที่ผู้ใช้บทเวทย์จะสามารถดึงเอาความสามารถของบทเวทย์ออกมาใช้ให้ได้มากที่สุดย่อมขึ้นอยู่กับความเข้าใจในบทเวทย์นั้นๆ''
''นอกจากบทเวทย์จะมีหลายรูปแบบเเล้วการใช้งานบทเวทย์จะเป็การสอดประสานเข้ากับพลังธาตุของผู้ฝึกตนซึ่งการเรียนรู้อักษรเวทย์พื้นฐานจึงนับได้ว่ามีความจำเป็อย่างยิ่งเพราะการที่จะศึกษาบทเวทย์ต่างๆให้เข้าใจอย่างถ่องเเท้เพื่อที่จะดึงเอาความสามารถของบทเวทย์ออกมาใช้ให้ได้มากที่สุดเช่นนั้นตาจะสอนเกี่ยวกับอักษรบทเวทย์ให้...ลู่ซีเ้าก็ทำการทบทวนไปพร้อมกันเลยละกัน''หวังจิ่งหลงเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกยิ้มเบาๆ
''ขอรับท่านตา''หนิงอ้ายเเละลู่ซีเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
''อักษรเวทย์นั้นว่ากันว่าเเต่เดิมมีมากถึงถึงหนึ่งพันตัวอักษรเเต่ในปัจจุบันนี้นั้นอักษรเวทย์ที่ใช้กันอย่างเเพร่หลายจะอยู่เหลือเพียงสองร้อยห้าสิบตัวอักษรเท่านั้นทั้งนี้เกิดจากที่ตัวอักษรโบราณมีน้อยคนนักที่จะเชี่ยวชาญอีกทั้งยังยากต่อการจดจำเเละการใช้งาน...''หวังจิ่งหลงอธิบายให้ทั้งสองคนได้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น
เเต่สำหรับหนิงอ้ายนั้นเป็คนที่ชื่นชอบการเรียนรู้ในด้านของภาษาเเละวัฒนธรรมต่างๆ หลายครั้งที่เขาเลือกที่จะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อััชีวิตในมุมมองใหม่อีกทั้งการทำธุรกิจในโลกเดิมของเขากลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มลูกค้าต่างชาติไม่ว่าจะทั้งในฝั่งยุโรปอเมริกาเเละทางเอเชียแต่สำหรับนักธุรกิจชาวจีนนั้นเรียกได้ว่าเป็กลุ่มนักลงทุนที่มีความใจกล้าเเละมีมุมมองทางด้านธุรกิจที่ตรงกันหลายอย่าง
ดังนั้นนอกจากภาษาอังกฤษ,ภาษาฝรั่งเศสเเล้วภาษาจีนหนิงอ้ายก็ได้มีการศึกษาเช่นกันถึงขั้นที่ว่าเกิดความหลงไหลเป็อย่างมากเกี่ยวกับตัวอักษรจีนโบราณเเละตัวอักษรจีนที่ใช้ในปัจจุบันรวมถึงการฝึกเขียนโดยใช้หมึกเเละพู่กันโดยที่ต้นกำเนิดของตัวอักษรจีนนั้นเกิดจากการลอกเลียนเเบบรูปร่างต่างๆนั่นเอง...
