“พักผ่อนกันให้เต็มที่เถิด พรุ่งนี้พวกเราค่อยไปสำรวจรอบ ๆ หาที่พำนักให้ได้จะดีที่สุด ที่นี่แม้จะแย่เพียงใด แต่ก็ยังดีกว่านอกด่านมาก อย่างน้อยก็ไม่ต้องกลัวว่ายามหลับนอนตอนกลางคืนจะถูกคนเถื่อนตัดหัว”
แม่เฒ่าหลี่ใช้กลองป๋องแป๋งปลอบหลานสาว พร้อมกับเอ่ยคำปลอบโยนลูกหลานไม่กี่ประโยค
พวกหลี่เหลาเอ้อร์ได้ยินแล้วรู้สึกะเืใจ ไม่อยากให้มารดาต้องเสียใจและยังต้องมาลำบากตรากตรำเพื่อพวกเขา จึงรีบแสดงความมุ่งมั่นกันถ้วนหน้า
“ท่านแม่พูดถูก ขอเพียงครอบครัวเราได้อยู่ด้วยกัน ไม่ว่าอย่างไรก็ย่อมมีชีวิตที่ดีกว่าตอนอยู่นอกด่าน”
“จริงด้วย หัวหน้าหลิวยังบอกให้ข้าไปที่สำนักคุ้มภัยด้วย หากมีเงินค่าจ้างเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ทางบ้านย่อมมีความเป็อยู่ที่ดีขึ้นแน่นอน”
แม่เฒ่าหลี่นิ่งฟัง พลางตบหลังหลานสาวเบา ๆ เมื่อหันหลังให้ทุกคน น้ำตาก็รินไหลลงมาอย่างเงียบเชียบ จนทำให้ผ้าอ้อมของเจียอินเปียกชุ่ม...
เช้าวันต่อมา คนบ้านหลี่ยังไม่ได้ทำอาหาร
พวกหลี่เหลาเอ้อร์ออกไปเดินสำรวจรอบ ๆ ส่วนแม่เฒ่าหลี่อุ้มเจียอินไปตามหาคนเพื่อสอบถามข่าวคราว
มีบ้านหลังหนึ่งตากเสื้อผ้าสตรีไว้ในลานบ้าน และมีควันลอยออกมาจากปล่องไฟั้แ่เช้าตรู่ นางจึงเดินไปเคาะประตู
ผู้ที่มาเปิดประตูเป็หญิงคนหนึ่ง ดูแล้วอายุราวสามสิบปี
เมื่อนางเห็นว่าแม่เฒ่าหลี่อายุมากแล้วและอุ้มทารกอยู่คนหนึ่ง น้ำเสียงจึงอ่อนโยนลงทันที
“พี่สาว ท่านมีธุระอันใดหรือ?”
แม่เฒ่าหลี่เห็นว่าหญิงผู้นี้ดูท่าทางเข้ากับคนง่าย ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะยิ้มแล้วกล่าวว่า “น้องหญิง ข้ากับหลานสาวเดินทางผ่านมาทางหมู่บ้านของพวกเ้า รู้สึกกระหายน้ำ จึงอยากจะขอแบ่งน้ำดื่มสักนิด”
เมื่อหญิงผู้นั้นได้ยินก็รีบขานรับ “ได้สิ”
แล้วหันหลังกลับเข้าไปในบ้าน ใช้ชามตักน้ำมาส่งให้แม่เฒ่าหลี่
แม่เฒ่าหลี่ป้อนให้เจียอินดื่มน้ำสองสามคำ
หญิงผู้นั้นเอาแต่จ้องมองเจียอินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู
เจียอินดูออกว่าหญิงผู้นี้ชอบเด็ก จึงไม่หวงรอยยิ้มของตน นางแลบลิ้นและส่ายหัวให้หญิงผู้นั้น จนทำให้อีกฝ่ายหัวเราะไม่หยุด
“น้องหญิง ข้าขอสอบถามเ้าหน่อย ในหมู่บ้านนี้มีที่ไหนที่พอจะพักอาศัยได้บ้างไหม? ครอบครัวของข้าเดินทางมาไกลเพื่อพึ่งพิงญาติ แต่ปรากฏว่าญาติไม่อยู่แล้ว พวกเรากลับไปไม่ได้ จึงคิดจะหาที่พำนักแถวนี้” แม่เฒ่าหลี่คืนชามให้นาง พร้อมกับเอ่ยถามขึ้นลอย ๆ
