“ฉันน่ะเหรอ? ฉันคือดีน่ายังไงล่ะ” แม่สาวผมบลอนด์ทองยิ้มอย่างภาคภูมิใจเมื่อได้กล่าวชื่อของตนเอง
“งั้นก็ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันฟรานแล้วเจอกันนะ” พูดจบฟรานก็ลากตัวซึฮากิออกไปทันที แต่แทนที่จะแยกกันตรงนั้นดีน่ากลับเดินตามหลังตลอดเวลาเช่นเดียวกับพรรคพวกคนอื่น
“จะไปเขตชานเมืองสินะ เธอเคยพูดถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ไปพึ่งพิงอยู่พักหนึ่งด้วยนี่”
“ใช่ ๆ กลับมาทั้งทีฉันก็อยากไปทักทายสักหน่อย ถึงจะมีคนแปลกหน้าตามมาด้วยก็เถอะ” เธอใช้หางตามองดีน่าที่กำลังพูดคุยกับพวกเซนอยู่
“ดีน่าเคยช่วยพวกฉันตอนหนีไปเอลโฟเรียแต่พวกฉันก็ช่วยเธอหลาย ๆ เรื่องเหมือนกัน”
“อืม…ท่าทางเธอเหมือนจะสนใจนายนะ” น้ำเสียงแข็งกระด้างเปล่งออกมาจากริมฝีปากที่กดเข้าหากันอย่างขะมักเขม้น
“ก็คงงั้น ตอนนั้นเธอก็พุ่งเข้ามาหอมแก้มเฉยเลย สงสัยความประทับใจแรกคงสำคัญจริง ๆ เธอเลยคิดแบบนั้น”
ฟรานขมวดคิ้วแทบจะชนกันจากนั้นก็มองหน้าซึฮากิเพื่อดูแววตาอันเรียบนิ่งคู่นั้น ฝ่ามือหยาบกร้านเลื่อนขึ้นมาหลังหูจนไปถึงหลังหัวจากนั้นดึงตัวซึฮากิลงมา
“เฮ้ย ๆ เอาตรงนี้เลยเหรอ !” เซนตะโกนเสียงดังด้วยความตื่นเต้นจนยิ้มไม่หุบ
“นายไม่คิดจะปฏิเสธหน่อยเหรอ? หรือใครจะมาทำอะไรนายก็ไม่คิดอะไรอยู่แล้ว?” หลังจากได้หอมแก้มเธอก็เลื่อนริมฝีปากลงมาที่ปากของซึฮากิแต่ก่อนจะได้ทำเช่นนั้นเธอก็หยุดเสียก่อน
“ไม่รู้สิ”
ซึฮากิตอบกลับสั้น ๆ จากนั้นก็เดินไปกันต่อ
“สองคนนั้นเขาเป็นอะไรกันเหรอ?” ดีน่ากระซิบคุยกับพวกเซน
“อืม ๆ ฉันก็ไม่แน่ใจ คิดเสียว่าเป็นสามีภรรยาไปเลยแล้วกัน”
“หา? แบบนี้ฉันก็หมดหวังแล้วสิ หนทางสุดท้ายก็คงจะเป็นภรรยาน้อยแทน”
“โห่ ผู้ชายมีตั้งเยอะแยะไปเอาคนอื่นก็ได้นี่…” พูดไม่ทันจบคานะก็ดึงหูเซนให้หยุดพูดอะไรไร้สาระเสียที
ซีโร่ถอนหายใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
“ไอ้คนอย่างกิกี้เนี่ยนะจะมีคู่ นิสัยดูไม่น่ามีคนคบด้วยซ้ำ” นัตโตะเดินมาเคียงข้างเพื่อฟังเรื่องที่พวกเขานินทา
“แหม ๆ นายก็ไม่น่ามีเพื่อนคบเหมือนกันนั่นแหละ” คานะยักคิ้วทักทายและยิ้มเยาะล้อเลียนใส่
“สวัสดีค่ะป้าศรี !” ฟรานวิ่งตรงเข้าไปในบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เธอเคยมาพึ่งพิงเป็นจังหวะเดียวกับที่ลุงทอมและคนอื่น ๆ กำลังเอาของมาให้พอดี
“โอ้ ! หนูฟรานนี่เอง” พอเห็นลุง ๆ ฟรานก็วิ่งเข้าไปทักทายทุกคนและแนะนำพวกซึฮากิให้รู้จัก
การสนทนาถามสารทุกข์สุกดิบยังคงดำเนินต่อไป ส่วนพวกเซนที่ว่าง ๆ ก็ออกไปเล่นกับเด็ก ๆ และด้วยความบ้าบอที่มีทำให้เขาเข้ากับเด็กเหล่านั้นได้ง่าย
“สูงอีกใช่ไหม?”
