“หมู่บ้านในม่านหมอกที่คนเป็และคนตายแตกต่างกันแค่ที่อุณหภูมิ เมื่อหมอกหนาพอแสงสว่างก็แยกแยะระหว่างคนเป็และคนตายไม่ออก”
ว่ากันว่า "ความรักมีราคา คนส่วนใหญ่รู้แต่คนส่วนใหญ่คิดว่าราคานั้นคือเวลา คือพลังงาน คือการประนีประนอม
ไม่มีใครบอกพวกเขาว่า ราคาที่แพงที่สุดคือทุกวันหลังจากที่คนนั้นจากไป ที่ยังต้องมีชีวิตต่อ
การมีชีวิตยากกว่าการตาย ไม่ใช่เพราะการมีชีวิตทุกข์แต่เพราะการมีชีวิตต้องจำ จำความรู้สึกที่คนนั้นอยู่ แล้วก็เดินเข้าสู่วันที่ไม่มีความรู้สึกนั้นต่อไป
นั่นคือราคาแท้จริงของความรัก ไม่มีใครพูดแต่ทุกคนที่เคยรักรู้"
☽ อารัมภบทสิ่งที่เดินทางนำมา ☽
เส้นทางจากฉางอันสู่ภาคตะวันตกนั้นยาวกว่าที่แผนที่แสดง
ไม่ใช่เพราะระยะทางแต่เพราะธรรมชาติของดินแดนนั้น ูเาซ้อนกันเป็ชั้นๆราวกับใครบางคนพับแผ่นดินทับกันโดยไม่ระวังหุบเขาแคบที่แสงแดดลงมาถึงก้นได้แค่เที่ยงวัน ลำธารที่ไหลผิดทิศผิดทางจากที่คาด
และหมอก
หมอกที่นี่ไม่เหมือนหมอกในหมู่บ้านหมอกที่พวกเขาเคยเผชิญมันไม่หนา ไม่ลึกลับ เพียงแต่ลอยอยู่ตลอดเวลาราวกับว่าอากาศในที่นี้ไม่แน่ใจว่าควรจะชัดเจนหรือไม่
อู๋หลิงซางสังเกตสิ่งเหล่านี้ระหว่างทางจดบันทึกในสมุดขนาดเล็กที่ผูกไว้กับอานม้า ลมหายใจ อุณหภูมิ ลักษณะของพืชพรรณ
เย่เซิ่นอวี๋สังเกตสิ่งที่ต่างออกไปคนที่พวกเขาพบตามทางท่าทางของคนเลี้ยงแกะที่หยุดดูพวกเขาแล้วรีบเดินหนีรอยทางที่เบี่ยงหลีกแทนที่จะตัดตรง กลิ่นสมุนไพรบางชนิดที่ไม่ควรมีในที่นี้แต่มี
หยูหลานสังเกตทั้งสองคน และสังเกตว่าตลอดสี่วันที่เดินทางเมื่อพวกเขาขี่ม้าเคียงกัน ระยะห่างระหว่างสองคนนั้นค่อยๆ แคบลงทีละน้อยจนถึงวันที่สี่ที่ม้าสองตัวเดินชิดกันจนขาเกือบจะแตะกันและทั้งสองก็ไม่แยกออกจากกัน
เธอไม่พูดอะไรเก็บข้อสังเกตนี้ไว้กับตัวเองพร้อมกับรอยยิ้มเบาๆ ที่ไม่ได้ซ่อน
☁ หมู่บ้านที่ไม่มีในแผนที่☁
หมู่บ้านจื้อฉวน วันที่ห้าของการเดินทาง บ่าย
หมู่บ้านจื้อฉวนปรากฏขึ้นหลังโค้งของเขาลูกเล็กในแบบที่ทำให้รู้สึกว่ามันซ่อนตัวอยู่ไม่ใช่เพราะตั้งใจแต่เพราะมันไม่้าให้ใครพบ
