บทที่ 13 ไม่ต้องหรอก ฉันทำได้
ฉินอิงอิงหลับจนถึงแปดโมงครึ่งของเช้าวันถัดมา เพราะอิงอิงน้อยหลับนานเกินไปซ่งซือหลินจึงถูกฉินอี้หานเรียกตัวั้แ่เจ็ดโมงเช้า
ผลตรวจออกมาพอดี เขาจึงปลอบใจตัวเองว่ามาที่นี่เพื่อส่งผลตรวจ
หลังจากตรวจเสร็จแล้ว ซ่งซือหลินก็พบว่าเด็กน้อยร่างกายแข็งแรงเหมือนกับลูกวัว
ฉินอี้หานขมวดคิ้ว "ไม่มีปัญหาจริงเหรอ?"
ประโยคเหล่านี้ไม่ได้แรงอะไร แต่มันเป็การดูถูกคนเป็หมออยู่กลาย ๆ
ซ่งซือหลินกัดฟันกรอด “สงสัยในความสามารถของฉันเหรอ?”
เยี่ยนลี่เฉิงอธิบายเงียบ ๆ “อาซ่ง อาฉินก็แค่เป็ห่วงอิงอิงตัวน้อยครับ”
ซ่งซือหลินเบ้ปาก "เขาก็เลยสงสัยในความสามารถฉันงั้นสิ?"
เยี่ยนลี่เฉิงยิ้มอย่างเรียบเฉย “ประเด็นสำคัญคืออิงอิงตัวน้อยกินเยอะมาก มองแวบแรกคาดว่าปริมาณอาหารสองมื้อของเธอเพียงพอสำหรับผู้ชายที่เป็ผู้ใหญ่สิบคน!”
ซ่งซือหลิน “...”
หรือว่าความสามารถและความรู้ของเขาจะมีปัญหาจริง ๆ?
ซ่งซือหลินมองเด็กน้อยที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียง เขามองผลตรวจในมืออีกทีและมองเยี่ยนลี่เฉิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“กำลังหลอกกันอยู่เหรอ?”
เด็กน้อยที่ยังเล็กแบบนี้เนี่ยนะกินจุเท่าเด็กมัธยมต้น ปริมาณอาหารสองมื้อของเธอเพียงพอสำหรับผู้ชายที่เป็ผู้ใหญ่สิบคน นี่นายหลอกใครอยู่น่ะ?
ฉินอี้หานพูดต่อ “ที่เขาพูดเป็เื่จริง!”
ซ่งซือหลินหมดคำจะพูด “...”
พวกนายหลอกฉันเล่นแบบนี้สนุกมากสินะ?
ฉินอี้หานหยิบรายงานมาอ่านอย่างละเอียดหนึ่งรอบ หลังจากยืนยันว่าทุกอย่างเป็ปกติ คิ้วของเขาก็ขมวดเป็ปม
“เครื่องมือทางการแพทย์ของโรงพยาบาลคุณ…”
เส้นเืปรากฏบนหน้าผากของซ่งซือหลิน
“ประธานฉินพาอิงอิงน้อยไปตรวจที่โรงพยาบาลตอนนี้เลยสิครับ จะได้รู้ว่าเครื่องมือทางการแพทย์ของเรารู้สึกถึงอารมณ์รุนแรงที่คุณพยายามระงับเอาไว้ได้หรือเปล่า?”
ฉินอี้หานยิ้มออกมาเล็กน้อยทันที
“ตอนนี้อารมณ์ของฉันปกติดีมาก!”
ซ่งซือหลินนิ่งไป
“จริงเหรอ?”
ฉินอี้หานยิ้ม “ไม่เชื่อก็ลองตรวจดูสิ!”
ซ่งซือหลินหยิบอุปกรณ์ขนาดเล็กออกมาตรวจเขา
เมื่อตรวจเสร็จแล้ว ใบหน้าของซ่งซือหลินก็เต็มไปด้วยความสับสน
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ฉินอี้หานหันมองลูกสาวสุดน่ารักที่ยังคงนอนฝันหวานอยู่บนเตียง ความเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งบนใบหน้าละลายกลายเป็ความนุ่มนวลดุจแพรไหมราวกับปาฏิหาริย์
“ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณอิงอิงตัวน้อย!”
แวบแรกที่เห็นอิงอิงตัวน้อยที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เขาที่ตั้งใจจะรับเด็กผู้ชายสักคนไปเลี้ยงก็เปลี่ยนใจอย่างกะทันหัน
ตอนที่ดวงตาเม็ดองุ่นเป็ประกายสีดำจ้องมอง จู่ ๆ อารมณ์ของฉินอี้หานซึ่งรุนแรงมากจนแทบจะควบคุมไม่ได้มาตลอดก็สงบลง
ยิ่งไปกว่านั้นอิงอิงก็ทั้งน่ารักทั้งนุ่มนิ่ม เขาจะเมินเฉยเธอเพียงเพราะเป็เด็กผู้หญิงได้ยังไง?