“สูงอีกครับ”
เซนโยนร่างของเด็กน้อยขึ้นไปกลางอากาศ บางคนก็ชอบบางคนก็แทบช็อกแต่เพราะซึฮากิอยู่ข้าง ๆ พวกเซนจึงกล้าแรงแบบนี้
“นายก็เอาด้วยสิกิ” เซนโยนเด็กตัวน้อยให้กะทันหันไม่ทะนุถนอมเอาเสียเลย
“เดี๋ยวก็เจ็บตัวกันพอดี” ซึฮากิพุ่งเข้าไปรับอย่างนิ่มนวลแม้ตนเองจะเปื้อนดินโคลนก็ตาม
“พี่…ไม่ยิ้มหน่อยเหรอครับ เห็นทำหน้าเหมือนปวดท้องตลอดเวลาเลย” เด็กชายตัวน้อยเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา จากนั้นก็ลูบคลำใบหน้าของซึฮากิเพราะสงสัยว่าทำไมถึงเหมือนใบหน้าของรูปปั้นที่ไร้ความรู้สึกอย่างไรอย่างนั้นเลย
“ยิ้มสินะ นี่ไงยิ้มหรือยัง?” ซึฮากิฉีกยิ้มบางเล็กน้อยให้ได้เห็น มันคือรอยยิ้มผ่อนคลายที่แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจต่อสถานที่แห่งนี้
“ใช่ ๆ ยิ้มเข้าไว้สิครับ”
“ถ้างั้นลองขึ้นไปสูงกว่านี้ไหม?”
“เอาสิครับ”
ซึฮากิใช้เวทมนตร์บินขึ้นไปบนท้องฟ้าและโลดแล่นไปมาเพื่อให้เด็กคนนั้นได้สนุกรื่นรมย์
เป็นเด็กที่แปลกจริง ๆ สูงขนาดนี้ปกติต้องกลัวสิ หรือจะเป็นพวกชอบอะไรท้าทายไม่ก็ใสซื่อจนไม่เห็นถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้
“เพื่อน ๆ ของเธอนี่ร่าเริงกันจริง ๆ นะ” ลุงทอมนั่งอยู่ริมระเบียงพลางมองเหล่าเด็กน้อยใหญ่เล่นกันอย่างสนุกสนาน
“พวกเขาคงคุ้นชินกับเด็ก ๆ พอสมควรเพราะที่เมืองโน้นก็มีเด็กแบบนี้เยอะเหมือนกันค่ะ” ระหว่างที่นั่งกินลมชมวิวฟรานก็มอบเงินส่วนตัวให้กับป้าศรี มีทั้งเงินที่ได้จากทางหลวงและเงินที่ได้มาจากซึฮากิซึ่งรวม ๆ แล้วสามารถสร้างบ้านหลังใหม่ได้สบาย ๆ และยังมีเงินกินใช้ไปอีกเป็นปี
“มีเรื่องให้เกรงใจอีกแล้ว รอบก่อนก็แทบจะขอบคุณไม่ไหวอยู่แล้วนะ” ป้าศรีทำได้แค่ยิ้มเจื่อนเกรงอกเกรงใจกับเงินจำนวนมากเหล่านั้น
“คุณแม่ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ หนูหาเงินได้ค่อนข้างเยอะจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไรเลย”
ขณะที่ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี จู่ ๆ ก็มีกลุ่มคนเดินมารออยู่หน้ารั้วบ้าน รถม้าหรูหราและกองอัศวินจำนวนหนึ่งกำลังคุ้มกันหญิงสาวร่างสูงใหญ่อยู่
“ที่นี่คือศูนย์รวมใจของคนในหมู่บ้านสินะ” เธอให้อัศวินพังประตูเข้ามาโดยไม่ได้ขออนุญาตและด่านแรกก็คือพวกเซนที่กำลังสนุกกับเด็ก ๆ