บ้านสิบแปดหลัง บ่อน้ำตรงกลางต้นกระถินั์สี่ต้นที่กางกิ่งก้านปกคลุมลานกว้างอย่างที่ต้องปลูกมาหลายสิบปีทุ่งนาด้านหลังที่ยังมีข้าวเขียวอยู่แต่ดูเหมือนไม่มีใครมาดูแล
และความเงียบ
ไม่ใช่ความเงียบแบบหมู่บ้านหมอกความเงียบที่นั่นเป็ความเงียบที่ตั้งใจ ที่นี่เงียบในแบบที่บอกว่า คนยังอยู่แต่ไม่มีแรงจะส่งเสียง
"มีคนที่นี่" เซิ่นอวี๋พูดเบารอยแผลเป็ที่ข้อมือซ้ายเรืองขึ้นจางๆ ไม่ใช่แดงเหมือนตอนมีอันตรายแต่เป็สีเงินอ่อนๆ ที่บอกว่ามีพลังงานผิดปกติในพื้นที่
"แต่ไม่ออกมา" หลิงซางพูด มองรอบๆ หมู่บ้าน
"รู้สึกถึงอะไรไหม" เซิ่นอวี๋ถาม
หลิงซางวางมือบนกุ้ยหยูดอกหิมะปล่อยให้พลังออกมาเบาๆ เพื่อสำรวจ
"มีชีวิต" เขาพูด "หลายชีวิตแต่..." เขาหยุด "บางชีวิตรู้สึกเหนื่อยมากราวกับแบกอะไรบางสิ่งที่หนักเกินไปมานาน"
"โรค?" หยูหลานถาม
"ไม่ใช่โรคธรรมดา" หลิงซางพูด "ข้าต้องดูใกล้ๆ"
พวกเขาขับม้าเข้าไปในลานกว้าง
ประตูบ้านหลังแรกเปิดออก
ชายวัยกลางคนที่ใบหน้าดูเหนื่อยล้ามากกว่าอายุจริงยืนอยู่ที่กรอบประตูมองพวกเขาด้วยสายตาที่ไม่แสดงความประหลาดใจ เหมือนรู้มาก่อนแล้วว่าจะมีแขก
"มาถึงแล้ว" เขาพูด เสียงแห้งและเบา
"ท่านส่งจดหมายมาที่ฉางอัน?" หลิงซางถาม
"ไม่ใช่ข้า" ชายนั้นส่ายหัว "แต่ข้ารู้ว่าจะมีคนมาฝันเห็น"
เซิ่นอวี๋มองหน้าหลิงซาง สื่อสารด้วยสายตาว่า น่าสนใจ
"ข้าชื่อเว่ย ซงเหนียน" ชายนั้นพูด "เชิญเข้ามาข้าจะเล่าให้ฟัง"
บ้านของเว่ย ซงเหนียนสะอาดแต่ดูเหมือนไม่มีใครอยู่มานานโต๊ะที่มีถ้วยชาวางไว้แล้วสี่ใบ ราวกับรู้ว่าจะมีแขกสามคน
"ภรรยาของท่าน?" หยูหลานถามอย่างระมัดระวังมองถ้วยชาสี่ใบ
"จากไปหกเดือนก่อน" เว่ย ซงเหนียนพูดเสียงที่ไม่ร้องไห้ แต่ก็ไม่สงบ "แต่ยังอยู่ที่นี่"
ความเงียบ
"อธิบายให้ฟังได้ไหม" หลิงซางถามเสียงนุ่มกว่าปกติในแบบที่เขาใช้กับคนไข้ที่เพิ่งสูญเสียบางสิ่ง
เว่ย ซงเหนียนก้มหน้า มือสองข้างกำถ้วยชา
"หกเดือนก่อนหมู่บ้านนี้มีโรคระบาด" เขาเริ่มเล่า "ไม่รุนแรงนักไข้ ปวดหัว ส่วนใหญ่หายในสามสี่วัน แต่มีสามคนที่ไม่หายพวกเขาอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็..."
