บทที่ 3 หน้าเงิน
จากก่างจื่อหลิ่งไปฉินเจียถุน ต้องนั่งวัวเทียมเกวียนราว ๆ สามชั่วโมง
คนพวกนี้รีบกระวีกระวาดออกเดินทาง หลัก ๆ เพราะอยากให้ทันก่อนงานวิวาห์ของไป๋อวี้ซิ่วกับจางต้าหนิว
คนอย่างเว่ยชุ่ยสี่แสดงคำว่า ‘โลภ’ ออกมาได้สมบูรณ์ที่สุด
เธออยากส่งนังเด็กนี่ไปให้ไว พรุ่งนี้ตระกูลจางมารับตัวเ้าสาว เธอยังต้องโก่งค่าสินสอดเพิ่มอีก
พอส่งตัวลูกไปแล้ว ในใจไป๋อวี้ยังคงกระวนกระวาย แต่ไม่ได้เผยพิรุธต่อหน้าโจวหง
……
กระทั่งดึกดื่นค่อนคืนที่ไป๋อวี้เข้านอนแล้ว เว่ยชุ่ยสี่เพิ่งกลับมา
เธอปิดตาแกล้งหลับ ได้ยินเสียงดังข้างนอกก็ไม่ลุกขึ้น
เหมือนว่าทางเว่ยชุ่ยสี่จะไม่ราบรื่น กลับมาก็ก่นด่า ‘ฉอด ๆๆ’ ที่ห้องโถง
“ไอ้ฉินต้าซานบัดซบ ทั้งที่รวยออกอย่างนั้น แต่ไม่ยอมให้เลยสักแดงเดียว!”
โจวหงที่ชอบสอดรู้สอดเห็นรีบโพล่งขึ้นทันที
“คุณแม่ ว่ายังไงบ้าง”
“ว่ากับผีอะไร! พับผ่าสิ! คิดว่าเป็หัวหน้ากลุ่มล่าสัตว์แล้วดีเลิศหรือไง ถึงได้เอาปืนมาข่มขู่พวกเรา!”
โจวหงตะลึงงัน “ฮะ เขาเป็หัวหน้ากลุ่มล่าสัตว์งั้นเหรอ”
นั่นมันงานสบายรายได้ดีเชียวนะ!
“ใช่! ตอนที่เราไปถึง มันเรียกชายฉกรรจ์สิบกว่าคนมากินเหล้ากินเนื้อที่บ้านด้วย! ระยำเอ๊ย!”
“แล้วนังเด็กนั่นล่ะ”
“พวกมันแย่งตัวไปแล้วน่ะสิ!” เว่ยชุ่ยสี่พูดอย่างเดือดดาล
“อาหลี่อยู่ด้วยก็เอาไม่อยู่เหรอ” โจวหงอึ้ง
“จะเอาอยู่ได้ยังไง อาหลี่ของแกมีปืนเหรอ! พวกมันฉินเจียถุนเป็โจรทั้งรัง! ชิงตัวเด็กไปแล้วก็ไม่จ่ายเงิน!”
ท่าทางจะเจอเหตุการณ์ที่ระทึกขวัญสุด ๆ ที่ฉินเจียถุนมา…
โจวหงรีบดึงเว่ยชุ่ยสี่ทันทีแล้วกล่าว “คุณแม่ อย่าเพิ่งโวยวายไป ในเมื่อพวกมันทำแบบนี้ พรุ่งนี้เราก็รีบจัดงานวิวาห์เสียให้เสร็จ”
เว่ยชุ่ยสี่แปลกใจ “ยังจะจัดอีกเหรอ ตระกูลจางสู้ตระกูลฉินไม่ได้ด้วยซ้ำ”
แม้จะชิงชัง แต่เธอก็จำต้องยอมรับว่าตอนนี้ตระกูลฉินร่ำรวยจริง ๆ!
ตอนน้ำท่วมขังติดต่อกันสองปี ทุกครัวเรือนต่างก็ซื้อข้าวประทังชีพ สิ้นปีได้เนื้อสัตว์มาแค่นั้นยังไม่พอขัดก้นหม้อเลยด้วยซ้ำ
แต่ตระกูลฉินล่ะ
ทั้งร่ำสุรา สวาปามเนื้อสัตว์! ตอนนี้เธอนึกเสียใจอย่างมหันต์ ใครจะรู้ว่าเขยจน ๆ คนเมื่อก่อนจะ
‘มั่งคั่งร่ำรวย’ ไปแล้ว
โจวหงงงงัน “คุณแม่ยังคิดจะส่งพี่ใหญ่กลับไปให้ตระกูลฉินอีกเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ ตระกูลฉินมีเงิน...”
