ตอนที่ 14 เงื่อนไข
“นอกจากตำแหน่งราชา หรือผู้นำแล้ว พวกเรายังให้ความสำคัญกับโดมินาริที่แข็งแกร่งอีกด้วย ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นถูกเรียกว่า... สัตตดารา ผู้คงอยู่ทั้งห้า สี่ราชา สามนักปราชญ์ และหนึ่งสภา พวกเขาคือเหล่าโดมินาริที่มีพลังสูงสุดและได้รับการยอมรับจากเหล่าโดมินาริทั้งมวล”“พลังสูงสุด?”“พวกเขามีพลังเกินระดับที่เจ็ดกันทุกคนน่ะ โดยเฉพาะผู้คงอยู่ทั้งห้าที่มีชีวิตยืนยาวที่สุดในหมู่พวกเราแล้ว ว่ากันว่าพลังของพวกเขาเกินระดับที่เก้าไปหลายพันปีแล้วด้วย นายพอจะรู้เรื่องระดับขั้นพลังแล้วใช่มั้ย”“อืม พอจะรู้คร่าว ๆ น่ะ อาจจะต้องกวนเธอช่วยสอนฉันอีกที ว่าแต่พี่ชายของเธอ...? ฉันได้ยินจากพวกวลาดว่า...”“ไลคาออนน่ะเหรอ? ใช่ เขาเป็นหนึ่งในสี่ราชาไลคาออนแห่งเปลวเพลิง และก็เป็นสมาชิกสภาฯ ด้วย” วายาพูดด้วยเสียงลอย ๆ เหมือนอยากจะให้เรื่องนี้ผ่านไปไว ๆ“เหมือนเธอกับพี่ชายจะไม่ค่อยลงรอยกันหรือเปล่า? ฉันได้ยินมาคร่าว ๆ ...”ผมไม่ทันได้พูดจนจบประโยคก็ถูกมือของวายาปิดปากเข้าให้“บอกแล้วใช่มั้ยว่าห้ามพูดให้ฉันไม่พอใจ นายนี่ชอบหาเรื่องจริง ๆ นะ” วายาหันมาทำหน้าบึ้งใส่ผมอีกครั้ง“ใช่ ฉันไม่ค่อยถูกกับพี่ เราเห็นไม่ตรงกันหลาย ๆ เรื่องน่ะ ฉันเลยหนีไปเที่ยว ORIGIN เมื่อวานเพราะไม่สบายใจ แล้วก็ดันไปเจอคนทำให้ไม่สบายใจอีกคน” แล้วเธอก็ผลักไหล่ผมเบา ๆ“หมายถึงฉัน? เออ งั้นฉันขอโทษ”“นายนี่นอกจากจะหาปัญหาให้ตัวเองเก่ง ยังขอโทษเก่งไม่แพ้กันเลยนะ”“ฉันขอโทษ”“อีกละ เห็นมั้ย” วายาหัวเราะ ส่วนผมยิ่งทำตัวไม่ถูกเข้าไปใหญ่“แล้วเรื่องตอนนั้น ที่หลังจากเธอแปลงร่างเป็นมนุษย์หมาป่า ทำไมมือของเธอถึงลุกเป็นไฟได้?”“มันคือพลังที่เรียกว่าขอบเขตน่ะ โดมินาริระดับสามขึ้นไปจะเริ่มเชื่อมโยงมานาภายในร่างกายของตัวเองเข้ากับมานาของธรรมชาติได้ และเรียกใช้พลังของธรรมชาติได้ตามขอบเขตที่ตัวเองมีความสามารถ” “ขอบเขต?”“ของฉันคือขอบเขตแห่งไฟน่ะ ความสามารถนี้มันตกทอดมาอยู่ในสายเลือดของฉันมาหลายพันปีแล้ว” วายาพูดขึ้นพร้อมกับยกมือเรียวสวยของเธอขึ้นมา เปลวไฟสีแดงกลุ่มหนึ่งปรากฎขึ้นในอุ้งมือของเธอผมมองไปที่มือของเธอและรู้สึกมีความสุขเป็นครั้งแรกในช่วงเวลาหลาย ๆ วันที่ผ่านมานี้ มันรู้สึกเหมือนได้มาคุยกับใครสักคนที่ไม่ต้องระวังตัวอะไรเลย และการได้คุยกับวายาก็คือการได้เรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ อย่างน่าสนใจแต่เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ ขณะที่ผมกำลังจะถามเธอเรื่องของ “ขอบเขต” ต่อ อมาร็อคองค์รักษ์ร่างใหญ่ของวายาเดินเข้ามาหาพวกเรา“วายา พวกเราต้องไปแล้ว