"จากไป"
"จากไป" เขาพูดซ้ำเสียงที่พิสูจน์ว่าคำนี้ยังเจ็บอยู่ "แต่หลังจากนั้น ผู้ที่รักพวกเขาเริ่มป่วยด้วยอาการแปลกไม่ใช่ไข้ ไม่ใช่ปวด แต่เป็ความ...ลืม"
"ลืมอะไร" เซิ่นอวี๋ถาม
"ลืมเวลา" เว่ย ซงเหนียนพูด "ลืมว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่ลืมว่าผ่านมากี่เดือนแล้ว บางคนตื่นขึ้นมาคิดว่าวันที่คนที่รักยังมีชีวิตอยู่ทำทุกอย่างราวกับว่าคนนั้นยังอยู ทำอาหาร เตรียมเสื้อผ้า รอคนกลับบ้าน"
"และสามคนที่ตายใน่เดือนที่ผ่านมา" หลิงซางพูด "คือคนที่ป่วยแบบนี้"
เว่ย ซงเหนียนพยักหน้าช้าๆ
"พวกเขาไม่กิน ไม่นอน ไม่ดูแลตัวเองเพราะพวกเขาคิดว่าเวลายังไม่ผ่านไปถึงวันนั้น คิดว่าคนที่รักยังอยู่คนที่ตายไปก่อนแล้วในเดือนที่แล้ว ตอนนี้ร่างกายของเขาตายตามไปด้วย" เขาหยุด
"ข้าก็เริ่มรู้สึกแบบนั้นแล้วบางเช้าตื่นขึ้นมาและได้ยินเสียงภรรยาในครัว ได้กลิ่นที่เธอทำอาหาร และข้าก็ลืม ลืมว่า
“เธอไม่ได้อยู่แล้ว"
เขายกถ้วยชาที่สี่ขึ้นมา
"ข้าวางถ้วยนี้ไว้ทุกเช้า" เขาพูดเงียบมาก "เพราะมือข้ามันหยิบออกมาก่อนที่หัวจะทันคิด"
????โรคที่ไม่มีในตำรา????
หลิงซางขอพบคนป่วยในหมู่บ้าน
มีห้าคนที่มีอาการหนัก ลืมเวลาลืมว่าคนที่รักจากไปแล้ว ใช้ชีวิตในวันที่ค้างไว้ในความทรงจำ
เขาตรวจทีละคนอย่างละเอียดในขณะที่เซิ่นอวี๋และหยูหลานคุยกับคนในหมู่บ้านที่ยังปกติดีเพื่อเก็บข้อมูล
คนแรกชายชราที่นั่งอยู่หน้าบ้าน ถือเสื้อผ้าสีแดงไว้ในอกพูดถึงลูกชายที่จากไปสามเดือนก่อนในแบบที่บอกว่าลูกแค่ไปตลาดและจะกลับมาเย็น
คนที่สอง หญิงวัยกลางคนที่กำลังทำขนมที่สามีชอบปฏิเสธว่าสามีตายโดยสิ้นเชิง บอกว่าเขาแค่ไปธุระและยังไม่กลับมา
คนที่สาม คนที่สี่ คนที่ห้าแตกต่างกันในรายละเอียดแต่เหมือนกันในแก่นแท้ พวกเขาทั้งหมดติดอยู่ในวันที่สูญเสียไม่ยอมให้เวลาเดินต่อ
หลิงซางกลับมาหาเซิ่นอวี๋ที่บ่อน้ำกลางหมู่บ้าน
ในมือเซิ่นอวี๋มีสมุดที่จดบันทึกไว้ หน้าแรกๆเป็ข้อมูลจากคนในหมู่บ้าน
"หมู่บ้านนี้มีคนสี่สิบสองคน" เซิ่นอวี๋รายงาน "สามคนตายใน่สองเดือนที่ผ่านมาห้าคนมีอาการหนัก ที่เหลืออีกกว่าสิบคนเริ่มมีอาการเล็กน้อย"
"ข้าตรวจแล้ว" หลิงซางพูด นั่งลงที่ขอบบ่อน้ำเซิ่นอวี๋นั่งลงข้างๆ "ร่างกายของพวกเขาปกติ ไม่มีพิษ ไม่มีโรค ไม่มีสิ่งแปลกปลอม"
"แต่จิตใจ" เซิ่นอวี๋พูดต่อ
