บทที่ 73 หากจู่ๆ สตรีนางหนึ่งก็ดีกับเจ้ามาก
ไป๋ซิวจิ่นมองความจริงจังและความกังวลในดวงตาของเด็กสาว แววตาเขาวูบไหวเล็กน้อย ทว่าสีหน้ายังคงเรียบสงบไร้ระลอกคลื่นเช่นเดิม เขายกถ้วยชาขึ้นจิบหนึ่งอึกก่อนเอ่ยเสียงเบา “ไม่เป็นไร”
ท่าทางสงบนิ่งอย่างยิ่ง
เสิ่นม่านซูเห็นเขาสงบนิ่งได้ถึงเพียงนี้ คิดว่าเขาน่าจะมีวิธีรับมือแล้วจึงค่อยวางใจลง
เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่พูดอะไร เสิ่นม่านซูก็รู้ตัวว่าไม่ควรดื้อดึงอยู่ที่นี่ต่อ แต่ก่อนจากไป นางยังคงไม่ยอมตัดใจ “จริงสิ ท่านหมอเทวดาไป๋ ครั้งหน้าท่านว่างเมื่อไหร่หรือ ข้าว่าจะมาทำของหวานแบบกินได้ทันทีชนิดนั้นให้ท่าน ดีหรือไม่เจ้าคะ”
รูปโฉมของเด็กสาวจัดอยู่ในแบบงดงามเย้ายวน แต่ดวงตากลับใสกระจ่างอย่างยิ่ง แววตาระยิบไหวดุจคลื่นน้ำ
ภายใต้ความคาดหวังอันแรงกล้าเช่นนี้ ไป๋ซิวจิ่นพลันนึกถึงชั่วขณะที่อีกฝ่ายโน้มตัวเข้ามาเมื่อครู่ และกลิ่นหอมหวานที่ลอยมากระทบจมูก รวมถึงปลายนิ้วเย็นของนาง
เขาเม้มปากเล็กน้อยก่อนเอ่ยเสียงเย็น “ค่อยว่ากัน”
“ก็ได้เจ้าค่ะ”
เขายังคงโกรธอยู่จริงๆ
เมื่อครู่นางเป็นอะไรไปถึงได้มือไวเช่นนั้น!
อาจเป็นเพราะความผิดหวังในดวงตาของเสิ่นม่านซูชัดเจนราวจับต้องได้ สายตาของไป๋ซิวจิ่นกวาดผ่านของหวานเต็มกล่องอาหารใบใหญ่นั้น ก่อนจู่ๆ จะเอ่ยว่า “หากเจ้าจะมา ก็ให้พิราบส่งข่าวล่วงหน้าหนึ่งวัน ดูว่าข้าว่างหรือไม่”
เสิ่นม่านซูกะพริบตาปริบ
นี่คือยังมีโอกาสใช่หรือไม่
เขาไม่ได้ปฏิเสธโดยตรง เช่นนั้นก็หมายความว่ายังมีโอกาสอยู่
เสิ่นม่านซูพยักหน้าพร้อมแววตาเป็นประกาย “เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ ม่านซูจำไว้แล้ว ท่านหมอเทวดาไป๋ ไว้พบกันใหม่นะเจ้าคะ”
เสิ่นม่านซูเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันกลับมา รอยยิ้มเปล่งประกาย งดงามพร่างพรายดั่งบุปผาบานสะพรั่ง “ท่านหมอเทวดาไป๋ เงินที่อยู่ใต้กล่องอาหารใบนั้น ท่านแม่ให้ข้านำมามอบให้ ท่านต้องรับไว้นะเจ้าคะ”
ไป๋ซิวจิ่นกำลังจะเอ่ยปาก ทว่าเด็กสาวกลับหมุนกายจากไปไกลราวกับผีเสื้อสีชมพูบินห่างออกไปเสียแล้ว เขาจึงเม้มปากเล็กน้อย
เมื่อรถม้าของจวนแม่ทัพออกจากจวนตระกูลไป๋ ไป๋ซิวจิ่นก็เอ่ยเสียงเนิบช้า “ไป๋เฉียน ไปคุ้มกันคุณหนูสามเสิ่น”
“ขอรับ”
เงาร่างสายหนึ่งกระโจนออกมาจากที่ลับ หมุนตัวพลิกข้ามกำแพงออกไปทันที
ไป๋จี๋ซึ่งใบหน้าฟกช้ำดำเขียวเข้ามาใกล้อย่างน้อยใจเล็กน้อย “นายท่าน เหตุใดท่านไม่ส่งบ่าวไปคุ้มกันคุณหนูสามเสิ่นเล่าขอรับ”
ไป๋ซิวจิ่นมองเขาด้วยสายตารังเกียจ “สาวใช้คนเดียวเจ้ายังสู้ไม่ได้”
ไป๋จี๋ราวกับถูกธนูปักเข้าที่เข่าอย่างจัง!