เมื่อหญิงผู้นั้นได้ยินเช่นนี้ ก็รู้สึกสงสารแม่เฒ่าหลี่ ประกอบกับเจียอินนั้นน่ารักเหลือเกิน นางจึงไม่ได้ปิดบังสิ่งใด และดึงแม่เฒ่าหลี่ให้มานั่งลงบนม้านั่งหินหน้าประตู แล้วเล่าเื่ราวที่ตนรู้ให้แม่เฒ่าหลี่ฟัง ราวกับเป็การพูดคุยเื่สัพเพเหระ
ที่แท้หมู่บ้านแห่งนี้เดิมทีมีชื่อว่าหมู่บ้านชิงสุ่ย ตัวหมู่บ้านพิงูเาใกล้สายน้ำ เคยเป็สถานที่ที่รุ่งเรืองมาก่อน
ทว่าเมื่อหลายปีก่อนเกิดา ผู้คนในหมู่บ้านบ้างก็หนี บ้างก็ตาย จนเหลือบ้านเรือนเพียงไม่กี่หลัง
ต่อมาเมื่อราชสำนักเริ่มมั่นคง ทหารที่ได้รับาเ็จากาจำนวนมากจึงถูกส่งมาตั้งรกรากที่นี่
ราชสำนักจ่ายเงินชดเชยเป็เหรียญทองแดงให้ทุกเดือนตามระเบียบ หลังจากนั้นก็ไม่ได้เข้ามาดูแลอีก
ทหาราเ็ส่วนใหญ่ไม่มีลูกไม่มีเมีย เมื่อทยอยเสียชีวิตไป จำนวนประชากรในหมู่บ้านจึงมีแต่ลดลงไม่มีเพิ่ม ยิ่งนานวันก็ยิ่งเงียบเหงา
ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือ เมื่อสองปีก่อนเกิดภัยตั๊กแตน และปีที่แล้วเกิดน้ำท่วม ทำให้มีคนเสียชีวิตไปไม่น้อย
ผู้คนในหมู่บ้านใกล้เคียงต่างลือกันว่า หมู่บ้านชิงสุ่ยถูกคำสาป
ว่ากันว่าทหาราเ็เ่าั้นำเอาไออัปมงคลจากสนามรบติดตัวมาด้วย ทำให้หมู่บ้านชิงสุ่ยต้องประสบเคราะห์กรรมตามมา
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีใครอยากย้ายมาอยู่ที่นี่อีก
ดังนั้น บ้านว่างและที่ดินจำนวนมากในหมู่บ้านจึงไม่มีเ้าของ และถูกทางอำเภอเรียกคืนไป
หญิงผู้นั้นเล่าจนเริ่มคอแห้ง แต่นางก็มีน้ำใจ ช่วยเสนอแนะแม่เฒ่าหลี่ว่า “พี่สาว หากพวกท่านอยากตั้งรกรากที่นี่ก็ไม่ใช่เื่ยาก บ้านหลังแรกทางทิศใต้ที่มีต้นหลิวอยู่หน้าบ้านคือบ้านของผู้ใหญ่บ้าน พวกท่านลองไปคุยกับเขาดู เขาต้องช่วยพวกท่านได้แน่นอน”
แม่เฒ่าหลี่รีบกล่าวขอบคุณ ก่อนจะจากไปนางเห็นว่าหญิงผู้นั้นมองเจียอินด้วยสายตาโหยหา จึงอุ้มเจียอินเข้าไปใกล้ ๆ
“หนิ่วหนิ่ว รีบขอบคุณท่านป้าคนนี้เร็วเข้า”
แม่เฒ่าหลี่หยอกล้อเจียอิน
เจียอินให้ความร่วมมือเป็อย่างดี นางใช้ดวงตากลมโตมองหญิงผู้นั้น ยิ้มจนเห็นเหงือกที่ยังไม่มีฟันสองแถว ทั้งยังยื่นมือไปััใบหน้าของนาง
หญิงผู้นั้นรู้สึกจมูกแสบร้อน ขอบตาแดงระเรื่อขึ้นมาทันที แต่บนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้ม
"เด็กคนนี้ช่างน่ารักเหลือเกิน หากลูกสาวข้ายังมีชีวิตอยู่ คงจะน่ารักเช่นนี้แน่ ๆ "
นี่ก็เป็คนที่มีชะตากรรมอาภัพเช่นกัน!