"จิตใจมีบางสิ่งที่ข้าไม่เคยเห็น" หลิงซางพูดเสียงที่คนรู้จักเขาดีจะรู้ว่ากำลังตั้งใจเลือกคำอย่างระมัดระวัง "เหมือนกับว่ามีรอยในจิตใจของพวกเขารอยที่เวลาทิ้งไว้ แต่รอยนั้นถูกดึงกลับราวกับมีอะไรบางสิ่งดึงเวลาของพวกเขาย้อนกลับไปที่จุดที่เ็ปที่สุด"
"ดึงย้อนกลับ" เซิ่นอวี๋พูดซ้ำ "หมายความว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นเองมีตัวกระทำ"
"ข้าก็คิดแบบนั้น" หลิงซางพูด "แต่ข้าไม่รู้ว่าตัวกระทำนั้นคืออะไรมันไม่ใช่อสูรแบบที่เราเผชิญมาก่อน มันเบากว่า เล็กกว่า แต่ก็เป็ระบบมากกว่าราวกับว่ามีใครออกแบบมันขึ้น"
"มีใครออกแบบ" หยูหลานพูดขึ้นเดินเข้ามาจากทิศที่เธอแยกไปเก็บข้อมูล "ข้าได้ยินเื่หนึ่งที่น่าสนใจ"
ทั้งสองหันมามอง
"สองเดือนก่อนก่อนที่โรคระบาดจะเริ่ม" หยูหลานพูด "มีพระจรที่ผ่านมาพักในหมู่บ้านนี้หนึ่งคืนทำพิธีบูชาให้คนที่เสียชีวิตก่อนหน้านั้นในหมู่บ้านบอกว่าช่วยให้ิญญาไปได้สงบ"
"แต่" เซิ่นอวี๋พูดต่อในน้ำเสียงของคนที่รู้ว่าต้องมี 'แต่'
"แต่หลังจากนั้นไม่นาน โรคก็เริ่ม" หยูหลานพูด "และพระจรนั้นไม่ได้แค่ผ่านมาโดยบังเอิญเขาถามถามทุกคนในหมู่บ้านเื่คนที่เสียไป ถามอย่างละเอียด ว่าจากไปอย่างไรใครเสียใจมากที่สุด ใครยังลืมไม่ได้"
หลิงซางนิ่ง
"เขาเก็บข้อมูลสิ่งที่เ็ปที่สุดในหมู่บ้านนี้" เซิ่นอวี๋พูดเสียงเย็นลงอย่างมีนัยสำคัญ "แล้วใช้มันทำอะไรบางอย่าง"
"พระจรนั้นหน้าตาเป็อย่างไร" หลิงซางถามหยูหลาน
"ชายอายุห้าสิบกว่า ตาขุ่นยิ้มเก่ง" หยูหลานพูด
ทั้งสองคนมองหน้ากัน
หลิงซางคิดในใจ
"คนเก่ากลับมาอีกแล้ว"
????ไอ้พระจรและร่องรอยในดิน????
เซิ่นอวี๋หายตัวออกไปสำรวจหมู่บ้านคนเดียวเป็เวลาหนึ่งชั่วยาม
เมื่อกลับมาใบหน้าของเขาแสดงสิ่งที่หลิงซางเรียนรู้ว่าหมายถึงอะไร ไม่ใช่รอยยิ้มไม่ใช่ท่าทางเป็กันเองที่ใช้กับโลกแต่เป็ท่าทางที่เรียบและตรงที่เขาใช้เมื่อพบบางสิ่งที่สำคัญ
"ตามข้ามา" เขาบอกหลิงซาง
พวกเขาเดินไปยังขอบหมู่บ้านด้านตะวันออกที่มีต้นไม้เล็กๆ ขึ้นบังอยู่และดินที่ดูแตกต่างจากดินรอบๆ เล็กน้อย สีเข้มกว่าชื้นกว่าในแบบที่ไม่ใช่เพราะน้ำ
เซิ่นอวี๋คุกเข่าลง ชี้ที่พื้น
หลิงซางก้มลงดู
ในดินนั้นมีรูปแบบที่ไม่ใช่รอยเท้าไม่ใช่รอยสัตว์ แต่เป็ลวดลายที่วาดด้วยบางสิ่ง ซับซ้อน เป็ระบบและถ้ามองในมุมที่ถูกต้องจะเห็นว่ามันแผ่ออกไปครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมู่บ้าน
หลิงซางพูดออกมาโดยไม่ตั้งใจ
"ท่านหมอรู้จักมัน" เซิ่นอวี๋พูด
