“ถึงตอนนี้คุณไม่ต้องห่วงเื่ต่างๆเ่าั้แล้วนี่ครับ เอ็ดดี้” ลูกเลี้ยงของเธอเป็คนพูดสิ่งที่เธอกำลังคิดอยู่ในใจออกมา
“ฉันรู้” เธอพูดเสียงดัง “แต่เพราะอะไรนะ เขาถึงไม่ยอมบอกให้เรารู้เื่บ้างเลยทำไมพ่อของเธอถึงต้องปิดบังเื่นี้ไว้เป็ความลับด้วยล่ะ”
“ผมว่าพ่อเป็คนง่ายๆ มากกว่าครับ” เจอรี่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ที่จริงคุณต่างหากที่เป็หัวหน้าครอบครัวเอ็ดดี้คุณต้องดูแลเกี่ยวกับเื่ค่าใช้จ่ายแล้วก็คอยเป็คนเก็บเงินไว้เวลาที่เราอยู่ในฐานะยุ่งยากยังจำตอนที่ผมถูกจับเพราะกินเหล้าวันเกิดอายุ 16 นั่นได้ไหมล่ะครับก็คุณนั่นแหละที่ไปเจรจาให้ผู้พิพากษาปล่อยตัวผมออกมา”
“ก็แล้วเื่นั้นมันเกี่ยวอะไรกับเื่นี้ด้วยเล่า”เอ็ดดี้ย้อนถาม “เธอลองคิดดูสิว่าพ่อเธอต้องจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันตั้งเท่าไหร่เราน่าจะได้ใช้เงินจำนวนนั้นไม่ก็บางส่วนก็ยังดีจะได้ไปพักผ่อนกันบ้างหรือไม่ก็ซื้อรถใหม่สักคัน” เธอนึกไปถึงรถบุโรทั่งที่โจต้องใช้ความพยายามอยู่ทุกเช้ากว่าจะบังคับให้มันออกวิ่งได้
“ก่อนหน้าที่ผมจะไปเป็ทหารเรือผมกับพ่อเคยคุยกันนิดหน่อยคุณก็รู้นะเอ็ดดี้ว่าปรกติแล้วพ่อกับผมแทบจะไม่ได้พูดจากันเลยพ่อบอกว่าสิ่งงหนึ่งที่เสียใจอยู่จนทุกวันนี้ก็คือการรีบร้อนแต่งงานกับแม่ตอนที่อายุแค่สิบหกเพราะไม่เพียงแต่ทำให้พ่อต้องหยุดเรียนลงกลางคันเพื่อที่จะหางานทำเพื่อเลี้ยงครอบครัวรวมทั้งตัวผมที่เกิดในเวลาต่อมาแล้วแต่ยังหมายถึงพ่อต้องสูญเสียความฝันของตัวเองอีกด้วย” เจอรี่ทรุดตัวลงนั่งในเก้าอี้ที่ทนายความผู้นั้นเพิ่งลุกจากไปพร้อมกับโน้มตัวมาข้างหน้ามือทั้งสองประสานกันอยู่อย่างใช้ความคิด
“และนั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พ่อตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะต้องให้คุณกับเอลิสันมีชีวิตอย่างเป็สุข”ที่จริงเอ็ดดี้รู้เื่เหล่านี้อยู่แล้วแต่กระนั้นการที่ลูกเลี้ยงหยิบยกขึ้นมาทบทวนให้ฟังก็ยังสร้างความอบอุ่นให้บังเกิดแก่จิตใจยิ่งนัก“พ่อเล่าเื่นี้ให้ผมฟังด้วยนะครับ”
“และสิ่งหนึ่งที่พ่อไม่ได้บอกให้คุณรู้ก็คือ...”ลูกเลี้ยงของเธอกล่าวต่อ “พ่อรู้สึกละอายใจมากที่มาแต่งงานกับคุณ”
“ละอายใจอย่างนั้นรึ” เอ็ดดี้รู้สึกแปลกใจที่ได้ยินเขาพูดอย่างนี้“ทำไมล่ะ”
“หลังจากที่แม่ตายเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์พ่อไม่รู้ว่าจะเลี้ยงลูกตามลำพังได้ยังไง และก็พอดีตอนนั้นพ่อได้พบกับคุณแล้วก็แต่งงานกับคุณทั้งที่คุณเพิ่งเรียนจบได้แค่อาทิตย์เดียวพ่อบอกว่าพ่อเองก็ขโมยหรือที่ถูกแย่งชิงความฝันมาจากคุณเพราะเมื่อคุณอยู่กับพ่อแล้วคุณก็มีลูกอีกหนึ่ง มีหนี้สินที่ต้องตามใช้ไม่มีโอกาสที่จะใช้ชีวิตในวัยสาวอย่างมีความสุขเลยครับ”