แม่เฒ่าหลี่ลอบถอนหายใจเบา ๆ จากนั้นจึงพูดคุยอีกไม่กี่ประโยคแล้วเดินทางกลับ
ตลอดทาง สองย่าหลานต่างครุ่นคิดเงียบ ๆ
แม้ว่าเมื่อครู่หญิงผู้นั้นจะเล่าเื่ราวที่ไม่ดีในอดีตของหมู่บ้านชิงสุ่ยมากมาย แต่หากลองพิจารณาดูให้ดี ที่นี่กลับเหมาะสมที่สุดสำหรับตระกูลหลี่
ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็ทหาราเ็ นิสัยดุดัน แต่ก็ลดการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นระหว่างเพื่อนบ้านลงไปได้มาก
อีกทั้งยังพิงูเาใกล้สายน้ำ ดินอุดมสมบูรณ์ อยู่ใกล้ตัวอำเภอ และห่างจากเมืองหลวงเพียงสองร้อยลี้ เดินทางไปกลับใช้เวลาเพียงครึ่งเดือน
ส่วนเื่คำสาปที่คนอื่นเล่าลือกันนั้น...
เจียอินยิ้มจนน้ำลายไหล มีดาวนำโชคตัวน้อยอย่างนางอยู่ด้วย จะต้องกลัวคำสาปอะไรกัน?
แม่เฒ่าหลี่ได้ยินเสียงหลานสาวหัวเราะคิกคัก ก็อดไม่ได้ที่จะก้มลงจุมพิตแก้มเล็ก ๆ ของนางเบา ๆ พร้อมถามว่า “ฝูหนิ่วชอบที่นี่ไหม?”
เจียอินรีบตบมือเล็ก ๆ สองครั้ง “อาอา!”
แม่เฒ่าหลี่ไม่คิดว่าหลานสาวจะตอบโต้ นางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมา
“ตกลง เอาตามที่ฝูหนิ่วของพวกเรา้าเลย!”
เมื่อกลับมาที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ แม่เฒ่าหลี่ก็เรียกเหล่าลูกชายมาปรึกษาจนตกลงกันได้ จากนั้นแม่เฒ่าหลี่จึงพาหลี่เหลาเอ้อร์ตรงไปยังบ้านของผู้ใหญ่บ้าน
เป็ไปตามคาด ผู้ใหญ่บ้านมีใบหน้าดุดัน ดูแล้วเหมือนคนที่เคยผ่านสนามรบมา แต่คำพูดคำจาของเขากลับสุภาพนุ่มนวล
เมื่อได้ยินว่าตระกูลหลี่มีทั้งหมดสามครอบครัว และยังมีคนอย่างหลี่เหลาเอ้อร์ที่เขียนอ่านและคิดเลขได้ เขาก็รู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง และตกลงให้ตระกูลหลี่ตั้งรกรากที่นี่โดยไม่ลังเล
แม่เฒ่าหลี่ยัดเศษเงินให้เขาชิ้นหนึ่ง เขาลังเลเล็กน้อยก่อนจะรับไว้ จากนั้นจึงพาพวกเขาเดินสำรวจในหมู่บ้าน
หลังจากดูบ้านว่างหลายหลัง แม่เฒ่าหลี่ก็ยังไม่ค่อยพอใจนัก
จนกระทั่งเดินไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของหมู่บ้าน มีบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่งสร้างอยู่ติดเชิงเขา
บ้านหลังนี้มีเรือนหลักห้าห้อง เรือนปีกซ้ายขวาฝั่งละสามห้อง ทั้งยังมีห้องเล็ก ๆ อีกสองห้อง และห้องครัวสำหรับทำอาหาร มีครบถ้วนทุกอย่าง