ภารกิจของฝ่าบาทเสร็จสิ้นแล้ว”อมาร็อคหันมาผงกศรีษะให้ผมเล็กน้อยด้วยท่าทีไม่ได้เป็นมิตรหรือศัตรูวายาหันมามองหน้าผมครู่หนึ่งด้วยสีหน้าเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่างแล้วเธอก็หันไปหาอมาร็อค“อมาร็อคฉันขอเวลาลาเพื่อนใหม่สักครู่นะ”“เชิญเลยวายา” อมาร็อคยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นราวกับรูปปั้นหิน “แบบเป็นส่วนตัวน่ะ” วายายิ้มหวานให้อมาร็อค แล้วก็ส่งสายตาดุตามรอยยิ้มนั้นไป“โอ ตกลงวายา งั้นข้าไปรอทางด้านโน้นก่อนนะ”แล้วอมาร็อคก็ย้ายตัวใหญ่ ๆ ของเขาออกไปจากบริเวณนั้นด้วยท่าทีกุลีกุจอวายาหันมามองหน้าผม แล้วเธอก็ถอดสร้อยคอที่ใส่อยู่ยื่นมาให้กับผม มันเป็นสร้อยเหล็กที่ห้อยไว้ด้วยอัญมณีหรือหินอะไรสักอย่างขาว ๆ นวล ๆ แต่มีสีฟ้าเหลือบสะท้อนอยู่ข้างใน มองไปคล้ายกับไข่มุกเม็ดใหญ่ที่มีขนาดเกือบเท่ากำปั้นเด็กทารก และมีรูปทรงคล้ายกับหยาดน้ำตา“อ่ะ ฉันให้” วายาดึงมือผมไปรับสร้อยของเธอไว้แล้วก็จับมือผมกำไว้แน่น“ดูแลมันให้ดี ๆ นะ...” วายายิ้มให้ผม“แล้วก็คอยรับสายด้วย” จากนั้นวายาก็หันหลังแล้วเดินจากผมไป ทิ้งผมให้อยู่ในห้วงภวังค์ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกแปลก ๆ ผมก้มลงไปมองของที่วายาให้มาในมือของผม ผมแบมือออก ในมือของผมมีสร้อยเส้นนั้น และอุปกรณ์อะไรสักอย่างคล้าย ๆ กำไลข้อมืออีกหนึ่งอัน .............................................................วลาดิเมียร์ทุบโต๊ะในห้องหนังสือดังโครม โต๊ะไม้โบราณอายุกว่าสามร้อยปีแทบจะหักคากำปั้นของเขา ทุกคนรอบโต๊ะมีอารมณ์ไม่ต่างกัน“ไอ้วายุนั่นทำไมมันอวดดีอะไรแบบนี้ เพราะมันเหรอที่ทำให้เรื่องราวจบลงด้วยดีเฮอะ!” วลาดิเมียร์ไม่พอใจกับท่าทีของวายุเป็นอย่างมาก “ก็รู้อยู่หรอกว่าพวกสองคนชอบนั่นชอบมีซีนต่อหน้าคนอื่น ๆ แต่ถึงขั้นมาพูดต่อหน้าอาเบลซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยของพวกเรา ก็เหมือนกับหาเรื่องตำหนิความสามารถของหน่วยในทางอ้อมไปด้วย” วลาดิเมียร์เดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปรอบโต๊ะ“อย่าไปสนใจสองคนนั่นเลยวลาด โดยเฉพาะวายุ เขาเป็นแบบนี้มานานแล้ว” อาเบลพยายามปรับอารมณ์ของวลาดิเมียร์ให้เย็นลง “แล้วเนื้อหาของภารกิจครั้งนี้คืออะไรหรืออาเบล” โจจิที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่งของโต๊ะถามมาพร้อมกับเอามือขยับแว่นอาเบลใช้เวลาครู่ใหญ่เล่าเนื้อหาของภารกิจทั้งหมดให้กับทั้งสามคนคนที่ไม่ได้ไปร่วมรับภารกิจฟัง โดยระหว่างนั้นทุก ๆ คนทั้งหมดรอบโต๊ะนั้นต่างนั่งฟังอย่างเงียบงัน โดยไม่ปริปากอะไรออกมาแม้แต่น้อย เพราะเรื่องราวและมติที่สภาฯ แจ้งมามันเกินกว่าที่พวกเขาคาดคิดเอาไว้มาก คนที่ทำลายความเงียบขึ้นมาหลังจากอาเบลพูดจบก็คือโจจิ“แปลว่าสภาจะไม่ยอมรับข้อตกลงของพวกอันเดด และมอบภารกิจช่วยเหลือที่ดูแทบจะเป็นไปไม่ได้ให้กับเรา” โจจิ“ใช่โจจิ มติถูกลงไว้แบบนั้น และภารกิจก็ได้รับมอบหมายแล้ว และเราต้องเก็บเรื่องนี้ให้เป็นความลับ ห้ามแพร่งพรายให้คนอื่น