ฮ่าวอู๋มองที่แขนเฟยิมีเืสีแดงติดที่แขนเสื้อ เขาค่อยๆ เปิดแขนเสื้อเฟยิ มีาแรอยยาว ฮ่าวอู๋จะพา เฟยิกลับจวน แต่เฟยิยังไม่อยากกลับจึงหาที่ทำแผล แล้วกลับมาที่หอฟู่หรงเพื่อมองหาลี่เฉี่ยวเขากวาดสายตารอบๆ มองเห็นนางกับสาวใช้และยังมีซ่งจ้านผิงเดินด้วยอีกคน จู่ ๆอารมณ์โกรธก็เกิดขึ้นเอง มือทั้งสองกำแน่น ในตอนอยากจะกลับจวนแล้วครั้นหันกลับมาหาฮ่าวอู๋เพื่อที่จะกลับ แต่ฮ่าวอู๋ไม่อยู่แล้ว เขามองลงไปด้านล่างอีกที ฮ่าวอู๋กลับไปยืนอยู่กับลี่เฉี่ยวเสียแล้วทุกคนหันมองขึ้นข้างบน ลี่เฉี่ยวเห็นเฟยิ ดวงตาลุกวาวยกมือโบกไปมา
“หลี่เฟยิ ข้าอยู่ตรงนี้”ลี่เฉี่ยวนางร้องเรียกเสียงดัง ลืมไปว่ารอบตัวนางยังมีผู้คนที่เดินผ่านไปมา ดวงตาหลายคู่หันมามองที่นางจนทำให้นางรู้สึกเขิน นางก้มหน้ารีบย่ำเท้าก้าวให้เร็วนำหน้าทุกคน จู่ ๆ มีมือดึงนางไปอีกทางดึงตัวนางเข้ามาระยะประชิด ใบหน้าแทบจะชนกัน
“เรียกหาข้าเหรอ” เฟยิกล่าว
ลี่เฉี่ยวใเล็กน้อย “ท่าน!”
ซูปี้สาวใช้ตามหาลี่เฉี่ยวพร้อมกับซ่งจ้านผิง และฮ่าวอู๋ ฮ่าวอู๋มองไป้าที่เฟยิเคยยืนอยู่แต่เขาไม่เห็นเฟยิแล้ว จึงบอกซูปี้ว่า
“เ้าไม่ต้องเป็ห่วงคุณชายข้าน่าจะอยู่กับคุณหนูของเ้าแล้วตอนนี้ เราไปเดินเล่นทางโน้นกัน”แล้วฮ่าวอู๋ก็บอกให้ซ่งจ้านผิงไปหาอีกทาง ส่วนเขาก็ไปกับซูปี้อีกทางพร้อมทั้งจับมือซูปี้
“เ้ารู้ได้อย่างไร”
“เชื่อข้าข้ารู้จักคุณชายของข้า”
“เช่นนั้นพวกเขาก็อยู่ด้วยกันสองต่อสอง” ซูปี้ยิ้มหัวเราะเบาๆ
“ใช่แล้ว เหมือนเราไง” ฮ่าวอู๋ยิ้มกว้าง
“เ้าเนี่ย..” มือซูปี้ตีฮ่าวอู๋ไปทีหนึ่ง
ฮ่าวอู๋ชวนซูปี้ไปปล่อยโคมลอย ซูปี้ค่อยๆหลับตาอธิษฐานขอพรฮ่าวอู๋มองใบหน้านางยิ้มอย่างมีความสุข ซูปี้ลืมตาขึ้นมา
“ท่านไม่อธิษฐานขอพรเหรอ”
“ข้าอธิษฐานแล้ว”
“ท่านขอพรว่าอย่างไรบอกข้าได้ไหม”
ฮ่าวอู๋มองซูปี้ด้วยสายตาหวานเยิ้ม
“ถ้าเ้าเป็โคมไฟดวงนี้ข้าขอเป็ดวงไฟที่อยู่ในโคมไฟนั่น ข้าจะเป็แสงสว่างที่อยู่คู่กับเ้าตลอดไป” ซูปี้เขินหน้าแดงก่ำมือทั้งสองตีไปที่ลำตัวฮ่าวอู๋ ซ้าย ขวา ตุบตับ บิดตัวหมุน แทบเป็เกลียว
เฟยิพาลี่เฉี่ยวไปนั่งชมวิวที่สูงสงบเงียบ ลมเย็นๆ พัดปะทะ อาภรณ์ปลิวตามสายลม พร้อมเหล้าชั้นดี
“พระจันทร์คืนนี้ช่างงดงามยิ่งนัก”ลี่เฉี่ยวใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มพลางมองดวงจันทร์
เฟยิหยิบเหล้าขึ้นยกใส่ปาก
“นานมากแล้วข้าไม่เคยได้ััความรู้สึกแบบนี้”
มันเป็ความรู้สึกอบอุ่นที่มีคนอยู่เคียงข้างเขา