ซึ่งจากที่หนิงอ้ายสังเกตมานั้นรูปแบบการวาดอักษรบทเวทย์ต่างๆ ทำให้เขาได้ค้นพบว่าเเทบไม่มีความเเตกต่างกันกับตัวอักษรจีนโบราณที่ตนเคยได้ศึกษามาก่อนหน้าในโลกเดิมเพียงเเต่ว่าอักษรบทเวทย์ต่างๆนั้นจะมีรายละเอียดที่มากกว่าซึ่งสิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมานั้นจะเป็การเพิ่มพลังอำนาจของอักษรเวทย์โดยการหยิบยืมพลังจากธรรมชาติดังนั้นบทเวทย์เเต่ละบทจะมีอักษรเวทย์ที่เเตกต่างขึ้นอยู่กับว่า้าเน้นเสริมเป็พลังปราณธาตุใด
หวังจิ่งหลงได้มอบตำราเกี่ยวกับอักษรเวทย์โบราณอันเป็ตำราของท่านบรรพบุรุษตระกูลหวังให้เเก่หนิงอ้ายได้ศึกษาด้วยเพราะการสร้างบทเวทย์หรือยกระดับบทเวทย์ต่างๆนั้นจำเป็ต้องมีความรู้เกี่ยวกับอักษรเวทย์ให้เเตกฉานให้ได้มากที่สุด เเม้ว่าอักษรเวทย์ที่ยังมีการใช้กันอย่างเเพร่หลายในปัจจุบันนี้ถือได้ว่าเป็ตัวอักษรที่มีพลังเเล้วเเต่หากเทียบกับอักษรเวทย์โบราณนั้นย่อมมีความเเตกต่างกันที่สามารถเห็นได้ชัดเจน
''หนิงอ้ายเเน่ใจนะว่าเ้าไม่เคยเรียนอักษรเวทย์มาก่อนหน้านี้''หวังจิ่งหลงเอ่ยถามขึ้นด้วยความรู้สึกแปลกใจเป็อย่างมากที่หนิงอ้ายนั้นสามารถเรียนรู้อักษรเวทย์ได้อย่างรวดเร็วเเละสามารถเข้าใจได้
เหมือนกับว่าตำราอักษรเวทย์โบราณที่พึ่งได้รับมาจากตนนั้นสามารถศึกษาได้อย่างง่ายดายคล้ายกับเป็สิ่งที่คุ้นเคยหรือศึกษามาก่อนหน้านี้มาก่อนหรือเคยเห็นผ่านตามาบ้างเเล้วทั้งสิ้นท่าทางของหนิงอ้ายนั้นไม่เหมือนกับคนที่พึ่งเคยศึกษาครั้งเเรกเเต่เป็เหมือนกับว่าตอนนี้เขานั้นกำลังทำความเข้าใจหรือเพียงเเค่ทบทวนความจำเเค่นั้นเอง
''ข้าไม่เคยเรียนอักษรเวทย์มาก่อนขอรับท่านตาเพียงเเต่ว่าข้านั้นเป็คนที่ชื่นชอบสังเกตุจึงทำให้เห็นความเเตกต่างของอักษรเวทย์โบราณกับอักษรเวทย์ที่พวกเราต่างใช้ในปัจจุบันเพียงเเต่ว่าอักษรเวทย์โบราณนั้นจะมีรายละเอียดที่เพิ่มขึ้นมาบางส่วนเฉพาะที่เป็เอกลักษณ์"
"ที่เเม้ว่าบางตัวอักษรนั้นจะมีความใกล้เคียงกับอักษรเวทย์โบราณก็จริงเเต่จุดสังเกตุนั่นก็คือรายละเอียดที่เพิ่มขึ้นมาเเทนที่ถึงเเม้ว่าจะเป็ตัวอักษรเวทย์ที่มีรูปแบบคล้ายกับว่าเป็ตัวอักษรเดียวกันเเต่หากเพียงเเค่เพิ่มความเเตกต่างไปเพียงเเค่หนึ่งขีดเท่านั้นความหมายเเละรูปแบบพลังจะเเตกต่างกันในทันทีขอรับ"
"เเละอีกอย่างนั่นก็คืออักษรเวทย์ต่างๆนั้นจะมีการวาดขึ้นไม่ว่าจะเป็การวาดเลียนแบบธรรมชาติหรือสิ่งอื่นหรือหาก้าจำง่ายๆให้คิดว่าคล้ายกับการวาดภาพต่างๆด้วยพู่กันที่มีการลงรายละเอียดในจุดใหม่เมื่อข้าสังเกตเเละเเยกตัวอักษรเวทย์ได้เเล้วเช่นนั้นข้าจักมีการวาดภาพตัวอักษรดังกล่าวในหัวของตนก่อนที่จะร่ายบทเวทย์ดังกล่าวซึ่งวิธีนี้ทำให้ข้านั้นสามารถจดจำได้รวดเร็วขึ้นขอรับ...''หนิงอ้ายเอ่ยตอบกลับไป
''ยอดเยี่ยมนักหนิงอ้าย...หลานนั้นนับได้ว่าเป็อัจฉริยะในรอบหลายร้อยปีเลยรู้ตัวหรือไม่??เ้านั้นใช้เวลาเเค่ปีกว่าเท่านั้นเเต่กลับสามารถเลื่อนเป็ระดับพลังิญญาจักรพรรดิขั้นต้น อีกทั้งยังเป็ผู้ฝึกตนพลังปราณสุริยะธาตุเช่นเดียวกันกับท่านบรรพบุรุษตระกูลหวังของเรา..."