ๆ รู้ ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดความวุ่นวายจนเราควบคุมไม่ได้ตามมา”อาเบลพูดจบก็หันไปพยักหน้าให้กับวิคเตอร์ “นอกจากรายละเอียดที่อาเบลเล่าไปแล้ว ยังมีเรื่องอีกนิดหน่อยที่เราต้องหารือกัน ฉันขอเป็นคนเล่าต่อนะอาเบล”“รบกวนด้วยวิคเตอร์”“สภารู้เรื่องของคาลแล้วจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน” วิคเตอร์เงียบไปเพื่อทิ้งจังหวะ “...และต้องการให้ส่งคาลแก่กระทรวงสอบสวนกลาง” วิคเตอร์พูดต่อเรย์เบ้ปากเล็กน้อย พร้อมส่งเสียงแค่นหายใจเบา ๆ ด้วยอารมณ์รำคาญใจ วลาดิเมียร์มองหน้ากับโจจิ และหันกลับมาสบตากับวิคเตอร์“แต่เรายอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ เพราะคาลคือตัวเชื่อมสำคัญที่จะพาเราไปสู่ข้อมูลที่ทรินิตี้รู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนี้ และข้อมูลนั้นมันอาจจะทำให้เราเจอตัวอาเวนได้เร็วขึ้นอีกด้วย” วิคเตอร์หันไปพยักหน้าให้กับอาเบล จากนั้นก็พูดต่อ“เว้นแต่ว่าเราต้องทำตามเงื่อนไขที่สภาฯ มอบมาให้ได้เสียก่อน”“เงื่อนไขอะไรอีกล่ะเนี่ย” วลาดิเมียร์โวย“จากข้อมูลที่เล็กน้อยมากซึ่งเราได้เรียนรู้จากตัวคาล ตอนแรกเรารู้เพียงแค่ว่าเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีพลังในการรักษาตัวสูงมากก่อนที่จะมาถึงเซกเตอร์สิบเจ็ด และอีกเรื่องที่เราพึ่งรู้คือเขามีร่างกายที่มีความทนทานมาก ๆ ซึ่งความสามารถนี้น่าจะพึ่งตื่นขึ้นหลังจากที่เยว่เฟิงช่วยกรุยมานารูทของเขาไปเมื่อวาน นอกจากแรงกระแทกจะทำให้เขาสลบไประเบิดของอันเดดลูกนั้นที่เขากระโดดเข้าไปรับแทนวายาแทบจะทำอะไรร่างกายของเขาไม่ได้เลย ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นเล็บของฉันยังพอจะสร้างบาดแผลให้กับร่างกายของเขาได้บ้าง”วิคเตอร์มองไปที่เพื่อน ๆ ของเขาทีละคน โดยเฉพาะเรย์ที่หน้าตาไม่มีความสุขอย่างชัดเจน“แต่อย่างไรก็ดีแม้เขาจะมีพลังการรักษาตัวที่มากเพียงใด หรือว่าร่างกายที่แข็งแกร่งแค่ไหน คาลก็ยังไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่เราจะพาเขาไปร่วมภารกิจด้วย เพราะเขาจะกลายเป็นภาระ เป็นตัวถ่วง และหากเขาถูกฝ่ายตรงข้ามจับตัวไปอาจจะยิ่งทำให้เราเกิดความวุ่นวายมากขึ้นไปกว่าเดิมอีกด้วย ดังนั้นภายในเงื่อนเวลาที่เหลืออีกไม่มากคาลต้องทำตามเงื่อนไขต่อไปนี้ให้สำเร็จระหว่างที่สภาฯ จะมีการตัดสินใจทำอะไรลงไปนอกเหนือจากที่แจ้งเรามา”วิคเตอร์ลุกขึ้นและเริ่มเดินไปรอบโต๊ะ “เงื่อนไขข้อที่หนึ่งหนึ่ง พวกเราจะเดินทางไปที่กรุงเทพสิ้นเดือนมกราคม ระหว่างนั้นเราต้องสอบถามข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับแผนการของทรินิตี้ที่เขารู้ให้ได้มากที่สุดเพื่อหาทางวางแผน และหวังว่าถ้าโชคดีเขาจะได้ไปกับเราด้วย นั่นนำไปสู่เงื่อนไขข้อที่สอง ...