เขากุมอกพลางกล่าวเสียงสะอื้น “นายท่าน ฟังบ่าวอธิบายก่อนสิขอรับ! ไม่ใช่ว่าบ่าวสู้สาวใช้นางนั้นไม่ได้ ข้าออมมือให้นางต่างหาก!”
แต่ไป๋ซิวจิ่นไม่มีเวลามาฟังไป๋จี๋พร่ำบ่น เขาหมุนตัวจนชายเสื้อสะบัดไหวเบาๆ เดินเพียงสามก้าวก็ไปถึงห้องหนังสือ
เขานั่งลง จากนั้นยื่นมือแตะมุมปากตนเองเบาๆ
ไป๋ซิวจิ่นนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าถามไป๋จื่อที่กำลังจัดเรียงม้วนตำราไม้ไผ่ “อาจื่อ หากจู่ๆ ก็มีสตรีนางหนึ่งดีต่อเจ้ามาก จะเป็นเพราะอะไรหรือ”
ไป๋จื่อตกใจจนแทบทำม้วนตำราไม้ไผ่ในมือร่วง
คุณหนูสามเสิ่นเพิ่งจากไป
คุณหนูสามเสิ่นส่งขนมนานาชนิดให้นายท่านมาตลอด
คุณหนูสามเสิ่น...
ไม่ต้องบอกสาเหตุที่นายท่านถามเช่นนี้ก็รู้!
แต่ไป๋จื่อมิอาจพูดออกไปตรงๆ การเป็นคนสนิทที่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ช่างยากเหลือเกิน
อีกอย่าง...เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นกันแน่
หลังใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ไป๋จื่อจึงเอ่ยว่า “ใต้หล้านี้ไม่มีความดีใดเกิดขึ้นโดยไร้สาเหตุ อาจเป็นเพราะบ่าวเคยทำบางสิ่งไว้ เช่นบุญคุณช่วยชีวิต ทำให้นางรู้สึกซาบซึ้ง หรืออาจเป็นเพราะ...นางมีใจชื่นชมบ่าวอยู่บ้างขอรับ”
พูดจบ ไป๋จื่อก็เหลือบมองนายท่านของตนอย่างแนบเนียน
อย่างไรเสีย นายท่านอยากฟังคำตอบไหน ก็เชื่อคำนั้นก็พอแล้ว
มือของไป๋ซิวจิ่นที่จับพู่กันอยู่ชะงักเล็กน้อย จากนั้นจึงเขียนอักษร ‘ซาบซึ้ง’
คงเป็นเพราะซาบซึ้งในบุญคุณที่เขาช่วยชีวิตนางกระมัง
ครั้งหนึ่งคือตอนกลืนทอง อีกครั้งก็ตอนช่วยปกปิดที่ริมทะเลสาบ
อย่างไรนางก็เป็นบุตรสาวของแม่ทัพใหญ่เสิ่น อีกทั้งยังไม่ใช่คนโง่งมที่ไม่รู้จักสำนึกผิด เขาปฏิบัติต่อนางอย่างเป็นมิตร นางรู้จักสำนึกบุญคุณย่อมเป็นเรื่องปกติ
ใช่แล้ว...คงเป็นเช่นนี้
ไป๋จี๋ผลักประตูเข้ามา เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “พวกท่านกำลังคุยเรื่องบุญคุณช่วยชีวิตต้องตอบแทนด้วยการแต่งงานหรือขอรับ”
บทที่ 74 ตัวใครตัวมัน