"รู้จักจากตำรา" หลิงซางพูด วางมือลงเหนือดินไม่ัั แต่ให้พลังสำรวจ "วงผนึกเวลาเป็สิ่งที่ถูกเขียนถึงในตำราโบราณว่าใช้เพื่อ 'ดึงพลังงานของความโศกเศร้า'มันทำงานโดยใช้ความเ็ปของคนในพื้นที่เป็เชื้อเพลิงยิ่งเ็ปมากยิ่งทรงพลัง"
"และพลังงานที่ดึงออกมานั้น" เซิ่นอวี๋พูดต่อ "ไปที่ไหน"
"ไปที่ผู้วางวง" หลิงซางตอบ "มันเป็เหมือนบ่อที่ดูดพลังงานยิ่งคนในหมู่บ้านเ็ปและติดอยู่กับความสูญเสียพลังงานนั้นก็ยิ่งไหลออกไปเรื่อยๆ"
"และคนที่ดูดพลังงานนั้นคือผู้ที่ส่งร่องรอยของมันมาในตัวข้า" เซิ่นอวี๋พูดเงียบๆ
"ใช่"
หยูหลานที่ยืนอยู่ข้างๆมองลวดลายในดินด้วยสายตาของนักเรียนแพทย์
"ทำลายวงนี้ได้ไหม"
"ได้" หลิงซางพูด "แต่ถ้าทำลายโดยไม่รักษาคนที่ป่วยก่อนวงจะแตกอย่างรวดเร็วและพลังงานที่สะสมไว้จะะเิกลับซึ่งอาจทำให้คนที่ป่วยอยู่แล้วแย่ลงไปอีก"
"รักษาก่อน แล้วค่อยทำลายวง"
"ใช่ แต่มีปัญหาหนึ่ง" หลิงซางพูด "การรักษาโรคนี้ไม่ใช่การรักษาร่างกายข้าไม่รู้ว่าจะรักษาได้ด้วยพลังของข้าอย่างเดียว"
เซิ่นอวี๋มองเขา
"ท่านหมอ้าอะไร"
"้าให้พวกเขาเผชิญกับสิ่งที่พวกเขาหนี" หลิงซางพูดช้าๆ "้าให้พวกเขาพูดลาคนที่จากไปยอมรับว่าจากไปแล้ว และก้าวออกจากวันนั้น แต่วิธีนั้น—"
"้าคนที่สามารถพูดกับทั้งสองฝ่าย" เซิ่นอวี๋พูดต่อ เสียงเงียบ
"ทั้งคนเป็และคนตาย"
???? สิ่งที่เซิ่นอวี๋เห็นในหมู่บ้าน????
คืนแรกในหมู่บ้านจื้อฉวน
เว่ยซงเหนียนให้พักที่บ้านว่างหลังหนึ่งที่ติดกัน หลิงซางและเซิ่นอวี๋แบ่งห้องกันหยูหลานอยู่ห้องข้างๆ
แต่คืนนั้นไม่มีใครนอนหลับ
เซิ่นอวี๋นั่งอยู่ที่ขอบหน้าต่างมองออกไปยังลานกว้างที่มีแสงจันทร์ส่องลงมา
และในแสงจันทร์นั้นเขาเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น
ิญญา
ไม่ใช่ิญญาที่น่ากลัวไม่ใช่สิ่งที่ตามหลอกหลอน แต่เป็ิญญาของคนธรรมดาที่จากไปแล้วแต่ยังไม่ไปสักที ยืนอยู่ตรงที่เดิมที่เคยยืนตอนมีชีวิตมองไปที่บ้านที่เคยอยู่ด้วยท่าทางของคนที่อยากกลับบ้านแต่รู้ว่ากลับไม่ได้
รอยแผลเป็ที่ข้อมือซ้ายของเขาเรืองแสงเงินอ่อนๆในความมืด
"ท่านเห็นอะไร"
เสียงของหลิงซางดังขึ้นเบาๆ จากด้านหลังเซิ่นอวี๋หันมาเห็นหลิงซางยืนอยู่ที่ประตูห้อง ไม่รู้เข้ามาั้แ่เมื่อไหร่
"ิญญา" เซิ่นอวี๋ตอบตรงๆ "อย่างน้อยห้าหรือหกดวงในลานกว้างนั้นยืนอยู่ตรงที่ที่เคยยืนตอนมีชีวิต"
หลิงซางเดินมาข้างๆ เขา มองออกไปนอกหน้าต่างซึ่งเขาเห็นแค่ลานว่างเปล่าในแสงจันทร์