“ฮัลโหล ! นี่ใครครับเนี่ยทำไมถึงพังประตูเข้ามา?” เซนเดินนำหน้าเข้าไปทักทายด้วยท่าทางยียวน
“เจ้าคนไร้มารยาท ! กล้าดียังไงถึงพูดจาสามหาวกับท่านหญิงรีโอน่า” อัศวินคนหนึ่งเดินเข้ามาประจันหน้ากับเซนสองต่อสอง
“พวกลุงต่างหากที่สามหาว เดี๋ยวผมเพิ่มให้อีกหนึ่งหาวด้วยเอาไหม?” ทั้งคานะและซึฮากิมองเซนเป็นตาเดียวเพราะงงกับมุกที่เซนพูด
“ใจเย็นลงเสียหน่อยเถอะ” หญิงสาวร่างสูงใหญ่เดินนำขึ้นมาเพื่อเผชิญหน้ากับพวกเซน
“มีธุระอะไรมิทราบครับ? ถ้ามาดีก็คงไม่พังประตูเข้ามาหรอก”
“ไม่รู้จักฉันเหรอ? พวกกบฏคงไร้การศึกษาพอตัวเลยนะ”
“หนึ่งในลูกสาวของดยุกอลาสกัน” ซึฮากิพูดต่อทันที
“ก็รู้จักนี่...และฉันก็รู้จักพวกนายด้วย” เธอไล่ชี้หน้าทุก ๆ คนจนไปหยุดอยู่ที่ซีโร่
“แล้วนี่ใครเนี่ย?”
ระหว่างที่หน้าบ้านกำลังวุ่นวายเหล่าคุณลุงคุณป้าก็ออกมาพอดี พวกเขากล่าวทักทายด้วยท่าทางเป็นกังวลและหวาดหวั่นจนไม่กล้ามองหน้าหญิงสาวผู้นั้น
“โห่ ท่านผู้กล้าก็อยู่ด้วยหรือนี่ ได้ข่าวว่าท่านชอบที่นี่มาก ๆ จนแวะเวียนมาบ่อย ๆ”
“มีธุระอะไรเหรอคะคุณหญิงรีโอน่า?” ป้าศรีถามและเดินมาข้างหน้าเพื่อรับมือกับขุนนางแทนพวกเซน
“อ้อ...ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ พอดีว่าอยากขยายกิจการทางเราก็เลยอยากได้ที่ดินแถว ๆ นี้สักหน่อย”
“เอาอีกแล้วเหรอ พวกขุนนางนี่ชอบกว้านซื้อที่ดินกันจริง ๆ เลยนะ” ลุงทอมยิ้มยักคิ้วให้เหมือนไม่เกรงกลัวกองอัศวินข้างหลังเลย
“รู้แล้วก็ดี และพวกลุงก็คงจะรู้ใช่ไหมว่าพวกเราไม่เคยล้มเหลว”
ลุงทอมถอนหายใจพร้อมกับวางมือลงบนบ่าของป้าศรี “ไปเตรียมเก็บของกันเถอะ ถ้าพวกมันอยากได้ก็คงทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว”
เหล่าลุง ๆ ป้า ๆ ที่ได้ยินได้เห็นมากับตาต่างก็เข้าใจทันทีว่าหมายถึงอะไร
“ถึงจะมีการจ่ายเงินทดแทนค่าย้ายออกแต่ถ้าปฏิเสธก็จะถูกกดดันไปเรื่อย ๆ เสียงน่ารำคาญ กลิ่นเหม็น โจรชุกชุม ไม่ว่าจะดูยังไงสิ่งเหล่าก็เป็นฝีมือของพวกขุนนางที่ต้องการซื้อที่ดินแต่ก็ไร้ซึ่งหลักฐานเพราะจ้างวานมืออาชีพมาทำ” ซึฮากิกล่าวออกมาต่อหน้ารีโอน่าทำเอาพวกป้าศรีเหงื่อตกแทน
“นายคือซึฮากิผู้นำเอลโฟเรีย ก่อนหน้านี้น้องชายฉันแอบไปเจรจาด้วยแต่ก็ต้องล้มเหลวกลับมา”
“ต่อให้ผู้นำตระกูลมาเองก็คงล้มเหลวเหมือนกัน”
“ไอ้พวกชั้นต่ำ !” หัวหน้ากองอัศวินกระโจนเข้าใส่ด้วยดาบมานา เขาฟาดดาบลงตรง ๆ ไม่สนใจคนรอบข้างที่มีทั้งคนสูงอายุและเด็กตัวน้อย ๆ