“แต่ตระกูลฉินจ่ายค่าสินสอดมารอบหนึ่งแล้ว แม่ส่งตัวกลับไปตอนนี้ พวกเขาไม่มีทางจ่ายให้อีกหรอก สู้ทำใจเสียแต่เนิ่น ๆ เอาเงินสองร้อยหยวนจากตระกูลจางเถอะ”
“ก็จริง...จางต้าหนิวอยู่ได้อีกไม่กี่ปีแล้ว พอเขาตายฉันค่อยส่งอวี้ซิ่วกลับตระกูลฉินก็ได้”
ทั้งสองวางแผนเสร็จสรรพโดยไม่กลัวไป๋อวี้ที่กำลังนอนอยู่ข้างในได้ยินเลยสักนิด
เพราะไป๋อวี้ซิ่วถูกล้างสมองมาั้แ่เด็ก
เธอคิดว่าตัวเองช่วยแม่หาเงินได้เท่ากับเก่ง
พอแม่ผัวลูกสะใภ้คู่นั้นคุยกันเสร็จ ข้างนอกก็กลับสู่ความสงบ
ไป๋อวี้คิดในใจ ดูท่าจะส่งเสี่ยวกั่วเอ๋อร์ไปแล้ว มิหนำซ้ำท่าทีของอีกฝ่ายยังค่อนข้างแข็งกร้าวอีกด้วย
นางมีแผนในใจแล้ว จึงปิดตานอนหลับต่อ
……
เช้าวันต่อมา ราว ๆ เวลาไม่เกินตีห้า เว่ยชุ่ยสี่โวยวายจนไป๋อวี้ตื่นขึ้น
ไป๋อวี้ก็ไม่เอะอะ หาวหวอด ๆ ปล่อยให้พวกเธอวุ่นวายกับตัวเอง
มีคนมาที่บ้านโขยงใหญ่ ต่างก็เป็สตรีแม่บ้านของก่างจื่อหลิ่ง
ทุกคนะโโหวกเหวกพลางสวมชุดแดงให้เธอ ศีรษะประดับดอกไม้สีแดงดอกใหญ่ และแต้มสีแดงสองวงที่แก้ม
ไป๋อวี้รำคาญนิดหน่อย แต่ก็อดทนเอาไว้
ตอนนี้ความสนใจทั้งหมดของชาวบ้านอยู่ที่เธอ เธอไม่เอะอะและไม่มีทางหนีในเวลานี้
รอให้ ‘ออกเรือน’ ไปแล้ว ทั้งเ้าตัวขี้โรคตระกูลจาง ทั้งยายแก่จะถูกหมู่บ้านขับไล่ให้ไปอยู่ตรงตีนเขาเพราะเป็โรคร้ายแรง
แบบนี้เธอถึงจะมีโอกาสมากขึ้น
ยังไงซะก็ไม่มีทะเบียนสมรส หนีไปแล้ว เธอยังเป็โสดเหมือนเดิม!
เพราะพอลูกสาวออกเรือน ตอนเช้าที่บ้านจึงจัดงานให้ครื้นเครงสักหน่อย
เว่ยชุ่ยสี่จอมขี้เหนียว ไม่มีเนื้อให้เห็นบนโต๊ะอาหารเลยสักนิด…
่เช้าประมาณเก้าโมงกว่า ตระกูลจางก็ยกเกี้ยวมารับเ้าสาว
ไป๋อวี้ถูกเว่ยชุ่ยสี่ลากไปหน้าประตู เธอกวาดตามองปราดหนึ่ง
เ้าบ่าวขี้โรคคนหนึ่งลากเกวียนมา ผอมกะหร่องดุจตุ๊กตากระดาษ ใบหน้าแต้มสีแดงสองวงเช่นเดียวกัน แยกเขี้ยวยิงฟันยิ้ม ดูแล้วน่าสยดสยอง
ฉับพลันทุกคนเริ่มกระซิบกระซาบกันขึ้นมา
“ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน”
“ถ้าไม่งั้นจะยอมแต่งงานกับของมือสองบ้านเหล่าไป๋นั่นเรอะ”
“ตอนนั้นในกลุ่มเรามีอวี้ซิ่วที่หน้าตาดี เสียดายที่โชคไม่ดี หนแรกแต่งกับคนห่าม หนสองแต่งกับตาแก่ขี้โรค”
เว่ยชุ่ยสี่แหกปากด่าว่า “พล่ามอะไรกันน่ะ! ลูกสาวฉันมีวาสนา พวกแกอิจฉาไปก็สู้ไม่ได้หรอก!”
เ้าบ่าวบนเกวียนยิ้มหน้าบานเหมือนดอกกระดาษเซ่นคนตาย
เว่ยชุ่ยสี่เอ่ยกับไป๋อวี้ว่า “ลูกอย่าไปสนใจพวกปากหอยปากปูเลย!”