"พวกเขา้าอะไร"
"ข้าไม่ได้คุยกับพวกเขาคืนนี้" เซิ่นอวี๋พูด "แต่ข้ารู้สึกได้พวกเขากังวล กังวลเกี่ยวกับคนที่ทิ้งไว้"
"และคนที่ทิ้งไว้ก็ไม่ยอมปล่อยพวกเขาไป" หลิงซางพูด
"วงผนึกเวลานั้นทำงานโดยใช้ความผูกพันระหว่างทั้งสองฝ่าย" เซิ่นอวี๋พูด "ยิ่งผูกพันมากวงก็ยิ่งดึงพลังออกมาได้มาก และยิ่งดึงมาก ทั้งคนเป็และิญญาก็ยิ่งติดอยู่กับที่ไม่มีฝ่ายไหนก้าวไปได้"
"และผู้วางวงนั้นกินพลังงานของความผูกพันนั้น" หลิงซางพูดเสียงมีบางสิ่งที่หนักอยู่ข้างใน
ทั้งสองยืนอยู่ข้างหน้าต่างในความเงียบ
"เซิ่นอวี๋"
"อะไร"
"ท่านรับมือกับสิ่งเหล่านี้มาคนเดียวนานเท่าไหร่" หลิงซางถาม เสียงที่ไม่ใช่คำถามทางโรงหมอ
เซิ่นอวี๋คิดอยู่ครู่หนึ่ง
"นานพอที่จะชิน" เขาตอบ "แต่ยังไม่นานพอที่จะสบายใจกับมัน"
"ตอนนี้ท่านไม่ต้องรับมือคนเดียว" หลิงซางพูด เรียบๆ ตรงๆในแบบของเขา
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขาดวงตาสีน้ำตาลเข้มในแสงจันทร์
"ข้ารู้" เขาพูดเบาๆ "และข้าขอบคุณทุกวัน"
หลิงซางไม่ตอบ แต่ยืนใกล้ขึ้น ไหล่ชนกันเบาๆ
และทั้งสองก็ยืนอยู่ที่นั่นมองลานว่างที่หลิงซางเห็นว่างแต่รู้ว่าไม่ว่างสำหรับเซิ่นอวี๋ในความเงียบของคืนที่ไม่มีเสียงอื่นนอกจากลมและความทรงจำของหมู่บ้านที่ยังแบกอยู่
♥️ในหุบเขาที่หมอกไม่เคยจางคนที่หายไปยังอยู่ในม่านนั้น♥️
"ความเ็ปที่ลึกที่สุด ไม่ใช่การสูญเสียคนนั้น แต่คือหลังจากสูญเสียแล้วยังคงอยู่ในที่ที่คนนั้นจากไป และเห็นรุ่งเช้า
และรุ่งเช้านั้นงดงามเหมือนตอนที่เขายังอยู่ ความ 'งดงามเหมือนเดิม'นั้น คือสิ่งที่ยากที่สุด"
"หมอกในหมู่บ้านนั้น วันนี้บางลงนิด ไม่ใช่เพราะลมมา
แต่เพราะน้ำหนักนั้นบางส่วนถูกพูดออกไปแล้ว
ไม่ได้พูดให้คนที่มีชีวิตฟังแต่พูดให้ิญญาที่ติดอยู่ข้างในฟัง บอกพวกมันว่า 'คนที่เ้ารักยังดีอยู่ เ้าวางใจได้แล้ว'
ิญญาเ่าั้ได้ยินิญญาเ่าั้ขยับ ไม่ใช่เพราะพวกมันไม่รักแล้ว แต่เพราะพวกมันรู้แล้วว่า
ความรักไม่จำเป็ต้องหยุดอยู่กับที่ความรักเดินได้ ความรักที่เดินได้ ถึงที่ที่มันควรไปได้
หมอกบางลงแสงเข้ามา ในหมู่บ้านนั้นมีคนหนึ่ง ที่เห็นวันที่ของวันนี้แล้ว"
♥️ "สองิญญา พบกันในหมอก ไม่ใช่ครั้งแรกแล้วทุกชาติเริ่มต้นจากหมอก
หมอกคือที่ระหว่างสองโลก และพวกเขาพบกันที่นั้นทุกครั้งเพราะที่นั้นคือที่ที่พวกเขาตกลงกันไว้"♥️
..สุสาส์นราคะ...