“ดาบที่จงรักภักดีต่อเจ้าของเป็นดาบที่ดี แต่หากไร้ซึ่งสติปัญญาไม่ว่าจะกี่วันกี่ปีก็เป็นได้แค่ดาบเท่านั้น” ซึฮากิไม่หลบหลีกใด ๆ ทั้งนั้นแต่ใช้โล่มานาและเวทมนตร์วายุลดแรงปะทะทำให้ความเสียหายไม่รุนแรงจนกระทบคนอื่น
“เป็นแค่กบฏชั้นต่ำแต่กล้าเอ่ยเช่นนั้นออกมาหรือ?” เขาไม่หยุดเพียงแค่นั้นและยังรุดหน้าเดินเข้าหาซึฮากิ ทุกย่างก้าวจะตวัดดาบหาช่องว่าง ทุกลมหายใจจะร่ายเวทมนตร์เสริมไปในการโจมตี ทุกการกะพริบตาจะเปลี่ยนท่วงท่าวิชาดาบ
“สมกับเป็นหัวหน้ากองอัศวินที่คอยอารักขาคุณหญิงรีโอน่า แต่ความภักดีอันมืดมนเหล่านั้นกลับทำให้วิสัยทัศน์ลดลงรวมถึงความสุขุมที่ควรพึงมี” เพลงดาบที่เต็มไปด้วยท่วงท่าแทนที่จะหนักแน่นแต่เพราะความขาดสติทำให้สิ่งที่ขัดเกลามาทื่อลงทันที การออกอาวุธเหล่านั้นทำให้ซึฮากิเหงื่อออกไม่ได้ด้วยซ้ำหรือเพราะเขายังไม่ได้เอาจริงกันแน่
ซึฮากิใช้ด้ามมีดกระแทกแขนของเขาระหว่างที่กำลังจะถอยกลับ ดาบที่เคยจับไว้แน่นมาตลอดร่วงลงพื้นเพราะความเครียดสะสมที่ฝืนเหวี่ยงมันติด ๆ มาตลอด
“หน็อย ! แกไม่ตายดีแน่...” ก่อนที่เขาจะได้หยิบดาบขึ้นมาใหม่ซึฮากิก็เอามีดจ่อคอขู่ไว้เสียแล้ว
“พอแค่นั้นแหละ ก็สมกับเป็นสหายของท่านผู้กล้าเพราะถ้าอ่อนแอก็คงจะปกครองเอลโฟเรียไม่ได้แน่ ๆ” รีโอน่ายิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะหยิบดาบของหัวหน้ากองอัศวินขึ้นมาแทน
“ดาบที่ยอดเยี่ยมก็ยังเป็นแค่ดาบ หากทำหน้าที่ได้ยิ่งกว่าดาบเมื่อไรก็จะได้เป็นยิ่งกว่าดาบ” ขณะที่กำลังถือดาบทำเป็นดูไปเรื่อย จู่ ๆ เธอก็เหวี่ยงมันเข้าที่คอของซึฮากิ
“คารมคมคายเพียงเล็กน้อยก็ถือว่าเป็นก้าวสำคัญ หากศัตรูเป็นคนที่ฟังกันรู้เรื่องการพูดคุยก่อนก็ไม่ใช่เรื่องแย่” เพียงชั่วพริบตาซึฮากิก็ยกมีดสั้นขวางวิถีดาบไว้ได้
“สายตาอันเฉียบคมที่ผ่านการฝึกฝนมานับครั้งไม่ถ้วน สายตาที่จะไม่ละไปไหนจนกว่าจะกำราบศัตรูตรงหน้าได้” เธอลดระยะดาบเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนวิถีดาบและวาดผ่านใบหน้าซึฮากิไปหวุดหวิด
“การละสายตาไปจากศัตรูก็เหมือนเดินลงเหวฆ่าตัวตาย แค่การกะพริบตาก็เหมือนกระโดดลงบ่อจระเข้ที่ต้องมาลุ้นว่าจะตะเกียกตะกายขึ้นมาทันหรือเปล่า” ซึฮากิบิดตัวเล็กน้อยเพื่อถีบเข้าที่ท้องของรีโอน่าส่งตัวเธอกระเด็นไปหากองอัศวินเหล่านั้น