นั่นคือเขาต้องมีความสามารถพอจะเป็นกำลังรบได้ ไม่ใช่เพียงแค่ป้องกันตัวเองหรือเอาตัวไปรับระเบิดแบบเมื่อวาน”“เหลือเวลาอีกแค่ราว ๆ ไม่ถึงสี่สัปดาห์เนี่ยนะ จะให้คาลที่ไม่มีความทรงจำด้านการต่อสู้ใด ๆ เลย มาเป็นกำลังรบให้กับพวกเรา” วลาดิเมียร์ทำตาโตด้วยความตกใจจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า“ถ้าจะนับให้ถูกต้องวันนี้วันที่ห้ามกราคม คือพวกเราเหลือเวลายี่สิบหกวัน”“ยี่สิบหกวันจะเป็นไปได้ยังไง ภารกิจลงทัณฑ์กันหรือไงเนี่ย!!!”“วลาดเราก็ทำเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ให้เป็นไปได้ตั้งหลายเรื่องแล้วไม่ใช่เหรอไง”“ไม่สำเร็จก็หลายเรื่องเว้ย” วลาดิเมียร์คำราม“แต่คราวนี้เราต้องทำให้สำเร็จ” อาเบลพูดขึ้นมาด้วยเสียงแข็ง และไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้า“คราวนี้ฉันต้องขอแรงพวกนายทุกคนด้วย ถือว่าฉันขอร้อง” เสียงของอาเบลเต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์หลากหลายปนเปกัน ทุกคนในห้องมองไปยังอาเบลเป็นจุดเดียว นี่เป็นครั้งแรกที่อาเบลดูร้อนรนขนาดนี้“นายมีแผนยังไงบ้างอาเบล” โจจิถามขึ้นมา ปลายหางตาของเขาเห็นนอร่าทำหน้าผิดหวังเล็กน้อย“ตามเวลาอันน้อยนิดที่เรามี พวกอันเดดให้เวลาสภาฯ ประกาศต่อหน้าสาธารณชนชาวโดมินาริภายในวันอธิกวาร หรือคือวันที่ยี่สิบเก้ากุมภาพันธ์ แต่แผนการที่ฉันคิดเอาไว้คือเราต้องชิงตัวเอาเวนมาให้ได้ก่อนหน้านั้นโดยเร็วที่สุด ดังนั้นยี่สิบหกวันนับจากวันนี้เราจะเตรียมความพร้อมทุกอย่าง สืบข้อมูลทุกอย่างที่จะทำให้เรารู้แหล่งกบดานของพวกอันเดดให้ได้ และแน่นอนว่าข้อมูลของทรินิตี้จากคาลก็เป็นตัวแปรสำคัญ จากนั้นเราจะเดินทางไปยังกรุงเทพฯ”“แล้วใครจะเป็นคนรับหน้าที่สอนให้คาลรู้จักการต่อสู้ล่ะ เยว่เฟิงเหรอ” วลาดิเมียร์เอ่ยถามพร้อมมองไปที่อาเบลและเยว่เฟิง“ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติแล้ว เยว่เฟิงซึ่งมีความสามารถด้านการใช้มานาที่สุดในหมู่พวกเรา ก็น่าจะเป็นอาจารย์ที่ดีที่สุดให้คาล แต่เพราะสถานการณ์ตอนนี้ไม่ปกติ และเวลาไม่ได้มีมากมาย เพื่อให้มีโอกาสที่คาลจะพอเป็นกำลังรบให้เราได้ ฉันคิดว่าคาลต้องได้รับการสอนจากคนที่ถนัดสายต่อสู้แบบประชิด ซึ่งคนที่เหมาะที่สุดน่าจะเป็นนายนะ... วลาด”วลาดิเมียร์อ้าปากค้าง“เฮ้ย ฉันเนี่ยนะ ฉันจะไปสอนอะไรใครได้”วลาดโวยวายออกไม้ออกมือเหมือนไม่อยากรับภาระอันหนักหน่วงนี้“ฉันจะให้นอร่าไปช่วยด้วยอีกคน”อาเบลพูดพร้อมหันไปพยักหน้าให้กับนอร่าที่ทำหน้าเหมือนไม่พอใจอยู่ นอร่าไม่ได้มีท่าทีตอบรับหรือปฏิเสธอะไรแม้ว่าจะมีนอร่าเพิ่มเข้ามาช่วยอีกคน วลาดิเมียร์ก็ยังไม่ได้รู้สึกสบายใจมากขึ้นเท่าไร แต่ก่อนวลาดิเมียร์จะพูดอะไรออกมา“และอีกคนที่ฉันขอให้ไปช่วยด้วยก็คือเรย์”“เดี๋ยวอาเบล ฉันเนี่ยนะ” เรย์อ้าปากค้างกว้างกว่าวลาดิเมียร์หลายเท่า...จบตอนที่ 14