"อีกทั้งเ้านั้นยังมีพร์ในทางด้านอักษรเวทย์อย่างเเท้จริงไม่เพียงเเต่สามารถเข้าใจเเละจดจำได้ในเวลาอันรวดเร็วเเต่เ้านั้นยังสามารถยกระดับบทเวทย์เเละสามารถเขียนบทเวย์ขึ้นมาเองได้ ทั้งที่อายุและระดับพลังิญญายังน้อย ต่อไปเ้านั้นคงได้ขึ้นชื่อว่าเป็ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งเเละมีชื่อเสียงได้รับการยอมรับอย่างเเน่นอน...''หวังจิ่งหลงเอ่ยขึ้นด้วยความภาคภูมิใจเป็อย่างยิ่งด้วยเพราะหลานของตนนั้นโดนกล่าวหาว่าเป็คุณชายไร้ค่าเป็สวะของตระกูลซึ่งในความจริงหาได้เป็เช่นนั้นไม่เเม้เเต่น้อยตัวตนของหนิงอ้ายหลานของเขานั้นนับได้ว่าเป็อัจฉริยะเป็ผู้ที่มีพร์อย่างเเท้จริง
''ขอบคุณขอรับท่านตา....ข้าสัญญาว่าจะไม่หยุดพัฒนาตัวเองขอรับ...''หนิงอ้ายเอ่ยขึ้น
''ข้าลู่ซีนั้นจักตั้งใจเรียนรู้ทุกสิ่งที่ท่านได้เมตตาและจะไม่หยุดพัฒนาตนเช่นเดียวกับขอรับ...''ลู่ซีเอ่ยขึ้นเช่นกันซึ่งเมื่อกล่าวจบหวังจิ่งหลงจึงได้มอบรอยยิ้มอันอบอุ่นที่ฉายชัดถึงความภูมิใจให้เเก่หลานชายทั้งสองของตน
''ข้ามีอีกสิ่งหนึ่งที่สงสัยขอรับบทเวทย์ระดับเซียนเเละบทเวทย์ระดับเทพนั้นถือได้ว่ามีความเเตกต่างกันมากหรือไม่ขอรับ??''หนิงอ้ายเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัยเพราะว่าบทเวทย์ระดับเซียนนั้นเป็สิ่งที่หาได้ยากมากในยุทธภพเเห่งนี้ บ้างก็ว่าบทเวทย์ระดับเทพนั้นเป็บทเวทย์ที่เป็เพียงการเล่าขานกันมาช้านานอีกทั้งยังไม่ปรากฏถึงผู้ที่ถือครองบทเวทย์ระดับเทพดังกล่าวนี้ในปัจจุบัน...
''บทเวทย์ในเเต่ละระดับนั้นจะมีการใช้ตัวอักษรเวทย์ที่เหมือนหรือเเตกต่างกันทั้งสิ้น เเละมีความเเตกต่างกันในเื่ของตรงตำเเหน่งใจกลางของบทเวทย์นั้นจะมีพลังปราณธาตุกำกับอยู่ซึ่งนอกจากนี้เเล้วรูปแบบการวางทับซ้อนของบทเวทย์การวางตำแหน่งตัวอักษรเวทย์ในรูปแบบต่างๆรวมไปถึงรูปเเบบของการวาดบทเวทย์นั้นจะมีความเเตกต่างที่เห็นได้ชัด ยิ่งหากว่าเป็บทเวทย์ระดับสูงมากเท่าไหร่ขอบเขตของอาณุภาพบทเวทย์ดังกล่าวนั้นจะสูงตามขึ้นไปด้วย...''