ขณะที่กำลังนอนคลุกฝุ่นเธอก็ส่งเสียงหัวเราะขบขันดังลั่นมันยิ่งทำให้คนรอบ ๆ เป็นกังวล “ไม่ได้ลงมากองกับพื้นนานแค่ไหนแล้วนะ ก็นะ...มีแต่คนประจบสอพลอ พอจะฝึกประลองก็อ่อนข้อให้ พอจะออกไปทำงานก็มีคนคุ้มกัน ต้องแบบนี้ต่างหากถึงจะเร้าใจ”
“ลุกขึ้นมาสิเดี๋ยวผมจะช่วยสงเคราะห์ให้”
“ก็มาสิ” รีโอน่าฉีกยิ้มกว้างราวกับคนบ้าและหยิบดาบเล่มใหม่พร้อมสู้อีกครั้ง
“หยุด !” ฟรานเข้ามาขวางระหว่างทั้งสอง
“ไม่เห็นเหรอว่าเด็กสั่นกลัวกันหมดแล้ว ฉันไม่อยากให้พวกเขาเห็นอะไรพวกนี้”
“ต้องสนด้วยเหรอ? ได้เห็นโลกของผู้ใหญ่จะได้เติบโตไว ๆ ไงล่ะ” รีโอน่าชี้ปลายดาบไปที่ฟราน
“พอเถอะค่ะคุณรีโอน่า” ดีน่าพุ่งเข้ามายืนเคียงข้างฟรานและยังมองค้อนไม่เลิกด้วย
“ดูสิใครมา ลูกสาวบารอนมือใหม่ที่พึ่งได้ยศมาไม่นานนี้เอง ตอนแรกฉันไม่ทันสังเกตเพราะเธอมันจืดจางเกินไปจนไม่อยู่ในสายตา”
“ปากคอเราะรายไม่เปลี่ยนเลยนะคะ ที่ผ่านมาดิฉันไม่สนใจเพราะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันโดยตรงแต่รอบนี้คงจะปล่อยผ่านไม่ได้แล้วค่ะ”
“พูดเหมือนตัวเองมีอำนาจมากพออย่างนั้นแหละ ตระกูลเล็ก ๆ อย่างเธอฉันกวาดล้างได้ในคืนเดียวด้วยซ้ำ กำลังพลก็น้อยนิดเส้นสายก็ไม่เคยสร้างไว้ ถ้าไม่นับตระกูลเนวิลล์พวกเธอคงจะเป็นตระกูลที่ต่ำต้อยที่สุดไปแล้ว”
“ขอโทษละกันแต่ดิฉันไม่ได้สนใจยศถาบรรดาศักดิ์พวกนั้นอยู่แล้ว”
“ฉันชอบความมุ่งมั่นเหล่านั้นนะแต่ก็ช่างเถอะ”
พอได้เห็นท่าทางแข็งกร้าวของพวกเธอมันก็ทำให้รีโอน่าต้องถอยกลับแต่ดูยังไงก็ไม่มีทางจบแค่นี้แน่ ๆ
“เหอะ พวกเธอทำให้มันยุ่งยากกว่าเดิมนะรู้ไหม? พวกมันคงจะตามรังควานตลอดทุกวันให้เราหนีออกไปเอง อืม...แต่ฉันชอบนะที่เห็นพวกมันถอยกลับไปอย่างนั้น” ลุงทอมเดินเข้ามาหาเหล่าหนุ่มสาวส่วนเด็ก ๆ ปล่อยให้ป้าศรีเป็นคนพาเข้าบ้าน
“ไม่ต้องห่วงนะคะเดี๋ยวกิจังของเราจะช่วยแก้ปัญหาให้เอง” ทุกสายตาจับจ้องไปที่ชายหนุ่มที่มีใบหน้าเรียบนิ่งที่กำลังเหม่อคิดอะไรอยู่ในใจ
“อืม ๆ ยากเอาการนะเพราะตระกูลดยุกมีอำนาจพอ ๆ กับราชวงศ์เลยก็ว่าได้ ถ้าเป็นพวกเราคงไม่ได้กระทบอะไรมากเพราะเดี๋ยวก็กลับบ้านกันแล้ว”
“ไม่ได้สิกิจัง เราจะปล่อยให้พวกเขาโดนไล่ที่ไม่ได้นะ”
“แต่ก็ได้เงินนี่นา ย้ายไปหาที่อยู่ใหม่ก็ไม่ได้แย่”
“นี่นายจะให้พวกเขาทิ้งบ้านของตัวเองเหรอ?”