ลี่เฉี่ยวสงสัยในคำพูดเฟยิความหมายเขาคือเช่นไร นางเอ่ยถามเบาๆ
“รู้สึกอย่างไรหรือ”เฟยิกำลังจะพูด นางใช้มือปิดปากเฟยิไว้
“ไม่ต้องพูดแล้วไม่ต้องพูดแล้ว ข้ายังไม่พร้อม” ลี่เฉี่ยวกลัวว่าเฟยิ จะบอกว่าชอบนางซึ่งนางกลัวเก็บอาการไม่อยู่ กลัวว่าจะทำตัวไม่ถูก นางแย่งเหล้าที่เฟยิ มาดื่ม ดื่มไปอึกใหญ่ๆ สามอึก
“พอได้แล้ว...เดี๋ยวก็เมากันพอดี”เอ่ยเสียงช้าๆ เฟยิแย่งเหล้ากลับคืนมา
“ข้าพร้อมแล้วท่านรู้สึกอย่างไร บอกข้าได้เลย” นางยิ้มอย่างมั่นใจเฉิดหน้าเฟยิมองไปที่ลี่เฉี่ยวยิ้มมุมปากแล้วพูดว่า
“ข้ารู้สึกว่า........โลกใบนี้น่าอยู่กว่าเมื่อก่อนมาก” ลี่เฉี่ยวรู้สึกผิดหวัง กรอกดวงตามองขึ้นบน
“เท่านี้เองเหรอ”แล้วนางก็แย่งเหล้ามาดื่มอีก จนรู้สึกว่ามึนๆการควบคุมการทรงตัวลดลง แต่ปากนางยังขยับพูดไม่หยุด
“เ้าเนี่ย...ช่างเป็บุรุษที่ไร้ ความรู้สึกเสียจริง เ็า ท่านรู้ไหมว่าข้าคิดอย่างไรกับท่านหรือท่านไม่รู้จริงๆ เหรอ เ้าซื่อบื้ออ๋อ ๆ ไม่สิ ท่านเพียงอาจจะยังไม่เคยชอบใคร ก็เลยไม่เข้าใจ ”พูดด้วยน้ำเสียงเฉื่อยๆ ขาดสติควบคุมคำพูดมือนางก็อยู่ไม่เป็สุข ชี้ไปที่เฟยิ เฟยิฟังทุกคำพูดของนาง จับมือนางไว้
“เ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าไร้ความรู้สึก” เฟยิมองที่ใบหน้านาง
“รู้สิ..ใครๆก็รู้ ก็ดูใบหน้าเ้าสิ ช่างเ็ายิ่งนัก ” นางยื่นใบหน้าสวยๆเข้าใกล้เฟยิ ชั่วพริบตา ริมฝีปากเฟยิจูบประกบอยู่ที่ปากนางเขาขยับปากเล็กน้อยอยู่พักหนึ่งลี่เฉี่ยวต้องหยุดพูดทันที ดวงตานางเปิดกว้าง อาการมึนๆของนางเหมือนมันหายไปในทันที แต่ทว่ามันเป็เพียงชั่วขณะ ด้วยฤทธิ์ของสุราที่นางดื่มเข้าไปเยอะ ทำให้นางหลับลงซบที่อกเฟยิ เฟยิมองดูใบหน้านางใช้มือลูบเบาๆด้วยความเอ็นดูเขาพานางขึ้นหลังเพื่อที่จะไปส่งนางที่จวน เขาเลือกเส้นทางที่เงียบไม่ค่อยมีผู้คน
หลัวฝาน(คนของใต้เท้าหลี่)และเหอซานก็มางานเทศกาลโคมไฟเช่นกันและยังนัดกับซ่งจ้านผิงด้วย พวกเขาได้ข่าวว่า จะมีการชุมนุมหารือของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในงานเทศกาลโคมไฟ เพราะจะได้ไม่เป็ที่สังเกต เทศกาลโคมไฟใครๆก็ต่างมาในงานกันพวกเขาแต่งกายอำพลาง เหมือนดังชาวบ้านทั่วไปพวกเขาเดินเข้าโรงเตี้ยมตามที่ได้ข่าวมา เปิดห้องข้างๆที่คาดว่าเป็ห้องที่มีการชุมนุมหารือกัน และแล้วก็มีเสียงคน สองคนคุยกันสักพักเพิ่มเป็สาม เขาแนบหูติดผนังห้อง ฟังการสนทนาสิ่งที่ได้ยินพวกเขา้าเสบียงอาหาร เพื่อให้เพียงพอต่อการเตรียมกำลัง