ไป๋อวี้ยกยิ้มเล็กน้อย “หนูไม่ถือสาหรอก”
เดิมทียังกังวลอยู่หน่อย ๆ แต่ตอนนี้เธอวางใจแล้ว
สภาพแบบนี้ไม่พอให้หมัดเธอซัดด้วยซ้ำ
หลี่หนงหงรีบพูดเป็พัลวัน “นิ่งอยู่ทำไม! รีบเป่าสิ! รีบตีรีบเคาะสิ!”
ชาวบ้านที่เมื่อครู่เอาแต่ยืนดูจึงรีบเป่ารีบเคาะเครื่องดนตรีขึ้นมา
เว่ยชุ่ยสี่ชูสองมือขึ้นสูง “ช้าก่อน! ช้าก่อน!”
หนังตาหย่อนคล้อยของแม่จางต้าหนิวกระตุกทันใด
“เธอ...เธอจะทำอะไร” เธอรู้ว่าเว่ยชุ่ยสี่เลวทรามยิ่งนัก เมื่อคืนยังบ่นอยู่เลยว่าจะเพิ่มค่าสินสอดตอนมารับตัวดีไหม
ถ้าไม่ใช่เพราะลูกชายอยู่ได้อีกไม่นาน ความปรารถนาหนึ่งเดียวก่อนตายคือได้ไป๋อวี้ซิ่วที่สวยที่สุดในหมู่บ้านมาเป็เมียล่ะก็ เธอก็ไม่อยากรนหาเื่เช่นนี้เลยจริง ๆ!
เว่ยชุ่ยสี่เอ่ยดังที่คาด “ตอนที่เจรจากันก่อนหน้านี้ อวี้ซิ่วของฉันมีลูกติด แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว เป็หญิงที่สง่าและงดงาม เมื่อแต่งไปอยู่บ้านเธอก็ต้องเพิ่มค่าสินสอด”
แม่จางต้าหนิวตะลึงงัน “เธอ...เธอมียางอายบ้างไหม! ของมือสองแบบนี้ ยังหวังพึ่งให้ลูกเธอทำเงินอีกเหรอ!”
“ถ้าเธอรังเกียจก็ไม่ต้องตงต้องแต่งมันแล้ว หันหลังกลับไปเลย แต่ค่าสินสอดสองร้อยนั่นฉันไม่คืนหรอกนะ”
แม่จางต้าหนิวโมโหหน้าแดงก่ำ เข้าไปดึงทึ้งหลี่หนงหง “หัวหน้าหมู่บ้าน เื่นี้คุณต้องช่วยเรานะ!”
ถ้าหากเธอมีเงินจ่าย อาจจะกัดฟันจ่าย ๆ ไป
แต่ปัญหาคือสองร้อยที่เว่ยชุ่ยสี่เรียกมามันเป็เงินก้อนใหญ่แล้ว ยังจะเรียกเพิ่มอีกเหรอ!
ทว่าหลี่หนงหงถือหางเว่ยชุ่ยสี่ ฟังแล้วเพียงเอ่ยว่า “ที่เขาพูดก็มีเหตุผล ถ้าเธอไม่เต็มใจก็ลากตัวลูกชายกลับไปซะ”
“นี่จะบีบคั้นฉันให้ได้เลยเหรอ! ฮะ พวกคุณจะบีบยายแก่อย่างฉันให้ตายเลยใช่ไหม!”
จางต้าหนิวดึงแขนเสื้อแม่ตัวเอง “ให้เธอไปเถอะ เรายังพอมีเงินอยู่บ้างไม่ใช่เหรอ”
เธอ้าทำให้ลูกชายอกแตกตายแล้วจริง ๆ
“นั่นมันค่าโลงศพก้อนสุดท้ายของแม่แกนะ!”
เว่ยชุ่ยสี่ยิ้มหยันอย่างไม่ปรานี “ในเมื่อเป็แม่ก็ต้องคิดถึงลูกชายเยอะ ๆ ไม่ใช่เหรอ!
แม่จางต้าหนิวถูกบีบคั้นเจียนตาย จึงชี้หน้าด่าทอไป๋อวี้ว่า “ไป๋อวี้ซิ่ว นังหญิงแพศยา! แกหน้าเงินขนาดนี้ทำไมไม่ไปขายตัวเสียให้รู้แล้วรู้รอด!”
ไป๋อวี้กล่าวอย่างเย็นเยือก “คนซื้อสะใภ้อย่างเธอไม่มีสิทธิ์มาว่าฉัน”
ขณะที่ทางนี้กำลังวิวาทกัน จู่ ๆ ก็เกิดเสียงปืนดังสนั่น
ไป๋อวี้เองก็สะดุ้งโหยง เอ๊ะ ทำไมถึงมีคนยิงปืนด้วยล่ะ! เธอเงยหน้าขึ้นเห็นชายฉกรรจ์คนหนึ่งควบม้าวิ่งห้อมา