''ดังนั้นหากจะมองว่าบทเวทย์ระดับเซียนนั้นมีพลังอำนาจที่กล่าวได้ว่าแทบจะไม่มีสิ่งใดต้านทานได้เเล้วนั้นเเต่หากว่าเปรียบเทียบกับบทเวทย์ระดับเทพเเล้วโดยให้เห็นภาพชัดเจนนั้นก็เหมือนกับการใช้บทเวทย์ระดับเซียนสิบครั้งจะเทียบเท่ากับการใช้บทเวทย์ระดับเทพเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งที่บทเวทย์ระดับเซียนและบทเวทย์ระดับเทพจะมีประสิทธิภาพที่นับได้ว่ารุนเเรงกว่าบทเวทย์ระดับอื่นด้วยเพราะว่าเป็การวางรูปแบบบทเวทย์ที่ทับซ้อนหลายชั้นเเละเป็การหยิบยืมเอาพลังธรรมชาติอันบริสุทธิ์เข้ามาใช้ในบทเวทย์อย่างสมดุล แต่อย่างไรเเล้วก็ตามระดับพลังิญญาของผู้ฝึกตนที่จะใช้บทเวทย์ทั้งสองประเภทนั้นก็ต้องอยู่ในระดับสูงเช่นกันจึงจะสามารถมีผลลัพธ์เช่นนั้นได้..."หวังจิ่งหลงอธิบายให้สามารถเข้าใจได้มากขึ้น
''ขอบคุณท่านตาขอรับ...''หนิงอ้ายเอ่ยขึ้นพร้อมพยักหน้าว่าตนนั้นเข้าใจเเล้วในเื่ของความเเตกต่างของระดับพลังเวทย์
ลู่ซีนั่งฟังการสนทนาของหนิงอ้ายกับท่านตาหวังจิ่งหลงเพื่อที่จะเป็ความรู้ที่มีมุมมองที่กว้างขึ้นให้กับเขาเช่นกันซึ่งลู่ซีในตอนนี้นั้นได้เเต่นั่งยิ้มระบายด้วยความภาคภูมิใจไม่น้อยเลยทีเดียวด้วยเพราะว่าตัวเขานั้นได้อยู่กับหนิงอ้ายมาตั้งเเต่เด็กหนุ่มยังเป็เด็กน้อยซึ่งหลังจากเหตุการณ์ที่หนิงอ้ายนั้นไม่สามารถปลุกพลังิญญาได้คงเป็เื่ราวที่กระทบจิตใจของเด็กหนุ่มในตอนนั้นเป็อย่างมากเเละสิ่งที่หนิงอ้ายในตอนนั้นเลือกที่จะทำนั่นก็การอ่านตำราเเขนงต่างๆ มีการฝึกฝนวรยุทธบ้างถึงเเม้ว่าร่างกายของตนนั้นจะไม่ค่อยเเข็งเเรงครั้นเมื่อมารดาสั่งสอนเกี่ยวกับศาสตร์ทั้งสี่ของสตรีตัวหนิงอ้ายเองนั้นก็ทำดีเเทบจะไร้ที่ติเสียด้วยซ้ำ...
มีสิ่งหนึ่งที่หนิงอ้ายจะคอยหลีกเลี่ยงที่จะเรียนรู้นั่นก็คือการศึกษาเกี่ยวกับตำราบทเวทย์ตามที่ผู้ฝึกตนนั้นจะต้องมีการศึกษาเรียนรู้...
เเต่ลู่ซีเองนั้นก็สามารถเข้าใจได้โดยง่ายเพราะหลังจากเหตุการณ์ในตอนนั้นหนิงอ้ายยังคงฝังใจในคำพูดที่ตนนั้นได้ยินผู้คนะโด่าทอในวันพิธีดังกล่าวรวมไปถึงบ่าวรับใช้ในเรือนอื่นที่ต่อหน้านั้นเเม้จะเรียกหนิงอ้ายว่าคุณชายใหญ่ เเต่ลับหลังกับนินทาว่าตัวเด็กหนุ่มนั้นเป็สวะของตระกูลที่เเม้เเต่บ่าวไพร่ในเรือนที่มีหน้าที่รับใช้ต่ำที่สุดยังสามารถปลุกพลังิญญาได้ด้วยเหตุการณ์ที่ผ่านมาจึงทำให้หนิงอ้ายนั้นไม่ยอมเปิดใจที่จะเรียนบทเวทย์ด้วยเพราะคิดว่าตนฝึกไปก็ไม่สามารถใช้พลังธาตุได้นั่นเอง
เเต่หลังจากหนึ่งปีผ่านมานั้นที่หนิงอ้ายฟื้นจากการล้มป่วยด้วยเพราะถูกกลั่นเเกล้งให้ตกน้ำอีกทั้งร่างกายของหนิงอ้ายปฎิเสธการรักษา ในตอนนั้นลู่ซีคิดว่าตนจะต้องสูญเสียหนิงอ้ายไปเเต่เเล้วกลับกลายเป็ว่าเด็กหนุ่มกลับหายจากอาการป่วยดังกล่าวได้อย่างน่าประหลาดใจเเละหลังที่รักษาตัวเกือบเดือนจนหายดีเเล้วจึงได้ทำการปลุกพลังิญญาได้สำเร็จโดยหลังจากนั้นจึงเอาเเต่ทุ่มเทฝึกฝนพลังยุทธอีกทั้งยังศึกษาตำราต่างๆ อย่างไม่ย่อท้อจนในตอนนี้นั้นหนิงอ้ายเองนับได้ว่าเป็อัจฉริยะเสียด้วยซ้ำเพียงเเค่หนึ่งปีสามารถเลื่อนระดับขึ้นเป็จักรพรรดิขั้นต้นได้เเล้ว
ซึ่งหากเป็ผู้ที่เริ่มฝึกตนคนอื่นย่อมใช้เวลาหลายปีในการเพิ่มระดับพลังิญญาอีกทั้งหนิงอ้ายนั้นไม่หยุดตัวเองที่จะเรียนรู้บทเวทย์รวมไปถึงตำราต่างๆ ตัวเด็กหนุ่มเองนั้นก็สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วซึ่งเเน่นอนว่าในอนาคตนั้นหนิงอ้ายจะต้องมีชื่อเสียงเเละเป็ที่รู้จักอย่างเเน่นอน...