“ก็ใช่ เธอก็ลองไปถามคนอื่นดูสิว่าอยากย้ายบ้านหรือเปล่า ถ้าไม่ได้ยึดติดกับสถานที่ก็แค่ย้ายไปอยู่ที่อื่น”
“นั่นสินะแต่แบบนี้มันก็เหมือนเราแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเลยนี่ ฉันก็แค่รู้สึกหมั่นไส้ขุนนางพวกนั้นจนอยากจะต่อต้านบ้าง”
“เหรอ…” ซึฮากิใช้เวลาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจนได้แนวทางการแก้ปัญหา
“พวกคุณพร้อมรับมือหรือเปล่า?” ซึฮากิกวาดสายตามองเหล่าคุณลุงคุณป้าเพื่อดูแววตาและท่าทีของพวกเขา
“คงไม่ใช่ให้เราสู้กลับหรอกนะ ดูสภาพพวกเราแต่ละคนด้วย” ลุงทอมเดาะลิ้นกล่าวดูไม่สบอารมณ์เสียเท่าไร
“ไม่ได้หมายถึงสู้ด้วยกำลังสักหน่อย เราจะสู้ด้วยวิธีการต่างหาก”
“วิธีการเหรอ…แล้วมันเป็นยังไงล่ะ?”
“ถ้างั้นทุกคนพร้อมจะขายที่กันหรือยัง?”
“หา? พวกเราพยายามกีดกันพวกมันจะได้ไม่ต้องขายที่หนีนะ แล้วทำไมตอนนี้ถึงจะมาขายเองล่ะ?” ฟรานขมวดคิ้วสงสัยไม่ต่างอะไรกับคนอื่น ๆ ยกเว้นเซนที่ไม่ได้ฟังตั้งแต่แรกแล้ว
“เราจะขายที่…ให้ฉันเนี่ยแหละ เธอรู้ไหมว่าทำไม?”
ฟรานตาโตหลังจากได้ฟังคำใบ้สั้น ๆ “ชิงตัดหน้าใช่ไหม”
“สั้นไปหน่อยแต่ก็ใช่ แล้วเธอล่ะซีโร่?” ซึฮากิหันมองหญิงสาวผู้มีแววตาขี้เล่นพร้อมพาทุกคนออกไปผจญภัย
“ชิงตัดหน้าคือขั้นตอนที่หนึ่งซึ่งต้องทำให้ได้ก่อนถึงจะใช้วิธีการอื่นได้ เมื่อกรรมสิทธิ์เป็นของซึฮากิเขาก็จะวางกำลังหรือเตรียมความพร้อมได้ดีกว่า”
“ประมาณนั้นแหละแต่ยังมีรายละเอียดยิบย่อยอีกหลายอย่างซึ่งอธิบายไปก็คงจะไม่เข้าใจ เอาเป็นว่าเรามาทำสัญญาซื้อขายที่ดินย่านนี้กันก่อนดีกว่า” ช่วงเวลาแค่ไม่กี่นาทีซึฮากิก็จัดเตรียมเอกสารสำหรับซื้อขายที่ดินเรียบร้อยและยังมีตราประทับของกรมที่ดินประจำเมืองแอสต้าประทับไว้แล้ว
“เดี๋ยวนะ นายไปเตรียมของพวกนี้มาจากไหนเนี่ย?” ฟรานถึงกับเอียงคอสงสัย
“ก็ตั้งแต่ตอนที่ขุนนางพวกนั้นมานั่นแหละ พอดีว่ามีข้อมูลวงในบอกมาว่าตระกูลอลาสกันกำลังเตรียมขยายกิจการ ฉันก็เลยทำเรื่องซื้อที่ดินไว้ล่วงหน้าและก็ใช้ความลับนิดหน่อยเพื่อให้ได้ตราประทับมา”
“อา...นายชักจะน่ากลัวขึ้นทุกทีเลยนะ”
“นิดหน่อยล่ะมั้ง”
หลังจากนั้นพวกเขาก็นั่งประชุมกันพักใหญ่กว่าจะหว่านล้อมให้ชาวบ้านยอมขายที่ให้ซึฮากิก่อนตระกูลอลาสกัน แต่เพราะเป็นการซื้อที่ดินพร้อมกับสิ่งปลูกสร้างและยังต้องจ่ายค่าชดเชย พวกเขาจึงต้องใช้เงินทุนจำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่เอลโฟเรีย
“ฉันจะกลับไปเอาเงินแล้วก็ทำธุระนิดหน่อย ส่วนพวกนายรออยู่ที่นี่ไปก่อน”
“เดี๋ยว ! เอาพวกฉันกลับไปที่โน่นด้วยสิ” นัตโตะกล่าวขัดด้วยแววตาแข็งกร้าวหนักแน่นในคำพูด
“เบื่อที่นี่เต็มทีแล้วเหรอ ก็ดีเหมือนกันพวกนายจะได้ไปปรับตัวสักหน่อย”
“แล้ว…พวกเราต้องทำอะไรไหม?” ฟรานถามพลางมองดูดาบเทพทมิฬที่อยู่ในฟัก
“พักผ่อนตามสบาย ฉันอาจจะใช้เวลาวันสองวันกว่าจะกลับมา เพราะฉะนั้นดูแลตัวเองกันดี ๆ ล่ะ” พูดจบซึฮากิก็พาหน่วยนัตโตะไปที่เครื่องบินทันที