“แต่โจ้าฉันนะ เธอเองก็เหมือนกัน” เอ็ดดี้ทักท้วง “ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองอยากจะได้อะไรมากไปกว่านั้นเลย”
“พ่อบอกว่าคุณกับพ่อไม่มีโอกาสแม้แต่จะไปฮันนีมูนกันมันรบกวนใจพ่อมาตลอดเลยครับ” เจอรี่เสริม
“ทำไมจะไม่มี เราเคยไปด้วยกันครั้งหนึ่งไงเธอจำที่เราไปแค้มปิ้งกันที่แบล๊ค ฮิลล์ ได้ไหมล่ะ”
“นั่นน่ะหรือครับการฮันนีมูน”
“นั่นสิคะแม่ ฮันนีมูนอะไรกัน” เอลิสันหัวเราะน่ารัก “ตอนนั้นมีลูกติดไปด้วยตั้งสองคนไม่เห็นมันจะโร-แมนติคตรงไหนเลย”
“ที่จริงโจเขาก็ไม่ใช่คนโรแมนติคอยู่แล้วนี่”เอ็ดดี้กล่าวแก้มันเป็ความจริงจนเธอไม่รู้สึกว่าการพูดเช่นนั้นจะทำลายความรู้สึกอันดีที่เธอมีต่อเขาเสมอมาอีกประการหนึ่งโจก็มีคุณสมบัติอื่นที่นำมาทดแทนความไม่โรแมนติคของตัวเองได้ใครก็ตามที่ได้รู้จักโจเซฟ กิ๊บส์ แล้วจะต้องรักเขา ซึ่งรวมทั้งตัวเธอเองด้วยดังนั้นการพูดความจริงเกี่ยวกับตัวเขาจึงไม่ใช่เื่เสียหายแต่อย่างใด
“ผมว่าถ้าเราจะตอบคำถามที่นำมาสู่การพูดกันถึงเื่นี้ในตอนนี้ก็เห็นจะพูดได้แต่เพียงว่าการที่พ่อทำอย่างนี้ก็เพราะว่าพ่อหวังที่จะเห็นคุณสามารถสร้างความฝันของตัวเองให้เป็ความจริงขึ้นมาเท่านั้นละครับเอ็ดดี้พ่อเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าเผื่อไว้ว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเขา”
มีเสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นเอลิสันผวาขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งทันที
“หนูรับเองค่ะ” พูดจบเธอก็วิ่งเข้าไปรับโทรศัพท์ในครัวร้องบอกตามหลังมาว่า “อาจจะเป็เคร๊กโทรมาก็ได้”
เอ็ดดี้มองตามร่างระหงขาเรียวยาวของเด็กสาวที่วิ่งออกไปจากห้องอย่างไม่สนใจในเื่ที่กำลังพูดกันอยู่อีก
“แกไม่ได้รับโทรศัพท์จากเคร๊กมาั้แ่ตอนฝังศพพ่อแล้ว”เอ็ดดี้หันไปบอกเจอรี่เป็เชิงอธิบายนับแต่จบการศึกษาเมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา เอลิสันก็ออกเดตกับเคร๊กอย่างสม่ำเสมอ
“ที่จริงผมว่าเอลิสันไม่ควรติดต่อกับนายคนนี้อีกต่อไปแล้วละครับ”เขาพูดอย่างผู้ใหญ่มันคล้ายจะบอกให้เอ็ดดี้รู้ว่าในวัย 24ของเขานั้น เจอรี่มีประสบการณ์ในชีวิตมากพอสมควร
“อ้าว ทำไมล่ะ”
“พ่อมีข่าวออกไปว่า เอลิสันไม่สามารถจะเรียนต่อเกอร์เน่ย์ก็เลยหันไปควงคนอื่นที่ฐานะดีกว่า” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“ผมว่าน่าจะเลิกกันได้แล้วแต่เอลิสันคงไม่ยอมหรอกอย่าไปบอกให้แกรู้แล้วกันนะครับว่าผมพูดอย่างนี้เอลิสันคงไม่รู้หรอกว่าลับหลังพวกผู้ชายมันคุยกันยังไง”
“ไม่บอกหรอก”
“และถ้าเคร๊กอยากจะพบกับเอลิสันอีกล่ะก็ ช่วยบอกให้ผมรู้ด้วยนะครับ ผมมีอะไรนิดหน่อยที่จะต้องพูดกับเขา”