มือของไป๋ซิวจิ่นที่จับพู่กันอยู่ชะงักอีกครั้ง ทว่าครานี้เส้นสุดท้ายที่เขียนเบี้ยวไปอีกทางทันที ส่วนไป๋จื่อกลับส่ายหน้าอย่างจนใจ
ไป๋จี๋เจ้าคนโง่นี่ พูดความจริงออกมาทำไมกัน ประเดี๋ยวก็โดนนายท่านตำหนิเอาหรอก
เป็นอย่างที่คิด ชั่วพริบตาต่อมา ไป๋ซิวจิ่นก็เอ่ยเสียงเย็น “ไป๋จี๋ ไปซื้อเกาลัดคั่วน้ำตาลจากร้านพี่สาวตู้ที่เมืองลั่วเสียมาให้ข้า ห้ามเย็นเด็ดขาด”
พอไป๋จี๋ได้ยินก็ร้องไห้กระซิกๆ ทันที “นายท่านขอรับ จากที่นี่ไปถึงเมืองลั่วเสีย ต้องขี่ม้าสามวันสามคืนเลยนะขอรับ!”
“อืม”
ไป๋จี๋หันไปมองไป๋จื่อที่อยู่ด้านข้างอย่างน่าสงสาร
ไป๋จื่อยังคงจัดเรียงตำราแพทย์ด้วยท่าทีสงบนิ่ง
งานนี้ตัวใครตัวมันแล้วกัน
ภายในจวนแม่ทัพ ป้านเซี่ยที่ยืนขวางอยู่หน้าเรือนเสิ่นม่านซูดวงตาแดงก่ำ นางกัดฟันกล่าว “คุณหนูสี่ บ่าวบอกท่านไปหลายรอบแล้ว คุณหนูของบ่าวกำลังพักผ่อนอยู่ เชิญท่านกลับไปเถิดเจ้าค่ะ”
เสิ่นอี๋เหวินแค่นหัวเราะเย็น “ข้าไม่เชื่อ! เจ้าเป็นแค่สาวใช้ กล้าขวางข้าหรือ”
ฮูหยินผู้เฒ่าดูถูกนาง ฮูหยินใหญ่ดูถูกนาง พี่หญิงรองกับพี่หญิงสามก็ดูถูกนาง...แต่นางอดทนมาตลอด ทว่าตอนนี้แม้แต่สาวใช้ก็ยังกล้าดูถูกนางหรือ
พวกชั้นต่ำอาศัยบารมีเจ้านาย!
ไม่ยอมให้นางเข้าไปใช่หรือไม่ นางจะต้องเข้าไปให้ได้!
เมื่อเห็นเสิ่นอี๋เหวินทำทีจะบุกเข้ามา สีหน้าของป้านเซี่ยก็เปลี่ยนไปทันที นางยื่นมือหมายจะขวางเสิ่นอี๋เหวิน แต่กลับถูกสาวใช้ข้างกายของเสิ่นอี๋เหวินทั้งสองคนรั้งตัวเอาไว้
สาวใช้คนอื่นๆ ในลานเรือนก็ถูกจับรั้งไว้เช่นกัน
ป้านเซี่ยร้องไห้พลางกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ถึงขั้นกล้าบุกเข้ามาเช่นนี้ หากรบกวนเวลาพักผ่อนของคุณหนูจนอาการป่วยของคุณหนูทรุดหนัก พวกเจ้ารับผิดชอบไหวหรือไม่”
สาวใช้ของเสิ่นอี๋เหวินได้ยินแล้วพลันขลาดกลัวขึ้นมา
ใครบ้างไม่รู้ว่าเสิ่นม่านซูเป็นคนที่ได้รับความโปรดปรานที่สุดในจวน
นั่นคือแก้วตาดวงใจของแม่ทัพใหญ่เชียวนะ!
พี่น้องทะเลาะกันบ้างอาจไม่เป็นไร แต่หากความผิดเหล่านี้ตกมาอยู่บนหัวบ่าวอย่างพวกนาง เบาหน่อยก็ถูกหักเบี้ยรายเดือน หนักหน่อยก็ถูกไล่ออกไปขายทิ้งทันที!