“รับทราบครับหัวหน้า !” เซนที่นั่งเหม่อมาตั้งแต่ต้นตะเบ็งเสียงกล่าวลาและยกมือทำวันทยหัตถ์ พอคนอื่นเห็นก็เลยทำตามกันเองด้วยความเคยชิน
“ทำตัวเป็นทหารไปได้” ซีโร่หัวเราะคิกคักแล้วค่อย ๆ ลดมือลงมาเหมือนเดิม
“เพราะระเบียบจะสร้างระบบ เพราะระทมจะสร้างระดับ”
ทุกคนต่างเงียบกริบมองเซนเป็นตาเดียวเพราะไม่เข้าใจว่าพูดอะไรออกมา
“อะไรเล่าก็แค่คำคมคำคล้องเอง คนเราก็ต้องมีสุนทรียภาพกันบ้าง”
“แต่สุนทรียภาพที่ดีต้องมีสุนทรูยภาพด้วยใช่ไหม?” ฟรานเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มสดใสแต่พอได้เห็นปฏิกิริยาของเพื่อน ๆ มันก็ทำให้เธอห่อเหี่ยวทันที
“ผิดแล้วมันต้องมีสุนวันยภาพต่างหาก” คานะยิ้มอย่างมั่นใจในมุกฝืด ๆ ของตนเองและมันก็ทำให้บรรยากาศเงียบกริบอีกครั้ง
แต่ไม่นานพวกเขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะขบขันกันอย่างสนุกสนานเหมือนว่างจนไม่มีอะไรทำหรือเพราะอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดมานานจนต้องระบายมันออกมากันแน่
ซึฮากิและหน่วยของนัตโตะกลับถึงเอลโฟเรียได้อย่างปลอดภัยยกเว้นเสียแต่มีคนอาเจียนเพราะเมาเครื่องบิน
“โห่ !” วาตาโตตั้งแต่ยังไม่ลงเครื่องเพราะแค่วิวทิวทัศน์จากด้านบนมันก็ดูดีจนพูดไม่ออกแล้ว
“มีที่แบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย” แม้อาการเมาของแก้วจะยังไม่หายแต่เธอก็ต้องชะโงกหัวมองบ้างเพราะท่าทางของเพื่อน ๆ มันดูน่าตื่นเต้นเสียเหลือเกิน
“นั่นคือเอลโฟเรียสินะ นายคงจะเป็นคนวางผังเมืองทั้งหมดแน่นอนเพราะคนในโลกล้าหลังแบบนี้ทำไม่ได้หรอก”
“ใช่ หลังจากเอาเครื่องลงฉันจะให้คนพาไปที่พักและพักผ่อนตามสบายไปก่อน แล้วก็อย่าก่อเรื่องอะไรเชียวล่ะ”
วินาทีแรกที่ประตูเปิดแก้วก็วิ่งออกมาก่อนใครเพื่อสูดอากาศข้างนอกให้ผ่อนคลายก่อนที่อาการคลื่นไส้จะมาอีกครั้ง ระหว่างนั้นซึฮากิได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่และตรงดิ่งไปที่บ้านหลักทันทีปล่อยให้พวกนัตโตะอยู่กับใครไม่รู้
ช่วงเวลาที่กลับมาเป็นจังหวะที่คนอื่นไม่อยู่บ้านพอดี มีเพียงโคที่เป็นตัวแทนของซึฮากิในการบริหารบ้านเมืองนั่งรออยู่ที่โต๊ะประชุม
“ได้เรื่องอะไรไหม?” ซึฮากิเลื่อนเก้าอี้นั่งลงฝั่งตรงข้ามพร้อมกับเปิดเอกสารที่โคเตรียมไว้ให้ไปด้วย
“ครับ หลังจากได้ส่งหน่วยสำรวจออกไปทั่วมหาสมุทร สิ่งที่ได้มีสองอย่างก็คือเรื่องที่จ้าวทะเลบลูหายตัวไปกับแผ่นดินน้ำแข็งทางตอนเหนือสุดและตอนใต้สุด”
“ตอนนี้ขั้วอำนาจในมหาสมุทรเละเทะไปหมดแล้ว จ้าวทะเลที่ยังมีอำนาจอยู่ก็คือเคน แม็กซ์แล้วก็เมอร์ หลังจากสงครามจบลงแม็กซ์ก็หายเงียบไปไม่ออกคำสั่งหรือทำอะไรกับมนุษย์เงือกที่เหลือในอาณาเขตตัวเองเลย ส่วนเมอร์ก็สูญเสียคนในอาณาเขตของตัวเองไปเกือบทั้งหมดทำให้เหลือแค่เคนที่ยังมีการบริหารอาณาเขตอยู่”
“แล้วพวกเราควรจะทำยังไงต่อดีครับ?”