เยี่ยนลี่เฉิงลดเสียงให้เบาลง “อาฉิน อาซ่ง ในเมื่ออิงอิงตัวน้อยสุขภาพแข็งแรงดี งั้นเราก็ไปคุยกันที่ห้องรับแขกชั้นหนึ่งดีกว่ามั้ยครับ?”
ซ่งซือหลินร้องโอ๊ะออกมาหนึ่งคำ “โอ๊ะ! ลี่เฉิงเริ่มรู้จักปกป้องน้องสาวแล้ว”
ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเยี่ยนลี่เฉิงเผยให้เห็นรอยยิ้มเขินอาย “เธอเรียกผมว่าพี่ลี่เฉิง ผมก็ต้องปกป้องเธออยู่แล้วสิ”
ซ่งซือหลินเลิกคิ้วและหมุนตัวเดินไปข้างนอก
“ไปกันเถอะ ประธานฉิน เราเสียงดังจะทำให้น้องสาวตัวน้อยตื่นได้นะ”
ฉินอี้หานก็คิดจะลงไปเหมือนกัน ลี่เฉิงพูดถูก ในเมื่ออิงอิงตัวน้อยสุขภาพแข็งแรงดีก็อย่าไปรบกวนการพักผ่อนของเธอจะดีกว่า
ทั้งสามคนเดินออกจากห้องนอนเป็แถว และไปคุยกันต่อที่ห้องรับแขกชั้นล่าง
วันนี้วันจันทร์ ฉินอี้หานต้องไปประชุม่เช้าตามปกติที่บริษัท
เขาไม่วางใจเื่อิงอิงตัวน้อย เยี่ยนลี่เฉิงจึงเอ่ยปากพูด
“อาฉินวางใจเถอะครับ ผมจะดูแลอิงอิงตัวน้อยอย่างดีเลย”
ฉินอี้หานประหลาดใจ “นายไม่ไปห้องสมุดเหรอ?”
ถึงเขากับลี่เฉิงจะคุยกันไม่มาก แต่หากลี่เฉิงไปไหนก็จะรายงานผู้เป็อาทุกครั้งเพราะไม่อยากให้เป็กังวล
หนุ่มน้อยวัยละอ่อนยิ้ม “อยู่ที่ไหนก็อ่านหนังสือได้ครับ แต่อยู่บ้านจะสอนอิงอิงตัวน้อยให้หัดพูดสะดวกมากกว่า”
“ดี งั้นตอนเย็นอาจะรีบกลับมาเร็วหน่อยก็แล้วกัน!”
หลังจากฉินอี้หานกินมื้อเช้ากับซ่งซือหลินแล้วก็ขึ้นรถไปพร้อมกัน
แปดโมงครึ่ง ฉินอิงอิงลืมตาขึ้นด้วยความสับสนมึนงง
สิ่งที่มองเห็นคือโคมระย้าคริสตัลหรูหรา ทั้งห้องมีแต่สีชมพู วอลล์เปเปอร์สีชมพู เตียงเ้าหญิงก็สีชมพู ผ้าห่มนุ่ม ๆ ก็เป็สีชมพู
เธอกลิ้งไปมาอยู่บนเตียงครู่หนึ่งถึงได้ดีดตัวขึ้น
โต๊ะข้างเตียงก็เป็สีชมพูอ่อนเช่นกัน ฉินอิงอิงถูกสีชมพูเหล่านี้ทำให้รู้สึกมึนงง
นี่คือสีที่ลูกมนุษย์ชอบกันเหรอ?
สีชมพูเ้าหญิง!
แหวะ!
ก็ได้อยู่แหละ แต่สุดท้ายแล้วสีขาวดำดูสง่างามและหล่อเหลากว่าเยอะ แต่หากอยากได้สีเ่าั้ก็จำเป็ที่จะต้องมีร่างกายแข็งแกร่งและทรงพลังด้วย
ร่างเล็ก ๆ ของเธอในตอนนี้เหมาะกับสีชมพูแบบเ้าหญิงมากกว่าจริง ๆ
ลูกวาฬน้อยเพิ่งพลิกตัวลงจากเตียงก็ได้ยินเสียงเคาะประตู ตามมาด้วยเสียงอันนุ่มนวลของพี่ชายผู้ให้อาหารลอดผ่านเข้ามา
“อิงอิงตัวน้อย ตื่นรึยัง?”
ฉินอิงอิงวิ่งไปแล้วเปิดประตูโดยเขย่งเท้าเปล่าที่เหมือนกับซาลาเปานึ่ง
เมื่อเห็นเสื้อเชิ้ตขาวกับกางเกงดำที่เข้าชุดกัน ใบหน้าขาวนวลเหมือนหยก รวมทั้งผมสีดำหนาของพี่ชายผู้ให้อาหาร ชุดสูทสีดำขาวที่ดูหล่อเหลานี้ทำให้ดวงตาของเธอเป็ประกายทันที
“อา… เหลว… มาก!”