ไม่ต้องทายก็พอจะรู้ได้ว่า เื่ที่เจอรี่้าจะพูดกับเคร๊กนั้นเป็เื่อะไรเจอรี่รักใคร่ในตัวน้องสาวคนนี้มากนับแต่วันที่เอ็ดดี้พาทารกน้อยเพศหญิงคนนี้กลับมาจากโรงพยาบาลและเด็กทั้งสองก็มีความรักใคร่กันฉันพี่น้องอย่างมากมายซึ่งความใกล้ชิดสนิทสนมของพี่น้องคู่นี้สร้างความปลื้มปีติให้เกิดขึ้นกับเอ็ดดี้อย่างมากมาย
“แม่คะ” เอลิสันชะโงกหน้าออกมาจากประตูครัว“คุณนายแวน โดเรน จะพูดด้วยน่ะค่ะ” เด็กสาวย่นจมูกอย่างไม่ชอบใจ“เขาอยากรู้ว่าแม่จะซ่อมโซฟากับเก้าอี้พนักสูงให้เขาได้เมื่อไหร่หนูอธิบายให้เขาฟังมาแม่มีงานยุ่งมาโดยตลอด ทั้งเื่งานศพพ่อและยังเื่อื่นๆแต่ฟังจากที่เขาพูดแล้ว มันเหมือนกับว่าพ่อไม่น่าจะเลือกมาตายตอนนี้เลยยายบ้านี่พูดจาไม่รู้ภาษาคนจริงๆ”
เอ็ดดี้พยายามจะไม่ถอนหายใจออกมาด้วยความรำคาญขณะเดียวกันก็นึกถึงงานที่ตนเองรับไว้และยังคั่งค้างอยู่
“บอกเขาไปว่าแม่จะทำให้เสร็จวันศุกร์ก็แล้วกัน”
“ได้ค่ะ” เอลิสันหายไปจากหน้าประตูครัว
การรับซ่อมเบาะเก้าอี้นั้นเป็งานอีกอย่างหนึ่งที่เอ็ดดี้ทำเพื่อหารายได้เข้าบ้านเพียงแค่เงินเดือนที่โจได้รับย่อมไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในบ้านซึ่งบางครั้งก็ต้องตกอยู่ในสภาพชักหน้าไม่ถึงหลัง และการที่ต้องทำทั้งงานบ้านดูแลม้าที่รับจ้างเลี้ยงกับม้าของตัวเองและยังสวนดอกไม้อีกทำให้เอ็ดดี้ไม่อาจเข้าไปหางานทำในเมืองได้แต่กระนั้นเธอก็ยังอุตส่าห์หางานอื่นมาทำเพื่อช่วยสามีอีกทางหนึ่ง
“มันยังมีอะไรอีกบางอย่างที่ผมยังพูดไม่หมดเกี่ยวกับเื่เงินที่พ่อทิ้งไว้”เจอรี่เอ่ยต่อ “เงินจำนวนนั้นพ่อตั้งใจจะทิ้งไว้ให้คุณนะครับเอ็ดดี้ไม่ใช่ผมหรือเอลิสัน คุณเป็แม่เพียงคนเดียวในโลกนี้ที่ผมรู้จักถึงผมจะไม่ได้เรียกคุณว่าแม่ แต่คุณก็เท่ากับเป็แม่แท้ๆ ของผมเสมอมา เพราะฉะนั้นผมไม่อยากให้คุณคิดว่า เราควรจะมีส่วนในเงินนั้นกับคุณด้วย”
“แต่...” เอ็ดดี้ตั้งท่าจะทักท้วงแต่เจอรี่ก็ขัดขึ้นเสียก่อน
“ไม่มีแต่ครับ ผมหมายความตามที่พูดจริงๆเวลานี้คุณเพิ่งจะอายุสามสิบหกเท่านั้นนะเอ็ดดี้แล้วคุณก็เป็ผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่งจริงๆทางเดินในวันข้างหน้าของคุณยังอยู่อีกไกลนะครับ”
“เธอออกจะยอฉันมากไปหน่อยแล้วละ เจอรี่” เอ็ดดี้พูดยิ้ม พอขยับปากจะพูดต่อ เจอรี่ก็แซงขึ้นเสียก่อน
“พ่อ้าให้คุณได้เงินจำนวนนี้ไว้ ผมรู้และผมก็ขอพูดแทนเอลิสันด้วย เมื่อบอกว่าเราอยากจะให้คุณเป็ผู้ถือเงินจำนวนนี้ไว้เรารู้ด้วยครับว่าคุณได้เสียสละเพื่อเรามามากแค่ไหนผมอยากถามว่านานเท่าไหร่แล้วที่คุณไม่เคยซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ เลย” เขากลับย้อนถามในตอนท้าย
“ฉันจะซื้อไปทำไมล่ะในเมื่อมันไม่มีความจำเป็จะต้องใช้” เธอพยายามจะพูดให้เห็นเป็เื่ตลกรู้ดีว่าสามีไม่ใช่คนชอบออกงานสังคมหรือไปหาอาหารกินนอกบ้าน เขาพอใจจะกินอาหารที่ทำขึ้นเองในบ้านมากกว่าจะไปซื้อกินข้างนอกแพงๆ