ด้านหลังบ้านมีสวนผัก ด้านข้างมีคอกหมู เล้าไก่ และส้วม เห็นได้ชัดว่าตอนก่อสร้างได้ใส่ใจเป็อย่างมาก
ที่สำคัญที่สุดคือ ด้านหลังบ้านยังมีที่ดินอีกสิบหมู่ ซึ่งถูกแผ้วถางมาสิบกว่าปีแล้ว เป็ที่ดินชั้นดี เพียงแต่สองปีนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ปลูกอะไร จึงรกร้างไปมาก
“บ้านหลังนี้ดีจริง ๆ ท่านผู้ใหญ่บ้าน พวกเราขอซื้อบ้านหลังนี้ ส่วนที่ดินด้านหลัง หากสามารถซื้อรวมกันได้ด้วยก็จะดียิ่งขึ้น”
แม่เฒ่าหลี่ตัดสินใจทันที
ผู้ใหญ่บ้านดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออกจึงชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อได้สติเขาก็มองคนบ้านหลี่อย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้า
“ตกลง บ้านและที่ดินนี้เป็ของพี่น้องเก่าข้าคนหนึ่ง เขาไม่มีลูกหลานและเสียชีวิตไปนานแล้ว โฉนดบ้านและโฉนดที่ดินอยู่ที่ข้า ตอนนี้ข้าตัดสินใจขายให้พวกท่านในราคาหนึ่งร้อยตำลึง เงินส่วนนี้ข้าจะเก็บไว้เพื่อเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ให้เขาในทุก ๆ ปี”
แม่เฒ่าหลี่ได้ยินดังนั้นจึงรีบกล่าวว่า “เมื่อพวกเราตั้งตัวได้แล้ว ขอท่านผู้ใหญ่บ้านช่วยนำทาง พวกเราจะไปกราบไหว้เขาด้วย”
ผู้ใหญ่บ้านได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าดีขึ้น “ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ บ้านและที่ดินจะลงชื่อใคร? ข้าจะพาพวกท่านไปที่อำเภอเพื่อแจ้งย้ายเข้าและส่งมอบโฉนดบ้านและที่ดิน”
แม่เฒ่าหลี่ให้คนในครอบครัวอยู่จัดการทำความสะอาดบ้าน ส่วนนางพาหลี่เหลาซื่อพกตั๋วเงินเดินทางเข้าตัวอำเภอไปพร้อมกับผู้ใหญ่บ้าน
การโอนกรรมสิทธิ์และการแจ้งย้ายเข้าเป็ไปอย่างราบรื่น เพียงหนึ่งชั่วยาม กระดาษโฉนดบาง ๆ สองแผ่นก็มาอยู่ในมือของแม่เฒ่าหลี่
บ้านหลังใหญ่ขนาดนั้น รวมกับที่ดินสิบหมู่ กลับใช้เงินเพียงหนึ่งร้อยตำลึง
ราคานี้อย่าว่าแต่ในที่ที่ใกล้เมืองหลวงเช่นนี้เลย ต่อให้เป็นอกด่านก็ไม่มีทางซื้อได้แน่นอน
แม่เฒ่าหลี่ยิ่งคิดก็ยิ่งพอใจ ในที่สุดก็เผยรอยยิ้มออกมา
ถึงตอนนี้ คนบ้านหลี่จะได้หยั่งรากเพื่อเอาชีวิตรอดในหมู่บ้านชิงสุ่ยใหม่อีกครั้งแล้ว