ตอนที่เยี่ยนลี่เฉิงเห็นอิงอิงตัวน้อย เขาก็คุกเข่าลง ทว่าขนาดคุกเข่าแล้วก็ยังสูงกว่าอิงอิงตัวน้อยอยู่ดี เขาจึงก้มศีรษะลงให้อยู่ในระดับสายตาของเธอ
"อิงอิงตัวน้อยอยากชมว่าพี่ลี่เฉิงหล่อมากเหรอ?"
ฉินอิงอิงรีบร้อนพยักหน้า “อื้ม! งื้อออ…”
ใช่สิ!
อ๊ากกก!
เธอออกเสียงไม่ชัดอีกแล้ว!
แบบนี้จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่ายเพราะปัญหาการออกเสียงของเธอรึเปล่า?
อย่างเมื่อครู่นี้ เห็นชัดว่าเธอตั้งใจชมพี่ชายผู้ให้อาหารว่าหล่อ แต่ผลคือดันพูดคำว่า ‘เหลว’ ซะได้!
เมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจจนถึงขั้นกุมขมับตัวเองด้วยแขนอ้วนเล็ก ๆ เพราะออกเสียงไม่ชัดของอิงอิงตัวน้อย เยี่ยนลี่เฉิงก็ถูกความน่ารักโจมตีจนหน้าแดง
เขาอุ้มเธอขึ้นมาจากพื้นอย่างอดไม่ได้
“ไม่เป็ไรนะ แค่พี่ลี่เฉิงรู้เื่ก็พอแล้ว”
“อิงอิงตัวน้อยยังเด็ก ก่อนหน้านี้ที่พูดไม่ได้ก็เพราะไม่มีใครสอนให้ดี ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป พี่ลี่เฉิงจะสอนอิงอิงตัวน้อยพูดเอง ดีมั้ย?”
ฉินอิงอิงพยักหน้าอีกครั้ง “อื้อ!”
แบบนั้นก็ดีมากเลย!
พูดจบ เธอก็อยากแสดงความขอบคุณและชื่นชอบ จึงยื่นแก้มอ้วนกลมของตัวเองเข้าไปหาและถูไถอย่างที่เหล่าวาฬเพชฌฆาตชอบทำตอนที่้าแสดงออกถึงความรักกับความสุข
เด็กน้อยวัยสามขวบครึ่งยังมีกลิ่นนมผงอ่อน ๆ ผิวก็ขาวและเนียน เมื่อหน้ากลมเอาแก้มอ้วน ๆ มาถูไถใบหน้าผอมบางของเยี่ยนลี่เฉิง ร่างกายของเด็กหนุ่มก็แข็งทื่อไปในคราแรก จากนั้นก็ค่อย ๆ อ่อนลงทีละน้อยราวกับน้ำแข็งที่พบกับแสงแดดอบอุ่นในฤดูหนาว
อิงอิงน้อยนุ่มนิ่มมากเลย!
เขายังไม่ได้ลืมเื่สำคัญ
"อิงอิงตัวน้อยเพิ่งตื่นเหรอ? แปรงฟันล้างหน้าหรือยัง? ถ้ายัง ให้พี่ลี่เฉิงพาอิงอิงตัวน้อยไปดีมั้ย?" ฉินอิงอิงพยักหน้าเป็ครั้งที่สาม
เยี่ยนลี่เฉิงยิ้มพลางถูไถแก้มของอิงอิงตัวน้อยเหมือนกับที่อีกฝ่ายทำเมื่อครู่นี้ ระหว่างที่ถูไถก็อุ้มเธอไปที่ห้องน้ำ
เขากลัวอิงอิงตัวน้อยแปรงฟันไม่เป็ หลังจากเปิดน้ำและบีบยาสีฟันแล้ว คนเป็พี่ชายจึงตั้งท่าเตรียมสอน
ไม่คิดเลยว่าอิงอิงตัวน้อยจะหยิบแปรงสีฟันไปจากมือของเขาทันที
“อื้อ!”
ฉินอิงอิงยืนอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็ก มือหนึ่งหยิบแก้วน้ำ มือหนึ่งหยิบแปรงสีฟันและเริ่มแปรงฟัน
น้ำที่เทเข้าปากยังคงไหลย้อยออกมา มือที่ใช้แปรงฟันก็ยังสั่นอยู่น้อย ๆ
เยี่ยนลี่เฉิงอยากรับแก้วมาถือให้ แต่กลับถูกเด็กน้อยปฏิเสธด้วยสายตา
ในปากยังมีแปรงสีฟันอยู่ ฉินอิงอิงจึงได้แต่ร้อง “อื้อ” ด้วยเสียงเล็ก ๆ ของเด็ก
ไม่ต้องแล้ว ฉันจัดการเองได้!
เยี่ยนลี่เฉิงมองดูเด็กหน้าน่ารักที่กำลังล้างหน้าอยู่ที่อ่าง แววตาของเขาอ่อนโยนลงหลายส่วน