เพื่อทำการสักอย่างซึ่งไม่สามารถจับใจความได้ แผนการของคนที่ชุมนุม ซ่งจ้านผิงหลัวฝานกับเหอซานก็ได้ยินไม่ถนัด ครั้นพวกเขาชุมนุมกันเสร็จ ก็เดินออกจากห้องทีละคน ขณะเดินออกจากห้อง ซ่งจ้านผิงหลัวฝานเห็นถนัดตา คนแรก คือ หลิวอี้เฉิง คนที่สองสีฮ่าวหราน และ ผู้ติดตามสองสามคนถึงแม้พวกเขาจะได้ยินไม่ถนัดแต่ก็รู้ว่าสิ่งที่ขุนนางทั้งสองคุยกันวันนี้มันใช่เื่ดีแน่ พวกเขาทั้งสามยังนั่งหารือกันต่อกับสิ่งที่ได้ยินแต่ยังจับใจความไม่ได้
“ยังไงเราจะต้องรู้ให้ได้ว่าพวกเขากำลังจะทำอะไรกัน” หลัวฝานกล่าว
ซ่งจ้านผิงจับถ้วยชาหมุนไปมากำลังใช้ความคิด
“สิ่งที่พวกเขาพูดถึงคือเสบียงอาหารถ้าเช่นนั้นเราควรสำรวจแหล่งเสบียงอาหารทุกที่ดูการเคลื่อนไหว”
“ข้าจะขอแรงคนที่ข้าพอรู้จักช่วยเป็หูเป็ตาอีกทาง” เหอซานกล่าว
ซ่งจ้านผิงยังต้องไปรายงานองค์รัชทายาท หลัวฝานกับเหอซานก็ต้องไปรายให้ใต้เท้าหลี่ให้ทราบเช่นกัน พวกเขาออกจากโรงเตี้ยมไปยังเส้นทางที่ไม่ค่อยมีคนเดิน เดินกันไปได้สักพัก มีชายที่แบกสตรีอยู่บนหลัง ตะคุ่ม ๆ ซ่งจ้านผิงเพ่งเล็งสงสัยว่าสตรีผู้นั้นจะถูกทำร้ายมาหรือเปล่าเขารีบเดินไปใกล้ ๆ
“หยุดนะ ท่านจะทำอะไรนาง”
“ข้าแค่จะพาภรรยาข้ากลับจวนนางแค่ดื่มหนักไปหน่อย” เพื่อปัดความสนใจไม่ให้มายุ่งเขาจึงกล่าวเช่นนี้ แล้วก็เดินต่อไป
ซ่งจ้านผิงยังไม่หยุดสงสัยเขาไม่เชื่อคำพูดของชายผู้นั้นเขาเดินไปขวางด้านหน้ามองดูใบหน้าสตรีที่อยู่ด้านหลังจึงอุทานเสียงดัง
“หลิวลี่เฉี่ยวเนี่ย....เ้าโกหกปล่อยนางลงเดี๋ยวนี้ ” ซ่งจ้านผิงชักดาบออกจากฟักจี้ไปลำคอเฟยิ หลัวฝานกับเหอซานที่ตามมา หลัวฝานก็เอ่ยขึ้น
“นายน้อย..ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“นายน้อยงั้นเหรอ” ซ่งจ้านผิงค่อยๆ ขยับดาบลง
ลี่เฉี่ยวเริ่มรู้สึกตัว แต่ยังคุมสติให้ปกติไม่ได้นางใช้มือตบไปที่ก้นด้านหนึ่งของเฟยิแล้วพูดว่า
“ไปๆ ไปเลย” ต่อด้วยร้องเพลง
“ดวง...จันทร์....งด...งาม...ชม....จันทร์....สอง..เรา” ร้องด้วยน้ำเสียงเฉื่อยช้า
“นายน้อย เกิดอะไรขึ้นทำไมนางไม่มีสติเช่นนี้”หลัวฝานเอ่ยถาม
“ท่านปล่อยนางลงข้าจะไปส่งนาง” ซ่งจ้านผิงกล่าว
“นางดื่มเยอะไปหน่อยนางมากับข้า. ดื่มกับข้า..ข้าดูแลนางเอง”
“ไป ๆ ๆ” เสียงลี่เฉี่ยวแทรกขึ้น
สีหน้าเฟยิเคร่งครึมไม่ได้สนใจใคร เขาเดินต่อ มุ่งหน้าไปที่จวนลี่เฉี่ยว
ซ่งจ้านผิงกำดาบแน่น พร้อมพูดตามหลัง
“ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับนางข้าไม่เอาเ้าไว้แน่”