ดังนั้นสาวใช้หลายคนจึงไม่กล้าขยับ
เสิ่นอี๋เหวินถลึงตามองสาวใช้ไร้ประโยชน์เหล่านั้นอย่างดุร้าย สาวใช้แต่ละคนต่างไม่กล้าสบตานาง
สุดท้ายเสิ่นอี๋เหวินจึงแค่นหัวเราะเย็นใส่ป้านเซี่ย “นับว่าเป็นคนฝีปากใช้ได้จริงๆ! ใช่ พวกนางไม่กล้า แต่ข้ากล้า! ตอนนี้ข้าสงสัยว่าเจ้านางจิ้งจอกทำเรื่องทรยศเจ้านาย ไม่แน่ว่าเจ้าอาจทำร้ายพี่หญิงสามของข้าไปแล้วก็ได้!”
พูดจบ เสิ่นอี๋เหวินก็บุกเข้าไปด้านใน สาวใช้คนอื่นๆ ต่างไม่กล้าขวาง
ป้านเซี่ยสะบัดตัวให้หลุดจากการจับกุมของสาวใช้ทั้งสองอย่างแรง ก่อนจะรีบพุ่งเข้าไปกอดเอวของเสิ่นอี๋เหวินไว้แน่น
จะให้ใครรู้ว่าคุณหนูไม่ได้อยู่ในจวนไม่ได้เด็ดขาด!
คุณหนูมอบภารกิจสำคัญเช่นนี้ให้นาง นางจะต้องทำให้สำเร็จให้ได้ เพื่อพิสูจน์ว่านางไม่ได้ทำได้แค่ร้องไห้ แต่ยัง...ยังกัดคนได้ด้วย!
เมื่อเห็นว่าเสิ่นอี๋เหวินจะดิ้นหลุดจากวงแขนตนเองแล้ว ป้านเซี่ยพลันใช้ไหวพริบในยามคับขัน กัดลงบนแขนของเสิ่นอี๋เหวินอย่างแรง
“โอ๊ย!” เสิ่นอี๋เหวินกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
เสิ่นม่านซูที่พาเจ๋อหลันเข้าจวนได้ยินเสียงบ่าวรับใช้กำลังกระซิบกระซาบกันอยู่ตรงนั้นพอดี
“แย่แล้วๆ ได้ยินว่าคุณหนูสี่ตีป้านเซี่ยสาวใช้ของคุณหนูสามแล้ว!”
“จริงหรือ”
“จริงสิ ป้านเซี่ยร้องไห้น่าสงสารมาก!”
เสิ่นม่านซูได้ยินดังนั้นแววตาพลันเย็นวาบ
เจ๋อหลันที่อยู่ด้านข้างรีบหันไปมองนางทันที
เสิ่นม่านซูรีบพาเจ๋อหลันเดินเข้าไปด้านใน
เมื่อมาถึงทางเดินเล็ก นางก็กล่าวกับเจ๋อหลันเสียงเบา “เจ๋อหลัน เจ้าเข้าทางประตูหน้า จำไว้ให้ดี ห้ามให้ป้านเซี่ยเสียเปรียบเด็ดขาด จะทำอะไรก็ได้ หากจำเป็นต้องทำร้ายก็ทำเสีย ไม่ว่าเกิดเรื่องอะไร ข้าจะรับผิดชอบแทนพวกเจ้าเอง”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
เจ๋อหลันถลกแขนเสื้อแล้ววิ่งไปทันที
ส่วนเสิ่นม่านซูเดินอ้อมไปตามทางเล็ก นางเดินเข้าประตูเล็กหลังเรือน จากนั้นกลับไปในห้องของตน ก่อนจะรีบถอดชุดสาวใช้เปลี่ยนชุดอยู่จวนทันที
ตรงหน้าประตู เสิ่นอี๋เหวินที่ถูกป้านเซี่ยกัดอับอายจนกลายเป็นโทสะ จึงสะบัดมือฟาดป้านเซี่ยฉาดใหญ่