“ให้ประสานงานกับจ้าวทะเลเคนเพื่อขอใช้อ่าวในการทำงานทั้งหมด เราต้องรีบสร้างทหารเรือให้ไวที่สุดและยังต้องต่อเรือเฉพาะในการลุยในเขตน้ำแข็งด้วย”
“รับทราบครับ” โคนำคำสั่งไปกระจายให้กับผู้ที่มีอำนาจในแผนกต่าง ๆ เพื่อให้ดำเนินการได้เร็วที่สุด ระหว่างนั้นซึฮากิก็ยังเดินวุ่นอยู่ในบ้านหลักเพื่อทำเอกสารสำหรับแผนการต่อไป
“กลับมาไม่ให้สุ่มไม่ให้เสียงเลยนะ” ยูกิเดินออกมาจากห้องครัวด้วยความสงสัยนึกว่าโจรขึ้นบ้าน
“อืม ฉันรู้ว่านายไม่สนใจอยู่แล้ว” ซึฮากิทำงานต่อไปทิ้งความสงสัยไว้จนยูกิกลับเข้าครัวไปหมกมุ่นกับอาหารของตนเองต่อ
ขณะเดียวกันพวกคิโนริก็ได้ออกเดินทางเข้าไปในดันเจี้ยนโดยมีมังกี้เป็นพี่เลี้ยงตามไปด้วย หลังจากฝึกซ้อมด้วยกันเองจนชินแล้วก็ถึงเวลาล่าเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์
“นี่คิโนริ เจ้าไม่คิดว่าตัวเองกำลังฝืนอยู่หรอกเหรอ…เจี๊ยก”
“ไม่หรอกค่ะ” การตอบกลับด้วยรอยยิ้มสดใสทำให้มังกี้ทำอะไรไม่ได้แต่เธอก็รู้สึกได้ถึงความกังวลในใจที่อธิบายออกมาไม่ได้
นับวันคิโนริยิ่งทิ้งห่างกับเพื่อน ๆ ฝีมือและพลังที่พัฒนาขึ้นเร็วจนเกือบจะตามซีโร่ได้ทันในแง่สเตตัส แต่ก็ยังด้อยประสบการณ์ต่อสู้จริงกับคนด้วยกันเอง ถ้าเธอกลบข้อด้อยจุดนั้นก็อาจจะได้เป็นตัวตั้งตัวตีของเอลโฟเรียเลยก็ว่าได้
“ข้างหน้ามีฝูงหมาป่าถ้ำหกสิบตัว” แมรี่เป็นเสมือนผู้นำเพราะเธอสามารถตรวจจับมานาได้จึงช่วยให้วางแผนได้ดีขึ้นแต่ถึงกระนั้นคิโนริกลับพุ่งเข้าใส่ตัวคนเดียวไม่รอเพื่อน ๆ
เสบียงสัมภาระมากมายที่ขนไปแทบจะไม่ได้ใช้ด้วยซ้ำเพราะแค่มีคิโนริกับมอนสเตอร์พวกเขาก็มีอาหารกินตลอด แม้มันจะไม่อร่อยแต่ก็ใช้ประทังชีวิตระหว่างอยู่ในดันเจี้ยนได้