หนิงอ้ายนั้นใช้เวลา่เช้าในการเรียนรู้เกี่ยวกับตำราบทเวทย์ต่างๆ ซึ่งนอกจากที่เขาเเละลู่ซีนั้นได้ทำการฝึกฝนเคล็ดวิชาลับระดับสูงของตระกูลหวังเเล้วหวังจิ่งหลงนั้นได้มอบบทเวทย์เเปลงกายให้เเก่หนิงอ้ายอีกด้วยอีกทั้งยังได้มอบตำราบทเวทย์ต่างๆ ที่ตรงกับธาตุหลักของเขาทั้งสองอีกทั้งยังได้มอบผลึกธาตุระดับสูงต่างๆ ให้อีกด้วยสำหรับการเพิ่มระดับพลังิญญาก่อนเข้าร่วมงานประลองในวันรุ่งขึ้น
จนหนิงอ้ายนั้นอยากที่จะรู้ไม่น้อยว่าต้นกำเนิดของตระกูลหวังนั้นจะยิ่งใดเพียงใดกันจึงสามารถครองครองตำราบทเวทย์ระดับสูงอย่างมากมายไหนจะทรัพยากรในการฝึกตนที่มีอยู่อย่างมากมายเช่นนี้ เเม้ว่าในตอนนี้ท่านตาของเขาจะไม่เอ่ยสิ่งใดเล่าสิ่งใดออกมาเเต่ก็ย่อมเขานั้นย่อมที่จะสังเกตเเละรับรู้ได้ว่าบรรพบุรุษตะกูลหวังนั้นย่อมมีความเป็มาที่ยิ่งใหญ่อย่างเเน่นอน เเต่ยังไม่ถึงเวลาที่ตนนั้นจะต้องหาความจริงในตอนนี้เพราะอย่างไรเสียหนิงอ้ายคิดว่าตนนั้นคงจะได้รู้เื่ราวความเป็มาเมื่อถึงเวลาอันสมควร อีกทั้งหนิงอ้ายตั้งใจว่าจะชวนลู่ซีไปยังตลาดใน่เย็นนี้เผื่อว่าตัวเขานั้นจะได้อาวุธที่เหมาะมือมาไว้ใช้ในงานประลองที่จะมีในวันรุ่งขึ้น
การเรียนรู้อักษรเวทย์ของหนิงอ้ายเเละลู่ซีนั้นเป็ไปด้วยดีเเละทั้งสองยังสามารถเรียนรู้บทเวทย์ที่เป็เคล็ดวิชาลับของตระกูลหวังหลากหลายบทอีกทั้งยังได้เรียนบทเวทย์ระดับสูงที่หนิงอ้ายนั้นคิดว่าตนสามารถนำมาปรับใช้ในงานประลองของเเคว้นที่จะเกิดในวันรุ่งขึ้นได้อย่างเเน่นอน
นับได้ว่าหลังจากที่ใช้เวลาเพียงเเค่ไม่ถึงวันที่หวังจิ่งหลงนั้นได้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับพื้นฐานของอักษรเวทย์รวมไปถึงเคล็ดลับเล็กน้อยเกี่ยวกับการออกบทเวทย์ต่างๆ ที่สามารถดึงศักยภาพของบทเวทย์นั้นออกมาได้มากที่สุดอีกทั้งเมื่อเป็การผสมผสานกับการดูดซับพลังปราณฟ้าดินที่มีอยู่ไปทั่วยุทธภพกล่าวได้เลยว่าสามารถที่จะออกบทเวทย์เเละต่อสู้ได้ทั้งวันโดยที่ไม่จำเป็ต้องพึ่งโอสถเพิ่มพลังปราณเลยทีเดียวเเละทุกสิ่งอย่างนั้นได้พัฒนาขึ้นอย่างก้าวะโก็เพราะคำเเนะนำจากหวังจิ่งหลงในวันนี้นั่นเอง...